Barfi! (2012)

Barfi

Barfi! (2012) Indian : Anurag Basu ♥♥♥♥

อาจมีคนรู้จักชา Darjeeling ซึ่งก็เป็นชื่อเมืองเล็กๆในรัฐ West Bengal ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มียอดเขากันเจนชุงคา (Kangchenjunga) ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกเป็นพื้นหลัง, สถานที่สุดโรแมนติกแห่งนี้ มีเรื่องราวของชายหนุ่มหูหนวกเป็นใบ้ ตกหลุมรักหญิงสาวสองคน เขาต้องเลือก จะทำตามเสียงเรียกภายนอก หรือเสียงร้องภายในหัวใจ

Barfi! เป็นภาพยนตร์อินเดีย bollywood ที่ดูสนุก เพลิดเพลิน แฝงสาระข้อคิดในการใช้ชีวิต ฯ มีส่วนผสมของ hollywood ยุคหนังเงียบ, หนังเพลง, วัฒนธรรม/ดนตรีจากยุโรป ฯ และยังมีการผสมผสานอะไรหลายๆอย่าง คลุกเคล้าให้เกิดความกลมกล่อมเหมือนการได้จิบชายามบ่ายหลังอาหารกลางวัน, แม้จะมีผู้ชมนักวิจารณ์หลายคนมองว่า นี่คือสิ่งที่ทำให้หนังขาดเอกลักษณ์ ความเฉพาะตัว แต่มันผิดอะไรกับการคารวะยกย่องหนังดังในอดีต ผมเรียกภาพยนตร์แนวนี้ว่า Nostalgia (หวนระลึก) ดูจบแล้วอยากที่จะนอนหลับฝันกลางวันเสียเหลือเกิน

เกร็ด: วัฒนธรรมของผู้ดีชาวอังกฤษ/ฝรั่งเศส และยุโรป การจิบชาจะมี 2 ช่วงเวลาคือ Morning Tea (สายๆ) กับ Afternoon Tea (บ่ายๆ) ซึ่งช่วงบ่ายหลังจิบชาเสร็จ ก็จะนิยมชวนกันไปนอนกลางวัน

Anurag Basu ผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติอินเดีย เกิดที่ Bhilai, Chhattisgarh พ่อแม่เป็นนักแสดงละครเวทีในโรงละครของพวกเขาเอง, โตขึ้นย้ายมาที่ Kolkata สอบเข้าเรียนวิศวกรรมที่ Jabalpur Engineering College แต่ไม่นานก็ลาออกเพราะไม่ใช่สิ่งที่ตนสนใจ สอบเข้าใหม่ได้ที่ University of Mumbai ตั้งใจจะเป็นตากล้องถ่ายละคร/ภาพยนตร์

เรียนจบได้งานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับละครโทรทัศน์ ได้รับความเชื่อมือจนมีโอกาสเป็นผู้กำกับเองหลายตอน, ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก เป็นแนว slasher film เรื่อง Kucch To Hai (2003) [remake จากเรื่อง I Know What You Did Last Summer (1997)] ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่นั่นไม่ทำให้ Basu ยอมแพ้ ยังได้รับโอกาสสร้างหนังอีกหลายเรื่องจนเริ่มประสบความสำเร็จ อาทิ Life in a… Metro (2007), Kites (2010) และผลงานลำดับล่าสุด Barfi! ที่แทบจะทุกสำนักวิจารณ์ในอินเดีย ยกย่องว่าคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี

ผลงานก่อนหน้านี้ของ Basu มักออกไปทางหดหู่ มืดหม่น ซึ่งเป็นความสนใจส่วนตัวของเขาในเรื่อง passion และ adultery (เปรียบได้กับลายเซ็นต์ของผู้กำกับ) สำหรับผลงานเรื่องใหม่ คงอยากทำอะไรที่สดใสแตกต่างออกไปบ้าง บทหนัง Barfi! เริ่มต้นจากเรื่องสั้นความยาว 2 หน้า 2 ช่วงเวลาของตัวละครที่ได้เรียนรู้จักรักกับคนสองคน โดยมีพื้นหลังอยู่ในยุค 70s

