Blow-Up (1966)

blow-up

Blow-Up (1966) British : Michelangelo Antonioni ♥♥♥♥♡

หนังรางวัล Palme d’Or ของผู้กำกับชาวอิตาเลี่ยน Michelangelo Antonioni ครั้งแรกกับหนังพูดภาษาอังกฤษ เรื่องราวเกี่ยวกับช่างภาพแฟชั่นในยุค Swinging London นำแสดงโดย David Hemmings ที่เชื่อว่าตนได้บันทึกภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมบนฟีล์มถ่ายรูป

Michelangelo Antonioni เป็นหนึ่งในสามผู้กำกับ ที่มีหนังกวาดรางวัลใหญ่จาก 3 เทศกาลหนัง (Big 3), Blow-Up (1966) ได้ Palme d’Or เทศกาลหนังเมือง Cannes, Red Desert (1964) ได้ Golden Lion เทศกาลหนังเมือง Venice, และ La Notte (1961) ได้ Golden Bear เทศกาลหนังเมือง Berlin, สำหรับ Blow-Up ทำให้ Antonioni ได้เข้าชิง Oscar 2 สาขา Best Director และ Best Writing น่าเสียดายไม่ได้รางวัล (เป็นครั้งแรกครั้งเดียวที่ได้เข้าชิง) Academy จึงได้มอบ Honorary Award ให้เมื่อปี 1995 ถึงความทุ่มเทและความสร้างสรรค์ที่มีให้กับวงการภาพยนตร์โลก

เกร็ด: ผู้กำกับอีก 2 คนที่กวาดรางวัลใหญ่ใน 3 เทศกาลหนัง (Big 3) คือ Robert Altman และ Henri-Georges Clouzot

พล็อตได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องสั้นเขียนโดย Julio Cortázar ตีพิมพ์เมื่อปี 1959 ชื่อ Las babas del diablo หรือ The Devil’s Drool ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Blow Up นำเสนอเรื่องราว ชีวิตของช่างภาพ David Vailey ในยุค Swinging London (ปลายทศวรรษ 50s)

Swinging London คือคำเรียกแฟชั่นวัฒนธรรมของชาว London, England ในช่วงปลายยุค 50s ถึงยุค 60s เหมารวมถึงสไตล์เพลง เสื้อผ้า ทรงผม คำพูด ท่าทาง การแสดงออกของวัยรุ่นยุคนั้น (หรือจะเรียกว่า Youth Quake) ที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก, ในยุคสมัยนี้ผู้หญิงนิยมออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ทำให้พวกเธอต้องสวย ดูดี Chic ชุดแฟชั่นยอดนิยม อาทิ ชุดทรง A-Line, Mini Skirt พวกเธอจึงต้องรูปร่างผอมสูงหุ่นดี

นี่ถือเป็นช่วงเวลาสุขนิยม (Hedonism) และการมองโลกในแง่ดี หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มนุษย์จึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสุขสบายของตนเอง เสื้อผ้าแฟชั่นจึงมีลักษณะสีสันฉูดฉาดสดใส เห็นแล้วไม่รู้สึกถึงความหดหู่ซึมเศร้า, คำว่า Swinging London ได้รับการให้นิยามครั้งแรกโดยนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 15 เมษายน 1966 กล่าวถึง แฟชั่นปัจจุบันที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ต้นยุค 60s ลวดลายของเสื้อผ้าที่มีความฮิป (Hip) และได้รับความนิยมอย่างสูง ใครอยากอ่านไป Subscribe นิตยสาร TIME ดูนะครับ แนบลิ้งค์ไว้ให้

LINK: http://content.time.com/time/covers/0,16641,19660415,00.html

ความโด่งดังของยุคสมัยนี้ แพร่เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในช่วงกลางยุค 60s เริ่มจาก The Knack …and How to Get It (1965), Darling (1965), Blow-Up (1966), Alfie (1966), Casino Royale (1967) มาจบที่ The Brain (1969), Performance (1970) และกับหนังยุคปัจจุบันที่ retro ยุคสมัยนี้ อาทิ Austin Powers: International Man of Mystery (1997), Austin Powers: The Spy Who Shagged Me (1999) และ The Boat That Rocked (2009)

