Bad Timing (1980)

Bad Timing

Bad Timing (1980) British : Nicolas Roeg ♥♥♥

หนังเรต X ที่ได้รับคำนิยามว่า ‘a sick film made by sick people for sick people’ แต่ผมว่ามันก็ไม่เลวร้ายขนาดนั้นนะ แค่ออกฉาย ‘Bad Timing’ ผิดที่ผิดเวลา ในยุคสมัยที่ผู้ชมส่วนใหญ่ยังยินยอมรับเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้สักเท่าไหร่

ผมไม่ค่อยอยากสปอยถึงสิ่งที่ทำให้ Bad Timing ได้รับการจัดเรต X สักเท่าไหร่ เพราะมันคือจุดไคลน์แม็กซ์ และเหตุผลของวิธีการดำเนินเรื่อง/ตัดต่อแบบคลุ้มคลั่ง ซึ่งถ้าคุณเกิดความสนใจหนังเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนอ่านบทความนี้แล้วกัน อาจทำให้สูญเสียอรรถรสในการรับชมไปเปล่าๆ

เบื้องต้นเล่าคร่าวๆ เรื่องราวของชาย-หญิง สัญชาติอเมริกัน พบเจอตกหลุมรักที่เวียนนา, ออสเตรีย วันหนึ่งเธอตั้งใจฆ่าตัวตายด้วยการกินยาเกินขนาด ทำให้เขาต้องติดต่อเรียกรถพยาบาล นายตำรวจจำต้องซักทอดตั้งคำถามตามหน้าที่ แต่มีบางสิ่งอย่างน่าฉงนสงสัย เพราะอะไรกันแน่ทำให้หญิงสาวคิดสั้นกระทำการเช่นนี้? แล้วหมอนี้ทำไมถึงเรียกตนเองว่าคือเพื่อน ทั้งๆก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นแฟนหนุ่ม/คนรัก

ด้วยลักษณะดังกล่าว สามารถจัดแนวหนังได้คือ Psychological Thriller สืบสวนสอบสวนค้นหาเหตุผลข้อเท็จจริง ทำไมหญิงสาวถึงคิดสั้นฆ่าตัวตาย? เล่าเรื่องด้วยลักษณะย้อนอดีต Flashback ค่อยๆเปิดเผยปมประเด็นดราม่าออกทีละเล็กละน้อย

Nicolas Jack Roeg (1928 – 2018) ตากล้อง ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London ตรงข้ามบ้านคือสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ จึงเกิดความสนใจวงการนี้มาตั้งแต่เด็ก พออายุ 19 เริ่มต้นจากเป็นเด็กส่งชา ขนของ แบกกล้องแผนกถ่ายภาพที่ Marylebone Studios ไต่เต้าขึ้นมาควบคุมกล้อง (Camera Operator) อาทิ The Sundowners (1960), The Trials of Oscar Wilde (1960) ต่อมาเป็นตากล้องกองสอง Lawrence of Arabia (1962), ขึ้นเครดิตกับ The Masque of the Red Death (1964), Fahrenheit 451 (1966), ก้าวขึ้นมากำกับภาพยนตร์ Performance (1970), Walkabout (1971), Don’t Look Now (1973) ฯ

หลังเสร็จจาก The Man Who Fell to Earth (1976) ผู้กำกับ Roeg มีโอกาสพบเจอพูดคุยกับ Carlo Ponti โปรดิวเซอร์ชื่อดังสัญชาติอิตาเลี่ยน ซึ่งก็ได้ให้แนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับ Bad Timing

“It was given to me as a kind of longish idea, translated from Italian. It was very different, about two Italians, but it was the same basic idea, about that condition of man and woman. I never got to the bottom of who wrote it”.

