The Man Who Fell to Earth (1976)

The Man Who Fell to Earth

The Man Who Fell to Earth (1976) British : Nicolas Roeg ♥♥♡

David Bowie คือมนุษย์ต่างดาว’ตก’ลงมาบนโลก ใช้ความรู้ สามารถ สติปัญญา พัฒนาเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้า เพื่อหาหนทางหวนกลับสู่ดาวเกิดของตนเอง แต่หลังจากได้ลิ้มลองรสน้ำเมา คลุกเคล้าอิสตรี อิ่มพลีกับระบบทุนนิยม ทำให้สายตาค่อยๆพร่ามืดบอด หลงลืมเป้าหมายตั้งใจ และชีวิต’ตก’ต่ำจมลงเรื่อยๆ

The Man Who Fell to Earth คือภาพยนตร์ Sci-Fi ที่ดูยากโคตรๆเรื่องหนึ่ง สามารถครุ่นคิดตีความได้มากมาย แต่หลายสิ่งอย่างแม้งก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย และด้วยไดเรคชั่นของ Nicolas Roeg ล้ำอนาคตไปไกลเว่อ ผ่านมาหลายทศวรรษน้อยคนนักจักสามารถทำความเข้าใจ

ถึงผมรับชมหนังเรื่องนี้จะไม่ถึงขั้นกุมขมับ ส่ายหัว (แบบ Performance) แต่ก็รู้สึกว่าบางอย่างมันเล่น ‘มาก’ เกินไป คือต้องคอหนังไซไฟระดับ Hardcore เท่านั้นจริงๆถึงคลุ้มคลั่งไคล้ ขบคิดหัวแตก คนธรรมดาทั่วไปคงเลิกดูตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแล้วกระมัง

เบื้องต้นให้คำใบ้เล็กๆกับ ‘ชายผู้ตกลงมาบนโลก’ ลองครุ่นคิดความหมายเชิงสัญลักษณ์ดูสิว่า มีแนวโน้มเป็นอะไรได้บ้าง? มนุษย์ต่างดาว, ชาวต่างชาติ, บุคคลผู้มีความคิดอ่านนอกคอก หัวขบถ แตกต่างจากคนปกติทั่วไป ฯ

Nicolas Jack Roeg (1928 – 2018) ตากล้อง ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London ตรงข้ามบ้านคือสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ จึงเกิดความสนใจวงการนี้มาตั้งแต่เด็ก พออายุ 19 เริ่มต้นจากเป็นเด็กส่งชา ขนของ แบกกล้องแผนกถ่ายภาพที่ Marylebone Studios ไต่เต้าขึ้นมาควบคุมกล้อง (Camera Operator) อาทิ The Sundowners (1960), The Trials of Oscar Wilde (1960) ต่อมาเป็นตากล้องกองสอง Lawrence of Arabia (1962), ขึ้นเครดิตกับ The Masque of the Red Death (1964), Fahrenheit 451 (1966), ก้าวขึ้นมากำกับภาพยนตร์ Performance (1970), Walkabout (1971) ฯ

หลังเสร็จจาก Don’t Look Now (1973) ประสบความสำเร็จ กำไรล้นหลาม ทำให้ Roeg ได้รับอิสรภาพในการคัดเลือกสรรโปรเจคถัดไป ให้ความสนใจนวนิยายไซไฟ The Man Who Fell to Earth (1963) แต่งโดย Walter Tevis (1928 – 1984) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นอื่นๆ The Hustler, The Color of Money

มอบหมายให้ Paul Mayersberg นักเขียน/นักวิจาณ์ สัญชาติอังกฤษ ทำการดัดแปลงบทภาพยนตร์ โดยคงเนื้อหาแก่นสาระของนวนิยายไว้ แล้วปรับแต่งเติมเสริมรายละเอียดเข้าไปใหม่ ให้ซับซ้อนกว่าเดิมขึ้นมากมาย

