Bajirao Mastani (2015)

bajirao mastani

Bajirao Mastani (2015) Indian : Sanjay Leela Bhansali ♥♥♥♡

หนังเรื่องนี้ทำให้ Mughal-E-Azam (1960) ชิดซ้ายไปเลย ในเรื่องการออกแบบฉากที่มีความวิจิตรตระการตา ท่าเต้นลีลาอันพริ้วไหวสวยงาม และความบ้าคลั่งในสงครามความรักของแม่ทัพบาจีราวที่ 1 (รับบทโดย Ranveer Singh) กับภรรยาคนที่สองมัสตานี (รับบทโดย Deepika Padukone) ในยุคสมัยของจักรวรรดิมราฐา (Maratha Empire) ที่เคยยิ่งใหญ่ในอินเดียศตวรรษที่ 16-18

แต่ในความยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบของหนัง ถือว่ายังห่างชั้นกับ Mughal-E-Azam (1960) อย่างเทียบไม่ติด และรสนิยมบางอย่างของผู้กำกับ Sayjay Leela Bhansali ได้ก่อให้เกิดข้อตำหนิระดับรุนแรง อันทำให้เรื่องราวของหนังไม่สามารถแสดงศักยภาพสูงสุดออกมาได้

สำหรับคนที่ต้องการรับชม Bajirao Mastani แนะนำอย่างยิ่งให้ไปหา Mughal-E-Azam (1960) และ/หรือ Jodhaa Akbar (2008) มารับชมก่อนนะครับ จะได้เข้าใจเหตุผลประกอบหลายๆอย่างของหนังเรื่องนี้ได้มากขึ้น, หรือถ้าใครเป็นแฟนๆของผู้กำกับ Bhansali ไปหา Devdas (2002) มารับชมนะครับ แล้วจะพบว่าหลายๆอย่างราวกับกระจกสะท้อนกัน มีความคล้ายคลึงมากๆ นึกว่าเรื่องเดียวกันแต่เปลี่ยนพื้นหลังเหตุการณ์เท่านั้น

Pantpradhan Shreemant Peshwa Bajirao Ballal Balaji Bhat (1700 – 1740) หรือ บาจีราวที่ 1 (Bajirao I) มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพ (General) และ Pesha (นายกรัฐมนตรี) ของจักรวรรดิมราฐา ภายใต้กษัตริย์ชาฮูที่ 1 (Shahu I) เป็นการรับตำแหน่งสืบทอดจากบิดาบาลาจี วิศวะนาธ (Balaji Vishwanath) มีน้องชาย 1 คน Chimaji Appa และน้องสาวอีก 2 คน Bhiubai Joshi กับ Anubai Ghorpade

บาจีราว ได้รับตำแหน่ง Pesha เมื่อเมษายน 1720 ด้วยอุดมการณ์ตั้งใจสร้าง Hindu Pad Padshahi (Hindu Empire) [ทวงคืนสิทธิ์อันชอบทำของชาว Hindu ในประเทศอินเดีย] ต้องการปักธงชาติ Maratha บนกำแพงเมือง Delhi ที่ขณะนั้นปกครองโดยจักรวรรดิโมกุล (Mughal Empire) [นับถืออิสลาม], ยุคสมัยของบาจีราว แพร่ขยายดินแดนจักรวรรดิมราฐาจาก 3% (ของอินเดียปัจจุบัน) เป็น 30% ใน 41 สนามรบ ระยะเวลา 20 ปีไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด น่าเสียดายไม่มีโอกาสทำความฝันนี้สำเร็จ เสียชีวิตว่ากันว่าจากโรคลมแดด (Heat Stroke) เดือนเมษายน 1740 ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดีย

ชีวิตครอบครัว บาจีราวมีภรรยาทั้งหมดสองคน, สมัยนั้นไม่มีข้อจำกัดว่าผู้ชายแต่งงานมีภรรยาได้กี่คน (แต่ถ้านับถืออิสลามก็ได้แค่ 4 คน) กรณีถ้ามีมากกว่า 1 คน คนแรกจะถือว่าเป็นเมียหลวง คนถัดมาก็คือเมียน้อย