Barfi (รับบทโดย Ranbir Kapoor) เพราะตอนเป็นทารกแม่เปิดลำโพงวิทยุเสียงดังเกินไป โตขึ้นเลยกลายเป็นคนหูหนวก, เป็นคนร่าเริงสดใส เฉลียวฉลาดในเรื่องที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การกระทำหลายๆอย่างของเขา ดูเป็นการเรียกร้องความสนใจ เพราะความที่ไม่ได้ยินอะไร จึงต้องการที่จะได้ยิน/ให้คนอื่นเข้าใจตนเอง

Ranbir Kapoor ถือเป็นตัวเลือกแรกของผู้กำกับที่ได้ติดต่อกับตบปากรับคำทันที, เกิดปี 1982 เป็นลูกของ Rishi Kapoor มีศักดิ์เป็นหลานแท้ๆของ Raj Kapoor นักแสดงผู้กำกับในตำนานของอินเดีย, Ranbir มีความฝันต้องการเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก เข้าเรียน method acting ที่ School of Visual Arts and the Lee Strasberg Theatre and Film Institute เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วย Sanjay Leela Bhansali ในหนังเรื่อง Black (2005) ก่อนได้รับบทใน Saawariya (2007) ที่แม้ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ยังได้รับโอกาสต่อเนื่อง (คงเพราะนามสกุล Kapoor ด้วยส่วนหนึ่ง) ประสบความสำเร็จครั้งแรกกับหนังเรื่อง Bachna Ae Haseeno (2008) และ Wake Up Sid (2009) ที่ทำให้ได้รางวัล Filmfare Critics Award: Best Actor เป็นครั้งแรก

ผมว่าใบหน้าของ Ranbir มีความคล้าย Sacha Baron Cohen พอสมควรเลยนะ เห็นแล้วรู้สึกว่าหมอนี่ต้องเป็นคนกวนประสาทมากแน่ๆ (คนนิสัยประมาณ happy-go-lucky), สังเกตว่า Barfi จะไม่ค่อยชอบใช้ภาษามือ แต่เป็นภาษากายที่คนทั่วไปสามารถสังเกตพอเข้าใจได้ ซึ่งถือว่าได้แรงบันดาลใจจาก Charlie Chaplin กับ Buster Keaton ในยุคสมัยหนังเงียบ (เพราะตัวละครนี้เป็นใบ้พูดไม่ได้ เลยเลียนแบบการแสดงจากปรมาจารย์ยุคหนังเงียบเสียเลย) ซึ่งหลายครั้งมีฉากที่ทำคารวะหนังเก่าของทั้งสองด้วย อาทิ The Adventurer (1917), Cops (1922), City Light (1937)

เกร็ด: สำหรับหนังเรื่องอื่นที่ได้แรงบันดาลใจมา อาทิ
– ฉากเล่นเต้นกับหุ่น มาจาก Singin’ in the Rain (1952)
– ฉากที่แม่เล่าความหลังให้ลูกสาวฟัง พาเธอไปให้เห็นอดีตชายคนที่เคยหลงรัก, ชายหญิงนอนเกี่ยวก้อย มาจาก The Notebook (2004)
– ฉากขี่จักรยาน มาจาก Project A (1983) หนังของเฉินหลง

หญิงสาวสองคนที่เข้ามาในชีวิตของ Barfi ประกอบด้วย
– Shruti Ghosh Sengupta (รับบทโดย Ileana D’Cruz) หญิงสาวสวยอาศัยอยู่ที่ Kolkata เดินทางมาพักร้อนกับครอบครัวที่ Darjeeling แต่เธอมีคู่หมั้นหมายอยู่แล้ว แม้จะรู้ว่าสุดท้ายคงไม่สำเร็จ แต่ก็ยังดีใจที่ได้ตกหลุมรัก
– Jhilmil Chatterjee (รับบทโดย Priyanka Chopra) หญิงสาวไม่สวยแต่รวย เป็นออทิสติกพูดไม่ชัด ดูแลตัวเองไม่ค่อยได้, ในตอนแรก Barfi ไม่ได้อยากที่จะสนใจเธอมาก แต่เมื่อได้เรียนรู้จักอยู่ด้วยกัน ทำให้จิตใจค่อยๆเปิดออกยอมรับ แต่การที่คนหนึ่งเป็นใบ้อีกคนหนึ่งออทิสติก นี่คงเป็นรักที่ยากลำบากยิ่ง