– Nicolas Roeg

ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้คือส่วนผสมของ La Dolce Vita (1960) เปลี่ยนพื้นหลังเป็นกรุงเวียนนา ช่วงสงครามเย็น และ The Third Man (1949) ในการสืบสวนสอบสวน จิตวิเคราะห์ ค้นหาคำตอบของปริศนา

ร่วมงานกับ Yale Udoff (1935 – 2018) นักเขียนบทละคร/ซีรีย์ สัญชาติอเมริกัน

“It was about a wealthy Roman playboy and his girlfriend, … , with a feel of the sixties. It had an investigation into a murder. What interested Roeg was the idea of a couple in extremis, a man and a woman battling.”

– Yale Udoff

Alex Linden (รับบทโดย Art Garfunkel) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา พบเจอตกหลุมรัก Milena Flaherty (รับบทโดย Theresa Russell) ที่กรุงเวียนนา, ออสเตรีย ในช่วงระหว่างสงครามเย็น หญิงสาวไม่เคยบอกให้เขาล่วงรู้ว่าตนเองแต่งงานแล้วกับชายสูงวัย สัญชาติ Czech บังเอิญเขารับล่วงรู้จากงานพิเศษหนึ่งที่ได้รับจากกองทัพ แสดงออกต่อเธอด้วยความเย็นชาจนต้องเลิกร้างราต่อกัน แต่ไม่นานก็มิอาจทำใจพยายามออดอ้อนร้องขอคืนดีจนใจอ่อน ถึงกระนั้นก็มีเรื่องขัดแย้งให้ต้องเลิกรากันอีกรอบ หลายครั้งคราจนเหมือนคู่รักโรคจิต เธอเลยขู่เขาว่าจะฆ่าตัวตาย เรื่องวุ่นวายเลยบังเกิดขึ้น

นำแสดงโดย Arthur Ira Garfunkel (เกิดปี 1941) นักร้อง นักกวี ครูสอนคณิตศาสตร์ และนักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, คนส่วนใหญ่คงรู้จักในฐานะคู่ดูโอ้กับ Paul Simon ใช้ชื่อ Simon & Garfunkel บทเพลงอมตะก็อย่าง The Sound of Silence (1964), Mrs. Robinson (1968), The Boxer (1969), Bridge over Troubled Water (1970) ฯ สำหรับการแสดง โดดเด่นกับ Catch-22 (1970), Carnal Knowledge (1971), Bad Timing (1980) ฯ

รับบท Alex Linden ถึงตนเองเป็นนักจิตวิทยา ก็ใช่ว่าจะสามารถอ่านเข้าใจตัวตนเองออกได้ ทีแรกพยายามไม่ใคร่สนใจ Milena Flaherty แต่ก็มิอาจทนต่อความยั่วยวน ร่านสวาท พอตกหลุมรักก็คลั่งไคล้ดั่งพายุเฮอร์ริเคน ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของเธอเพียงคนเดียว แต่นิสัยรักอิสระของหญิงสาวทำให้เขาเต็มไปด้วยความคับข้องขุ่นเคือง ถึงกระนั้นก็ยังดื้อรันหัวชนฝา ไม่สนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถูก-ผิด ดี-ชั่ว การกระทำสุดท้ายมันช่างโคตรเห็นแก่ตัวโดยแท้

ทรงผมแอโฟรฟูฟ่องของ Garfunkel สะท้อนถึงความฟุ้งซ่าน หมกมุ่น คลุ้มคลั่ง ไม่เห็นจะหล่อตรงไหนแต่ลีลาคงเร้าใจหญิงสาว โดดเด่นมากตอนละเหี่ยเศร้าสร้อย เหงาหงอย ใบหน้ามี Expression สัมผัสได้ถึงความรวดร้าวระทมใจ แต่ไฮไลท์คือไอ้โรคจิต วิปริตโดยแท้