  • ภรรยาคนแรก คาชิไบ (Kashibai) เป็นลูกของ Mahadji Krishna Joshi กับ Shiubai แห่งเมือง Chas ที่เป็นครอบครัวนายธนาคารผู้มั่งมี แต่งงานเมื่อเดือนมีนาคม 1720 มีลูกด้วยกัน 4 คน เป็นชายล้วน
    1. Nanasaheb ลูกคนโตเกิดปี 1721 ต่อมาสืบทอดตำแหน่ง Peshwa ต่อจากพ่อเมื่อปี 1740
    2. Ramchandra คนที่สองเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก
    3. Raghunath Rao คนที่สาม สืบทอดตำแหน่ง Peshwa ต่อจากพี่ช่วงปี 1773–1774
    4. Janardan ลูกคนสุดท้อง เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก

  • ภรรยาคนที่สอง มัสตานี (Mastani) ลูกสาวของกษัตริย์ Chhatrasal แห่ง Bundelkhand (นับถือฮินดู) กับภรรยา Ruhaani Bai (เป็นชาวมุสลิม), ตามบันทึกกล่าวว่า มัสตานีคือสตรีที่สวยสุดแห่งยุค เต้นรำได้งดงาม และเก่งกาจทางด้านการรบ ทั้งขี่ม้า ยิงธนู ขว้างปาหอกดาบ ฯ สามารถออกศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับสามีได้เสมอ, แต่งงานกันแล้วบาจีราวได้สร้างปราสาทให้เธอพักอาศัยอยู่ที่ Pune ตั้งชื่อว่า Mastani Mahal (เลียนแบบ Taj Mahal) ทั้งสองมีลูกชายคนเดียวชื่อ Krishna Rao แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากพระของฮินดู ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น Shamsher Bahadur

เกร็ด: ปัจจุบัน Mastani Mahal ยังคงหลงเหลือถึงปัจจุบัน สามารถเยี่ยมชมได้ที่พิพิทธภัณฑ์ Raja Dinkar Kelkar ที่เมือง Pune

การแต่งงานข้ามศาสนายังถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามของอินเดียสมัยนั้น แม้จะมีปฐมกษัตริย์ที่กระทำเป็นแบบอย่างคือ จักรพรรดิอักบัรมหาราช (อิสลาม) กับราชินีโชธาพาอี (ฮินดู) แต่ในระดับสามัญชน นี่ถือเป็นเรื่องที่ยังยอมรับไม่ได้, ในประวัติศาสตร์อินเดีย คู่รักคู่ถัดมาที่กลายเป็นแบบอย่างความรักไร้ศาสนา (น่าจะ)คือ บาจีราว กับมาสตานี คู่นี้แหละ

มัสตานีได้แต่งงานกับบาจิราว โดยถูกกฎหมายก็จริง แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากแม่ พี่น้อง คนรอบข้าง และชาวมราฐา เคยถูกประณาม ลอบสังหาร กระทำการต่างๆนานาเพื่อขับไล่เธอและลูก แต่หญิงสาวก็มิได้นำมาเจ็บปวดแค้นมาเก็บคิดเล็กน้อยในใจ, หลังจากบาจิราวเสียชีวิต มัสตานีก็ตายตาม บางตำราเล่าว่าช็อค/ตรอมใจตาย, กินยาพิษฆ่าตัวตาย, บ้างว่ากระโดดเข้ากองเพลิงตามสามี ฯ ส่วนลูกชายของพวกเขา Shamsher Bahadur เป็นคาชิไบ ภรรยาหลวงของบาจิราว รับมาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่