Thomas Jerome Newton (รับบทโดย David Bowie) เดินทางสู่โลกด้วยภารกิจ ค้นหาวิธีขนส่งน้ำกลับไปยังดาวเคราะห์ของตนเอง ที่ขณะนั้นกำลังประสบปัญหาทุกขภิกขภัยแห้งแล้งอย่างหนัก (เหมือนจะเป็นผลพวงจากสงครามนิวเคลียร์) พอมาถึงดาวเคราะหโลก ก็ใช้ความรู้ สามารถ สติปัญญา พัฒนาเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้ามากมาย ก่อตั้ง World Enterprise Corporation จนประสบความสำเร็จร่ำรวยมหาเศรษฐี จากนั้นดินทางสู่ New Mexico เพื่อตระเตรียมเริ่มต้นก่อสร้างสถานี/ยานอวกาศ ระหว่างนั้นทำให้พบเจอ Mary-Lou (รับบทโดย Candy Clark) ก็ไม่ได้ตกหลุมรักแค่ขาดไม่ได้ กลายเป็นสัมพันธ์สวาท เสี้ยมสอนให้เขาค่อยๆมึนเมา ลุ่มหลงใหล ยึดติดความสุขทางโลก กระทั่งเมื่อถึงวันยานอวกาศสร้างเสร็จสำเร็จ กลับถูกเหนี่ยวรั้ง กักขัง ควบคุมตัวจากรัฐบาลและบริษัทคู่แข่งที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เมื่อค้นพบว่าคือมนุษย์ต่างดาวจึงทำการทดลองโน่นนี่นั่น แถมยังระเบิดทำลายความฝันของเขา เมื่อทุกสิ่งอย่างพังคลืนล้มเหลว ใช้ชีวิตจมปลักกับความมึนเมา ทุกข์เศร้า หมดสิ้นอาลัยตายอยาก

นำแสดงโดย David Bowie ชื่อจริง David Robert Jones (1947 – 2016) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Brixton, London วัยเด็กเมื่อพบเห็นท่าเต้น Hound Dog ของ Elvis Presley ตั้งใจแน่วแน่เป็นนักร้องนักดนตรี เริ่มก่อตั้งวงดนตรีตั้งแต่อายุ 15 เล่นกีตาร์ Rock & Roll ออกซิงเกิ้ลแรก Liza Jane (1964) ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ลองผิดลองถูกอยู่สักพักจนกระทั่งซิงเกิ้ล Space Oddity (1969) ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968) ไต่ขึ้นอันดับหนึ่ง UK Singles Chart, ตามมาด้วย Starman (1972), ภาพยนตร์เรื่องแรก The Man Who Fell to Earth (1976), ผลงานเด่นๆ อาทิ Merry Christmas, Mr. Lawrence (1983), Labyrinth (1986), The Last Temptation of Christ (1988), Twin Peaks: Fire Walk with Me (1992), The Prestige (2006) ฯ

Thomas Jerome Newton รูปร่างผอมกะหร่อง ผิวขาวซีด ใบหน้าตอบ ผมแดง อ่อนไหวต่อความเร็ว ของมึนเมา รังสี X-Ray แต่สามารถดูโทรทัศน์ได้หลายๆช่องพร้อมกัน แม้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะ สุดท้ายกลับมิสามารถรอดพ้นจากความเห็นแก่ตัว/อิจฉาริษยาของมนุษย์ชาวโลก

ผู้กำกับ Roeg พบเห็น Bowie จากสารคดี Omnibus: Cracked Actor (1975) เกิดความชื่นชอบประทับใจในภาพลักษณ์ที่เหมือนต่างดาว ‘angelic’ ทั้งยังบุคลิกนิสัยดูแปลกแยกจากคนอื่น เลยชักชวนมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้

การแสดงของ Bowie ก็คือตัวตนของเขาเองนะแหละ อ่านท่องจำบท แล้วก็ใส่จิตวิญญาณลงไป ถ้าเป็นฉันจะแสดงออกอย่างไร นี่เท่ากับว่าที่พบเห็นในหนังไม่ใช่ Thomas Jerome Newton แต่คือ David Bowie ตัวจริงเสียจริง! … ถึงกระนั้นความน่าทึ่งก็คอ พวกเขาราวกับคนๆเดียว มนุษย์ต่างดาวจริงๆ แยกแยะไม่ออกเลยสักนิด

“I just threw my real self into that movie as I was at that time. I just learned the lines for that day and did them the way I was feeling. It wasn’t that far off”.

