Boyhood (2014) hollywood : Richard Linklater ♥♥♥♥

ปะติดปะต่อช่วงเวลาแห่งการเติบโตของเด็กชาย พร้อมความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว และสรรพสิ่งรอบข้าง ที่อาจไม่มีอะไรสมประสงค์ดั่งใจหวัง ถึงอย่างนั้นถ้าเราสามารถ ‘seize the moment’ ด้วยการเป็นตัวของตนเอง แค่นั้นก็มากเพียงพอแล้วกระมัง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Boyhood (2014) ไม่ใช่แค่ ‘time-lapse’ การเติบโตของเด็กชายพานผ่านช่วงเวลา 12 ปี ตั้งอายุ 6 ขวบถึง 17 ปี (ป.1 ถึง ม.6) แต่ยังนำเสนอการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในครอบครัว (พี่สาว, มารดา-บิดา) เพื่อนฝูง (ไม่ซ้ำหน้า) สถานที่อยู่อาศัย (ย้ายไปรอบๆ Texas) ค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป บันทึกประวัติศาสตร์ การเมือง สนทนาถึงแฟชั่น บทเพลง วรรณกรรม ภาพยนตร์ รวบรวมเก็บฝัง Time Capsule ส่งต่อให้คนรุ่นถัดๆไปได้มีโอกาสชื่นเชยชม

เมื่อตอนออกฉายเทศกาลหนัง Sundance ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบรรดานักวิจารณ์ ‘universal acclaim’ ให้กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล! แต่แค่เพียงช่วงงานประกาศรางวัลปลายปี Academy Award กลับตกม้าตายพ่ายให้ Birdman (2014) ของ Alejandro G. Iñárritu ทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและสาขาผู้กำกับ

ผมมีโอกาสรับชม Boyhood (2014) ตั้งแต่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ บอกตามตรงไม่ได้ครุ่นคิดว่าหนังยอดเยี่ยมไปกว่า Birdman (2014) ตรงกันข้ามรู้สึกสมเพศเวทนาในความเป็น ‘อเมริกัน’ นี่นะหรือดินแดนแห่งเสรีชน กลับเต็มไปด้วยบุคคลพยายามควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วเสี้ยมสอนสั่ง ไม่เคยหันกลับมาดูสภาพตนเองเลยว่า ‘fuck up!’ เลวร้ายขนาดไหน ยังคงแสดงความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างไร้ยางอาย

แต่ก็ต้องชมในความมุมานะ ทุ่มเทพยายามของผู้กำกับ Richard Linklater (และบรรดานักแสดง ทีมงานของหนังด้วยนะ) สามารถอดรนทนพานผ่านช่วงเวลา 12 ปี นำเสนอเรื่องราวที่สุดแสนเรียบง่าย ดูธรรมดาๆ แต่ผลลัพท์ออกมาโคตรตราตรึง ยืนหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์

แซว: Lars von Trier เคยพยายามสรรค์สร้างภาพยนตร์ Dimension ตั้งแต่ปี 1991 วางแผนถ่ายทำ 33 ปี แต่พอพานผ่านถึงปีที่ 6 ก็ล้มละเลิกโปรเจคดังกล่าว … หนังที่ต้องใช้ ‘เวลา’ ในการถ่ายทำ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด!


Richard Stuart Linklater (เกิดปี 1960) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Houston, Texas ช่วงวัยเด็กชื่นชอบเล่นฟุตบอล เบสบอล ขณะเดียวกันก็มีความสามารถด้านการเขียน เคยคว้ารางวัล Scholastic Art and Writing Award, ช่วงระหว่างทำงานยังแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ Gulf of Mexico เก็บเงินซื้อกล้อง Super-8 ก่อนย้ายมา Austin, Texas เข้าเรียนภาพยนตร์ Austin Community College จากนั้นร่วมกับเพื่อนสนิท Lee Daniel ก่อตั้ง Austin Film Society เมื่อปี 1985 สรรค์สร้างหนังสั้น Woodshock (1985) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988)

หลังเสร็จจาก Waking Life (2001) ผู้กำกับ Linklater ก็เริ่มวางแผนรวบรวมทีมงานเพื่อสรรค์สร้างภาพยนตร์รายปีที่จะใช้เวลา 12 ปี

I’ve long wanted to tell the story of a parent–child relationship that follows a boy from the first through the 12th grade and ends with him going off to college.

Richard Linklater

แต่การถ่ายทำ 12 ปี นั้นมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะเราไม่มีทางรับรู้ว่าเด็กชายอายุ 6 ขวบที่เลือกมา จะเติบโตกลายเป็นบุคคลเช่นไร ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมปรับเปลี่ยนแปลงเรื่องราวไปในทิศทางดังกล่าว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

But the dilemma is that kids change so much that it is impossible to cover that much ground. And I am totally ready to adapt the story to whatever he is going through.

นำแนวคิดดังกล่าวไปเสนอต่อผู้จัดจำหน่าย IFC Films ยินยอมให้ทุนปีละ $200,000 เหรียญ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 ปี และยังมอบอิสรภาพในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ โดยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ก้าวก่ายใดๆ เฝ้ารอคอยดูผลลัพท์สุดท้ายเมื่อหนังพร้อมออกฉายอย่างใจเย็นๆ

ในการพัฒนาบทนั้น Linklater จะวางโครงเรื่องคร่าวๆ เริ่มต้น-ตอนจบที่อยากนำเสนอ และทุกๆปีเมื่อนัดพบเจอ ก็จะแค่สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ/นักแสดง ปรับเปลี่ยนเรื่องราวตามสิ่งที่เขาพบเห็นกับตา (หลายคนอาจเข้าใจไปเองว่า Linklater คงสอบถามเด็กๆ มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงเวลาขวบปี แล้วนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้ในหนัง … ไม่ใช่นะครับ)

People think I asked Ellar, “What did you do in school the other day? Let’s make a scene about that!” That never happened. The time we spent together was me just gauging where he was at in his life—what his concerns were and what he was doing. Then I would think, maybe we could move the camping trip up, and we can do this or that.

แต่อาจยกเว้นสำหรับนักแสดงผู้ใหญ่ Ethan Hawke และ Patricia Arquette เพราะผู้กำกับ Linklater พัฒนาตัวละครจากพื้นฐานชีวิตของทั้งสองอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาปรับเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เล่นเป็นตัวของตนเอง มอบอิสระอย่างเต็มที่ในการดั้นสด ‘improvised’ ตามแนวทางตระเตรียมไว้แล้ว (ในรอบ 12 ปีนั้น Hawke และ Arquette พานผ่านการแต่งงานใหม่ มีบุตร และหย่าร้าง แทบไม่แตกต่างจากตัวละคร)


Ellar Coltrane Kinney Salmon (เกิดปี 1994) นักแสดง/นายแบบ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Austin, Texas บิดาเป็นนักดนตรี, มารดาอยู่คณะการแสดง La Fenice, ทั้งสองหย่าร้างตอนเขาอายุได้ 9 ขวบ (ช่วงปีที่ 3-4 ของการถ่ายทำ) อาศัยอยู่กับแม่ แต่งงานใหม่ และมีน้องสาว(ต่างบิดา)เมื่อตอนอายุ 11 ขวบ

Coltrane มีความสนใจด้านการแสดงตั้งเด็ก กิจกรรมหลักๆที่โรงเรียนคือเล่นละครเวที เมื่ออายุ 5 ขวบ ได้รับคำชักชวนจากน้าที่เป็นโมเดลลิ่งให้มาทดสอบหน้ากล้อง ขวบปีให้หลังถีงถูกเลือกให้รับบทแสดงนำ Boyhood

I remember just kind of staring at him like, ‘Who are you going to be? You gonna be one of those cool teenagers?’ He was just the most interesting of all the kids. The way he thought, his taste, the things he talked about. The interesting, mysterious kid.