ความน่าสนใจของเรื่องราวประวัติศาสตร์นี้ ทำให้ผู้กำกับ Sanjay Leela Bhansali เกิดความสนใจสร้าง พัฒนาบทภาพยนตร์มาตั้งแต่หลังเสร็จจากกำกับ Devdas (2002) แต่ไม่สามารถหาโอกาสได้สักครั้ง เคยเล็งคู่ขวัญนักแสดงที่เคยร่วมงานกันอย่าง Salman Khan กับ Aishwarya Rai ต่อมาเปลี่ยนเป็น Khan กับ Kareena Kapoor ผ่านไป 12 ปี จนกระทั่งหลังสร้าง Goliyon Ki Raasleela…Ramleela (2013) จึงได้มั่นหมายกับสองนักแสดงนำ Ranveer Singh กับ Deepika Padukone (กึ่งบังคับ)ให้มาร่วมงานกับเขาอีก ซึ่งทั้งสองได้ตอบตกลงเซ็บสัญญาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2014

Ranveer Singh นักแสดงสัญชาติอินเดีย เกิดที่ Mumbai หลังเรียนจบ Indiana University Bloomington ที่อเมริกา กลับประเทศบ้านเกิดกลายเป็นนักแสดง มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Band Baaja Baaraat (2010) ประสบความสำเร็จล้นหลาม ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจนคว้ารางวัล Filmfare Award: Best Debut Actor ได้รับการจับตามองว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่อนาคตไกล, หลังจากนั้นมีผลงานประสบความสำเร็จอย่าง Goliyon Ki Raasleela Ram-Leela (2013), Gunday (2014) ฯ

บาจิราว คือแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทั้งภายนอกแข็งแกร่งและภายในเฉลียวฉลาด ยึดมั่นในอุดมการณ์ความคิดของตนอย่างแรงกล้า ไม่ชอบที่จะรับฟังโอนอ่อนผ่อนตามใคร เรียกว่าไม่มีใครสามารถเสี้ยมสอน โน้มน้าวจิตใจของชายคนนี้ได้ง่ายๆ, แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนเดียวของบาจิราว คือมัสตานี หญิงสาวที่มอบความรัก ความโหยหา passion แต่เขาไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือเธอ (มัสตานีไม่เคยขออะไรบาจีราวนอกจากความรักเลยนะครับ มีแต่จะให้ๆๆ อยู่ฝ่ายเดียวเลย)

ต้องถือว่า Singh ได้สร้างมิติให้กับตัวละครนี้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยร่างกายอันบึกบึนกำยำเห็นกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน โกนผมทำหน้าเข้ม (แทบไม่เคยเห็นยิ้ม) เวลาเดินเชิดหลังตรง เกร็งตัววางมาด เตรียมตัวพร้อมรับทุกสถานการณ์ นี่ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวละครมีความรุนแรง เข้มข้น จริงจัง พร้อมจะแสดงความบ้าคลั่งออกมาได้ตลอดเวลา, ในขณะที่ความคิด วิสัยทัศน์ อุดมการณ์ ต้องถือว่าไม่ค่อยพบเห็นมาก่อน กับตัวละครที่ภายนอกเข้มแข็ง ภายในมักอ่อนปวกเปียกไร้สมอง Singh สามารถถ่ายทอดความเฉลียวฉลาดลึกล้ำ ทรงภูมิ

Deepika Padukone นักแสดงสาวผู้แข็งแกร่ง เกิดที่ Copenhagen, Denmark พ่อเป็นนักแบดมินตัน แม่ทำงานบริษัททัวร์ วัยเด็กเติบโตขึ้นที่ Bangalore เป็นนักแบดมินตันอยู่หลายปี โตขึ้นหลังเลิกเล่นรับงานเป็น modeling จนปี 2005 ได้รับการยกย่องว่าเป็น Model of the Year

“I realised that I was playing the game only because it ran in the family. So, I asked my father if I could give up the game and he wasn’t upset at all.”

