Blood: The Last Vampire (2000)

Blood: The Last Vampire

Blood: The Last Vampire (2000) Japanese : Hiroyuki Kitakubo 

(mini Review) ต้นกำเนิดภาพลักษณ์ Saya หญิงสาวสวมชุด Sailor ถือดาบคาตานะ ไล่ฆ่าแวมไพร์ ตอนแรกตั้งใจให้เป็น OVA ขนาด 3 ตอน แต่ด้วยทุนและระยะเวลาสร้างอันจำกัด เหลือเพียงภาพยนตร์อนิเมชั่นวาดลงสีด้วยคอมพิวเตอร์ ความยาว 48 นาที มิอาจเติมเต็มความกระหายเลือดของผู้ชมได้ แถม Spin-Off หรือ Live-Action ที่นำแสดงโดย Jun Ji-hyun ก็ไม่สามารถสานต่อศักยภาพของอนิเมะเรื่องนี้ได้

เชื่อว่าหลายคนอาจรู้จักอนิเมะเรื่องนี้จาก Live-Action เมื่อปี 2009 ชื่อไทย ยัยตัวร้าย สายพันธุ์อมตะ นำแสดงโดย Jun Ji-hyun ผมไม่เคยดูฉบับภาพยนตร์เพราะรำคาญชื่อยัยตัวร้าย แต่ก็ได้หาอนิเมะเรื่องนี้ที่เป็นต้นฉบับมารับชม ปรากฎว่าเกิดความประทับใจอย่างรุนแรง ทำให้ต้องรีบสรรหาอนิเมะซีรีย์ Blood+ (2005-2006) กับ Blood-C (2011) แต่คุ้นๆว่าดูไม่จบทั้งคู่ เทียบคุณภาพไม่ได้เลยกับเรื่องนี้ที่ตราตรึงติดใจอย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้นของอนิเมะมาจากแนวคิดของ Mitsuhisa Ishikawa ประธานของสตูดิโอ Production I.G ต้องการสร้างโปรเจคใหม่ (Original Concept) ที่ไม่ได้มาจากการดัดแปลงหรือภาคต่อ เข้าไปพูดคุยกับ Mamoru Oshii อาจารย์สอนภาพยนตร์ให้ช่วยสรรหาไอเดียจากโปรเจคของนักศึกษา ได้เรื่องราวของ Kenji Kamiyama กับ Junichi Fujisaki ที่ส่งเรื่องหญิงสาวในชุด Sailor ถือดาบคาตานะไล่ล่าฆ่าศัตรู

Hiroyuki Kitakubo (เกิดปี 1965) ผู้กำกับ นักเขียนบท อนิเมเตอร์ เกิดที่ Bunkyo, Tokyo เข้าสู่วงการอนิเมะเริ่มจากทำงานเป็น In-Between เรื่อง Mobile Suit Gundam (1979) เป็น Key Animation ให้กับ Akira (1988), FLCL (2000) ฯ กำกับอนิเมะเรื่องแรก Cream Lemon (1985) ตอน Pop Chaser, Robot Carnival (1987) ตอน Strange Tales of Meiji Machine Culture: Westerner’s Invasion, Roujin Z (1991) คว้ารางวัล Mainichi Film Award: Best Animation Film

พัฒนาบทอนิเมะโดย Kenji Kamiyama ขาประจำของสตูดิโอ Production I.G. ที่ตอนแรกเริ่มจากเป็นนักวาดภาพพื้นหลังให้กับ Akira (1988), Kiki’s Delivery Service (1989) ฯ กลายมาเป็น Art Director, Storyboard Artist, เขียนบท และกำกับอนิเมะเรื่องแรก Mini Pato (2002) โด่งดังกับซีรีย์ Ghost int the Shell: Stand Alone Complex (2002-2005), Seirei no Moribito (2007), Eden of the East (2009) ฯ

Saya (พากย์เสียงโดย Youki Kudoh) หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า The Last Vampire เป็นลูกครึ่งมนุษย์-แวมไพร์ อายุกว่าร้อยปีแต่ยังเหมือนวัยรุ่น รับหน้าที่ออกไล่ล่าฆ่า Chiroptera สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์ เพื่อหลอกล่อจับกินเหยื่อ แต่เมื่อถูกค้นพบจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด โดยร่างสุดท้ายสามารถสยายปีกโบยบิน จะเสียชีวิตก็ต่อเมื่อสูญเสียเลือดจำนวนมากในครั้งเดียว

เกร็ด: Chiroptera ภาษากรีก แปลว่า Hand Wings มีลักษณะเหมือน Dracula ที่สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้

สถานที่พื้นหลังใช้ Yokota Air Base ประจำการทหาร US Air Force ที่เกาะ Fussa เป็นแบบจำลองให้เหมือนรัฐ California, สร้างให้มีส่วนผสมระหว่าง 2D กับ 3D อย่างกลมกลืน วาดเส้นลงสีด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ใช้แสง Low Light เน้นสีเทาและน้ำตาล มีความสวยงามตราตรึงอย่างยิ่ง และถือเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นที่อนิเมะทั้งเรื่องสร้างด้วยกระบวน Digital

ผู้กำกับ James Cameron ยกย่องอนิเมะเรื่องนี้ว่า คือก้าวย่างสู่ยุคใหม่ของ Digital Animation

“Digital imaging has entered a new era. The world will come to consider this work as the standard of top quality in digital animation.”