Richard Linklater เล่าถีงเหตุผลที่ตัดสินใจเลือก Ellar Coltrane

Mason Evans Jr. เด็กชายช่างฝัน เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชอบสังเกตพฤติกรรมของผู้ใหญ่ พอเติบโตขึ้นเลยกลายเป็นตากล้อง หลงใหลการถ่ายภาพนิ่ง มักมีมุมมองต่อโลกที่แตกต่างจากใครๆ เคยเข้าร่วมการประกวดภาพถ่าย(ระดับรัฐ)ได้รับรางวัลเหรียญเงิน (ที่สอง) เลยตัดสินใจมุ่งมั่นเอาดีด้านนี้โดยไม่สนคำทัดทานของใครๆ

การได้พบเห็นความแตกแยกของครอบครัว มารดาแต่งงาน-เลิกรา ตัดสินใจผิดพลาดซ้ำไปซ้ำมา, ส่วนบิดาก็สำมะเลเทเมา โคตรเห็นแก่ตัว สนเพียงตนเอง (ถึงขนาดหลงลืมคำสัญญาว่าจะมอบรถ GTO เมื่อตนเองอายุ 16 ปี) ทำให้ Mason Jr. กลายเป็นคนเก็บกด เบื่อหน่าย โลกส่วนตัวสูง โหยหาอิสรภาพ เฝ้ารอคอยวันออกจากบ้านเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่พอเวลานั้นมาถึงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายจะทำใจ

ตัวละครพบเห็นในหนัง เป็นส่วนผสมระหว่าง Coltrance และคำแนะนำของผู้กำกับ Linklater จักคอยอธิบายสิ่งต่างๆจากเรื่องราวที่ถูกครุ่นคิดเขียนบทไว้แล้ว แต่ก็ได้รับอิสระในการพูดคุย ตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และปฏิกิริยาแสดงออก ซี่งเป็นไปตามธรรมชาติช่วงวัย ยกตัวอย่างเมื่อพ่อ (ตัวละครของ Ethan Hawke) สอบถามถีงการมีแฟน สอนใช้ถุงยางป้องกัน รอยยิ้ม หัวเราะคิกๆของเด็กๆ แสดงถีงความยังเหนียงอาย ไร้เดียงสาอยู่จริงๆ

สิบสองปีในมุมของ Coltrane มอบความรู้สีกที่เหนือจริง ‘surreal’ เขาเพิ่งมีโอกาสรับชมหนังเมื่อตอนสร้างเสร็จออกฉาย มันช่างเป็นความทรงจำที่เลือนลาง แต่ก็ถือเป็นส่วนหนี่งของชีวิตที่ดำเนินไป

The concept of 12 years is pretty difficult to grasp. Even now, it’s hard to fathom the next 12 years. But certainly when you haven’t even been alive that long, it’s pretty abstract.

It just brings back all these sensory memories of my life that just sort of go with it. It’s concentrated that way. I guess it’s also the distance—a lot of what makes it so surreal is that I don’t necessarily remember the periods of time in which I was filming a lot of that stuff.

Ellar Coltrane

หลังเสร็จจากภาพยนตร์เรื่องนี้ Coltrane มีความมุ่งมั่นอยากเป็นศิลปิน แต่ก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นนักแสดง ภาพยนตร์ ละครเวที (บอกว่าไม่ค่อยชอบการมีชื่อเสียงสักเท่าไหร่) มีอะไรทำได้ก็ทำ ย้ายตามแฟนสาวไปอยู่ Florida (แต่ยังไปๆกลับๆ Austin, Texas) ก็แล้วแต่โชคชะตาชีวิตจะนำพาไป


Lorelei Grace Linklater (เกิดปี 1994) บุตรสาวของ Richard Linklater กับ Christina Harrison, ช่วงอายุประมาณ 6 ขวบ พอรับรู้ว่าบิดามีบทเด็กหญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียว เลยเข้าไปเรียกร้องขอ แสดงความสนอกสนใจ ติดตามตื้อจนยินยอมมอบให้ … แต่พอช่วงอายุ 12-13 ขวบ (ช่วงปีที่ 3-4) กลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เข้าไปร้องขอบิดาให้ฆ่าตัวละครทิ้งได้ไหม นั่นมันใช่เรื่องเสียที่ไหน!

แซว: Lorelei Linklater ชีวิตจริงแก่กว่า Ellar Coltrane เพียง 3 เดือน น่าจะเรียนอยู่ระดับชั้นเดียวกัน (แต่ผู้หญิงจะโตเร็วกว่าผู้ชาย)

At that age, she was pretty insistent, she had kind of grown up on movie sets. It made my life a lot easier to cast her, I think. And, also the practical thing of knowing where she was, knowing where she would be, was one less volatile thing in our complicated and practical idea of how to do this movie. The less volatility, the better.

Richard Linklater

ช่วงปีแรกๆของ Samantha Evans มีนิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว ชอบเรียกร้องความสนใจ ไม่พีงพอใจที่แม่ย้ายบ้านบ่อยครั้ง พอโตขี้นมาก็ติดเพื่อน ย้อมสีผม ตามเทรนด์แฟชั่น ค่อยๆตีตนออกห่างจากครอบครัว บทบาทลดน้อยลง ไม่ได้เห็นพบช่วงเวลาวัยรุ่นมีความจัดจ้านแรดร่านสักเพียงไหน เลยกลายสภาพเป็นหญิงสาวทั่วๆไป เอ็นดูห่วงใยน้องชาย ดูผิดแผกแตกต่างจากช่วงแรกๆไปมากโข

ความที่ผู้กำกับ Linklater มีความชิดใกล้ อาศัยอยู่ร่วมชายคา จีงเข้าใจพฤติกรรมบุตรสาวอย่างถ่องแท้ บทบาทนี้เลยไม่จำเป็นต้องปรุงปั้นแต่ง เสแสร้งอย่างอื่น ชีวิตจริงตอนเด็กๆก็ดื้อรัน เห็นแก่ตัว ชอบเรียงร้องความสนใจ พอเติบโตขี้นถีงค่อยเริ่มเข้าใจอะไรๆ มีความอ่อนไหว สามารถแยกสถานะตนเอง ครอบครัว ซี่งชีวิตเธอก็มีความติสต์ สุดโต่ง อารมณ์ศิลปินไม่น้อยเลยละ

ประสบการณ์รับชมหนังครั้งแรกของ Lorelei ไม่ได้ร่วมกับบิดาแต่เป็นแฟนหนุ่มที่บ้านของตนเอง (ตอนที่หนังยังตัดต่อไม่เสร็จดี) รู้สีกอับอายขายขี้หน้า ร่ำร้องไห้ออกมา ‘นี่ตอนเด็ก ฉันมีนิสัยย่ำแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ?’ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มตระหนักรู้ เกิดความเข้าใจ ยินยอมรับในตนเองได้ในที่สุด

I was a little bit horrified. It’s a pretty painful experience to watch and I’m not going to lie. It was bad, the first time I really couldn’t enjoy the humour because I couldn’t get back the ‘Oh my gosh, I look terrible. I can’t believe this. Why was I ever filmed?!’