ตอนอายุ 21 ย้ายมาอยู่ Mumbai ได้เป็นนักแสดงใน MV เพลง Naam Hai Tera ซึ่งทำให้เธอได้รับโอกาสเป็นนักแสดง ภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Aishwarya (2006) ภาษา Kannada ประสบความสำเร็จครั้งแรก Om Shanti Om (2007) ได้ประกบ Shah Rukh Khan และทำให้เธอได้รางวัล Filmfare Awards: Best Female Debut, สำหรับผลงานอื่นๆที่มีชื่อเสียง อาทิ Cocktail (2012), Chennai Express (2013), Goliyon Ki Raasleela: Ram-Leela (2013), Happy New Year (2014), Piku (2015) ฯ ความสำเร็จของเธอทำให้ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงที่สุดใน Bollywood

ความโด่งดังของ Padukone ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอินเดีย เธอโกอินเตอร์ไปแสดงหนัง Hollywood เรื่องแรกคือ xXx: Return of Xander Cage (2017) คาดว่าคงมีจะผลงานอื่นตามมาอีกเยอะเลย

มัสตานี คือหญิงแกร่งทั้งภายนอกและภายใน เฉลียวฉลาดรอบรู้ มากฝีมือในทุกศาสตร์แขนงของผู้หญิงที่สามารถเรียนรู้ได้ ยึดมั่นในความต้องการของตนเอง หยิ่งผยอง มองได้อีกมุมคือความดื้อดึง เอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว, passion คือสิ่งที่ทำให้บาจีราวหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวเธอ มันเหมือนการได้พบกระจกส่องตัวเอง สิ่งที่ตนหลงใหล ชื่นชอบ ภูมิใจที่สุด พบเห็นได้กับมัสตานีราวกับภาพสะท้อน ไม่จำเป็นต้องทะนุถนอม ห่วงใยอะไรมากมาย เพราะล่วงรู้จิตใจ ความต้องการซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

การแสดงของ Padukone เต็มไปด้วยความเซ็กซี่ (อีกแล้ว) ใน passion ที่ราวกับม้าศึกพยศ จะยอมศิโรราบเฉพาะกับผู้ซึ่งเข้าถึงจิตใจตนเท่านั้น, เราจะได้เห็นทั้งลีลาการต่อสู้ในสนามรบ และลีลาการเต้นในสนามรัก (เอาจริงๆนะ ผมละอยากเห็น Love Scene ของคู่นี้สุดๆเลยละ แต่หนังอินเดียมันใส่มาไม่ได้ คือถ้ามีผมคิดว่ามันจะต้องเร้าร้อนพอๆกับ Lust, Caution-2008 เลยละ!)

Priyanka Chopra นักแสดง นักร้องชื่อดังสัญชาติอินเดีย และ Miss World ปี 2000, มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก The Hero (2003) ตามมาด้วย Andaaz (2004) ที่ทำให้คว้ารางวัล Filmfare Award: Best Debut Actress เคยคว้ารางวัล National Film Award: Best Actress จากเรื่อง Fashion (2008) ผลงานอื่นที่ดังๆ อาทิ 7 Khoon Maaf (2012), Barfi! (2013), Mary Kom (2015) ฯ

ระหว่าง Chopra กับ Padukone ผมไม่รู้ใครได้ค่าตัวมากกว่า (แต่ถ้าพิจารณาจากบทหนัง Padukone น่าจะได้มากกว่า)

คาชิไบ (Kashibai) ภรรยาคนแรกของบาจีราว เธอคือหญิงสาวธรรมดาทั่วไป รักสามีใจเดียวไม่เคยคิดนอกใจ ถือเป็นมาตรฐานตัวแทนของผู้หญิงอินเดียทุกยุคทุกสมัย, มันคงเป็นกรรมเวรของเธอ ที่สามีได้พบกับมัสตานีแล้วตกหลุมหลงใหลคลั่งไคล้อย่างที่สุด ผู้หญิงทั่วไปคงไม่สามารถอดทนยอมรับไม่ได้แน่ แต่คาชิไบมีสิ่งหนึ่งที่ล้ำค่ากว่านั้น คือเธอสามารถอดกลั้น ฝืนทน กระทำในสิ่งที่ใจไม่ต้องการได้