Ileana D’Cruz นักแสดงสาวดาวรุ่ง เกิดที่เมือง Pune รัฐ Maharashtra ทางตอนใต้ของอินเดีย มีภาพยนตร์เรื่องแรก Devadase (2006) ภาษา Telugu ที่คว้ารางวัล Filmfare Award South สาขา Best Female Debut นี่เป็นภาพยนตร์ Bollywood เรื่องแรกแจ้งเกิดให้กับเธอทั่วอินเดีย

ความงามของ D’Cruz เป็นตัวแทนของชาวใต้จริงๆ ตัวละคร Shruti ตัวเล็กๆผิวคล้ำๆ แต่งตัวล้ำทันสมัย ชอบที่จะเชิดหน้ามีความเย่อหยิ่งทะนงตนนิดๆ แต่ขณะเดียวกันจิตใจก็เหมือนนกที่ถูกคุมขังไว้ ต้องประพฤติปฏิบัติตามกรอบกฎระเบียบธรรมเนียมประเพณี ที่ไม่สามารถทำให้เธอดิ้นรน คิดตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเองได้, การได้พบกับ Barfi รับเรียนรู้เรื่องราวชีวิตของเขา ทำให้โลกทัศน์ของเธอเปิดออก แม้จะรู้ว่าเขาคงไม่มีวันได้เป็นคนรักของเธอ แต่ขอแค่ได้รักก็เป็นสุขใจแล้ว

Priyanka Chopra นักแสดงหญิงมากฝีมือ เจ้าของรางวัล Miss World ปี 2000 หนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงสุด ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในอินเดียแห่งยุคสมัยปัจจุบัน, ผมคิดว่า Priyanka ได้กลายเป็นอีกหนึ่งนักแสดงในตำนานของอินเดียไปแล้ว สามารถคว้ารางวัล National Film Award สาขา Best Actress จากหนังเรื่อง Fashion (2008) นิตยสาร TIME จัดอันดับให้เธอเป็น 100 most influential people in the world

Priyanka ไม่ใช่นักแสดงที่อยู่ในความสนใจของผู้กำกับ ที่ได้เล็ง Katrina Kaif ไว้ แต่พอเธอเข้ามาร่วมโปรเจค Kiaf ได้ถอนตัวออกไป (คงเพราะคิดว่าบทของ Priyanka โดดเด่นกว่าตัว) ที่ Basu ไม่แน่ใจเพราะคิดว่า เธอเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเกินกว่าจะมาทุ่มเทให้กับตัวละครลักษณะนี้ แต่กลับผิดขาดเกินความคาดหมายของเขาไปมาก

ผมยังไม่เคยดูหนังเรื่อง Fashion แต่ก็เคยรับชมผลงานของ Priyanka มาก็หลายเรื่อง บท Jhilmil ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดการแสดงที่น่าประทับใจมากๆ แสดงเป็นผู้ป่วยออทิสติกได้อย่างสมจริงเป็นที่สุด, เห็นว่าเธอใช้เวลาพอสมควรในการศึกษาเรียนรู้จักผู้ป่วยออทิสติก เพราะในอินเดียความผิดปกตินี้แทบไม่เคยได้รับความสนใจเป็นที่รู้จักเสียเท่าไหร่เลย (ก็เหมือนตัวละครนี้ในหนัง ที่พ่อ-แม่ มีท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ลูกที่เกิดมาไม่ปกติ อับอายจนบางครั้งไม่ยอมรับเป็นลูกเลยก็มี) ภาษากายของ Jhimil อ่านยากกว่า Barfi เล็กน้อย เพราะเธอมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ทุกขณะ มันจึงมีความรั้งๆรีรอ ไม่แน่ใจ ย้ำคิดย้ำทำ ที่ทำให้ผู้ชมก็ไม่รู้ว่าแท้จริงตัวละครนี้มีความคิดต้องการอะไรอยู่