ลำดับเรื่องราว ใช้มุมมองของ Saya เป็นหลัก แต่มักมีการตัดสลับไปมาระหว่างสองสิ่ง เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจ,
– Prologue ตัดสลับระหว่างเครดิตผู้สร้าง กับบางสิ่งที่ Saya กำลังจะกระทำ
– ช่วงไคลน์แม็กซ์ เป้าหมายมี 3 ตัว แต่หลุดรอดไปสอง ใช้การตัดสลับไปมาระหว่างการติดตามไล่ล่าฆ่าทั้งสองตน

เพลงประกอบโดย Yoshihiro Ike นี่ถือเป็นผลงานแจ้งเกิด ก่อนโด่งดังกับ Ergo Proxy (2006), Tiger & Bunny (2011), Rage of Bahamut (2014), ด้วย Orchestra จัดเต็มวง ทำให้อนิเมะมีความทรงพลังอลังการ ตื่นเต้นเร้าใจ ให้สัมผัสราวกับหนัง Action ของฝั่ง Hollywood

“Blending into the scene, it fuels unfathomable darkness and fear. The Music is superbly integrated, rendering a high level of completeness to the fully digital film.”

– James Cameron พูดชมเพลงประกอบด้วยเช่นกัน

Ike เป็นนักแต่งเพลงที่บ้าพลังมากๆคนถึง ล่าสุดผมเพิ่งรับชม Rage of Bahamut ต้องบอกว่าขนลุกซู่ ยิ่งใหญ่ทรงพลังอลังการ พอมาได้ยินเพลงประกอบอนิเมะเรื่องนี้เลยยิ่งหลงใหลประทับใจเข้าไปใหญ่ ถือเป็นส่วนประกอบที่เติมเต็มลักษณะของงานภาพได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ

อนิเมะออกฉายตามเทศกาลต่างๆทั่วโลก เข้าชิง/คว้ารางวัลมากมาย อาทิ
– Montreal Fantasia Film Festival (ฉายรอบปฐมทัศน์) คว้ารางวัล Public’s Prize Best Asia Feature Film
– World Animation Celebration คว้ารางวัล Best Theatrical Feature Film
– Japanese Agency for Cultural Affairs’ Media Arts Festival คว้ารางวัล Grand Prize
– Japan Media Arts Festival คว้ารางวัล Grand Prize
– Mainichi Film Awards คว้ารางวัล Ofuji Noburo Award
– 6th Animation Kobe คว้ารางวัล Individual Award
– เข้าชิง Annie Awards สาขา Outstanding Achievement in an Animated Theatrical Feature

ด้วยความยาวที่สั้นเกินไป ทำให้อนิเมะขาดเหตุผลที่มาที่ไปของเรื่องราวและพัฒนาการของตัวละคร (แต่จะจดจำภาพลักษณ์ของ Saya ได้ไม่ลืมเลือน) เหมือนจะมุ่งเน้นที่จะขาย Action และโปรดักชั่นเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องชมเลยว่าจนถึงปัจจุบันยังมีความสดใหม่ ล้ำยุคสมัย เป็นวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ Kitakubo ที่ค่อนข้างล้ำมากๆ

สิ่งที่ผมชื่นชอบอนิเมะเรื่องนี้ คือบรรยากาศ งานสร้างและเพลงประกอบที่ทรงพลัง ไม่ได้ตราตรึงกับภาพลักษณ์ของ Saya สักเท่าไหร่ (คงเพราะติดตาภาพนางเอกจาก Kill La Kill ที่เซ็กซี่กว่ามากเลย *-*)

ค่อนข้างน่าสงสัยทีเดียวว่าทำไม Kitakubo ถึงไม่ได้สร้างต่อให้เสร็จ กระนั้นความตั้งใจของเขาก็แปรสภาพเป็น Light Novel, Manga และ Video Game แต่ถ้าคนไม่เสพย์สื่อประเภทอื่นคงได้แต่ทำใจ เพราะอนิเมะ Spin-Off มันเทียบไม่ได้กับต้นฉบับนี้เลยสักนิด

แนะนำกับคออนิเมะแนว Horror, แวมไพร์, เรื่องราวเหนือธรรมชาติ, นางเอกเก่ง, ใช้ดาบเป็นอาวุธ ฯ งานภาพสวยงามสุดล้ำยุค เพลงประกอบยิ่งใหญ่อลังการ และชื่นชอบผลงานของผู้กำกับ Hiroyuki Kitakubo ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ ถึงมีเลือด ความรุนแรง และความตาย แต่ไม่น่าขยะแขยงหรือพล็อตอันตรายเท่าเรื่องอื่นๆ

TAGLINE | “Blood: The Last Vampire ของผู้กำกับ Hiroyuki Kitakubo ยิ่งใหญ่อลังการในโปรดักชั่นระดับ Ground Breaking น่าเสียดายมิอาจเติมเต็มความกระหายเลือดของผู้ชมได้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of