การแสดงของ Chopra กวาดรางวัลไปหลายสำนัก โดดเด่นยิ่งกว่า Singh หรือ Padukone เสียอีก ทั้งๆที่ดูแล้วก็เหมือนจะไม่มีอะไร แต่สิ่งที่ตัวละครนี้แสดงออก คือความสงบนิ่งภายนอก การกระทำที่เหมือนจะยอมรับให้อภัย แต่แฝงความเจ็บปวดคับแค้น ชั่วร้ายลึก, คงไม่แปลกอะไรถ้าจะมองว่า คาชิไบย่อมต้องมีความเกลียดชังมัสตานีเป็นอย่างยิ่ง แต่เธอสามารถแสร้งทำเป็นยอมรับได้ ขัดต่อความต้องการของจิตใจ ฉาบหน้าด้วยน้ำตาลหวาน แต่ภายในขมขื่น จุดนี้ Chopra สามารถถ่ายทอดความเจ็บปวดออกมาได้อย่างลึกล้ำ เหนือชั้นกว่าความโดดเด่นภายนอกของ Singh กับ Padukone เป็นไหนๆ

นักแสดงอีกคนที่ถือว่าเป็นผู้แย่งซีนในทุกๆฉาก คือ Tanvi Azmi รับบท Radhabai แม่ของบาจีราว ผู้ซึ่งเกลียดชัง ต่อต้านมัสตานีอย่างถึงที่สุด, เธอพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแสดงความไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย ไม่ให้อภัยลูกชาย ที่แต่งงานยอมรักหญิงสาวนอกศาสนามาอยู่ในบ้านของตน เรียกว่าเป็นตัวร้ายภายในที่บาจีราวก็ไม่สามารถกระทำอะไรได้ กระนั้นมารดาผู้โง่เขลาก็ต้องยอมศิโรราบกับความจริง เมื่อถึงที่สุดแล้ว ตนก็ไม่สามารถมีเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้

ถ่ายภาพโดย Sudeep Chatterjee ตากล้องยอดฝีมือที่มีผลงานอย่าง Dor (2006), Chak De! India (2007), Guzaarish (2010), Dhoom 3 (2013) ฯ ความตราตรึงของการถ่ายภาพคือการเล่นกับแสงสี และความอลังการงานสร้างของหนัง, โดยเฉพาะในปราสาทกระจก Sheesh Mahal ซึ่งเป็นฉากที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง สร้างขึ้นเพื่อคารวะหนังเรื่อง Mughal-E-Azam (1960) หลายช็อตถือว่าเปะๆเลย มุมกล้อง แนวคิดของฉาก ความสวยงามที่ต้องบอกว่าอลังการ ประณีตวิจิตรกว่ามากๆ

เกร็ด: Sheesh Mahal (The Palace of Mirrors) ประมาณการณ์สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ Shah Jahan แห่งจักรวรรดิโมกุล ช่วงปี 1631-32 สร้างขึ้นใน Lahore Fort, ปัจจุบันเป็นประเทศปากีสถาน ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO World Heritage Site เมื่อปี 1981

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบกับสไตล์ รสนิยมของผู้กำกับ คือการสโลวโมชั่น จริงอยู่มันเป็นการสร้างจังหวะให้กับหนัง ค่อยๆเคลื่อนไหวแล้วเร่งความเร็ว แต่เทคนิคนี้มีความ Stylish จัดว่าเป็น Modern ไปเสียหน่อย เมื่อนำมาใส่ในภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์อลังการงานสร้างแล้ว มันดูผิดยุคผิดสมัยยังไงชอบกล ผิดเพี้ยนจากความเหมาะสมไปมาก