ความรักของ Barfi ต่อ Shruti เป็นไปในเชิงชื่นชอบ ชื่นชม หลงใหล ราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ ที่หมาวัดอยากเขาต้องการเด็ดดม, ขณะที่ความรักต่อ Jhimil เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อดูแลปกป้องเธอ ไม่ได้เริ่มต้นจากความประทับใจใดๆ มองเป็นภาระเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกันผ่านอะไรต่างๆนานา จึงเริ่มครุ่นคิดทบทวนเกิดความสงสัย เธออาจเป็นคนที่ใช่ก็ได้

การพิสูจน์ความรักของ Barfi ใช้วิธีเลื่อยเสาไฟแล้วให้หญิงสาวยืนห่างออกจากปลายเสานิดออกไปนิดหน่อย จะมีใครไหมที่กล้าพอ เชื่อใจ จับมือยืนอยู่เคียงข้าง เมื่อตอนเสาไฟล้มลงมาทับขวดแก้วแตก, นี่เป็นสิ่งที่ Shruti ไม่เข้าใจ ไม่สามารถยืนอยู่ได้ ส่วน Jhimil เหมือนว่าเธอไม่รู้ตัวมากกว่าว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น แต่นั่นก็เพียงแล้วที่ Barfi จะรับรู้เข้าใจ ยอมทุ่มเทกายใจทั้งชีวิตให้กับใครสักคนหนึ่ง

ถ่ายภาพโดย Ravi Varman ตากล้องยอดฝีมือที่ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายภาพออกมาได้ความสมจริง มีความสวยงามราวกับบทกวี (visual poetry), ความโดดเด่นอยู่การจัดแสง/สีสันของภาพที่ดูเป็นธรรมชาติ ให้สัมผัสเข้ากับเรื่องราวอารมณ์ขณะนั้น และการจัดวางองค์ประกอบของภาพ ที่เลือกมุมกล้องทิศทางได้อย่างมีนัยยะสำคัญ สวยงามมีความหมายทุกช็อต

ผมค่อนข้างชอบหนังที่มีงานภาพวิวทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ เห็นแล้วเหมือนได้ท่องเที่ยว พักผ่อน พักผ่อนสายตา, ทุกฉากที่ถ่ายใน Darjeeling มีกลิ่นอายคล้ายกับประเทศฝรั่งเศสมาก โดยเฉพาะนักดนตรีสามประสานแอคคอร์เดียน กีตาร์ และไวโอลิน ที่ช่วยสร้างสัมผัสความต่อเนื่องให้กับหนัง (แต่ Darjeeling จริงๆก็อาจเป็นแบบนี้ก็ได้นะครับ ผมไม่เคยไปเลยบอกไม่ได้)

การโฟกัสของภาพถือว่ามีนัยยะสำคัญเหมือนกัน แม้ตัวละครจะแค่หูหนวกไม่ได้ตาบอดหรือสายตาสั้น แต่การเบลอภาพด้านหลังหลายครั้งมีนัยยะบอกถึงสิ่งที่ตัวละครไม่สามารถรับรู้ได้, มีช็อตหนึ่งที่ผมชอบมากๆ Barfi อยู่ด้านบนบ้าน ส่วนพ่ออยู่ชั้นล่างกำลังเกิดอาการช็อคชักกระตุก พยายามเรียกแต่ไม่ได้ยิน ภาพของพ่อจะเบลอมองไม่เห็น หมายถึงไม่สามารถรับรู้ได้

เกร็ด: ฉากนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Koshish (1972)

ตัดต่อโดย Akiv Ali, หนังใช้เทคนิคการตัดต่อแบบ non-linear ไม่เรียงลำดับตามช่วงเวลา กระโดดไปมาตามอารมณ์ของผู้บรรยาย (ให้เสียงโดย Ileana D’Cruz ตัวละคร Shruti) หลายครั้งจะมีการแทรกบทสัมภาษณ์ตัวละคร เพื่ออธิบายเล่าเรื่องราวของ Barfi