นี่เป็นครั้งแรกของ Antonioni หลังจากทำหนังในอิตาลีมาหลายเรื่องจนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ได้รับการติดต่อจาก Carlo Ponti เซ็นสัญญาทำหนังกับสตูดิโอ MGM, ทีแรกเขาตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ที่อิตาลี แต่เพราะคำขอของ Ponti เพื่อที่จะเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างกว่า ภาษาอังกฤษจึงถือว่าสากลกว่า, ในเครดิตเขียนบทจึงเป็น Michelangelo Antonioni และ Tonino Guerra ร่วมกันสร้างบทหนัง แล้วให้ Edward Bond แปลเป็นภาษาอังกฤษ

นำแสดงโดย David Hemmings (1941-2003) นักแสดง ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ทั้งภาพยนตร์และโทรทัศน์ของอังกฤษ, เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนักแสดงละครเวที เล่นหนังและกำกับเองเรื่องแรก The Rainbow Jacket (1954), สำหรับ Blow-Up ได้ยินว่า Antonioni ไปเจอกับ Hemmings ขณะกำลังแสดงละครเวทีใน London แล้วประทับใจมาก เมื่อทั้งสองพบกันแล้ว Antonioni บอกว่า ‘นายดูผิดปกติมาก ยังดูหนุ่มอยู่เลย’ (You look wrong. You’re too young.) [ก็แน่ละ ตอนนั้น Hemmings เพิ่งอายุ 20 ต้นๆเอง]

ในยุคที่ Method Action กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Antonioni เป็นผู้กำกับที่จงเกลียดจงชังเทคนิคนี้มาก นี่พอเข้าใจได้อยู่ เพราะหนังของเขาไม่ได้ต้องการนักแสดงที่สามารถแสดงความรู้สึกภายในออกมา แต่สามารถแสดงในบริบทที่ Antonioni กำกับให้แสดงออกได้, นักแสดงในหนังของ Antonioni เปรียบได้กับหุ่นที่ไร้จิตวิญญาณ เป็นตัวแทนของนามธรรม การแสดงออกจึงเป็นไปตามสถานการณ์ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก, กับ Hemmings ก็เป็นเช่นนั้น การแสดงของเขาเป็นไปตามสถานการณ์ที่วางไว้ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ แต่มีบางสิ่งที่โดดเด่น คือ สีหน้า ท่าทาง คำพูด ที่แสดงออกมา ทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์น่าหลงใหล, กระนั้นหลายคนคงรู้สึกเห็นขณะที่เขาถ่ายรูป มันเหมือนจิตวิญญาณของตากล้องชื่อดังเข้าสิง นี่น่าจะเรียกได้แบบนั้นเลย แต่หลังจากถ่ายเสร็จ วิญญาณก็ออกจากร่าง กลับคืนสู่สภาพเดิม (ติสต์จริงๆ), คงเพราะเหตุนี้ Hemmings เลยได้รับการยกย่อง นักแสดงที่เปรียบเทียบเป็น ‘สัญลักษณ์’ ของยุค Swinging London

หนังถ่ายทำในสตูดิโอถ่ายภาพของ John Cowan ในกรุง London, Cowan เป็นช่างภาพแฟชั่นชื่อดังมากๆในอังกฤษขณะนั้น เห็นว่ามีชื่อเสียระดับโลกเลยละ, Antonioni ได้จ้าง Cowan ให้เป็นที่ปรึกษาแก่หนัง เช่าพื้นที่สตูดิโอสำหรับถ่ายทำ และนำเอาเรื่องราวของเขาส่วนหนึ่ง ใส่เข้าไปในหนังด้วย

ถ่ายภาพโดย Carlo Di Palma ช่างภาพชาวอิตาเลี่ยน (ที่ภายหลังเป็นขาประจำของ Woody Allen), ที่ต้องพูดถึงเลยคือมุมกล้องขณะขับรถ เรียกว่าแทบจะไม่มีซ้ำเดิมเลย บางมุมก็แปลกประหลาดไม่เคยเห็นจากหนังเรื่องไหน และไม่คิดว่าจะถ่ายแบบนี้ได้, มีช็อตหนึ่งที่ผมชอบมากคือ ขณะรถเลี้ยงโค้ง กล้องแพนตามรถ พอรถเลี้ยวออกจากโค้ง ปกติจะใช้การตัดต่อเปลี่ยนมุมมองไปเลย แต่กลายเป็นว่า กล้องเคลื่อนตามรถ เป็น Tracking Shot ต่อเนื่องไปเสียงั้น นี่ถือว่าเกินความคาดหมายอย่างมาก