ตัดต่อโดย Rajesh G. Pandey หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครไหนเป็นพิเศษ เริ่มต้นจากบาจีราว เล่าโดยย่อผ่าน Opening Credit จากนั้นได้พบกับมัสตานี เรื่องราวต่อจากนี้จะเล่าคู่ขนานตัดสลับไปมาของทั้งสองตลอดทั้งเรื่อง

ในฉากสงคราม การตัดต่อจะเริ่มจากภาพมุมกว้าง Bird Eye View หรือ Extreme Long Shot เห็นภาพรวมของกองทัพก่อนประจันหน้า จากนั้นจะค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้ร่นระยะมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อเกิดการปะทะกัน ภาพจึงเป็นเปลี่ยนระยะใกล้ Full Shot, Medium Shot จะมี Close Up ไม่กี่ช็อตเท่านั้น

เพลงประกอบ Soundtrack โดย Sanchit Balhara บทเพลงแต่งทำนองโดย Sanjay Leela Bhansali (ร่วมกับผู้ช่วย Shreyas Puranik) ภาพรวมถือว่าเกือบจะดีแล้วนะครับ แต่เพราะมีบทเพลงหนึ่งที่เป็นแกะดำ ผมไม่ชอบเพลงนี้รุนแรงมากๆ เป็นการผิดคาแรคเตอร์ของตัวละครอย่างแรก และขาดความสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

ขอเริ่มจากเพลงไม่ชอบก่อนนะครับ Malhari (ภาษามราฐี แปลว่า พระศิวะ/พระอิศวร) ขับร้องโดย Vishal Dadlani คำร้องโดย Prashant Ingole ถูกเรียกว่าเป็น High-Octane Traditional Song เพลงที่แสดงจิตวิญญาณ ความดีอกดีใจต่อชัยชนะของบาจีราว ด้วยกลยุทธ์ความเฉลียวฉลาดที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อสักหยด, บทเพลงนี้มาลักษณะเดียวกับ Tattad Tattad จากหนังเรื่อง Goliyon Ki Raasleela Ram-Leela (2013) คือต้องการให้บทเพลงแสดงอารมณ์ พลังที่อยู่ข้างในตัวละคร แต่ความสมเหตุสมผลของเพลงนี้ผมรับไม่ได้รุนแรง จริงอยู่ที่ถ้าบาจีราวจะลุกขึ้นมาเต้น นี่เป็นลักษณะใกล้เคียงกับบุคลิกตัวละครที่สุด แต่… ผมการันตีว่าเขาไม่มีวันลุกขึ้นมาเต้นแน่ๆ

มี 2 บทเพลงที่ที่ต้องพูดถึง,

เพลงแรก Deewani Mastani (มาจากคำว่า ทิวาลี, Diwali เทศกาลแห่งแสง) แต่งคำร้องโดย Siddharth–Garima ขับร้องโดย Shreya Ghoshal คือฉากที่มัสตานีเต้นในปราสาทกระจก Sheesh Mahal ไม่ใช่แค่บทเพลง/คำร้องที่มีความเพราะ แต่ความสวยงามของภาพที่สุดวิจิตร

เพลงนี้กับคนที่เคยรับชม Mughal-E-Azam (1960) ย่อมต้องระลึกได้ว่า ฉากนี้เคารพคารวะ (ลอกเลียนแบบ) บทเพลง Pyar Kiya To Darna Kya ที่ต้องบอกว่า ยอดเยี่ยม สวยงาม สมบูรณ์แบบทั้งคู่ในรูปแบบของตนเอง

อีกบทเพลงคือ Pinga (ภาษามราฐี พระแม่ทุรคา) แต่งคำร้องโดย Siddharth–Garima ขับร้องโดย Shreya Ghoshal, Vaishali Mhade เพลงนี้ได้รับเสียงต่อต้านรุนแรงจากคนหัวโบราณอินเดีย ที่ให้นักแสดงเต้นขณะใส่ชุดส่าหรี ผมก็ไม่รู้มันไม่เหมาะสมยังไงนะครับ, บทเพลงนี้ มัสตานีเต้นคู่กับคาชิไบ ทั้ง Padukone และ Chopra ไม่มีใครยอมใครเลยละ

