The Big Heat (1953)

The Big Heat (1953)

The Big Heat (1953) hollywood : Fritz Lang ♥♥♥♥

ในวงการตำรวจ Heat คือคำเรียกสถานการณ์ตึงเครียด เกิดเหตุการณ์รุนแรงจนต้องส่งเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติงาน ไล่ล่าติดตามตัวคนร้าย ควบคุมความสงบโดยไว! ซึ่งในบริบทหนังถูกใช้แทนความอาฆาตแค้นครั้งใหญ่ของนักสืบ Glenn Ford ออกค้นหาฆาตกรเข่นฆ่าภรรยา เธอไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลยสักนิด!

The Big Heat is, of course, the force of vengeance, the blowtorch flame of justice, coming from heaven and Earth alike.

นักวิจารณ์ Peter Bradshaw จากนิตยสาร The Guardian

ระหว่างรับชมผมเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในยุคสมัยกองเซนเซอร์ Hays Code จริงๆนะหรือ? เพราะเต็มไปด้วยความรุนแรง คนบริสุทธิ์ถูกฆ่าแกง นำเสนอความคอรัปชั่นในแวดวงตำรวจ แถมพระเอกมีลักษณะ Anti-Hero … ยุคสมัยนั้นสิ่งเหล่านี้ยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อน แต่เพราะความน่าเชื่อถือในตัวของ Joseph Breen เริ่มลดน้อยถอยลง (รีไทร์ปี ค.ศ. 1954) กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆก็เสื่อมความนิยม จึงมีการโอนอ่อนผ่อนปรนเป็นธรรมดา

The Big Heat (1953) ภาพยนตร์ตั้งคำถามถึงอุดมการณ์ของตำรวจ? บุคคลที่คุณอาจเรียกวีรบุรุษ ยินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อจับกุมอาชญากรมาลงโทษทัณฑ์ แต่เบื้องหลังต้องขัดแย้งคนโน้นนี้นั้น แลกมากับสูญเสียนั่นโน่นนี่ ภรรยาและคนรอบข้าง มันคือวิธีการถูกต้องเหมาะสมจริงๆฤา?

Bannion thinks he can draw a line between his loving wife and adorable child, and the villains he deals with at work. But he invites evil into the lives of his wife and two other women by his self-righteous heroism. Does it ever occur to him that he is at least partly responsible for their deaths? No, apparently it doesn’t, and that’s one reason the film is so insidiously chilling; he continues on his mission oblivious to its cost. 

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

ตอนอพยพสู่สหรัฐอเมริกาสรรค์สร้างผลงานเรื่องแรกๆอย่าง Fury (1936) & You Only Live Once (1937) มีความแพรวพราว เต็มไปด้วยลวดลายเซ็นต์ ความเป็นตัวตนเองของผกก. Lang แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน The Woman in the Window (1944) & Scarlet Street (1945) ลูกเล่นภาพยนตร์เหล่านั้นกลับลดน้อย ค่อยๆสูญหาย แต่ยังพอพบเห็นอยู่ประปราย

พอมาถึง The Big Heat (1953) ต้องถือเป็นโปรดักชั่น Hollywood แบบเต็มร้อย! ผมมองไม่เห็นลูกเล่น ลีลาภาพยนตร์ของผกก. Lang มันสูญหายไปไหน? ถูกทำลาย? กลืนกิน? … “the world must be destroyed before it can be purified.” – Andrew Sarris … แต่จิตวิญญาณของผกก. Lang ยังคงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของหนังเรื่องนี้นะครับ นั่นน่าจะแปลว่าเขาเลือกที่จะปรับตัวเข้ากับสไตล์ Hollywood เสียมากกว่า!


Friedrich Christian Anton ‘Fritz’ Lang (1890-1976) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary มารดาเป็นชาว Jewish ก่อนเปลี่ยนมา Catholicism ส่วนบิดาทำงานก่อสร้าง บุตรชายอยากดำเนินรอยตามด้วยการเข้าศึกษาวิศวกรรมโยธา Technische Hochschule Wien, Vienna แต่ไม่นานก็หันเหความสนใจมาร่ำเรียนศิลปะ จากนั้นออกเดินทางท่องยุโรป ฝึกฝนวาดรูปที่ Paris, ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาสาสมัคร Imperial Austrian Army สู้รบกับ Russian และ Romania ได้รับบาดเจ็บสูญเสียการมองเห็นดวงตาขวา ระหว่างพักรักษาตัวอยู่กับ Red Cross ได้รับชมละคอนเวทีของ Max Reinhardt จึงเริ่มสนใจการแสดง ต่อด้วยภาพยนตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเดินทางสู่ Berlin ทำงานเขียนบท กำกับหนังเงียบเรื่องแรก The Halfbreed (1919), ผลงานเด่นๆ อาทิ Destiny (1921), Dr. Mabuse the Gambler (1922), Die Nibelungen (1924), Metropolis (1927), เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด M (1931), The Testament of Dr. Mabuse (1933), การเรืองอำนาจของ Nazi Germany ตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศ กำกับหนังฝรั่งเศส Liliom (1934) ก่อนมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา สรรค์สร้างภาพยนตร์ Fury (1936), You Only Live Once (1937) ฯ