ช็อตสวยๆในหนังมีเยอะเลย มีหลายฉากในหนังที่ตัวละครอยู่ในกรอบ (เหมือนกรอบรูป) ขณะพระเอกกำลังถ่ายรูป มีครั้งหนึ่งภาพที่เราเห็นจะค่อยๆเคลื่อน เปิดเผยให้เห็นกรอบรูปสี่เหลี่ยมที่ซ้อนไว้หลายชั้น (ดัง 2 รูปล่าง) ความหมายของช็อตพวกนี้ เปรียบได้กับปริศนาในหนัง ที่เป็นการถ่ายรูป บางครั้งต้องอาศัยการมองหลายๆมุม ถึงจะเห็นสิ่งที่แอบซ่อนอยู่

นอกจากเสื้อผ้าแฟชั่นสวยๆที่เราจะเห็นในหนังแล้ว เนื้อหนังมังสาของนักแสดง ในหนังเรื่องนี้เราก็จะได้เห็นเต็มๆเลย ไม่รู้ Antonioni ติดใจอะไรกับการถ่ายแผ่นหลังของสาวๆ จนมองเห็นกระดูกสันหลังของพวกเธอ (แบบเดียวกับ La Notte) นี่น่าจะแทนด้วย ความสวยงามของภาพถ่าย/ภาพวาด มันต้องออกมาจากข้างใน ไม่ใช่แค่ข้างนอก

สำหรับฉาก Threesome ในหนัง ผมได้ยินว่าผู้ชมสมัยนั้นเข้าไปดูหนังเรื่องนี้เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าเห็น ‘ขน’ ลองมองหากันดูเองนะครับว่าเห็นจริงๆหรือเปล่า น่าจะรู้ได้ไม่ยากว่านะครับว่าฉากไหน

สำหรับช็อตฆาตกรรม ไฮไลท์ของหนัง นี่เป็นภาพที่มีความพิศวงมาก ทุกสิ่งทุกอย่างแอบซ่อนอยู่ในรูปนี้หมดแล้ว แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถมองเห็นได้ ต้องใช้การสังเกตและพิจารณา คิดวิเคราะห์อย่างละเอียด, บางทีภาพที่ดูผ่านๆนั้นสวยงาม แต่แท้จริงแล้วมีอะไรบางสิ่งอย่างที่เลวร้ายซ้อนอยู่

ตัดต่อโดย Frank Clarke คาดว่า Antonioni คงไม่สะดวกนำฟีล์มกลับไปตัดต่อที่อิตาลีกระมัง เลยจำต้องตัดต่อที่ London นั่นแหละ, ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้โดยไม่หาอ่านพล็อตหนังล่วงหน้าไปก่อน เชื่อว่าจะเกิดความสงสัยตลอดทาง ว่าเป้าหมายของหนังคืออะไร? ซึ่งกว่าที่ปริศนานี้จะเริ่มอธิบายเปิดเผยออก ก็กินเวลาไปเกือบครึ่งหนึ่งของหนัง โดยไม่มีคำพูดอธิบายใดๆ ต้องสังเกตและทำความเข้าใจเองทั้งหมด

ผมแบ่งหนังออกเป็น 3 องก์
1) Introduction แนะนำตัวละคร ช่วงนี้ไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลยนะครับ หนังดำเนินไปโดยนำเสนอภาพพฤติกรรม นิสัย ความชื่นชอบ รสนิยม และการทำงานของพระเอก, เราจะรู้ว่าเขาเป็นพวกติสต์แตก ทำอะไรตามใจ ไม่สนไม่แคร์ใคร อยากได้อะไรต้องได้ อยากทำอะไรต้องทำ เงินทองชื่อเสียงไม่ใช่สิ่งสำคัญ นี่เป็นเหตุให้เขาผิดแปลกแตกแยกจากคนอื่น ไม่ค่อยมีเพื่อนคบหา ไม่มีแฟน อยู่ตัวคนเดียว โดดเดี่ยวลำพังในโลก (นี่คือ Alienation ลายเซ็นต์หลักของ Antonioni)