อาจมีหลายเกิดความรู้สึกคุ้นๆ Pinga กับเพลง Dola Re Dola จากหนังเรื่อง Devdas (2002) ที่มี Aishwarya Rai กับ Madhuri Dixit อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น หนังสองเรื่องนี้มีหลายอย่างคล้ายคลึงกันมาก เพราะผู้กำกับคนเดียวกัน คงได้อิทธิพลแรงบันดาลใจมาอย่างเยอะ, ส่วนตัวชอบ Dola Re Dola มากกว่านะครับ เต้นสนุกตระการตา เหนือกว่าเยอะ แต่ก็แล้วแต่ชอบนะครับ ถ้าคุณชอบ Padukone กับ Chopra มากกว่า Rai กับ Dixit ก็อาจชอบเพลงนี้มากกว่า

Bajirao Mastani เป็นชื่อหนังที่เหมือนกับ Jodhaa Akbar คือชื่อของชายหญิงที่มาจากสองศาสนา อิสลามกับฮินดู เรื่องราวนำเสนอการไม่ยอมรับของสังคมในความแตกต่าง แต่เพราะพวกเขาเกิดมาครองคู่กัน ไม่มีอะไรสามารถแยกจากได้ ก็เหมือนดั่งชื่อที่กลายเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆหลงใหลชื่นชม

ผมเรียกหนังเรื่องนี้ว่า ‘สงครามความรัก’ ใช้การต่อสู้ในสมรภูมิรบ เปรียบเทียบกับสนามรักของชายชื่อบาจีราว เพื่อครอบครองหญิงสาวชื่อมัสตานี เขาต้องต่อสู้ (ทางจิตใจ) กับครอบครัว ผู้คนรอบข้างมากมาย แต่มันกลับว่า บุคคลที่ไม่เคยปราชัยในสนามรบ แต่ไม่สามารถเอาชนะเพื่อให้ได้รับการยอมรับในสนามรักได้เลย

มันขนาดนั้นเลยเหรอ ที่คนต่างศาสนาจะยอมรับกันไม่ได้?, ในยุคสมัยที่ศรัทธา ความเชื่อ มีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างมาก ใช่ครับนี่เป็นสิ่งที่ยอมรับกันไม่ได้ คือถ้าฝั่งไหนมีศรัทธาอันรุนแรงกล้า ก็จะเกิดการเหยียดย่ำหยาม ไม่ยอมรับบุคคลนอกมองว่าเป็นคนนอกรีต, จริงๆพุทธเราก็มีเหมือนกันนะครับ นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ละ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้แสดงความรักเกียจแตกต่าง ให้นำคำสอนของเราไปแนะนำเขา ถ้าบุคคลผู้นั้นสามารถรับรู้เข้าใจ มองเห็นกระแสธรรมย่อมต้องอยากที่จะเปลี่ยนศรัทธามาศาสนาเรา ถ้าไม่ก็ถือเสียว่าบุญบารมีของเขายัไม่มากพอที่จะงมองเห็นสัจธรรมของชีวิต … ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงถูกขับไล่ออกจากอินเดีย เพราะเราไม่ตีโต้ต่อสู้กับใคร รักสงบ กับศาสนาใดก็ตามที่กระทำการแบบนี้ หนังเรื่องนี้คือผลลัพท์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา

กับสมัยปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ในโลก น้อยมากแล้วที่จะแบ่งแยกเรื่องความแตกต่างทางศาสนา แต่นั่นยังไม่ใช่กับประเทศอินเดีย ระหว่างฮินดูกับอิสลามยังคงเป็น ‘สงครามเย็น’ ที่แม้จะไม่แสดงออกมาตรงๆ แต่ความคุกกรุ่นยังคงมีอยู่ พร้อมจะปะทุออกได้ตลอดเวลา (เหมือนอินเดียกับปากีสถาน ที่กลายเป็นคู่รักคู่แค้นยอมกันไม่ได้อยู่ดี) หนังเรื่องนี้กับชาวอินเดีย คงถือเป็นจดหมายรักของผู้กำกับ บอกเล่าย้ำเตือนความแตกต่างทางศาสนา ไม่มีอะไรที่จะทรงพลังยิ่งกว่าอำนาจความรักของมนุษย์อีกแล้ว