เหตุผลที่ผู้กำกับใช้การดำเนินเรื่องแบบนี้ เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเล่าเรื่องแบบปกติหนังจะดูน่าเบื่อเกินไป แม้อาจมีบางคนหงุดหงิดใจในความซับซ้อน แต่เชื่อว่าพวกเขาคงเบื่อยิ่งกว่าถ้าหนังเข้าใจง่ายเกินไป

I tried to make the story linear. But it wasn’t working See, Barfi is a very simple story. If I had kept the narrative linear then I’d have lost my audience. I think if I had removed the non-linear narrative you wouldn’t have enjoyed the film. I know Indian viewers gets disturbed by non-linear narrations. I wrote Barfi straight. But it was boring that way.

– Anurag Basu

ถ้าเราแบ่งหนังตามช่วงเวลาดำเนินเรื่อง จะพบว่ามี 3 ช่วง
1. เรื่องราวของ Shruti พบเจอ ตกหลุมรัก และแยกจาก
2. เรื่องราวของ Jhimil จับพลัดจับพลู ไม่ได้อยากพบเจอ ไม่ได้อยากตกหลุมรัก แต่มิอาจฝืนโชคชะตา
3. อนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าที่ Barfi กำลังจะเสียชีวิต ทุกคนมารวมตัวพบเจอกันครั้งสุดท้าย

เริ่มต้นฉากแรกของหนังจะเริ่มที่ตอน Barfi ล้มลงตอนแก่ใกล้ที่จะเสียชีวิต จากนั้นเป็นการย้อนไปสู่ช่วงที่ 2 เรื่องราวของ Jhimil ที่ก็จะเล่าย้อนไปช่วงที่ 1 เรื่องราวของ Shruti อีกที จากนั้นเรื่องราวถึงจะค่อยดำเนินไปข้างหน้าเรื่อยๆ (จะมีการแทรกช่วง 2 กับ 3 มาขั้นจังหวะหลายครั้ง) เมื่อจบเรื่องราวช่วงที่ 1 แล้ว ก็จะเล่าต่อในช่วงที่ 2 และตอนจบถึงค่อยกลับสู่อนาคต และปิดท้าย End Credit ด้วยการย้อนกลับไปตอนแต่งงาน (ช่วง 2)

ถ้าการดำเนินเรื่องของหนังมันเข้าใจยาก ก็อย่าไปเสียเวลาทำความเข้าใจเลยก็ได้นะครับ รับรู้ว่าทั้งหมดเป็นมุมมองของ Shruti ต่อ Barfi เท่านั้นก็น่าจะพอแล้ว

เพลงประกอบโดย Pritam Chakraborty ที่มีผลงานดังอย่าง Dhoom Trilogy, Jab We Met (2007), Dilwale (2015), Ae Dil Hai Mushkil (2016) ฯ สำหรับ Barfi ความไพเราะยอดเยี่ยมได้รับการยกย่องระดับเอเชีย นอกจากรางวัล Filmfare Award สาขา Best Music Director และ Best Background Score ยังได้รางวัล Best Music จาก Asian Film Awards และ Asia Pacific Screen Awards นี่ทำให้ Chakraborty กลายเป็นนักแต่งเพลงแนวหน้าระดับภูมิภาคเอเชียไปแล้ว

กลิ่นอายของบทเพลงมีความเป็นฝรั่งเศสสูงมาก โดยเฉพาะเครื่องดนตรีแอคคอร์เดียน ที่โดดเด่นเหลือเกิน (กลิ่นอายคล้ายๆกับเพลงของ Yann Tiersen ที่ทำให้กับหนังเรื่อง Amelie-2001) นี่เป็นสัมผัสที่ทำให้หนังมีความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ผ่อนคลายอย่างมาก เป็นลักษณะของ Impressionist ที่สร้างความตราตรึง ประทับใจให้กับผู้ฟัง