2) Challenge ความท้าทายหรือเป้าหมายของหนังจะได้รับการเปิดเผยออก, เช้าวันหนึ่ง อากาศแจ่มใส พระเอกออกไปถ่ายรูป และพบเห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่น่าสนใจ พวกเขาแสดงความรักออกมาอย่างออกนอกหน้ากลางที่สาธารณะ พระเอกเลยทำตัวเหมือน Paparazzi (สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า Paparazzi นะครับ ใช้คำว่า แอบถ่าย น่าจะตรงกว่า และยังไม่ผิดกฎหมายสมัยนั้น), หญิงสาวพอเห็นว่าเขาแอบถ่ายรูปเธอ จึงต้องการฟีล์มม้วนนั้น ไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไร ส่วนพระเอกก็ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ฟีล์มม้วนนั้นแก่เธอ, ซึ่งหลังจากที่เขาล้างฟีล์มสำเร็จ ได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในรูปที่ถ่ายมานั้น

ช่วงล้างฟีล์มและค้นพบบางอย่าง หนังจะตัดต่อสลับไปมาระหว่างภาพถ่าย กับสีหน้าที่ครุ่นคิดของพระเอก นี่เป็นช่วงที่ไม่มีบทพูดเลยสักประโยค ใช้ภาพเล่าเรื่องทั้งหมด, ผมเชื่อว่ากันคนที่ดูหนังเป็น การลำดับเหตุการณ์จากภาพในช่วงนี้สามารถทำได้อยู่แล้วไม่ยากเลย เพราะหนังลำดับได้มีความต่อเนื่องลงตัว แต่กับคนที่มีความอดทนต่ำ ก็ทนเอานิดนึงนะครับ นี่คือขณะช่วงเวลาที่ปริศนา Mystery ของหนังกำลังได้รับการเปิดเผยออก เป็นช่วงที่ลุ้นระทึก หรือไคลน์แม็กซ์ของหนังเลยก็ยังได้

3) Truth/False สิ่งที่พระเอกค้นพบ มันช่างน่าตื่นเต้นอัศจรรย์ใจ เพราะการจับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง นี่คือ Realism ของความจริงแท้ ไม่มีอะไรบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ไปกว่าภาพที่ไม่ได้ถูกบิดเบือนนี้อีกแล้ว ผมเรียกช่วงเวลานั้นว่า ‘Moment of Truth’ กระนั้นความจริงนี้มันก็มีอารมณ์ทั้งสุขและทุกข์ปนอยู่ นี่ทำให้เขาไม่แน่ใจตัวเองกับสิ่งที่พบ เกิดความกลัวๆกล้าๆลังเล ใจหนึ่งเชื่อและรู้ว่าเป็นความจริง แต่อีกขณะก็อยากให้มันเป็นแค่ภาพลวงตา เพราะเขาไม่อยากเข้าไปพัวพันกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องการเป็นแค่ผู้มองเห็นเฉยๆ

ผมมองการกระทำของพระเอกช่วงหลังๆ เหมือนการ ‘หลอกตัวเอง’ ด้วยความที่เป็นคนนิสัย ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายและไม่ชอบวุ่นวายกันใคร แต่เขามีความสนเท่ห์ในเรื่องของคนอื่น เอาว่าสนใจแต่ความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้อื่น, ซึ่งเมื่อถึงขณะที่เขาต้องกลายเป็นผู้เล่น ก็เลือกที่ยืนเฉยๆ ไม่ทำอะไร ให้กลายเป็นเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ ไม่ตอบสนอง ไม่แสดงความเห็น ไม่แสดงความรู้สึก ไม่สนใจ ราวกับคนไม่มีตัวตน

เพลงประกอบโดย Herbert Hancock, แน่นอนว่าต้องใช้ดนตรียุค Swinging London ใช้กลองเป็นพื้น มีคีย์บอร์ด, กีตาร์, เบสสร้างทำนองประกอบ และบางทีอาจมีแซกโซโฟนเข้ามาแจมด้วย ได้ยินแล้วรู้สึกอยากยับย้าย ขยับโยกตาม (ก็ไม่รู้ฉากนั้น ยืนทนกันไปได้ยังไงไม่ยอมขยับเลย) เพลงอื่นๆที่เลือกมาประกอบ อาทิ Did You Ever Have to Make Up Your Mind? ร้องโดย The Lovin’ Spoonful, Stroll On ร้องโดย The Yardbirds