เทียบกับ Devdas (2002) ถ้าใครได้รับชมติดๆกันอาจจะรู้สึกเหวอ เพราะมีหลายอย่างคล้ายคลึงกันมาก โครงสร้างของเรื่องราว บทเพลงที่มาแนวเดียวกับราวกับกระจกสะท้อน ก็ผู้กำกับคนเดียวกันนะครับจะไปเอาอะไรมาก นี่ถ้า Bajirao Mastani ได้สร้างต่อจาก Devdas ตามความปรารถนาแรกของ Bhansali จริงๆ เชื่อว่าคงโดนด่ายับแย่ แต่เมื่อสร้างห่างกัน 13 ปี ผู้คนเริ่มหลงลืมจดจำไม่ได้ ถ้าไม่ใช่บังเอิญรับชมติดๆกัน คงมองไม่เห็นความคล้ายนี้แน่ๆ

ด้วยทุนสร้าง ₹125 Crore หนังทำเงินทั่วโลก ₹358.2 Crore (=$61 ล้านเหรียญ) จัดว่า Hit, ได้รางวัล National Film Award ถึง 7 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Director
– Best Supporting Actress (Tanvi Azmi)
– Best Cinematography
– Best Audiography – Sound Designer
– Best Audiography – Re-recordist of the Final Mixed Track
– Best Art Direction
– Best Choreography (Deewani Mastani)

ขณะที่ Filmfare Award ทั้งหมด 11 สาขา 14 เข้าชิง กวาดมาได้ 9 รางวัล
– Best Film **ได้รางวัล
– Best Director **ได้รางวัล
– Best Actor (Ranveer Singh) **ได้รางวัล
– Best Actress (Deepika Padukone)
– Best Supporting Actress (Priyanka Chopra) **ได้รางวัล
– Best Supporting Actress (Tanvi Azmi)
– Best Music Director
– Best Female Playback Singer เพลง Deewani Mastani **ได้รางวัล
– Best Art Direction **ได้รางวัล
– Best Costume Design **ได้รางวัล
– Best Action **ได้รางวัล
– Best Choreography บทเพลง Mohe Rang Do Laal **ได้รางวัล
– Best Choreography บทเพลง Pinga
– Best Choreography บทเพลง Malhari

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ไม่ประทับใจใน direction รสนิยมของผู้กำกับเสียเท่าไหร่ แต่อิ่มเอมกับโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่ อลังการ ตระการตา ยอมรับนับถือในความละเมียดละไม ละเอียดอ่อนของผู้สร้างเป็นอย่างยิ่ง รับชมภาพยนตร์ประเภทนี้ แค่ได้บริโภคความตั้งใจก็สามารถเต็มอิ่มกับภาพรวมของหนังได้

แนะนำกับคอหนังประวัติศาสตร์ ของประเทศอินเดีย สนใจศึกษาจักรวรรดิมราฐา ประเพณี วัฒนธรรม เครื่องแต่งกาย ฯ, ชื่นชอบงานภาพสวยๆ Visual Effect อลังการ แฟนๆของผู้กำกับ Sanjay Leela Bhansali และนักแสดงดัง Ranveer Singh, Deepika Padukone, Priyanka Chopra ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับแนวคิด การไม่ยอมรับ และภาพกราฟฟิกของสงคราม

TAGLINE | “Bajirao Mastani ของ Sanjay Leela Bhansali คือสงครามของความรัก ที่มีความสวยงามอลังการวิจิตร พร้อมนักแสดงยอดฝีมือ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of