– David Bowie

ในบทสัมภาษณ์ของ Bowie บอกว่าตนเองจดอะไรจากหนังไม่ได้มากนัก เพราะแทบทุกวันในสภาพมึนเมาจากการเสพโคเคน แต่ทีมงานยืนกรานว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะ Bowie มีสายตาที่สดใสเป็นประกาย สมาธิ ความทรงจำดีเยี่ยม ไม่มีเสียการเสียงานตลอดการถ่ายทำ (นอกจากป่วยท้องเสียจากนมบูด)

แซว: ผู้กำกับ Roeg ขึ้นชื่อเรื่องการร่วมงานกับนักแสดงที่เป็นนักร้อง
– Performance (1970) ร่วมงานกับ Mick Jagger จาก The Rolling Stones
– The Man Who Fell to Earth (1976) กับ David Bowie
– และ Bad Timing (1980) ได้ Art Garfunkel คู่ดูโอ้กับ Paul Simon (Simon & Garfunkel)

ถ่ายภาพโดย Anthony B. Richmond สัญชาติอังกฤษ ร่วมงานกับ Roeg ต้้งแต่ Don’t Look Now (1973), The Man Who Fell to Earth (1976), Bad Timing (1980)

งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยเทคนิค Panning, Tracking, ซูมเข้า-ออก, ระยะใกล้-ไกล ใส่ใจเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มุมกล้องแปลกๆ เต็มไปด้วยความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน แทบทั้งนั้นล้วนเป็นเชิงสัญลักษณ์แฝงนัยยะความหมาย

หลังจาก Opening Credit ร้อยเรียงภาพจาก Archive Footage แสดงให้เห็นถึงการตกลงมาสู่โลก ช็อตนี้ในเชิงสัญลักษณ์ ตัวละคร Thomas Jerome Newton กำลังเดินลงมาจากเขาจริงๆ จุดสูงสุดสู่บ้านร้างปรักหักพัก (แทนด้วยโลกที่ล้าหลังกว่าดาวเคราะห์ที่ตนอาศัยอยู่)

ผมว่าซีนนี้ใครๆน่าจะสังเกตออกว่า Mary-Lou ไม่ได้อุ้ม Newton จริงๆหรอกนะ การเคลื่อนไหว ไถลไปแบบนี้ น่าจะรถลาก/รถเข็น อย่างแน่นอน

แซว: ก่อนจะมาลงเอยที่ Bowie ผู้กำกับ Roeg เคยเล็ง Michael Crichton ชายร่างยักษ์สูง 6 ฟุต 9 นิ้ว (206 เซนติเมตร) ถ้านำมาให้หญิงสาวตัวกระเปี๊ยกอุ้ม คงแทบเป็นไปไม่ได้!

หนึ่งในภาพวาดมีชื่อพบเห็นในหนัง Fall of Icarus (1555) โดย Pieter Bruegel the Elder (1525-69) จิตรกรชาว Flemish  ของสมัย Dutch and Flemish Renaissance ผู้มีชื่อเสียงในด้านการเขียนจิตรกรรมภูมิทัศน์และภาพชีวิตประจำวันโดยเฉพาะของเกษตรกร ที่ทำให้ได้รับสมญาว่า ‘Peasant Bruegel’

ในตำนานเทพเจ้ากรีก Icarus สามารถบินได้ด้วยปีกที่สร้างโดย Daedalus ผู้เป็นพ่อ แต่ก็ได้ตักเตือนลูกชายไม่ให้บินเข้าใกล้พระอาทิตย์หรือทะเลจนเกินไป เพราะความตื่นเต้น Icarus ก็บินสูงขึ้นจนใกล้พระอาทิตย์ ความร้อนแรงหลอมละลายขึ้ผึ้งที่เชื่อมขนนกบนปีกจนตกจากท้องฟ้าลงไปทะเลและจมน้ำตาย ซึ่งในภาพนี้ขาของเด็กชายยังคงโผล่อยู่เหนือน้ำทางมุมล่างขวาของภาพไม่ไกลจากเรือ แต่พระอาทิตย์เกือบตกดินแล้ว ก็แปลว่าเขาอาจเสียชีวิตมาสักพักใหญ่ๆ

เราสามารถมองตัวละคร Newton = Icarus ตัวเขาเคยอาศัยอยู่บนฟากฟ้า/ดาวเคราะห์อื่น แต่เหตุผลบางสิ่งอย่างทำให้ต้องตกลงมา และท้ายที่สุดก็ราวกับจมน้ำตาย