ตอนจบของหนัง เมื่อทุกสิ่งอย่างหายวับ อ่าว! สรุปว่ามีคือไม่มี ไม่มีคือมีใช่ไหมนิ?, นี่เป็นฉากที่ตีความอะไรได้เยอะแยะมากนะครับ คิดและเชื่อแบบไหนก็ตามใจคุณเลย กับคนที่เคยดู L’Eclisse (1962) มาแล้วอาจระลึกได้ ว่ามันอาจหมายถึงการแปรสภาพจากรูปธรรมกลายเป็นนามธรรม, หรือถ้าพิจารณาจากชื่อหนัง ตัวละครอาจจะ Blow-Up (ระเบิดทำลายตัวเอง) ไปเลย คิดแบบนี้ก็ไม่ผิดอะไร, หรือดูจากบริบท ก่อนหน้านี้ กลุ่มคนที่แต่งขาว สวมชุดตัวตลก (white-faced clows) กำลังเล่นเทนนิสด้วยลูกบอลอากาศ (ในจินตนาการ) และพระเอกก็ทำเป็นมองเห็นด้วยว่า ลูกบอลเคลื่อนที่ยังไง นี่อาจแปลว่า เขากำลังแปรสภาพกลายเป็นเหมือนลูกบอล จากมีตัวตนสู่การไม่มี นี่นัยยะถึงจุดสิ้นสุดอะไรบางอย่าง (เช่น ยุคสมัย, วัฒนธรรม, แฟชั่น ฯ), Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดัง บอกว่าฉากจบนี้ทำให้เขานึกถึงคำพูดของ Prosper ในวรรณกรรมของ Shakespeare ที่ว่า ‘were all spirits, and are melted into air.’

เกร็ด: ที่อังกฤษจะมีประเพณีที่เรียกว่า ‘rag’ ที่นักศึกษาจะแต่งตัว แต่งหน้าเหมือนตัวตลก รีดไถเงินจากผู้คนเพื่อการกุศล

คำว่า Blow-Up มี 2 ความหมายนะครับ ซึ่งแทนเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังได้
1) การระเบิด ปะทุออก (รูปธรรม) หรือทำการทำผิดพลาด ความแตก อารมณ์ระเบิดออก (นามธรรม)
2) การขยายรูปให้มีขนาดใหญ่ขึ้น (an enlargement of a photograph.)

ผมรู้สึกหนังเรื่องนี้เป็นกึ่งๆชีวประวัติของผู้กำกับด้วย, เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Antonioni ที่ว่าเขาเติบโตขึ้นอาศัยอยู่กับแม่ น้า ญาติที่เป็นผู้หญิง แต่งงานแล้วภรรยาก็มีพี่สาวน้องสาวอีก 5 คน ชีวิตล้อมรอบไปด้วยผู้หญิง เหมือนพระเอกที่เป็นตากล้อง อาชีพของเขาคือถ่ายแฟชั่น ข้างกายรายล้อมไปด้วยสาวๆที่อยากให้ถ่ายรูปให้ แต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกเป็นเอกเทศโดดเดี่ยว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร, ภาพที่ถ่ายคือผู้หญิง มองได้อีกแบบคือ Antonioni ที่หนังสไตล์ของเขา (กับคนที่ดูหนังของ Antonioni มาแล้วหลายเรื่องคงนึกออก) มักจะมีมุมมองของผู้หญิงเป็นหลัก (อาจจะยกเว้นหนังเรื่องนี้ไว้), การบังเอิญได้ถ่ายภาพฆาตกรรม เปรียบเสมือนโอกาสสุดพิเศษ ที่คาดไม่ถึง เช่น ความก้าวหน้าในชื่อเสียง การงาน (เพราะฆาตกรรมถือเป็นเรื่องอื้อฉาว ข่าวใหญ่) แต่กลายเป็นว่า ตัวละครนี้กลับพลาดโอกาสที่จะบันทึกภาพครั้งสำคัญที่สุดนี้ไปอย่างโง่ๆ (ก็ไม่รู้ Antonioni พลาดอะไรนะครับ อาจจะโอกาสไป Hollywood หรือยังไง? แต่ได้ไปอังกฤษ ผมว่าก็เหลือเฟือแล้วนะ)

เรื่องการมีตัวตนก็น่าคิดนะครับ เหมือนว่า Antonioni มองตัวเองว่า สักวันหนึ่งเมื่อเขาตาย อะไรๆก็จะหายไป ชื่อเสียง คนรู้จัก ผลงาน มันน่าเศร้าที่ทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้ที่เคยสร้าง มีเกิดและดับไป ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน, ผมเชื่อว่ากับหนังทุกเรื่องของเขา เหมือนการพยายามสร้าง ‘ตัวตน’ ของตนเองขึ้นมา ให้คนอื่นจำจดแม้วันที่เขาจากโลกไปแล้ว เพราะรู้ว่าสักวันทุกอย่างต้องหายไป แต่จะทำอย่างไรให้ตัวตนของเขา ‘อยู่’ บนโลกนี้นานที่สุด

ในปี 1966 ขณะนั้น hollywood กำลังมีปัญหากับ Production Code อย่างรุนแรง ถึงขั้นฟ้องร้องศาลให้ยกเลิกระบบนี้ ซึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ MGM ได้สร้างบริษัทปลอมขึ้นมาชื่อ Premiere Productions แอบอ้างทำตัวเนียนเหมือน Production Code บอกว่าตรวจสอบมาตรฐานหนังแล้ว จัดฉายได้ แต่จริงๆคือไม่ได้ตัดทอนใดๆทั้งสิ้น, ว่ากันว่านี่เป็นฟางเส้นสุดท้ายของ Production Code ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นระบบ Rating ในอีก 2 ปีถัดมา

ด้วยทุนสร้าง $1.8 ล้านเหรียญ ทำเงิน $20 ล้านเหรียญทั่วโลก, คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และเข้าชิง Oscar 2 สาขา
– Best Director
– Best Writing, Story and Screenplay – Written Directly for the Screen (นี่ผมก็ไม่แน่ใจว่าทำไมได้เข้าชิง Original Screenplay ไม่ใช่ Adapt Screenplay นะครับ)

ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ด้วยความท้าทายในเนื้อเรื่องราวก็ระดับหนึ่ง ความหมื่นเหม่ในการนำเสนอ ทั้ง Threesome, ความรุนแรง, ยาเสพติด ขณะเดียวกันหนังก็นำเสนอภาพกระแสแฟชั่นสมัยนั้น ยุค Swinging London ที่ผมก็เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกนี่แหละ เลยเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควร (ที่สำคัญผู้หญิงในหนังเรื่องนี้น่ารักๆทั้งนั้น) ก็เลยลงเอยด้วยความชอบ

หนังแทบหาข้อติไม่ได้เลยนะครับ ยกเว้นร้านขายของเก่า ที่เหมือนว่าน่าจะมีเรื่องราวอะไรขาดหายไป โดยเฉพาะใบพัดไม้ (propeller) ผมรู้สึกเหมือน มันควรจะมีอะไรต่อจากนี้อีกสักหน่อย เช่นว่า เอาไปแขวน หรือตั้งโชว์ให้เห็นที่ไหนสักที่ มันจะมีความหมายมากกว่าแค่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆแบบนี้ (ใบพัด เป็นสัญลักษณ์ของการหมุนขับเคลื่อน เปรียบได้กับการกระทำ การเคลื่อนไหว)

แนะนำกับนักประวัติศาสตร์ กำลังศึกษาวัฒนธรรมของประเทศอังกฤษ แฟชั่น ดีไซน์เนอร์ นักออกแบบ ที่ต้องการรู้จักช่วงเวลา Swinging London, คนทำงานสายภาพยนตร์ มีเทคนิคเยี่ยมๆมากมาย ได้นำไปใช้ประโยชน์แน่, แฟนหนัง David Hemmings ไม่ควรพลาด

แนะนำอย่างยิ่งกับช่างภาพ ตากล้อง นางแบบนายแบบ คุณจะได้ Nostalgia กับการถ่ายแฟชั่นยุคก่อนเป็นแน่

จัดเรต 18+ กับภาพที่ค่อนข้างล่อแหลมแบบตรงไปตรงมา โป๊เปลือยและยาเสพติด

TAGLINE | “Blow-Up ของผู้กำกับ Michelangelo Antonioni เป็นเทรนด์แฟชั่นที่แม้ปัจจุบันอาจดูตกยุค แต่ยังมีความล้ำสมัย”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of