Theresa Lynn Russell (เกิดปี 1957) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Diego, California ตอนอายุ 12 ได้งานถ่ายแบบ โมเดลลิ่ง เข้าตาตากล้อง Peter Douglas (ลูกชายของ Kirk Douglas) แนะนำต่อให้โปรดิวเซอร์ Sam Spiegel จนมีโอกาสเข้าเรียนการแสดงที่ Lee Strasberg Institute และแสดงภาพยนตร์ในกำกับเรื่องสุดท้ายของ Elia Kazan เรื่อง The Last Tycoon (1976), ตามด้วย Straight Time (1978), Bad Timing (1980) ซึ่งระหว่างร่วมงานครั้งนี้ ตกหลุมรักผู้กำกับ Roeg ต่อมาได้แต่งงาน ร่วมงานกันอีกหลายครั้ง แล้วหย่าขาด (ไม่รู้ปีไหน)

รับบท Milena Flaherty หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความร่านสวาท เธอมีความผิดปกติอย่างแน่นอน (น่าจะ Nymphomania) นั่นเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาแท้ๆ Alex Linden น่าจะสังเกตออก แต่แทนที่เขาจะให้ความช่วยเหลือ กลับตักตวงผลประโยชน์ เรียกร้องให้เธอกลายเป็นนกในกรงของเขา เรื่องอะไรจะยินยอม แต่อาจเพราะลีล่าอันเร่าร้อนแรงทำให้ก็มิอาจตัดใจแยกจาก ว่ายเวียนวนจมปลักอยู่กับความต้องการ พยายามใช้ยาในการแก้ปัญหา จนในที่สุด…

อาการ Nympho ที่ Russell แสดงออกมา ทำเอาหนัง Nymphomaniac (2013) ของผู้กำกับ Lars von Trier กระจอกงอกง่อยไปเลย มีหลายฉากเจ๋งๆอย่าง Sex ตรงบันได, แต่งหน้าเหมือนผี แต่น่าทึ่งสุดคือตอนเมาเดินขึ้นบันไดแล้วพูดความในใจออกมา มันช่างตรงเผงแทงใจดำของพระเอก (เรียกว่าทำการ ‘จิตวิเคราะห์’ ให้กับนักจิตวิทยา ย้อนแย้งกันเองได้อย่างเจ็บแสบ)

Harvey Keitel (เกิดปี 1939) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York City ครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจาก Romania และ Poland พออายุ 16 สมัครเป็นทหารเรือ ประจำการอยู่ Lebanon ปลดประจำการออกมาทำงานเป็นผู้สื่อขาวในศาล ก่อนผันตัวมาเป็นนักแสดง เข้าเรียน HB Studio ลูกศิษย์ของ Stella Adler กับ Lee Strasberg ได้รับบทเล็กๆในการแสดง Off-Broadway มาทดสอบหน้ากล้องหนังของ Martin Scorsese ภาพยนตร์เรื่องแรก Who’s That Knocking at My Door (1967), แจ้งเกิดกับ Mean Streets (1973), Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974), Taxi Driver (1976), The Last Temptation of Christ (1988), Thelma & Louise (1991), Bugsy (1991) ** เข้าชิง Oscar: Best Actor, Reservoir Dogs (1992), Bad Lieutenant (1992), The Piano (1993), Pulp Fiction (1994) ฯ

รับบท Inspector Netusil ทีแรกคือทำตามหน้าที่ รับแจ้งความผู้ป่วยฆ่าตัวตาย แต่หลังจากซักถามคำให้การอันมีเลศนัยของ Alex Linden ออกเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ครุ่นคิด พบเห็นบางสิ่งอย่าง ราวกับว่ามีการจัดฉาก สืบสวนสอบสวนจนเกือบๆได้ข้อสรุปเท็จจริงทั้งหมด

การสรรหานักแสดงรับบทบาทนี้มีความยุ่งยากลำบากยิ่ง ติดต่อ Albert Finney บอกปัด, Malcolm McDowell แสดงความสนใจแต่ไม่ว่าง, Bruno Ganz ไม่ยอมเล่น, กระทั่งว่าเหลือเพียงอีกสามวันจะถ่ายทำ บังเอิญเดินทางกลับอังกฤษพบเจอ Harvey Keitel

“Then, by chance, I came back to England and I met Harvey, and it was like a gift from the gods. I’m glad, because I believe in destiny. Fate was kind of leaving the way open. People get what’s theirs; I believe that very much. They get it somehow”.