ภาพวาดนี้ยังสามารถมอมงในมุม คนไถนา คนเลี้ยงแกะ และคนหาปลา พวกเขาดูไม่สนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (กับ Icarus) สักเท่าไหร่ นี่เป็นการแสดงความไม่ยินดียินร้ายของมนุษย์ในความทุกข์ยากที่บังเกิดขึ้น ซึ่งก็สามารถสะท้อนเรื่องราวของ Newton ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้กับโลกมากมาย แต่ความสนใจของเขากลับอยู่ที่อย่างอื่นเสียมากกว่า

หลังจากพบเห็นม้าสีขาว (สัญลักษณ์ของความหวัง) Newton ครุ่นคิดหวนระลึกถึงอดีต เมื่อครั้งที่ดาวเคราะห์บ้านเกิดของตนเองยังเขียวขจีสดใส เทเลทับบี้ พ่อ-แม่ และลูกๆทั้งสอง ต่างวิ่งเล่นสนุกสนานเพลิดเพลินใจ จากนั้นทุกอย่างค่อยๆแปรสภาพเปลี่ยนแปลง จนสุดท้ายกลายเป็นทะเลทรายอันแห้งแล้ง ชีวิตพบเจอความสิ้นหวัง

ไม่ต้องไปสนเหตุผลตรรกะว่า ทำไมยานอวกาศหน้าตาคล้ายโบกี้รถไฟนี้ ถึงสามารถส่ง Newton ออกเดินทางมาสู่โลกได้ ผมครุ่นคิดว่าการออกแบบให้สื่อความหมาย ‘การเดินทาง’ แค่นั้นก็ถือว่า Sci-Fi เพียงพอแล้วกระมัง

ปืน สามารถแทนด้วยสัญลักษณ์ของลึงค์ อวัยวะเพศชาย ซึ่งก็แน่นอนละว่าเอามาใช้ในฉากร่วมรักอันสุดเหวี่ยง ย่อมถือเป็นอาวุธลำดับที่สอง (ซึ่งแอบเห็นของ Bowie แวบๆด้วยนะ)

ภาพโทนสีน้ำเงิน แน่นอนว่าเป็นการเคารพคารวะถึง Blue Movie (1969) หนังเรื่องแรกที่มีการร่วมรักแบบสอดใส่อย่างโจ๋งครึ่ง ออกฉายในโรงภาพยนตร์

หลังจากยานอวกาศของ Newton ถูกระเบิดทำลายล้าง เขาเดินอย่างละห้อยเศร้าสลดเข้ามาในบ้าน ผ่านรูปภาพลิง สะท้อนถึงวิวัฒนาการอันถดถอยหลังของมวลมนุษย์ชาติ

จริงๆภาพวาดนี้จะมีปรากฎขึ้นก่อนหน้าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่ Mary-Lou เดินทางมาหา Newton ความต้องการของเธอมีเพียงสันชาติญาณสัตว์ ร่วมรักมี Sex กับเขาเท่านั้นเอง

ช็อตสุดท้ายของหนัง เวลาผ่านไปหลายปีใครๆต่างแก่หง่อม แต่ไม่ใช่สำหรับมนุษย์ต่างดาว Newton ยังมีภาพลักษณ์คนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ภายในของเขาจมปลักในความทุกข์โศกเศร้า หมดสิ้นหวังอาลัยตายอยาก ดื่มด่ำมึนเมามายไปกับสุราจากเงินที่หลงเหลือมหาศาล เรียกได้ว่าชีวิต’ตก’ต่ำถึงขีดสุด ฟุบหลับคอตก

“I think maybe Mr. Newton has had enough, don’t you?”

ตัดต่อโดย Graeme Clifford ผู้กำกับ/นักตัดต่อ สัญชาติ Australian ผลงานเด่นๆ อาทิ Don’t Look Now (1973), The Rocky Horror Picture Show (1975), The Postman Always Rings Twice (1981) ฯ

มุมมองส่วนใหญ่ของหนัง ดำเนินเรื่องผ่านสายตาของ Thomas Jerome Newton ชายผู้ตกลงมาบนโลก แต่ด้วยสไตล์ลีลาของ Roeg พยายามสร้างความสัมพันธ์กับเหตุการณ์อื่น สะท้อนกันและกันราวกับกระจกเงา อาทิ
– Newton กำลังรับชมการแสดง Kabuki ตัดสลับกับ Dr. Nathan Bryce ร่วมรักกับหญิงสาว
– ขณะ Newton กำลังเดินทางหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น (ที่ตกลงมาบนโลก) ตัดสลับกับความทรงจำจากดาวเคราะห์บ้านเกิดของตน
– Newton กำลังรับชมภาพยนตร์ในโทรทัศน์ ตัดสลับกับเหตุการณ์อื่นๆที่มักสอดคล้องกัน
ฯลฯ