ต้นฉบับของ The Big Heat (1953) คือนวนิยายสืบสวนสอบสวน แต่งโดยอดีตนักข่าวตำรวจ William Peter McGivern (1918-82) ดูแล้วคงนำจากประสบการณ์ตรง ตีพิมพ์ลงนิตยสารรายสัปดาห์ Saturday Evening Post ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1952 – กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1953 แล้วรวมเล่มตีพิมพ์นวนิยายในปีเดียวกัน

ระหว่างยังตีพิมพ์อยู่ Saturday Evening Post โปรดิวเซอร์ Jerry Wald ได้ติดต่อของซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์ เล็งนักแสดงนำ Paul Muni, George Raft ไม่ก็ Edward G. Robinson แต่พอไม่มีใครตอบตกลง Columbia Pictures จึงขอซื้อต่อในราคา $40,000 เหรียญ แล้วมอบหมายผกก. Lang ดัดแปลงบทโดย Sydney Boehm

Boehm ทำการปรับเปลี่ยนหลายสิ่งอย่างจากนวนิยาย สถานที่พื้นหลัง Philadelphia มาเป็นเมืองสมมติ Kenport เพื่อสามารถนำเสนอความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะของสถานที่แห่งนี้ได้โดยสมบูรณ์แบบ! เพิ่มเติมตัวละคร Commissioner Higgins, ปรับเปลี่ยนตำรวจซื่อสัตย์ Cranston มาเป็นคอรัปชั่น Lieutenant Wilks (พูดง่ายๆก็คือ เน่าทั้งกรม), แทนที่จะให้ภรรยาหม้ายตำรวจ Duncan (ในนวนิยายชื่อ Deery) ฆ่าตัวตาย กลายมาเป็นถูกยิงโดย Debby ฯ

แน่นอนว่าบทร่างแรกย่อมถูกปฏิเสธจากกองเซนเซอร์ Hays Code ผมไม่สามารถหาข้อความเต็มๆ พบเจอมีแค่วลีสำคัญๆ “justification of revenge” “immoral relationship(s)” “corruption in a(n)…American city” และ “an excessive amount of brutality and gruesomeness.”

ด้วยเหตุนี้ Boehm จำต้องลดความรุนแรงลงหลายๆอย่าง โดยเฉพาะนักสืบ Dave Bannion ในนวนิยายคือตำรวจสุดเหี้ยมโหด รังเกียจพวกอาชญากรอย่างมากๆ เปลี่ยนมาเป็นไม่ได้ลงมือวิสามัญ Larry Gordon (ที่วางระเบิดฆ่าภรรยา), ลดฉากความสัมพันธ์กับ Debby Marsh (จริงๆควรมีฉากร่วมรักแต่ถูกตัดทิ้ง) หรือขณะไล่ต้อน Vince Stone อีกฝ่ายไม่ได้ยิงตำรวจเสียชีวิต ฯ


Sergeant Dave Bannion (รับบทโดย Glenn Ford) นักสืบคดีฆาตกรรม ได้รับมอบหมายให้ทำการสืบสวนสอบสวนการฆ่าตัวตายของเพื่อนตำรวจ Tom Duncan มันเหมือนจะไม่ใช่ความเครียดจากอาการป่วย เพราะไม่กี่วันต่อมา Lucy Chapman ชู้รักของเขาติดต่อหา บอกกล่าวว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีอาการป่วยใดๆ ตรงกันข้ามกำลังจะเลิกราภรรยา

ไม่กี่วันถัดมา Lucy ถูกพบเจอกลายเป็นศพ นั่นทำให้ Dave เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แล้วจู่ๆเบื้องบนเร่งรีบออกคำสั่งให้ปิดคดี อีกทั้งได้รับโทรศัพท์ขู่ฆ่า นั่นทำเขาตระหนักว่าบุคคลที่อาจอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่างคือหัวหน้าแก๊งอาชญากร Mike Lagana (รับบทโดย Alexander Scourby) และเมื่อภรรยาเสียชีวิตจากระเบิดติดรถ (Car Bomb) สำแดงความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษทัณฑ์