Um, somewhat. Yeah, I‘m somewhat glad of that. I think I was probably a bit less self conscious having not seen it.

Lorelei Linklater

เกร็ด: Lorelei Linklater ให้สัมภาษณ์ว่า แฟนหนุ่มของเธอและแฟนสาวของ Ellar Coltrane (ขณะนั้น) ร่วมรับเชิญในหนังด้วย, แฟนหนุ่มของ Lorelei เห็นแวปๆฉากปาร์ตี้ในผับ, ส่วนแฟนสาวของ Ellar เล่น Hula Hoop อยู่ริมถนน (เห็นว่าบิดาของเขา ก็มาเล่นกีตาร์ฉากนี้ด้วยเช่นกัน)


Patricia Tiffany Arquette (เกิดปี 1968) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois บิดาเคยเป็นนักแสดง นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนแม่เชื้อสาย Jewish ต้นตระกูลอพยพจาก Poland, ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อติดเหล้า แม่ชอบใช้ความรุนแรง วัยเด็กเธอจีงอยากเป็นแม่ชี แต่ตัดสินใจหนีออกจากบ้านตอนอายุ 14 พักอาศัยอยู่กับพี่สาวที่ Los Angeles ลองไปทดสอบหน้ากล้องจนได้รับบทตัวประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์ Daddy (1987), เริ่มได้รับการจดจำจาก True Romance (1993), Ed Wood (1994), Beyond Rangoon (1995), Flirting with Disaster (1996)

รับบท Olivia มีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ชอบใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ค่อยครุ่นคิดหน้า-หลัง ตัดสินใจอะไรๆมักสนเพียงตอบสนองความพึงพอใจ เลยมักผิดพลาดพลั้งอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ปล่อยตนเองให้ตั้งครรภ์ (ตั้งแต่ยังสาว/เรียนไม่จบ) แต่งงาน-เลิกราสามี (ซื้อแล้วซ้ำอีก) ซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ (โดยไม่คำนวณค่าใช้จ่ายให้ดี) แต่ไม่ว่าชีวิตจะเต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหาใดๆ เธอก็ยังสามารถเลี้ยงดูแลลูกๆทั้งสองให้เติบใหญ่

Linklater พัฒนาบทนี้โดยมี Arquette เป็นเพียงตัวเลือกเดียว เพราะเขารับรู้ว่าเธอมีบุตรคนแรกตั้งแต่ยังสาว (เมื่อตอนอายุ 20 ปี) เลยสามารถเข้าใจหัวอกแม่เลี้ยงเดี่ยวได้เป็นอย่างดี ร้องขอให้ระหว่าง 12 ปีนี้ อย่าทำศัลยกรรมโดยเด็ดขาด (ซึ่งเธอก็ไม่ได้ทำนะครับ)

ซึ่งเรื่องราวปีหลังๆของตัวละคร ล้วนคือสิ่งบังเกิดขึ้นในชีวิตจริงของ Arquette แต่งงานใหม่ มีบุตรสาว เลิกราสามี และบุตรคนแรกโตเป็นหนุ่มออกจากบ้าน เลยไม่แปลกที่จะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก หัวอกแม่ ออกมาได้อย่างตราตรึง และทำให้ใครหลายคนน้ำตาไหลพรากๆออกมาไม่รู้ตัว

การเปลี่ยนแปลงในรอบ 12 ปีของตัวละครนี้ นอกจากภาพลักษณ์ภายนอก (จากยังดูเต่งตึง สู่ริ้วรอยเหี่ยวย่น, รูปร่างก็อวบขึ้นพอสมควร) เมื่อเรียบจบกลายเป็นอาจารย์ ก็ได้รับความนับหน้าถือตา สังคมให้การยินยอมรับ (สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่น จากเด็กซ่อมท่อกลายเป็นผู้จัดการร้านอาหาร) แต่ในมุมองของลูกๆ(และผู้ชม) แม่ก็ยังเป็นแม่ที่มักตัดสินใจอะไรผิดพลาด ดื้อรั้นเอาแต่ใจ ชอบพูดคำรุนแรงตรงไปตรงมา เหมือนภายในของเธอไม่มีอะไรปรับเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด!

เช่นกันกับ Charisma ในการแสดงของ Arquette ที่ผมรู้สึกว่าค่อยๆเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ช่วงปีแรกๆยังดูหยาบกระด้าง แรดร่าน ทำสิ่งต่างๆสนองตัณหาความต้องการ พอปีหลังๆถึงค่อยเริ่มเติบโตขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาด (แต่ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้นวังวนแห่งหายนะ) จนท้ายสุดเมื่อส่งลูกๆถึงฟากฝั่ง เพียงแค่ก้มหน้าก้มตา พึมรำพัน ‘ก็นึกว่าชีวิตจะมีอะไรมากกว่านี้’ เรียบง่ายแต่ทรงพลัง แทบจะการันตีคว้ารางวัล Best Supporting Actress กวาดเรียบทุกสถาบัน


Ethan Green Hawke (เกิดปี 1970) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Austin, Texas ครอบครัวหย่าร้างตั้งแต่เขาอายุได้ 4 ขวบ อาศัยอยู่กับมารดา ย้ายมาปักหลัก New York City เคยมีความฝันอยากเป็นนักเขียน แล้วเปลี่ยนมาเป็นนักแสดง มีโอกาสขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 13 ที่ The McCarter Theatre หลังเรียนจบมัธยมปลายได้รับเลือกแสดงภาพยนตร์ Dead Poets Society (1989) เลยหันมาเอาจริงเอาจังด้านนี้, โด่งดังกับ Reality Bites (1994), Before Sunrise (1995), Gattaca (1997), Training Day (2001) ฯ

รับบท Mason Evans Sr. ช่วงหนุ่มเป็นวัยรุ่นคึกคะนอง ปล่อยตัวจนทำให้ Olivia ท้องบุตรคนแรก รับผิดชอบด้วยการแต่งงานแล้วมีบุตรคนที่สอง แต่ก็มิอาจอดรนทนต่อความเห็นแก่ตัว ไม่ประณีประณอมของอีกฝ่ายจนเลิกราหย่าร้าง ได้รับสิทธิ์เพียงพบเจอลูกๆบางครั้ง ซึ่งเขาก็แวะเวียนมาหาเป็นประจำไม่ขาดสาย พาเด็กๆไปโยนโบว์ลิ่ง แคมปิ้ง ดูแข่งขันเบสบอล ให้คำปรึกษาอย่างเปิดอกตรงไปตรงมา ยินยอมรับความผิดพลาดในอดีตของตนเอง ค่อยๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่หลังจากแต่งงานใหม่และมีน้องคนเล็ก

ตั้งแต่ร่วมงานผู้กำกับ Linklater เรื่อง Before Sunrise (1995) ทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนสนิท มองตาเข้าใจ เพราะต่างมีพื้นหลัง พานผ่านเหตุการณ์ในอดีตคล้ายๆกัน Hawke จึงคือตัวเลือกรับบทนี้โดยแทบไม่ต้องต่อรองอะไร แต่เพราะชื่อเสียงที่เริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา งานชุกชุมล้นมือ ทำให้บางปีก็แทบไม่มีเวลาปลีกตัวเดินทางมาร่วมถ่ายทำ (เลยใช้การโฟนอินมาหา)