ความมึนๆของหนัง คือการไม่บ่งบอกระยะเวลาได้ดำเนินเคลื่อนผ่านไปเท่าไหร่แล้ว (เห็นว่าประมาณ 25 ปี) ซึ่งวิธีการเดียวจะสังเกตได้คือริ้วรอยเหี่ยวย่น กับผมหงอกบนศีรษะของตัวละครอื่นๆที่ไม่ใช่ Newton นั่นเพราะสำหรับเขา ‘เวลา’ คือสิ่งคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง อายุขัยน่าจะยืนยาวหลายร้อยพันหมื่นปี หรืออาจเป็นอมตะด้วยซ้ำนะ

Reference ภาพยนตร์: The Third Man (1949), Love in the Afternoon (1957), Billy Budd (1962), Mutiny on the Bounty (1962), Tickle Me (1965), End of the Road (1970) ฯ

สำหรับเพลงประกอบ ทีแรกผู้กำกับก็ว่าจะให้ Bowie นั่นแหละทำเพลงให้ แต่ระหว่างถ่ายทำเกิดความเห็นต่างหลายประการ สุดท้ายเลยขอแสดงหนังอย่างเดียวดีกว่า ด้วยเหตุนี้เลยติดต่อ John Phillips อดีตหัวหน้ากลุ่ม The Mamas & the Papas และ Stomu Yamash’ta นักเล่น Percussionist สัญชาติญี่ปุ่น มาร่วมทำเพลงให้

ผมนำ Soundtrack ของ Stomu Yamash’ta มาให้รับฟังโดยเฉพาะ เป็นการผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านของญี่ปุ่น เข้ากับสไตล์ Progressive Rock ของตะวันตก ผลลัพท์ออกมาถือว่าสร้างมิติใหม่ให้กับวงการ ด้วยสัมผัสอันเวิ้งว้าง จักรวาลที่ห่างไกล โลกอีกใบเต็มไปด้วยความสิ้นหวังว่างเปล่า ไร้ซึ่งคำพูดใดๆจะสามารถบรรยาย

นอกจากนี้ยังมีการนำบทเพลงมีชื่อ คัดเลือกสรรที่มีทำนองคำร้องสอดคล้องกับเรื่องราวช่วงขณะนั้น มาช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณ Subtle ของหนัง อาทิ

Try to Remember บทเพลงจากภาพยนตร์ The Fantasticks (1960) แต่งโดย Harvey Schmidt & Tom Jones, ขับร้องโดย The Kingston Trio, ได้ยินในช่วงขณะที่ Newton พบเห็นม้าขาว กำลังหวนระลึกถึงความทรงจำวันวาน ภรรยาและลูกๆที่ดาวเคราะห์สีเขียวอันสดใส ก่อนค่อยๆผันแปรเปลี่ยนกลายเป็นทะเลทรายอันแห้งแล้งว่างเปล่า

Hello Mary Lou (1960) แต่งโดย Gene Pitney บันทึกเสียงครั้งแรกขับร้องโดย Johnny Duncan แต่ดังสุดโดย Ricky Nelson ปี 1961

ในหนังขับร้องโดย John Phillips กับ Mick Taylor ตรงกับฉาก Sex Scene อันสุดเหวี่ยงระหว่าง Newton กับ Mary-Lou ใช้ปืนเป็นอาวุธระหว่างร่วมรัก

The Man Who Fell to Earth คือเรื่องราวของบุคคลผู้มีความเพ้อใฝ่ฝัน ทะเยอทะยาน ด้วยสติปัญญาความสามารถสูงส่งเหนือกว่าใคร เลยต้องการทำบางสิ่งอย่างให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย แต่กลับถูกสังคมโลก ระบบทุนนิยม ฉุดเหนี่ยวเกี่ยวรั้ง กีดกั้นขวางทาง จนที่สุดก็มิอาจสมประสงค์ดั่งใจปอง