Glenn Ford ชื่อจริง Gwyllyn Samuel Newton Ford (1916-2006) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Quebec, Canada บิดาทำงานวิศวกรรถไฟ Canadian Pacific Railway ตอนบุตรชายอายุหกขวบ อพยพย้ายไป Venice, California ทำงานบริษัทรถราง Venice Electric Tram Company, ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านการแสดง หลังเรียนจบเข้าร่วมคณะทัวร์การแสดง แล้วมีโอกาสเล่นหนังสั้น Night in Manhattan (1937), ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง Tom Moore จากสตูดิโอ Fox แต่เลือกเซ็นสัญญา Columbia Picture มีชื่อเสียงกับ The Lady in Question (1940), แจ้งเกิดกับ So Ends Our Night (1941), A Stolen Life (1946), Gilda (1946), The Big Heat (1953), Blackboard Jungle (1955), 3:10 to Yuma (1957), Pocketful of Miracles (1961), Superman (1978) รับบทบิดา Jonathan Kent ฯ

รับบทนักสืบ Sergeant Dave Bannion เป็นคนตรงไปตรงมา อุดมการณ์แรงกล้า ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน รังเกียจเดียดฉันท์พวกอาชญากร พร้อมใช้ความรุนแรงโต้ตอบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไร้ความอ่อนน้อม ประณีประณอม นั่นทำให้เขามืดบอดต่อสิ่งรอบข้าง ไม่รับรู้ว่าตนเองคือต้นสาเหตุความตายภรรยา แถมเอาความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตเคียดแค้นเป็นแรงผลักดัน ต้องนำตัวคนร้ายมาลงโทษทัณฑ์

ผมมีภาพจำ Ford จากภาพยนตร์ Gilda (1946) ชายผู้พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปกป้อง ครอบงำอดีตคนรัก แต่โดยปกติแล้วเขามักเล่นหนัง Musical Comedy คนธรรมดาๆ หน้าตาอบอุ่น ซื่อสัตย์มั่นคงต่อครอบครัว, The Big Heat (1953) ถือเป็นส่วนผสมที่มีทั้งด้านอ่อนโยน-ดิบเถื่อน หลังความตายศรีภรรยา พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อล้างแค้น ทวงคืนความยุติธรรม ไร้ความหวาดกลัวเกรง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ใครหน้าไหนทั้งนั้น … ลึกๆผมรู้สึกเหมือนหมาจนตรอก

ผู้ชมส่วนใหญ่มักมองตัวละครเยี่ยงวีรบุรุษ (Hero) นักสืบผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า มุ่งมั่นทุ่มเท เสียสละตนเอง ปฏิเสธโอนอ่อนผ่อนปรนให้อาชญากร ความคอรัปชั่นในองค์กร, แต่อุปนิสัยดื้อรั้ ดึงดัน ไร้ความอ่อนน้อม ประณีประณอม ชัยชนะแลกมากับการสูญเสีย ความตายภรรยา มันคุ้มค่าจริงๆฤา? … คนที่มีอุดมการณ์แรงกล้า มักไม่ตระหนักว่าตนเองคือผู้นำพาหายนะ/ความตายมาสู่ครอบครัว


Gloria Grahame ชื่อเดิม Gloria Grahame Hallward (1923-81) นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California ในครอบครัว Methodist มารดาเป็นนักแสดงละครเวที เฉกเช่นเดียวกับพี่สาว Joy Hallward แต่งงานกับ John Mitchum (น้องชายของ Robert Mitchum), โตขึ้นเข้าเรียน Hollywood High School ไม่ทันจบกลายเป็นนักแสดง Broadways เข้าตาโปรดิวเซอร์ Louis B. Mayer เซ็นสัญญากับสตูดิโอ MGM ผลงานเรื่องแรก Blonde Fever (1944), โด่งดังพลุแตกกับ It’s a Wonderful Life (1946), ผลงานเด่นๆตามมา อาทิ Crossfire (1947), In a Lonely Place (1950), The Greatest Show on Earth (1952), The Bad and the Beautiful (1952) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress, The Big Heat (1953) ฯ