บทบาท ‘sometime dad’ ทำให้ตัวละครมีอิสรภาพในการครุ่นคิดแสดงออกมากกว่าแม่ (ที่ต้องพบเจอหน้าทุกวี่วัน) นานๆเจอครั้งเลยสามารถปลดปล่อย อยากทำอะไรก็ทำ เต็มที่กับชีวิต คิดอะไรก็พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวจะเสียน้ำใจ เลยสามารถกลายเป็นแบบอย่างให้ลูกๆ แม้หลายครั้งจะดูขาดความรับผิดชอบ พึ่งพาไม่ค่อยได้ แต่สำหรับเด็กๆ นั่นคือภาพจำที่พวกเขาโหยหา เติบโตเมื่อไหรก็จะโบยบินอย่างนี้แหละ

ผมค่อนข้างทึ่งกับพัฒนาการตัวละครนี้ ตั้งแต่ภาพลักษณ์ของ Hawke จากวัยรุ่นเฟี้ยวฟ้าว พอไว้หนวด ร่างกายอวบขึ้นนิดๆ ทำให้ดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ทรงภูมิฐาน กอปรกับการแต่งงานใหม่ มีบุตรสาว (ชีวิตจริงของ Hawke ก็แต่งงานใหม่และมีบุตรสาว) เปลี่ยนมาซื้อรถมินิแวน กลายเป็นคนรับผิดชอบต่อครอบครัว อาชีพการงานมั่นคง … ว่าไปลักษณะการพูดก็มีความสุขุม สุภาพ เชื่องช้าลง (แต่อคติต่ออดีตภรรยา ก็ยังคงรุนแรงเหมือนเก่า)

น่าเสียดายที่ปีนั้น คู่แข่งของ Hawks ในสาขา Best Supporting Actor จะคือ J. K. Simmons จาก Whiplash (2014) เลยไม่มีโอกาสลุ้นรางวัลใดๆ (รายนั้นกวาดเรียบทุกสถาบัน!)

แซว: ผู้กำกับ Linklater บอกกับ Hawks ถ้าตนเองเป็นอะไรไปในรอบ 12 ปี ขอให้เขาสานต่อโปรเจคนี้จนสำเร็จเสร็จสรรพ (Hawks ยังเป็นนักแสดงคนเดียวที่ได้ดูฟุตเทจหนังทุกๆปี และมีส่วนร่วมพัฒนาบทในช่วงปีหลังๆอีกด้วย)


โปรดักชั่นของหนังในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาว่างของนักแสดง โดยเฉพาะ Ethan Hawke และ Patricia Arquette ที่มักมีคิวงานแน่นเอียด เมื่อกำหนดวันได้แล้วก็จะเตรียมการ Pre-Production เริ่มจากทบทวนดูฟุตเทจปีก่อนๆ เขียนบท มองหาสถานที่ถ่ายทำ (เปลี่ยนแปลงไปแทบทุกปี แต่ทั้งหมดเวียนวนอยู่ในรัฐ Texas) คัดเลือกนักแสดง (ก็แทบจะไม่ซ้ำหน้า) ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน พอถึงสัปดาห์นัดหมายถ่ายทำจริงๆเพียง 3-4 วัน เสร็จแล้วนำเข้าสู่กระบวน Post-Production ตัดต่อ มิกซ์เสียง ประมาณไม่ถึงเดือนก็เสร็จสิ้น

เนื่องด้วยข้อกฎหมาย De Havilland Law (Olivia de Havilland v. Warner Bros. Pictures) ไม่อนุญาตให้เซ็นสัญญาว่าจ้างทำงานยาวนานเกินกว่า 7 ปี นักแสดง/ทีมงานทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ เลยมีเพียงสัญญาใจในการหวนกลับมาร่วมงานปีถัดๆไป ซึ่งในบรรดาทีมงานทั้งหมด มีเพียงตากล้องที่เริ่มต้นจาก Lee Daniel แต่ไม่รู้พี่แกมีปัญหาอะไรถึงเปลี่ยนมาเป็น Shane Kelly (คือตั้งแต่ A Scanner Darkly (2006) ผู้กำกับ Linklater ก็เปลี่ยนมาร่วมงาน Kelly)

โปรดักชั่นของหนังเริ่มต้นปี 2002 แม้กล้องดิจิตอลจะเริ่มแพร่หลาย แต่คุณภาพยังไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่ ผู้กำกับ Linklater เลยตัดสินใจถ่ายทำด้วยฟีล์ม 35mm ตลอดระยะเวลา 12 ปี (ฟีล์ม เมื่อถูกเก็บระยะเวลาหนึ่งจะมีคุณภาพเสื่อมลง สีสันไม่สดเหมือนก่อน มอบสัมผัสถวิลหา ‘Nostalgia’ ได้พอสมควรเลยละ)

ภาพแรกของหนัง เด็กชายวัย 6 ขวบ นอนอยู่ตรงพื้นสนามหญ้า เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟากฟ้า ครุ่นคิดจินตนาการถึงอนาคตของฉันวันข้างหน้าจะดำเนินไปเช่นไร เมื่อไหร่จะได้โบกโบยบิน กางปีกแห่งอิสรภาพ เป็นตัวของตนเองสักที

หนังรวบรวมเหตุการณ์สำคัญๆ เรื่องราวเด่นดัง เทรนด์แฟชั่นในช่วงเวลานั้นๆไว้มากมาย เหล่านี้ล้วนสร้างสัมผัสถวิลหา (Nostalgia) ให้ใครหลายคนที่เติบโตพานผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมา … แต่กาลเวลาจะทำให้นักดูหนังรุ่นใหม่ๆไม่รู้สึกอะไรกับภาพเหตุการณ์เหล่านั้น มันจึงแปรสภาพสู่การบันทึกประวัติศาสตร์เก็บไว้ใน Time Capsule ยกตัวอย่าง

  • เหตุการณ์ 9/11 เมื่อปี 2001 พบเห็นฟุตเทจในโทรทัศน์
  • การ์ตูน Dragon Ball Z ภาคจอมมารบู (ภาคสุดท้ายใกล้จบแล้วละ)
  • Gameboy Advance, ทามาก็อตจิ (Tamagotchi), Xbox (เล่นเกม Halo) และ Wii Sports
  • Harry Potter and the Half-Blood Prince วางจำหน่าย 16 กรกฎาคม 2005 (เรื่องราวของหนังก็ดำเนินไปเป็นปีๆเหมือนทั้ง 7 ภาคของ Harry Potter)
  • การเลือกตั้งเมื่อปี 2008 ระหว่าง Barack Obama (Democratic) ชนะคะแนนอย่างท่วนท้มต่อ John McCain (Republican)
  • คอมพิวเตอร์, iMac, iPhone
    ฯลฯ

กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แต่แทบทุกประเภทที่หนังนำเสนอมาล้วนต้องมีอะไรๆให้พุ่งชน สื่อถึงความคาดหวังของผู้หลักผู้ใหญ่ ต้องการให้เด็กๆเติบโตขึ้นค้นพบความต้องการ เป้าหมายชีวิต แต่ครึ่งแรก(ของหนัง) Mason โยนโบว์ลิ่งไม่ถูกสักพิน, ตีกอล์ฟไม่เคยลงหลุม ฯ เราอาจมองว่าเด็กชายยังไม่ค้นพบสิ่งที่ตนเพ้อใฝ่ฝัน แต่หลังจากปู่สอนยิงปืน ถูกเป้า แสดงว่าก็เริ่มค้นพบความสนใจของตนเอง(ในการถ่ายภาพ)แล้วละ

  • โบวลิ่ง (กีฬาโปรดของครอบครัว Linklater) โยนลูกโบว์ลิ่งเก็บแต้มจากพินให้ล้มมากที่สุด
  • เบสบอล (Astros vs. Brewers) เขวี้ยงขว้างลูกบอลไม่ให้อีกฝ่ายตีโต้/โฮมรัน
  • พ่อเลี้ยง Bill สอนเด็กๆตีกอล์ฟให้ลงหลุม
  • Mason ถูกอาจารย์สั่งให้ไปถ่ายภาพการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล (ตอนเด็กๆเคยเล่นโยนบอลกับพ่อ) มีลักษณะต้องเขวี้ยงขว้างให้ใครสักคนวิ่งถึงเส้นชัยของอีกฝั่งฝ่าย
  • ปู่ของภรรยาใหม่พ่อ สอนชายหนุ่มให้ยิงปืน เล็งเป้าบิน

ผมรู้สึกว่าหนังบอกใบ้มาตั้งแต่ปีแรกๆแล้วว่า Mason Jr. จะเติบโตขึ้นกลายเป็นศิลปิน ตั้งแต่สายตาที่ชอบสังเกต มีมุมมองแตกต่างจากคนอื่น ทั้งยังชื่นชอบงานศิลปะ วาดภาพ พ่นสี กราฟฟิตี้ และการถ่ายภาพ (จริงๆน่าจะมีฉากที่พ่อหรือแม่มอบของขวัญ กล้องถ่ายรูปเครื่องแรกให้เด็กชายด้วยนะ ไม่รู้มันหายไปไหน)

กราฟฟิตี้ ในห้องของเด็กชาย (ฉากนี้น่าจะอายุ 14-15 ปี) ดูจากการใช้สีมีความเกรี้ยว เก็บกดอย่างรุนแรง ส่วนตัวอักษรที่ไม่มีความหมายใดๆ ก็สื่อถึงชีวิตยังไม่ค้นพบความสนใจ ไร้เป้าหมายอนาคตที่อยากดำเนินไป

ถ้าไม่นับปีสุดท้าย ฉากที่สร้างความตกตะลึงให้ผมมากสุดก็คือ ห้องมืดล้างฟีล์ม (ช่วงมัธยมปลาย) เมื่อครูเข้ามาในห้อง พยายามเทศนา Mason ให้ละทอดทิ้งความฝัน คนอย่างเธอไม่มีทางประสบความสำเร็จไปได้ เห้ย! ผู้ใหญ่แบบนี้นี่แม้ง @#$%

การใช้โทนสีแดงในห้องมืดแห่งนี้ สื่อชัดเจนถึงโลกทัศน์แห่งภัยพิบัติ ครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกัน (ที่ฝักใฝ่อนุรักษ์นิยม/Republican) พวกเขาต้องการให้เด็กๆเชื่อฟัง ปฏิบัติตามคำสั่ง อยู่ภายในกฎกรอบข้อบังคับ ยึดถือเชื่อมั่นในระบบ ไม่ชอบให้ใครโดดเด่นเหนือกว่าตนเอง … บุคคลลักษณะเช่นนี้ พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย

สามภาพถ่ายของ Mason Jr. ล้วนคือภาพของแฟนสาว Sheena สะท้อนถึงมุมมองความสนใจของเขาในช่วงวัยรุ่นปีสุดท้าย และตัวตนธาตุแท้จริงของหญิงสาว

  • ภาพซ้าย Sheena พร้อมผองเพื่อนอีกสอง
    • เธอให้ความสนใจกับเพื่อนๆ อาจสนิทสนิมมากกว่าเขาเสียอีก
  • ภาพกลาง ทรงผมของเธอถูกลมพัดพริ้วไหวไปด้านหลัง (น่าจะเป็นภาพที่คว้ารางวัลเหรียญเงิน)
    • ราวกับว่าเธอเป็นคนฟุ้งด้วยจินตนาการ มีอะไรให้ครุ่นคิดมากมาย มีโลกส่วนตัวสูง
  • ภาพขวา ผ้าผืนบางๆบดบังใบหน้าของเธอ
    • Sheena พยายามปกปิดบังบางอย่างไม่ให้ Mason Jr. รับรู้ พบเห็นตัวตน ธาตุแท้จริง

ปล. ก่อนจะเก็บภาพถ่ายใส่กระเป๋า มีอาจารย์คนหนึ่งเดินเข้ามาหา พูดคุยให้คำแนะนำ กำลังใจ ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับครูผู้ชายในห้องมืดล้างฟีล์มโดยสิ้นเชิง

หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่า ฉากที่ทำให้ Patricia Arquette คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress มีภาพวาด Abstract สามารถเทียบแทนอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครขณะนั้น ตั้งตระหง่านขนาดเบ่อเร่ออยู่ตรงฝาผนัง … การทำความเข้าใจภาพวาดลักษณะนี้ให้เอาอารมณ์สัมผัสนะครับ รู้สึกอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ มันไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดออกมาตรงๆ

I just thought there would be more.

Olivia

ฉากสุดท้ายของหนัง หลังจาก Mason Jr. เดินทางออกจากบ้านมาถึงหอพักมหาวิทยาลัย ได้รับการชักชวนจากเพื่อนใหม่/รูมเมทให้มาปีนเขา (hiking) ดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุดของช่วงชีวิตวัยเด็ก ‘boyhood’ ต่อจากนี้คือท้องฟากฟ้า ถึงเวลาแห่งอิสรภาพ พร้อมแล้วจะกางปีกโบยบิน … ล้อกับช็อตแรกของหนังได้อย่างแนบเนียน

แซว: ฉากนี้ยังล้อกับตอนจบของ Slacker (1990) กลุ่มวัยรุ่นปีนป่ายมาถึงจุดสูงสุด แล้วเขวี้ยวขว้างกล้องดิจิทอลสู่ความเป็นนิจนิรันดร์

ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อด้วยว่านี่อาจคือจุดสูงสุดในอาชีพการงานของผู้กำกับ Richard Linklater เพราะถ้าจะให้ไปไกลกว่านี้คงต้องถึงดวงจันทร์ ไม่รู้เหมือนว่าผลงานลำดับถัดๆไป Apollo 10½ (2022) จักประสบความสำเร็จได้ขนาดไหน

ตัดต่อโดย Sandra Adair (เกิดปี 1952) ขาประจำผู้กำกับ Richard Linklater ร่วมงานกันตั้งแต่ Dazed and Confused (1993) และได้เข้าชิง Oscar: Best Film Edited จากเรื่อง Boyhood (2014)

กระบวนการตัดต่อจะเกิดขึ้นทุกๆปีหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้น โดยพยายามให้ได้โดยเฉลี่ย(ปีละ) 10-15 นาที สะสมต่อเนื่องไปอย่างใจเย็นๆ แม้ช่วงแรกๆผู้กำกับ Linklater ยังลังเลใจเล็กๆว่าหนังอาจยาวเกินไป แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็บอกช่างแม้ง เราถ่ายทำตั้ง 12 ปี มีอะไรก็ควรยัดใส่ลงไปให้หมด รวมแล้วเลยได้ความยาว 165 นาที