คงไม่ผิดอะไรจะมองว่า ระบบทุนนิยม (และสหรัฐอเมริกา) คือแนวคิดเต็มไปด้วยสิ่งมอมเมาผู้คนให้ลุ่มหลงใหล เงินทอง ชื่อเสียง ความสำเร็จ แม้เทคโนโลยีความเจริญก้าวหน้าล้ำสมัย แต่จิตใจของคนกลับตกต่ำทรามลงทุกวัน วิวัฒนาการมนุษย์ราวกับกำลังย้อนถอยหลังกลายเป็นลิง สัตว์เดรัจฉาน ใช้ชีวิตเพียงสนองสันชาตญาณ สุขสำราญส่วนตนเองเท่านั้น

มุมมองอื่นของ The Man Who Fell to Earth เปรียบ Thomas Jerome Newton ได้กับ ผู้อพยพ/ลี้ภัยเข้าสู่สหรัฐอเมริกา (อาทิ ชาวยิว, ชาวเอเชีย, คนผิวสี) มุ่งมั่นตั้งใจทำงานจนประสบความสำเร็จ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งกลับถูกตรวจสอบ กีดกัน ผลักไสไล่ส่ง เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่อเมริกันชนแท้ๆ

พระเจ้า/บุตรของพระเจ้า จุติลงมาเพื่อช่วยเหลือผลักดันให้มนุษย์มีพัฒนาการ เจริญก้าวไปข้างหน้า แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ให้กับความมักมากเห็นแก่ตัว (ประมาณว่า พระเจ้ายังพ่ายแพ้ต่อทุนนิยม)

นอกจากนี้ยังสามารถเปรียบเทียบตรงๆ Newton แทนด้วย David Bowie และผู้กำกับ Nicolas Roeg ทั้งสองถือเป็นพวกนอกคอก หัวขบถ ชอบทำตัวแตกต่าง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่กลับถูกกีดกัน กั้นขวาง โดยสังคม/กองเซนเซอร์ที่มักเห็นอะไรๆแตกต่าง

หนังพยายามนำเสนอ ‘ปัจจัยภายนอก’ คืออิทธิพลสำคัญ ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ แต่ที่สุดแท้จริงของปัญหานั้น ล้วนเกิดจาก ‘ภายใน’ จิตใจของเราเอง ที่เมื่อประสบความล้มเหลวก็มักยกธงขาวยอมแพ้ หมดสิ้นอาลัยตายอยาก ตกลงจมปลักอยู่ในโคลนตม ไม่คิดจะลุกขึ้นตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาโอกาสครั้งใหม่ … ก็แปลกนะทั้งๆก็เฉลียวฉลาด อายุยืนยาวนาน มีเวลาตั้งมากมาย กลับพ่ายต่อจิตใจตนเองซะอย่างนั้น

ด้วยทุนสร้าง $4 ล้านเหรียญ ตอนออกฉายเสียงวิจารณ์ก่ำกึ่งออกไปทางย่ำแย่ แถมยังได้เรต X แต่เห็นว่าคืนทุนเพราะได้ค่าลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายต่างประเทศเยอะอยู่ ถึงกระนั้นกาลเวลาผ่านไปก็ได้กระแส Cult เพิ่มเติมเข้ามา จนต้อง Re-Release เมื่อปี 2011 และบูรณะคุณภาพ 4K เมื่อปี 2016 วางขาย Blu-Ray ใน Criterion Collection

ส่วนตัวไม่ค่อยประทับใจหนังสักเท่าไหร่ เพราะการเล่นท่ายากมากไปมันเลยขี้เกียจคร้านทำความเข้าใจรายละเอียดเล็กๆยิบย่อย แต่ก็แอบอึ้งทึ่งในไดเรคชั่นของผู้กำกับ Nicolas Roeg คิดได้ไง! จะซับซ้อนไปไหน?

แนะนำเฉพาะกับแฟนๆ Hardcore หนังแนว Sci-Fi เคยอ่านนวนิยาย Walter Tevis, นักปรัชญา ครุ่นคิดวิเคราะห์หานัยยะความหมาย, แฟนๆผู้กำกับ Nicolas Roeg และนักแสดงนำ David Bowie ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับ Sex Scene อันโจ๋งครึ่ม

คำโปรย | “The Man Who Fell to Earth เกือบทำให้ทั้ง Nicolas Roeg และ David Bowie ไม่ได้หวนกลับบ้านเกิด”
คุณภาพ | ซับซ้อนเกินไป
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of