รับบท Debby Marsh แฟนสาวของ Vince Stone (รับบทโดย Lee Marvin) ลูกน้องคนสนิทของ Mike Lagana, เธอเป็นคนรักอิสระ สนเพียงเงินทอง โหยหาชีวิตสุขสบาย ตื่นเต้นเร้าใจ แต่มักได้รับการปฏิบัติจากสมาชิกแก๊งอาชญากรไม่ค่อยดีนัก ครั้งหนึ่งติดตามนักสืบ Dave Bannion ขึ้นห้องโรงแรม เลยถูกชายคนรักสาดกาแฟ/น้ำร้อนใส่หน้า เสียโฉมครึ่งซีก เต็มไปด้วยเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น ต้องการโต้ตอบเอาคืน ไม่มีอะไรให้สูญเสียอีกต่อไป

ในตอนแรกโปรดิวเซอร์ต้องการหยิบยืม Marilyn Monroe จากสตูดิโอ 20th Century Fox แต่ถูกเรียกค่าจ้างสูงเหลือเกิน เลยจำต้องมองหานักแสดงคนอื่น ส้มหล่นใส่ Gloria Grahame เพิ่งคว้ารางวัล Oscar มาหมาดๆ

Grahame มีเสน่ห์ในความระริกระรี้ จู้จี้ขี้บ่น เป็นคนไร้พิษภัย คอยสร้างสีสันให้กับหนัง นั่นคือเหตุผลการคว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress จากภาพยนตร์ The Bad and the Beautiful (1952), แต่หลังจาก Debby Marsh ถูกกาแฟ/น้ำร้อนสาดใส่หน้า ปรับเปลี่ยนจากเทพธิดาเป็นนางมารร้าย เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น อารมณ์เดียวกันเป๊ะกับ Sergeant Dave Bannion … สำหรับสตรีเพศ การเสียโฉมเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!

นักวิจารณ์หลายคนมองบทบาทนี้ของ Grahame คือสวยอันตราย (Femme Fatale) แต่ผมไม่รู้สึกว่าเธอมีพิษภัย หรือลับลมคมในซุกซ่อนเร้นไว้ การแสดงออกนั้นตรงไปตรงมา ถูกกระทำร้ายจนเสียโฉม จึงต้องการล้างแค้น/โต้ตอบเอาคืน เอากาแฟ/น้ำร้อนสาดย้อนกลับหาอดีตแฟนหนุ่ม!

ผมแอบเสียดายที่การแสดงของ Grahame ถูกมองข้ามจากทุกๆสถาบัน นี่เป็นบทบาทสมควรเข้าชิง/คว้าอีกรางวัล Oscar ด้วยซ้ำไป! และเธอยังมีประโยคเด็ด “We’re sisters under the mink.” เกือบจะติดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes (2005)

ถ่ายภาพโดย Charles Bryant Lang, Jr. (1902-98) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Bluff, Utha บิดาคือช่างภาพนิ่ง แต่บุตรชายสนใจเรียนกฎหมาย University of Southern California พอค้นพบว่าไม่ชอบเท่าไหร่เลยออกมาฝึกงานห้องแลป(ของบิดา) จากนั้นได้เป็นผู้ช่วยตากล้องภาพยนตร์ H. Kinley Martin, L. Guy Wilky ทำงานอยู่ Preferred Picture Corporation หลายปีจนได้เข้าร่วม Paramount Pictures เริ่มถ่ายทำหนังเงียบ เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด Tom Sawyer (1930), A Farewell to Arms (1932) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Midnight (1939), The Cat and the Canary (1939), The Uninvited (1944), The Ghost and Mrs. Muir (1947), A Foreign Affair (1948) ฯ แต่ผลงานอมตะส่วนใหญ่อยู่ทศวรรษ 50s หลังลาออกมาทำงานฟรีแลนซ์ อาทิ Ace in the Hole (1951), Sudden Fear (1952), The Big Heat (1953), Sabrina (1954), Some Like It Hot (1959), The Magnificent Seven (1960), How the West Was Won (1962), Charade (1963) ฯ

ผกก. Lang ใช้เวลาเกือบยี่สิบปีซึมซับวิถี Hollywood นำมาปรับประยุกต์เข้ากับแนวทางของตนเอง งานภาพของหนังจึงไม่มุ่งเน้นการใช้ลูกเล่น ภาษาภาพยนตร์ โดดเด่นกับโปรดักชั่นงานสร้าง จัดแสงสว่าง-เงามืด คละคลุ้งบรรยากาศหนังนัวร์ สะท้อนด้านมืดจิตใจมนุษย์ และเมืองแห่งนี้ที่มีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ เต็มไปด้วยความคอรัปชั่น

Fritz Lang’s direction is based upon conventions of classical narrative cinema, but is exceptionally disciplined. His mise-en-scène uses perceptible (“arbitrary”) camera moves to explore dramatic space but favours unobtrusive (“motivated”) camera moves to adjust to characters’ moves. Lang is a master of the unobtrusive camera move, excelled perhaps only by Otto Preminger at his best.