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองสายตาของ Mason Evans Jr. พานผ่านช่วงเวลา 12 ปี แบบก้าวกระโดดไปเรื่อยๆ (Time Skip) นำเสนอเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆ ตราฝังอยู่ในความทรงจำเด็กชาย แต่จะไม่ขึ้นบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงช่วงปีไปตอนไหน ต้องสังเกตจากบริบทรอบข้าง เสื้อผ้า ทรงผม ความสูงของเด็กๆ หรือการอ้างอิงสิ่งร่วมสมัย

วิธีดำเนินเรื่องดังกล่าว ทำให้เราไม่สามารถแบ่งหนังออกเป็นองก์ๆได้เลยนะครับ มีเพียงเรียงลำดับเหตุการณ์ตามช่วงปีที่ดำเนินไป

  • ค.ศ. 2002, แนะนำตัวละคร Mason Jr., Samantha อาศัยอยู่กับมารดา Olivia กำลังเลิกราแฟนใหม่
  • ค.ศ. 2003, แม่ตัดสินใจพาลูกๆย้ายบ้านมุ่งสู่ Houston เพื่อเธอจะได้เข้าเรียนต่อ University of Houston
  • ค.ศ. 2004, พ่อ Mason Sr. พาเด็กๆไปโยนโบว์ลิ่ง, แม่พา Mason Jr. ไปแนะนำตัวให้รู้จักศาสตราจารย์ Bill Welbrock ที่จักกลายเป็นพ่อเลี้ยงคนใหม่
  • ค.ศ. 2005, ชีวิตภายใต้พ่อเลี้ยงใหม่ Bill หนุ่มๆต่างติดเกม สาวๆติดแฟชั่น ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต่อแถวรอซื้อนวนิยาย Harry Potter and the Half-Blood Prince และได้พูดคุย/ปั่นจักรยานกับเพื่อนสาว Nicole (เหมือนจะแอบตกหลุมรัก)
  • ค.ศ. 2006, พ่อ Mason Sr. พาเด็กๆไปดูการแข่งขันเบสบอล, ส่วนพ่อเลี้ยง Bill แสดงความเผด็จการขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งลากพา Mason Jr. ไปตัดผมเกรียน แต่ก็ได้รับจดหมายปลอบใจจากเพื่อนสาว Nicole
  • ค.ศ. 2007, พ่อเลี้ยง Bill ดื่มหนักจนไม่สามารถควบคุมตนเอง ทำให้แม่ลากพาลูกๆทั้งสองหลบหนีออกจากบ้าน
  • ค.ศ. 2008, พ่อ Mason Sr. พูดคุยกับเด็กๆเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ และพา Mason Jr. ออกแคมปิ้ง
  • ค.ศ. 2009, Mason Jr. ถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน ค้างคืนกับเพื่อน/รุ่นพี่, แม่กลายเป็นครูสอนจิตวิทยา จัดงานเลี้ยงและเริ่มแสดงความสนใจ Jim
  • ค.ศ. 2010, Mason Jr. เข้าเรียนมัธยมปลาย, ขณะที่พ่อ Mason Sr. แต่งงานใหม่กับ Catherine พาลูกๆไปเยี่ยมญาติฝั่งภรรยา ได้รับของขวัญวันเกิด รวมอัลบัม The Beatles, ชุดสูท, คัมภีร์ไบเบิ้ล และปืนไรเฟิล
  • ค.ศ. 2011, Mason Jr. ค้นพบความชื่นชอบด้านการถ่ายภาพ ถูกครูเทศนาสั่งสอนให้ห้องล้างฟีล์ม ร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้พบเจอกลายเป็นแฟนกับ Sheena กลับบ้านดึกเลยถูกพ่อเลี้ยง Jim ตำหนิต่อว่า (แล้วก็เลิกรากับแม่ ตอนไหนก็ไม่รู้)
  • ค.ศ. 2012, Mason Jr. และ Sheena เดินทางไปหาพี่สาว Samatha ที่เข้าเขียน University of Texas at Austin วาดฝันถึงอนาคต ปีข้างหน้าก็จะได้ออกจากบ้าน
  • ค.ศ. 2013, การประกวดถ่ายภาพ(ระดับรัฐ) Mason Jr. ได้รางวัลเหรียญเงิน แต่เขากลับต้องเลิกรากับ Sheena, หลังสำเร็จการศึกษา แม่จัดงานเลี้ยงต้อนรับที่บ้าน บรรดาญาติๆต่างมาเยี่ยมเยียน แสดงความยินดี แล้วเริ่มเก็บข้าวของแยกย้าย พอมาถึงมหาวิทยาลัยพบเจอเพื่อนใหม่ พาไปปีนเขา Big Bend Ranch State Park ตกหลุมรักแรกพบหญิงสาวคนใหม่ Nicole (ไม่แน่ใจว่าคือคนเดียวกับเมื่อปี 2005 หรือเปล่านะ)

หนังไม่ถือว่ามีเพลงประกอบ ทั้งหมดที่ได้ยินล้วนเป็น ‘diegetic music’ ดังจากวิทยุ โทรทัศน์ ร้อน-เล่น-เต้น การแสดงสด ฯ ซึ่งมักคือบทเพลงชื่อดังขณะนั้น หรือมีเนื้อคำร้อง/ท่วงทำนองสอดคล้องเรื่องราวดำเนินไป

เริ่มต้นขณะเด็กชาย Mason Jr. นอนบนพื้นหญ้า เหม่อมองออกไปบนฟากฟ้า ได้ยินบทเพลง Yellow ของวงร็อค Coldplay สัญชาติอังกฤษ (แนว Post-Britpop) รวมอยู่ในอัลบัม Parachutes (2000) ไต่อันดับสูงสุดที่ 4 ชาร์ท UK Singles และ 48 ชาร์ท US Billboard Hot 100

Look at the stars
Look how they shine for you
And everything you do
Yeah, they were all yellow

เกร็ด: จริงๆแล้วคำว่า Yellow ไม่ได้มีความหมายใดๆ เป็นคำที่บังเอิญแต่งแล้วมีสัมผัสสอดคล้องกับคำอื่นๆ ซึ่งต่อมาถูกตีความถึงบรรยากาศ/มู๊ดของวง ที่มีความสว่างสดใส เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง และการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น

‘Yellow’ refers to the mood of the band. Brightness and hope and devotion. [Some of the lyrics] are all metaphorical slants on the extent of his emotional devotion.

Chris Martin หนึ่งในผู้แต่งเพลง/สมาชิกวง Coldplay

บทเพลงที่ Samantha เช้าตรู่ลึกขึ้นมาเต้นปลุก Mason คือบทเพลง …Baby One More Time (1999) ซิงเกิ้ลแรกแจ้งเกิดของ Britney Spears สามารถไต่ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 กลายเป็นตำนานแห่งวงการป๊อป ยอดขายเกินกว่า 10+ ล้านก็อปปี้ ถึงขนาดนิตยสาร Rolling Stone ยกย่อง ‘the greatest debut single of all time’

แต่ในหนังจะไม่ได้ยินเสียงเพลงนะครับ มีเพียง Lorelei Linklater ลุกขึ้นมาร้อง-เล่น-เต้น ซึ่งเธอเล่าว่าก็ซักซ้อมอยู่หลายเพลง แต่เหตุผลที่เลือก …Baby One More Time เพราะเข้ากับจังหวะชีวิตตนเองที่สุดแล้ว

We did several songs actually but I was more into show tunes at that age. But to tell you the truth I was not actually a fan of Britney Spears!