บทเพลง Ala Barfi ที่เป็นตัวแทนความ Happy-Go-Lucky ของ Barfi ได้อย่างตรงตัวที่สุด และเป็นเพลง Open Credit ของหนังด้วย, แต่งคำร้องโดย Swanand Kirkire ขับร้องโดย Mohit Chauhan ได้ยินเพลงนี้แล้วไม่โยกหัวตามถือว่าแปลกแล้วนะครับ

สำหรับบทเพลงได้รับการกล่าวถึงที่สุดของหนัง Phir Le Aya Dil (แปลว่า Again the heart has brought, อีกครั้งที่หัวใจได้ถูกนำพา) แต่งคำร้องโดย Sayeed Quadri มีทั้งหมด 3 ฉบับ โดยนักร้อง 3 คน
– Phir Le Aya Dil ขับร้องโดย Arijit Singh
– Phir Le Aya Dil (Reprise) ขับร้องโดย Rekha Bhardwaj
– Phir Le Aya Dil (Redux) ขับร้องโดย Shafqat Amanat Ali

บทเพลงดังขึ้น 3 ช่วงขณะอารมณ์ของหนัง เนื้อร้องเล่าถึงความไม่พร้อมของจิตใจ ไม่รู้ต้องทำอย่างไร ฉันอาจเคยทำอะไรที่ผิดพลาด วันนี้หัวใจพากลับมาที่เดิมอีก ร้องขอโอกาส หวังว่าคงจะมีโอกาสให้แก้ตัวอีกครั้ง

ภาษาอังกฤษคำว่า Barf แปลว่า อ๊วก, ชื่อจริงๆของ Barfi คือ Murfy แต่เขาคงออกเสียง M ไม่ได้ เลยออกมาเป็น Barfy เวลาพูดออกมาก็จะมีท่าทางเหมือนกำลังจะอ๊วก (พ่นออกมา) คงมีนัยยะถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยากพูดออกมา แต่ไม่สามารถทำได้

สิ่งที่ Shruti ได้บทเรียนจาก Barfi คือ ‘การทำในสิ่งที่จิตใจตนเองเรียกร้อง ไม่ใช่ตามคำบอกของผู้อื่น’ เพราะชีวิตของเธอได้ดำเนินไปตามกรอบเส้นทางที่ถูกวางไว้ ไม่เคยสักครั้งจะสามารถคิดตัดสินใจด้วยตนเอง การได้พบ Barfi เป็นการเปิดโลกทัศน์มุมมองของตนเอง มันหามีความจำเป็นไม่ที่เราต้องยินยอมทำตามคำของผู้อื่น … แต่กว่าที่เธอคิดถึงจุดนี้มันจะสายเกินไปเสียแล้ว กระนั้นแค่เพียงเสี้ยวเวลาหนึ่งแห่งความสุข มันก็เพียงพอที่ได้กระทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ

เรื่องราวความรักของ Barfi สอนอะไรให้ผู้ชม,
– บางครั้งคนที่ตนรัก อาจไม่ใช่คู่ชะตาชีวิตของตน
– บางครั้งคนใกล้ตัวที่ไม่ได้ตกหลุมรัก อาจเป็นคู่แท้ชะตาชีวิตของตน
– แต่จริงๆแล้ว อย่าเอาตัวเองยึดมั่นติดกับโชคชะตา มันอยู่ที่ตัวเราเองเป็นผู้ตัดสินต้องการ ไม่ใช่ฟ้าดินลิขิต

ว่ากันตามตรงหนังเรื่องนี้ถือว่า dark พอสมควรนะครับ แต่เพราะผู้กำกับจงใจนำเสนอเฉพาะด้านสว่างสดใสเท่านั้น หลายคนจึงมองไม่เห็นด้านมืดพวกนี้ อาทิ Barfi ตกหลุมรักผู้หญิงสองคน Threesome หลัง Jhimil ทิ้งไปก็อยู่กับ Shruti สองต่อสอง (ถ้าไม่ทำอะไรกันก็แปลกแล้ว)  … แต่นี่อาจไม่ใช่ความผิดของเขานะครับ เป็น Shruti ที่ถือว่าร่านราคะไม่เบา เธอยอมพลีกายถวายตนเองให้ Barfi ทิ้งสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อได้อยู่เคียงค้าง แม้จะได้แค่กายมาครอบครองไม่ได้จิตใจก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับตนเอง กระนั้นตอนท้ายเมื่อค้นพบเจอ Shruti เธอก็มิอาจตัดขาดกับชายคนที่ตนรักที่สุดได้ (แก่หงำเหงือกแล้วก็ยังตัดไม่ขาด!)

หนังที่ฉาบหน้าสวยงามเกินไป สิ่งที่อยู่เบื้องหลังมักจะแบบนี้นะครับ มีอะไรที่ยากเกินยอมรับได้อยู่มาก ถ้ามองไม่เห็นก็อย่าไปคิดมากนะครับ ปวดหัวเปล่าๆ

ด้วยทุนสร้าง ₹40 crore หนังทำเงินทั่วโลก ₹250 crore ถือว่า Super Hit, เข้าชิง Filmfare Award ทั้งหมด 11 สาขา 12 ผู้เข้าชิง ได้มา 6 รางวัล
– Best Film **ได้รางวัล
– Best Director
– Best Actor (Ranbir Kapoor) **ได้รางวัล
– Best Actress (Priyanka Chopra)
– Best Supporting Actress (Ileana D’Cruz)
– Best Female Debut (Ileana D’Cruz ) **ได้รางวัล
– Best Music Director **ได้รางวัล
– Best Background Score **ได้รางวัล
– Best Lyricist บทเพลง Aashiyaan
– Best Male Playback Singer บทเพลง Ala Barfi
– Best Male Playback Singer บทเพลง Main Kya Karoon
– Best Production Design **ได้รางวัล

นอกจากนี้หนังยังเป็นตัวแทนของประเทศอินเดีย ส่งเข้าชิงชัย Oscar: Best Foreign Language Film ท่ามกลางกระแสต่อต้านที่มองว่า หนังขาดเอกลักษณ์ ก็อปปี้จากเรื่องอื่นมากเกินไป กระนั้น Film Federation of India (FFI) กลับเห็นตรงกันข้าม มองว่านี่น่าจะส่งผลดีต่อหนัง, น่าเสียดายไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ

ส่วนตัวชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แต่ที่ไม่หลงรักเพราะรู้สึกขาดเอกลักษณ์ไปจริงๆนะแหละ กับคนที่ดูหนังมาไม่มากคงมองไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ แต่กับคนที่ดูหนังมาเยอะๆ เห็นสิ่งอ้างอิงที่สร้างคารวะอยู่เต็มไปหมด แรกๆจะคิดว่าน่าสนใจ สักพักก็อีกแล้วเหรอ นี่ก็คุ้นๆนะ ผ่านไปหลายๆครั้งเข้า มีอะไรคิดเองบ้างหรือเปล่าเนี่ย!

กับคนที่มีความรัก และคิดว่าชีวิตอุปสรรคมากมาย หนังเรื่องนี้คงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้แน่
กับคนที่โหยหาความรัก หันมองดูรอบๆตัว อาจมีใครบางคนที่อยู่ข้างๆคุณเสมอ

แนะนำกับคนที่ชอบจิบชายามบ่าย รู้จัก Darjeeling เพ้อฝันอยากไปท่องเที่ยวสถานที่เหมือนฝันนี้สักครั้ง, คอหนัง bollywood ชื่นชอบงานภาพสวยๆ เพลงเพราะๆ นักแสดงดังอย่าง Ranbir Kapoor, Prinyanka Chopra ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG กับการกระทำหลายๆอย่างที่เกินเลยไปหน่อย

TAGLINE | “Barfi! ภาพยนตร์ bollywood ที่จะทำให้คุณอิ่มเอิบหัวใจ เพลิดเพลินไปกับการจิบชายามบ่าย แล้วอยากนอนหลับฝันถึงอดีตที่แสนหวาน”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of