นักวิจารณ์ John Flaus ตีพิมพ์ลงนิตยสาร CTEQ: Annotations on Film

เราอาจเรียกสไตล์การถ่ายภาพนี้ว่า Classical Narrative (หรือ Hollywood Narrative) กล้องทำหน้าที่เหมือนผู้สังเกตการณ์ บันทึกภาพเหตุการณ์ดำเนินไป มุ่งเน้นสร้างความต่อเนื่องลื่นไหล เรียบง่าย พอดิบดี ไม่มีช็อตไหนเปล่าประโยชน์ “Every shot is composed with economy and exactitude, no act gratuitous.” วิธีการดังกล่าวช่วยสร้างแรงดึงดูด เกิดความใจจดใจจ่อ ผู้ชมแทบมิอาจละสายตา … การมีลูกเล่นภาพยนตร์เยอะๆไม่ได้แปลว่าผลลัพท์ต้องออกมาดี บางทีหนังไม่ใช้เทคนิคลูกเล่นอะไร แต่คุณภาพระดับมาสเตอร์พีซก็มากมายถมไป!

เกร็ด: หนังใช้เวลาโปรดักชั่นเพียงแค่เดือนเดียว ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 18 เมษายน ค.ศ. 1953


สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อย คือหนังเต็มไปด้วย “สูตรสอง” ในบริบทนี้อาจเรียกว่ากรรมคืนสนอง เหตุการณ์เลวร้ายใดๆบังเกิดขึ้น ก็มักเกิดขึ้นซ้ำสองในทิศทางตรงกันข้าม ยกตัวอย่างฉากถูกกาแฟ/น้ำร้อนลวกหน้า

  • ครั้งแรก Vince เต็มไปด้วยอารมณ์ลุ่มร้อน ต้องการลงโทษ Debby เขามองซ้ายมองขวา กล้องถ่ายขณะหยิบหม้อต้มกาแฟแล้วได้ยินเสียงกรีดร้อง ไม่พบเห็นขณะน้ำร้อนสาดโดนหน้าหญิงสาว
  • ตรงกันข้ามครั้งหลัง Debby วางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี รอคอยจังหวะเขาไม่ทันระวังตัว กล้องถ่ายขณะน้ำร้อนสาดเข้าใบหน้า ไม่พบเห็นหญิงสาวขณะที่สาด เธอจะปรากฎขึ้นภายหลังไฟเปิดถือหม้อต้มกาแฟ

ความรู้สึกของผู้ชมต่อเหตุการณ์ทั้งสองครั้งก็น่าจะแตกต่างตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน! ครั้งแรกหญิงสาวไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ถูกกระทำร้าย ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ผู้ชมเกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจ, ครั้งหลังคือการล้างแค้น โต้ตอบเอาคืน มันช่างสมเหตุสมผล เกิดความพึงพอใจในกรรมสนอง

แซว: ตอนจบของหนัง Dave Bannion หวนกลับเข้าทำงานในกรมตำรวจ คำพูดประโยคสุดท้าย “Keep the coffee hot, Hugo” ชัดเจนว่าล้อกับซีเควนซ์นี้และชื่อหนัง The Big Heat มันคือหม้อต้มกาแฟนี่เอง!

จุดจบของสามตัวละครที่เป็นผู้ร้าย สภาพของพวกเขาอยู่ในสภาพจนมุม/หมาจนตรอก (ในเชิงรูปธรรมเลยนะ) ลงไปนอนกองกับพื้น ไร้หนทางดิ้นหลบหนี จบสิ้นชีวี