Lorelei Linklater

Ethan Hawke เขียน/แต่ง บทเพลงที่ขับร้อง-เล่นในหนังด้วยตนเองเลยนะครับ เพลงแรกชื่อ Split the Difference (Daddy’s Lullaby) ร่วมบรรเลงกับ Charlie Sexton ให้เด็กรับฟังขณะพามาที่ห้องรกๆ … ตอนเช้า?

นี่เป็นบทเพลงที่มีความยียวนกวนประสาทเล็กๆ เนื้อคำร้องสอดคล้องรับกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในครอบครัว พ่อ-แม่แยกกันอยู่ เธอแต่งงานสามีใหม่ เชื่อว่าชีวิตคงมีความสุขีขึ้นกว่าเก่า ส่วนลูกๆค่ำคืนนี้ไม่ต้องหวาดกลัวอะไร รับฟังเพลงกล่อมเข้านอนของพ่อ แล้วจะได้หลับฝันดี

เมื่อพ่อนำพาลูกชายไปแคมปิ้ง บทเพลงได้ยินตั้งแต่ในรถคือ Hate it Here (2007) ของ Wilco สามารถแทนคำรำพันของ Mason Jr. ครุ่นคิดถึงบิดาที่ไม่เคยอยู่เคียงชิดใกล้ แต่ชีวิตจำเป็นต้องการเดิน ดำเนินไป

I hate it
I hate it here
When you’re gone

ในงานเลี้ยงจัดโดยแม่ Olivia หนึ่งในนักศึกษา Savannah Welch เล่นกีตาร์ขับร้องบทเพลง Wish You Were Here (1975) ต้นฉบับของวงร็อค Pink Floyd สัญชาติอังกฤษ, นี่เป็นบทเพลงที่ให้ความรู้สึกเหมือนคำรำพันของ Mason Jr. อยากให้บิดามาอยู่เคียงข้างกายขณะนี้ แต่พอสังเกตเห็นมารดากำลังจู๋จี๋กับ Jim มันก็ชวนให้เขาละเหี่ยใจอยู่เล็กๆ

อีกบทเพลงแต่งโดย Ethan Hawke ชื่อว่า Ryan’s Song เล่นให้กับลูกๆ และภรรยา ระหว่างเดินทางมาเยี่ยมเยียนปู่-ย่า (พ่อตา-แม่ยาย) ในวันเกิดครบรอบ 15 ปี ของ Mason Jr.

นี่เป็นบทเพลงที่ล้อละเล่นกับสิ่งตรงกันข้าม ยกตัวอย่างท่อนที่ทำให้ผมอมยิ้มกริ่ม “buy a dog and you’ll piss off the cat” สื่อถึงชีวิตจำต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าไปเสียดายกับการตัดสินใจ เพราะไม่ว่าจะดำเนินไปฟากฝั่งไหน ล้วนสามารถถึงเส้นชัยได้เหมือนกัน

Eat too much, you’re gonna get fat
buy a dog and you’ll piss off the cat
So take a deep breath and enjoy the ride
‘Cause arrivals and departures run side by side.

บทเพลงที่ Charlie Sexton กำลังจะเล่นให้ Mason Jr. ในวันจบการศึกษามัธยมปลาย ชื่อว่า The Dog Song หรือ I Wanna Be Your Dog แต่น่าเสียดายที่ได้ยินเพียงท่อนเริ่มต้น ก่อนถูกตัดฉากถัดไปโดยทันที, ผมนำคอนเสิร์ตที่ Sexton ร่วมเล่น David Bowie เมื่อปี 1987 มาให้รับชมกัน

หลังร่ำลาจากแม่ Mason Jr. ขับรถออกเดินทางมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย ได้ยินบทเพลง Hero ของวงร็อคอินดี้ Family of the Year รวมอยู่ในอัลบัม Loma Vista (2012) ซึ่งมีใจความถึงอิสรภาพ ชายหนุ่มได้รับการปลดปล่อย กำลังออกเดินทางมุ่งสู่โลกกว้าง

So let me go
I don’t wanna be your hero
I don’t wanna be your big man
I just wanna fight with everyone else

You’re a masquerade
I don’t wanna be a part of your parade
Everyone deserves a chance to
Walk with everyone else

เกร็ด: นี่เป็นเพลงที่อยู่ใน Trailer ของหนังด้วยนะ

Boyhood (2014) นำเสนอเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง พัฒนาการของชีวิต การเจริญเติบโตทั้งร่างกาย-จิตใจ ภาพลักษณ์ภายนอก-มุมมองทัศนคติ ไม่ว่าจะเด็กชาย-หญิง พ่อ-แม่ ญาติ-มิตร-สหาย เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน 12 ปี ทุกสรรพสิ่งอย่างล้วนดำเนินไปข้างหน้าอย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง

สำหรับเด็กชาย ตามกฎหมายต้องได้รับการเลี้ยงดูแลจากผู้ปกครองจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ (บางประเทศนับตั้งแต่อายุ 14-15 แต่โดยเฉลี่ยคือ 17-18 หลังเรียนจบมัธยมปลาย สามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทำงานและเสียภาษี) ช่วงเวลาดังกล่าวมันจีงคือการลองผิดลองถูก ค้นหาเป้าหมายชีวิต สิ่งเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน โตขี้นอยากทำอะไร สามารถดำเนินไปทิศทางนั้นได้ไหม

การเดินทางของเด็กๆ แน่นอนว่าย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม เริ่มจากปัญหาครอบครัว พ่อ-แม่ ญาติ-พี่น้อง มิตรสหาย โดนกลั่นแกล้ง ใช้ความรุนแรง พูดจาหมิ่นแคลน ดูถูกเหยียดหยาม หรือพยายามยัดเยียดสิ่งไม่ได้อยู่ในความสนใจ แต่ถ้าพวกเขาเรียนรู้ที่จะอดทนอดกลั้น แน่วแน่ในสิ่งเพ้อใฝ่ฝัน ย่อมไม่มีอะไรใครจักสามารถบั่นทอนทำลายความเชื่อมั่น … ในกรณีของ Mason Jr. น่าจะเพราะได้รับแรงผลักจาก Mason Sr. ที่แม้เป็นพ่อแค่บางที พี่งพาอะไรไม่ค่อยได้ แต่มักให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ พลังแห่งความเชื่อมั่นศรัทธา เลยสามารถอดรนทนจนสามารถหลุดรอดพ้น ก้าวข้าวผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย และโบกโบยบินสู่อิสรภาพในที่สุด

สองทศวรรษแรกของชีวิต มันช่างเยิ่นยาวนานสำหรับเด็กๆ (ที่เพิ่งถือกำเนิดไม่กี่ปี) แต่บรรดาผู้ใหญ่ที่พานผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว จักรู้สีกว่าอะไรๆมันเคลื่อนพานผ่านไปอย่างรวดเร็วไวเสียเหลือเกิน ความทรงจำ(ต่อเรื่องราววัยเด็ก)เริ่มเลือนลาง หลงเหลือเพียงเหตุการณ์สำคัญๆ อะไรที่มันครั้งแรกๆ ส่งผลกระทบกระเทือน(ทั้งร่างกาย-จิตใจ)อย่างรุนแรง หรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง … ก็เหมือนภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย แทรกอยู่อย่างกระจัดกระจาย คือความทรงจำของเด็กชาย (และผู้กำกับ Linklater) เมื่อหวนระลีกนีกย้อนกลับไปยังช่วงเวลาดังกล่าว

True happiness is temporary. It is not a place you stay. Life is full of drastic and brutal changes and if you feel the need to resist those then you are never going to feel contented or happy.