– Nicolas Roeg

80% ของหนัง ผมแทบไม่รู้สึกเลยว่าการได้ Keitel มารับบทบาทนี้จะมีประโยชน์อะไร แค่เดินไปล่องลอยมา ซักถาม ยื่นซองบุหรี่ คอยเติมเต็มฉากเหตุการณ์ต่างๆเท่านั้นเอง กระทั่งว่า 20 นาทีสุดท้าย เมื่ออยู่สองต่อสองกับ Alex Linden ทำการอนุมานข้อสรุป ความคิดเห็นของเขาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โอ้มายก็อต! ช่างเป็นพลังการแสดงที่บีบคั้น คลุ้มคลั่ง ทุกกระเบียดนิ้วเค้นเอาอารมณ์ ความรู้สึก สวมวิญญาณตนเองคือผู้ต้องสงสัย อ่านโทรจิตใจ พบเห็นทุกสิ่งอย่างดำเนินไปในสายตาของตนเอง ไม่มีอะไรครุ่นคิดคาดการณ์ผิดพลาดแม้แต่น้อย!

ถ่ายภาพโดย Anthony B. Richmond สัญชาติอังกฤษ ร่วมงานกับ Roeg ต้้งแต่ Don’t Look Now (1973), The Man Who Fell to Earth (1976), Bad Timing (1980)

สถานที่ถ่ายทำหลักของหนังคือ เวียนนา, ออสเตรีย นอกจากนี้ก็ Morocco และช่วงท้ายไปโผล่ New York City, ส่วนฉากภายในสตูดิโอประเทศอังกฤษ

ฉากนี้ถ่ายทำยังเมือง Hainburg an der Donau, Austria ไม่แน่ใจคือสะพานข้ามสู่ Czechoslovakia เลยหรือเปล่านะ (ถ้าไม่ใช่ น่าจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Danube) ปัจจุบันประเทศนั้นล่มสลายไปแล้ว ที่ติดพรมแดน Austria ฝั่งนี้คือประเทศ Slovakia, ความน่าสนใจของฉากนี้คือบทเพลงคลอประกอบ Pachelbel: Canon ซึ่งมีลักษณะทำนองซ้ำไปซ้ำมา (เปลี่ยน Variation) คงต้องการสะท้อนนัยยะถึง เหตุการณ์ลักษณะนี้ พบเจอ-พลัดพรากจาก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเวียนวนนับครั้งไม่ถ้วน

สำหรับ Art Gallery ถ่ายทำที่ Schloss Belvedere, กรุงเวียนนา (คือที่จัดแสดง Art Gallery จริงๆนะครับ แถมปัจจุบันเป็นมรดกโลกแล้วด้วย) ซึ่งงานศิลปะที่จัดแสดงเป็นผลงานของ
– Gustav Klimt (1862 – 1918) จิตรกรชาวออสเตรีย แนว Symbolism/Art Nouveau โดยผลงานชิ้นเอก The Kiss (1907 – 08) ปรากฎเคียงคู่กับชื่อหนัง และแวบๆกับ Portrait of Adele Bloch-Bauer I (1907) [เคยเป็นภาพวาดราคาประมูลสูงสุดในโลก $135 ล้านเหรียญ]
– และลูกศิษย์เอก Egon Schiele (1890 – 1918) จิตรกรออสเตรีย ศิลปินคนแรกๆที่วาดภาพ Expressionism ไม่แน่ใจชื่อภาพนี้ แต่ลักษณะจะคล้ายคลึงแบบตรงกันข้าามกับ Klimt

แซว: ชุดเดรสของ Milena ในงานปาร์ตี้ฉากแรกๆ ว่าไปมีความระยิบระยับ คล้ายคลึงกับภาพวาดของ Klimt อยู่ไม่น้อยเลยนะ

งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยเทคนิค Panning, Tracking, ซูมเข้า-ออก, ระยะใกล้-ไกล เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เต็มไปด้วยความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน มีสามช็อตที่ค่อนข้างน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว

ช็อตนี้หลังกลับจากท่องเที่ยว Morocco มีลักษณะคล้าย Time Lapse แต่คิดว่าหนังคงไม่เสียเวลาแบบนั้นหรอกนะ ใช้การถ่ายทำในสตูดิโอ จากความมืดมิดยามค่ำคืน ค่อยๆเปิดไฟให้แสงภายนอกสาดส่องสู่ตอนกลางวัน ตื่นเช้าขึ้นรับวันใหม่

เมื่อตอนที่ Alex หวนกลับมาพบเจอ Milena หลังจากเลิกร้างราครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ภาพช็อตนี้จะค่อยๆมีความฟุ้ง สว่างจร้า พื้นหลังเบลอ พบเห็นแสงสว่างในดวงตากลายเป็นประกาย ทั้งสองกำลังพูดคุย คร่ำครวญ อยากที่จะเลิกร้างลาจากกันโดยดี มันเลยมีความเศร้าสร้อย น้ำตาไหลท่วมจอมองอะไรไม่ค่อยเห็น (คนกำลังร้องไห้ ภาพที่เห็นมันจะเบลอๆ พร่ามัว คล้ายๆช็อตนี้แหละ)

และหลังจาก Milena เดินหนีจากไป ภาพอันละเหี่ยห้อยของ Alex เต็มไปด้วย Noise/Gain ดูแล้วคงถ่ายทำด้วยฟีล์ม 16mm แน่แท้

และวินาทีนี้ เงาของกิ่งไม้ไร้ใบสะท้อนบนกระจกรถของ Alex ขณะกำลังเฝ้ารอคอย Milena สะท้อนถึงสภาวะภายในจิตใจของเขา เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง หยาบกร้าน ไร้ชีวิตชีวา ซึ่งหลังจากนี้จะมีการปรับโฟกัสให้เห็นใบหน้าของเขาชัดๆที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้

ตัดต่อโดย Tony Lawson สัญชาติอังกฤษ จากเคยเป็นผู้ช่วย Ryan’s Daughter (1970), Don’t Look Now (1973) ไต่เต้าขึ้นมาตัดต่อ Straw Dogs (1971), Barry Lyndon (1975), Bad Timing (1980), The Brave One (2007) ฯ

เมื่อตอนหนังออกฉาย ถูกด่ากราดจากนักวิจารณ์ว่าดูไม่รู้เรื่อง การดำเนินเรื่องมีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยุ่งยากวุ่นวายจนเกินไป ไร้สาระเหตุผลด้วย

แต่รับชมในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ผมว่าหนังดูไม่ยากเท่าไหร่นะ ส่วนใหญ่เล่าเรื่องลักษณะย้อนอดีต Flashback ตัดสลับกลับไปมา หลายครั้งสังเกตพบเห็นในเชิงสะท้อนเปรียบเทียบ ไม่ก็คือจินตนาการของตัวละคร อาทิ
– ขณะกำลังผ่าตัด สลับกับตอนร่วมรัก
– Inspector Netusil กำลังตรวจตราดูห้อง ตัดสลับกับอดีต Alex และ Milena เข้ามาในห้อง
ฯลฯ

นอกจากนี้หนังยังพยายามทำบางอย่างขณะจบฉาก อาทิ ซูมเข้าหาวัตถุ สิ่งของ แสงสว่าง ฯ ราวกับตั้งใจจะร้อยเรียงความต่อเนื่องสู่ซีนถัดไป แต่หลายๆครั้งมันกลับศูนย์เปล่า ไร้ซึ่งนัยยะประการใด ผมมองว่าเป็นการกระทำที่ค่อนข้างล้มเหลว แค่บอกว่าเป็นจุดจบของ Sequence เท่านั้นเอง

สำหรับเพลงประกอบ ส่วนใหญ่เลือกบทเพลงมีชื่อที่มีคำร้อง/ทำนองสอดคล้องกับเรื่องราวขณะนั้น แต่สำหรับท่วงทำนองสุดพิเศษ เรียบเรียงแต่งเพิ่มโดย Richard Hartley 

ไฮไลท์ของ Soundtrack เรียบเรียงโดย Hartley มีสองช่วงขณะ
– Alex หวนกลับมาพบเจอ Milena ที่มหาวิทยาลัย เสียงเปียโนประกอบกับภาพที่ค่อยๆเบลอ (ไม่แน่ใจว่าเพลงอะไร) เหมือนน้ำตากำลังไหลพรากๆ ช่างมีความกรีดกราย เศร้าสร้อย โหยหา
– ฉากไคลน์แม็กซ์ อารัมบทก่อนเริ่มทำการ… เลือกเสียงเป่าปี่ที่เคยได้ยินตอนไปท่องเที่ยว Morocco สะท้อนช่วงเวลาสุขสำราญที่สุดของทั้งคู่ นี่ราวกับเพื่อหวนระลึกความทรงจำอันแสนหวาน คล้ายๆจำลองสร้างสถานการณ์ ให้เกิดแรงกระตุ้นผลักดันของฆาตกรโรคจิตก่อนลงมือสังหารเหยื่อ

An Invitation To The Blues (1976) แต่ง/ขับร้องโดย Tom Waits, ดังขึ้นตอนต้นในงานปาร์ตี้ Milena พยายามอ่อยเหยื่อ ร่านสวาทเต็มที่กับ Alex สมกับชื่อบทเพลง เป็นการชักชวนเข้าสู่…

บทเพลง Dreaming My Dreams with You (1975) ต้นฉบับแต่ง/ขับร้องโดย Allen Reynolds, ในหนังขับร้องโดย Billy Kinsley, ดังขึ้นเบาๆช่วงขณะ Milena ร่วมรักครั้งสุดท้ายกับสามี ก่อนคืนกุญแจแล้วเดินทางไปหา Alex พบเจอที่บนสะพาน … แต่แล้วเขากลับมีเรื่องทะเลาะขัดแย้งกับเธอ ราวกับว่านี่กำลังจะเป็นสิ่งเวียนวนหวนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกกับตัวละครในอีกไม่ช้า

Someday I’ll get over you
I’ll live to see it all through
But I’ll always miss
Dreaming my dreams with you

บทเพลงเดี่ยวเปียโนฉากปัจฉิมบท หวนกับมาพบเจอกันแค่เพียงหางตาชื่อ All Alone แต่งโดย Irving Berlin ในหนังบรรเลงโดย Thelonious Monk

และ Ending Song ชื่อ It’s The Same Old Story (1940) แต่งโดย Michael Field and Newt Oliphant ขับร้องโดย Billie Holiday

เรื่องราวความรักของชายผู้ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของหญิงสาวแต่เพียงผู้เดียว แต่เธอกลับอยากมีชีวิตอิสระเสรี กางปีกโบยบิน ไม่จมปลักเป็นนกในกรงที่แสนน่าเบื่อหน่าย เมื่อความต้องการของทั้งคู่ไม่ตรงกันก็ถือว่า ‘Bad Timing’

โดยปกติแล้วเมื่อถึงจุดๆหนึ่งของการเลิกร้างหย่ารา ต่อให้เคยรักมามากสักแค่ไหน กาลเวลาก็จักช่วยให้รักษาหาย เยียวยาจนสามารถหักห้ามทำใจได้ (หรือเมื่อพบรักครั้งใหม่) แต่มันก็มีบ้างสำหรับบางคน รักแบบคลุ้มคลั่งยึดติดมั่น ต้องเธอ/เขาผู้นี้เท่านั้นไม่ต้องการใครอื่น จนบางครั้งสูญเสียสติแตก ไม่สามารถควบคุมการกระทำของตนเองได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าสะท้อนความสุดโต่งของความรักชาย-หญิง “ยามเมื่อรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ยามชังน้ำตาลยังว่าขม” แต่เมื่อมิสามารถหักห้ามความต้องการอารมณ์ของตนเองได้ มันเลยเกิดเหตุการณ์พิลึกพิลั่น พิศดาร แปลกประหลาด คลุ้มคลั่ง เสียสติแตก

เรื่องราวรักโรแมนติก-จบแบบไม่ Happy Ending หรือโศกนาฎกรรม เอาจริงก็พบเห็นได้อยู่เรื่อยๆในภาพยนตร์ หาความน่าสนใจไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ แต่ด้วยวิธีการนำเสนออย่างมีลูกเล่นชั้นเชิงของผู้กำกับ Roeg ต้องการท้าทายผู้ชมด้วยการใส่ตัวละคร Inspector Netusil ชักชวนให้ครุ่นคิดสืบค้นหา ถึงสาเหตุที่มาที่ไป

ว่าไปแล้วความหมกมุ่นของตำรวจนักสืบผู้นี้ คือกระจกสะท้อนกับ Alex (หมกมุ่นในคดี = หมกมุ่นในหญิงสาว) พวกเขาเลยสามารถมองตาเลยเข้าใจ จินตนาการเห็นทุกสิ่งอย่างที่บังเกิดขึ้นจริง แทบไม่ผิดเพี้ยนจากการกระทำสักเท่าไหร่

ถามหาสาระข้อคิดของภาพยนตร์เรื่องนี้? ความหมกมุ่น ยึดติดใน ‘รัก’ มากเกินไป ย่อมก่อให้เกิดความโชคร้าย พบเจอโศกนาฎกรรมแห่งชีวิต เฉกเช่นนี้แล้วเราควรเรียนรู้จึก ศึกษาคำว่า ‘เพียงพอดี’ วางตัวเป็นกลาง ไม่มากไม่น้อย ไม่ดีกว่าหรอกหรือ!

หนังใช้ทุนสร้างประมาณ $5 ล้านเหรียญ เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Berlin ต่อด้วย Toronto International Film Festival แม้เสียตอบรับจากนักวิจารณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่กลับคว้ารางวัล People’s Choice Award พิลึกพิลั่นดีแท้

สมัยนั้น Hollywood ยังไม่มีเรต R หรือ NC-17 แต่เหมารวมคือเรต X ซึ่งเพราะฉากไคลน์แม็กซ์ของหนัง มันมีความคลุ้มคลั่งเสียสติแตก ไม่สามารถตัดออกได้เลยจำยอมต้องรับเรตนี้ออกฉาย ผลลัพท์คือไม่ทำเงินเท่าไหร่เพราะผู้ชมส่วนใหญ่สมัยนั้นมือถือสากปากถือศีลกันทั้งนั้น

ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆกับหนัง ไม่ได้รู้สึกท้าทายความเข้าใจสักเท่าไหร่ แต่ก็พอมีส่วนประทับใจ โดยเฉพาะการแสดงของ Theresa Russell และแย่งซีนช่วงท้ายของ Harvey Keitel รักเลยสองคนนี้!

แนะนำคอหนัง Romantic Thriller ชื่นชอบการสืบสวนสอบสวน ครุ่นคิดวิเคราะห์, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ทำความเข้าใจอาการของตัวละคร, นักตัดต่อ แฟนๆผู้กำกับ Nicolas Roeg และนักแสดง Theresa Russel กับ Harvey Keitel ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความหมกมุ่น คลุ้มคลั่ง โป๊เปลือย และการข่มขืน

คำโปรย | “Bad Timing ของผู้กำกับ Nicolas Roeg ออกฉายผิดที่ผิดเวลา ล้ำหน้ายุคสมัยไปเสียหน่อย ปัจจุบันถือว่ายอดเยี่ยมใช้ได้ ไม่ยากมากเกินเข้าใจ”
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | เฉยๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of