  • Lucy Chapman ไม่มีฉายภาพให้พบเห็น แต่การถูกรัดคอสามารถสื่อถึงการสูญสิ้นความทะเยอทะยาน ไม่สามารถครองรัก/ให้ความช่วยเหลือชู้ผู้ล่วงลับ
  • Larry Gordon หลังถูกค้นพบโดย Dave บุกเข้ามาในห้องพักโรงแรม ผลักอีกฝ่ายลงไปกลิ้งเกลือกมุมห้อง สอบเค้นความจริง จากนั้นปล่อยตัวให้หลบหนี … แต่ก็ไม่สามารถเอาตัวรอดจากเครือข่ายอาชญากร
  • Bertha Duncan (ภรรยาหม้ายของ Tom Duncan) พอถูกยิงทิ้งตัวลงนอนเสียชีวิตใต้โต๊ะทำงานสามี (ตัวเดียวกับที่เขาฆ่าตัวตาย) พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดแค่ไหน ก็เพียงหญิงสาวอยู่ภายใต้แทบเท้าบุรุษ
  • Vince กำลังปีนป่ายขึ้นบันไดหลบหนี แต่ถูก Dave ฉุดกระชากลงมาจนมุม หมาจนตรอก เรียกร้องให้ลงมือเข่นฆ่า แต่เขากลับสามารถสงบสติ หยุดยับยั้งชั่งใจ
  • Mike Lagana ไม่ฉายภาพให้เห็นเช่นกัน แต่พบเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่าถูกจับกุม สูญเสียชื่อเสียง อำนาจบารมี ป่นปี้ทุกสิ่งอย่าง

การเสียโฉมของ Debby คือภาพสะท้อนบาดแผลทางใจ (Trauma) ของ Dave ภรรยาเสียชีวิตจากระเบิดติดรถ! เธอทั้งสองต่างเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย แต่กลับถูกกระทำร้าย ตายจริงๆและตกตายทั้งเป็น … เรายังสามารถเปรียบเทียบถึงบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่สองได้ด้วยกระมัง!

ตัดต่อโดย Charles Nelson (1901-97) สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Sahara (1943), A Song to Remember (1945), Gilda (1946), The Big Heat (1953), Picnic (1955) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, Cat Ballou (1965) ฯ

หนังเริ่มต้นที่การฆ่าตัวตายของตำรวจนายหนึ่ง จากนั้นดำเนินเรื่องผ่านมุมมองนักสืบ Dave Bannion พยายามสืบสวนสอบสวนค้นหาเบื้องหลังความจริง ที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงใย เกี่ยวพันกับบุคคลเส้นใหญ่ เป็นเหตุให้หายนะบังเกิดขึ้นกับครอบครัว ภรรยาเสียชีวิตจากระเบิดติดรถ (Car Bomb) สำแดงความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษทัณฑ์

  • ความตายของเพื่อนตำรวจ Tom Duncan
    • ดึกดื่น Tom Duncan ตัดสินใจปลิดชีพฆ่าตัวตาย ภรรยาโทรศัพท์แจ้ง Mike Lagana ก่อนติดต่อหาตำรวจ
    • Dave ได้รับมอบหมายสืบสวนคดีความ สอบถามไถ่ภรรยา
    • กลับมาบ้านพูดคุยหยอกล้อเล่นภรรยา
  • Lucy Chapman
    • แวะเวียนมายังบาร์ The Retreat เพื่อพบเจอ Lucy Chapman
    • Lucy คือชู้รักของ Tom ยืนกรานว่าเขาไม่มีทางฆ่าตัวตาย
    • Dave หวนกลับมาสอบถามไถ่ภรรยาของ Tom
    • วันถัดมา Lucy พบเจอเป็นศพ ถูกทรมานจนเสียชีวิต
    • เบื้องบนสั่งมาให้ Dave หยุดการสืบสวน
    • Dave แวะเวียนมายัง The Retreat ล้วงความจริงบางอย่างจากพนักงานบาร์
    • กลับมาบ้าน จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว แถมได้รับโทรศัพท์ขู่ฆ่า
    • Dave เผชิญหน้าหน้าแก๊งอาชญากร Mike รับรู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง
  • Katie Bannion
    • หัวหน้าของ Dave ยังคงเกลี้ยกล่อมให้เขาหยุดการสอบสวน
    • Dave กลับมาที่บ้าน ก่อนภรรยาเสียชีวิตจากระเบิดติดรถ (Car Bomb)
    • Commissioner Higgins สั่งให้ Dave หยุดพักงาน ยึดตราตำรวจ
    • ขนย้ายข้าวของออกจากบ้าน ส่งบุตรสาวไปอยู่กับญาติที่เซฟเฮ้าส์
    • Mike ตำหนิการทำงานของลูกน้อง Vince Stone
    • Dave ออกเดินทางไปสถานที่ต่างๆเพื่อติดตามหาเบาะแส ใครคือผู้วางระเบิด จนรับรู้ชื่อ Larry
  • Debby Marsh
    • Dave เดินทางมา The Retreat เพื่อติดตามหา Larry แต่ไม่มีใครปากโป้ง
    • Debby ติดตาม Dave ขึ้นโรงแรม แต่เธอก็ไม่เปิดเผยอะไรเช่นกัน
    • แต่พอ Debby กลับมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Mike ถูกแฟนหนุ่ม Vince เอากาแฟ/น้ำร้อนสาดหน้าจนเสียโฉม
    • Debby หวนกลับมาหา Dave แล้วเปิดเผยใครคือ Larry
    • Dave เดินทางไปเผชิญหน้า Larry
    • Dave มาพูดคุยกับภรรยาหม้ายของ Tom
    • Dave หวนกลับมาหา Debby พูดเล่าความสัมพันธ์ระหว่าง Mike กับภรรยาหม้ายของ Tom
    • Dave เดินทางไปเซฟเฮาส์ ก่อนพบเจอหัวหน้า
    • Debby เผชิญหน้าภรรยาหม้ายของ Tom
    • Debby ล้างแค้น Vince ด้วยการสาดกาแฟ/น้ำร้อนใส่หน้า
    • Dave จัดการกับ Vince พยายามให้การช่วยเหลือ Debby แต่สายเกินไป

ในบรรดาหนัง Hollywood ของผกก. Lang ต้องถือว่า The Big Heat (1953) มีการดำเนินเรื่องได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล แต่ละซีเควนซ์เชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุสมผล ค่อยๆไต่เต้าระดับอารมณ์ จากปั่นป่วน มอดไหม้ จนท้ายที่สุดรู้สึกเหมือนถูกแผดเผาทำลายทรวงใน


เพลงประกอบโดย Henry Vars ชื่อจริง Henryk Warszawski (1902-1977) นักแต่งเพลงสัญชาติ Polish เกิดที่ Warsaw, Congress Poland (ขณะนั้นอยู่ภายใต้ Russian Empire) ในครอบครัวนักดนตรี Jewish ได้รับทุนเข้าเรียน Fryderyk Chopin University of Music จากนั้นเริ่มทำเพลงประกอบละคอนเวที บุกเบิกดนตรี Jazz ในประเทศ Poland (จนได้รับฉายา Polish-Irving Berlin), ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งสองถูกบังคับเกณฑ์ทหาร Polish Army ตกเป็นนักโทษเชลยสงครามของ Nazi Germany โชคดีสามารถหลบหนีออกมา, หลังสงครามจึงตัดสินใจอพยพสู่สหรัฐอเมริกา เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล ดิ้นรนอยู่สักพักใหญ่จนได้รับโอกาสทำเพลงประกอบภาพยนตร์ The Big Heat (1953) ฯ

Vars อาจไม่ใช่นักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงมากนัก แต่ด้วยประสบการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง จึงรังสรรค์บทเพลงที่มอบสัมผัสอันตราย มักดังขึ้นเมื่อบังเกิดเหตุการณ์เลวร้าย สร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึก และสะท้อนความรู้สึกภายในจิตใจตัวละคร … ในส่วนของเพลงประกอบอาจไม่มีท่วงทำนองเสนาะหู แค่เพียงสไตล์ Hollywood ทั่วๆไป แต่สามารถเติมเต็มหนังได้อย่างกลมกล่อมก็เพียงพอแล้วละ!

The Big Heat (1953) นำเสนอเรื่องราวของนักสืบ Dave Bannion ผู้มีความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น หลังภรรยาเสียชีวิตจากระเบิดติดรถ (Car Bomb) พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อโต้ตอบเอาคืน จับกุมตัวผู้ร้ายมาลงโทษทัณฑ์ … ได้รับบาดแผลทางใจ

ขณะเดียวกัน Debby Marsh แฟนสาวของหนึ่งในสมาชิกเครือข่ายอาชญากร เพียงเพราะครั้งหนึ่งแอบติดตามนักสืบ Dave ขึ้นห้องโรงแรม เลยถูกแฟนหนุ่ม Vince Stone ใช้กาแฟ/น้ำร้อนสาดใบหน้า ทำให้สูญเสียโฉม สำหรับสตรีเพศนั่นไม่ต่างจากตกตายทั้งเป็น เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อโต้ตอบเอาคืน … ได้รับบาดแผลทางร่างกาย

เรื่องราว Dave & Debby ช่างมีความละม้ายคล้ายคลึง พวกเขาประสบเหตุบางอย่าง (ภรรยาของ Dave ถูกไฟครอกตาย, Debby โดนกาแฟ/น้ำรอดสาดหน้า) ทำให้จิตใจลุ่มร้อน มอดไหม้ทรวงใน “The Big Heat” ต้องการแผดเผา ทำลายล้างศัตรู เพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นภายใน

ข้อสรุปของผมเกี่ยวกับ The Big Heat (1953) นำเสนอเรื่องราวของบุคคลถูกกระทำร้าย ได้รับบาดแผลทางร่างกาย-จิตใจ ทำให้เต็มไปด้วยความเกี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น ตั้งการทำบางสิ่งอย่างเพื่อโต้ตอบเอาคืน หรือก็คือผกก. Lang พยายามสะท้อนบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่สอง วีรกรรมของ Nazi Germany เป็นสิ่งจักติดตัวและฝังอยู่ในจิตวิญญาณชาวโลกไปอีกนมนาน

ผกก. Lang แม้เป็นชาว Austrian แต่มักถูกเหมารวมว่าคือ German (เพราะมีชื่อเสียงจากเคยสร้างหนังเงียบที่ Germany มาหลายเรื่อง) และต่อให้เคยสรรสร้างภาพยนตร์ต่อต้านนาซี (Anti-Nazi) มากถึงสี่เรื่อง ก็มิอาจลบล้างภาพจำ ราวกับรอยแผลเป็นติดอยู่บนใบหน้า

ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามล้างไพ่ ทำลายล้างด้วยไฟ ต้องการเริ่มต้นทุกสิ่งอย่าง ถือกำเนิด เกิดใหม่ “the world must be destroyed before it can be purified.” รวมถึงทอดทิ้งสไตล์ลายเซ็นต์ โอบรับวิถี Hollywood สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยความบริสุทธิ์ … อุ่นกาแฟรอไว้ได้เลย

จริงๆเรายังสามารถตีความองค์กรตำรวจ/เครือข่ายอาชญากรรม = วงการภาพยนตร์ Hollywood, ตั้งแต่ผกก. Lang เดินทางสู่สหรัฐอเมริกา ก็แทบไม่เคยสรรค์สร้างภาพยนตร์ตรงตามวิสัยทัศน์ ถ้าไม่ขัดแย้งนักแสดง ก็บุคคลเบื้องบนอย่างโปรดิวเซอร์ กองเซนเซอร์ Hays Code พานผ่านเผชิญหน้าต่อสู้มาอย่างโชกเลือด ได้รับบาดแผลทั้งร่างกาย-จิตใจ จนกระทั่งเกือบยี่สิบปีถัดมา เขาคงเกิดเอือมระอา

ในแง่มุมหนึ่งเราอาจมองว่า The Big Heat (1953) คือการศิโรราบต่อวิถี Hollywood ไม่หลงเหลือลูกเล่น ลวดลายเซ็นต์ภาพยนตร์ แต่ตัวละครทั้งสอง Dave & Debby ต่างเต็มไปด้วยความเกี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น ต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อโต้ตอบเอาคืน … แต่ทว่าผกก. Lang ก็ทำได้เพียงสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ระบายอารมณ์อัดอั้นผ่านผลงานศิลปะเท่านั้นแล


หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่นิตยสาร Variety รายงานว่าทำเงินในปี ค.ศ. 1953 ได้ประมาณ $1.25 ล้านเหรียญ ดูแล้วน่าจะไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ อีกทั้งไม่มีลุ้นเข้าชิงรางวัลใดๆ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K โดย Sony Pictures Entertainment จากต้นฉบับฟีล์มเนกาทีฟ 35mm เข้าฉายเทศกาลหนัง Venezia Classici (Venice Classics) เมื่อปี ค.ศ. 2024 สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Criterion Collection

แม้ผมจะแอบผิดหวังเล็กๆที่ผกก. Lang เลือกสรรค์สร้าง The Big Heat (1953) ในสไตล์ Hollywood ร้อยเปอร์เซ็นต์! แต่พอตระหนักถึงใจความเกี่ยวกับการทำลายล้างเพื่อเริ่มต้นใหม่ วิธีการดังกล่าวจึงโคตรๆสมเหตุสมผล แทบอยากจะยกย่องระดับมาสเตอร์พีซ … แต่หนังไม่ได้ทรงอิทธิพลระดับ Metropolis (1927) หรือ M (1931) เลยละเอาไว้ในใจ

จัดเรต 15+ กับความตึงเครียด บรรยากาศหนังนัวร์ ศีลธรรมคลุมเคลือ

คำโปรย | The Big Heat ความอาฆาตแค้นของ Glenn Ford และผู้กำกับ Fritz Lang ช่างมีความร้อนระอุ มอดไหม้ทรวงใน ทำลายล้างเพื่อเริ่มต้นใหม่
คุณภาพ | ร้อนอุ
ส่วนตัว | มอดไหม้ทรวงใน


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)