Ellar Coltrane

ชีวิตเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง เพียงเสี้ยววินาทีความสุขก็อาจแปรสภาพสู่ทุกข์ทรมาน สิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้คือเพลิดเพลินไปกับมัน ถนอมช่วงเวลาสำคัญๆ ‘seize the moment’ เป็นตัวของตนเองให้มากที่สุด แล้วเราจักไม่สูญเสียใจเอาภายหลัง

สำหรับผู้กำกับ Richard Linklater สามารถเปรียบเทียบแทนตัวเขาได้กับ Mason Jr. หลายๆเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ คือสิ่งประสบพบ/บังเกิดขี้นจริงๆ ทั้งสมัยยังเป็นเด็ก และหลังจากเป็นพ่อคน ผสมผสานคลุกเคล้าพร้อมประสบการณ์ทำงานที่ค่อยๆสะสมเพิ่มพูนขี้นเรื่อยๆ (ตลอดระยะเวลา 12 ปี Linklater สร้างหนังเรื่องอื่นๆทั้งหมด 8 เรื่อง!) โดยเป้าหมายสุดท้ายต้องการให้ผู้ชมตระหนักถีงความสำคัญของช่วงเวลา “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

เกร็ด: Working Title ของหนังเริ่มต้นที่ Boyhood ต่อมาต้องการเปลี่ยนเป็น 12 Years แต่หลังจากภาพยนตร์ 12 Years a Slave (2013) ก็เลยหันมาพิจารณา Motherhood, Fatherhood ก่อนสุดท้ายจะหวนกลับมาใช้ Boyhood เรียบง่ายและตรงตัวที่สุด


หนังได้รับทุนสร้างในส่วนโปรดักชั่น $2.4 ล้านเหรียญ (ปีละ $200,000 เหรียญ) เมื่อรวมค่าใช้จ่ายหลังการถ่ายทำ (post-production) สรุปแล้วใช้งบประมาณ $4 ล้านเหรียญ (แต่น่าจะยังไม่รวมค่าประชาสัมพันธ์นะ) สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $25.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $57.3 ล้านเหรียญ

หลังฉายรอบปฐมทัศน์ ‘Special Preview’ ยังเทศกาลหนัง Sundance จึงเข้าร่วมสายการประกวด Berlin International Film Festival คว้ามาถึงสามรางวัล (พ่ายรางวัล Golden Berlin Bear ให้กับ Black Coal, Thin Ice (2014))

  • Silver Berlin Bear: Best Director
  • Prize of the Guild of German Art House Cinemas
  • Reader Jury of the “Berliner Morgenpost”

ส่วนงานประกาศรางวัลช่วงปลายปี Boyhood (2014) มีคู่ต่อสู้ที่แลกหมัดกันได้อย่างสูสี Birdman (2014) ผลัดกันแพ้-ชนะ จนยากจะคาดเดาว่าเรื่องไหนจักสามารถคว้า Oscar … ถือว่าเป็นปีที่มีความคู่คี่ ลุ้นระทึก จนถึงเฮือกสุดท้าย!

  • Academy Award
    • Best Film
    • Best Director
    • Best Supporting Actor (Ethan Hawke)
    • Best Supporting Actress (Patricia Arquette) **คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay
    • Best Film Edited
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama **คว้ารางวัล
    • Best Director **คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actor (Ethan Hawke)
    • Best Supporting Actress (Patricia Arquette) **คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay
  • BAFTA Award
    • Best Film **คว้ารางวัล
    • David Lean Award for Direction ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actor (Ethan Hawke)
    • Best Supporting Actress (Patricia Arquette) **คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay

ผมไม่รู้สึกผิดหวังเท่าไหร่ที่ Boyhood (2014) พลาดรางวัล Oscar: Best Picture แต่โคตรเสียดายสาขาผู้กำกับ เพราะไม่รู้ว่า Richard Linklater จะมีโอกาสได้เข้าชิงอีกไหม (นานๆทีพี่แกจะทำหนังถูกใจผู้ชมวงกว้างระดับนี้) แถมปีถัดมา Alejandro G. Iñárritu ยังคว้า Oscar: Best Director กับ The Revenant (2015) มันเลยสร้างความหงุดหงิดให้ใครหลายๆคน

หนังได้รับการสแกน 2K (digital transfer) พร้อมเสียงบรรยาย Commentary ของผู้กำกับ/นักแสดง รวมทั้งคลิปสัมภาษณ์ตั้งแต่ปีแรกๆที่เริ่มต้นถ่ายทำ สามารถหารับชมได้ทาง Criterion Channel

ความทรงคุณค่าของ Boyhood (2014) ล้วนมาจากวิธีการถ่ายทำ (น่าจะ)ครั้งแรกในวงการภาพยนตร์ที่ผู้ชมได้พบเห็นความเติบโต/การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย(และจิตใจ) ที่ไม่ใช่ CGI แต่จากนักแสดง ทีมงาน และบริบททางสังคม นั่นทำให้หนังมีความสมจริง ‘realist’ ที่สามารถจับต้อง งดงามยิ่ง ไม่รู้จะมีโอกาสได้พบเห็นผลงานแบบนี้อีกไหม

ส่วนตัวชื่นชอบประทับใจในความมุมานะของผู้กำกับ Linklater แทบทุกฉากล้วนมอบความถวิลหา (Nostalgia) เพราะผมเองก็เติบโต พานผ่านอะไรๆมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับตัวละคร แต่สิ่งไม่ชอบเลยสักนิดคือวิถีชีวิตชาวอเมริกัน พบเห็นสังคมแบบนั้นมันน่าสมเพศเวทนาเหลือหลาย

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ไม่ว่าครอบครัว/สภาพสังคม มีความเลวร้าย ทุกข์ยากลำบาก ตกต่ำทรามสักเพียงใด ถ้าเราไม่ยินยอมก้มหัวศิโรราบ(ต่อเผด็จการ) ปฏิเสธการถูกควบคุมครอบงำ มั่นคงในความเป็นตัวของตนเอง เชื่อเถอะว่าสักวันหนึ่งจะมีโอกาสก้าวออกมาสู่โลกภายนอก ค้นพบเจออิสรภาพที่แท้จริงในชีวิต

จัดเรต 13+ จากความรุนแรงในครอบครัว

คำโปรย | Boyhood คือการเติบโตของเด็กชาย ครอบครัว และสรรพสิ่งรอบข้าง ที่อาจไม่มีอะไรเป็นดั่งคาดหวัง ถึงอย่างนั้นเราก็ยังสามารถพึงพอใจไปกับมัน
คุณภาพ | รึ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: