Bullitt

Bullitt (1968) hollywood : Peter Yates ♥♥♥♡

Steve McQueen มีงานอดิเรกเป็นนักแข่งรถ ต้องการสร้างภาพยนตร์ที่มีฉากไล่ล่า (Car Chase) ท้าทายขีดจำกัดยุคสมัยนั้น กลายมาเป็น Bullitt (1968) ได้รับคำสรรเสริญถึงฉากแอ๊คชั่นสุดมันส์ แต่อะไรอย่างอื่นเรียกได้ว่า Bullshit!

ผมได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมานาน ถึงความยอดเยี่ยมฉากขับรถไล่ล่า (Car Chase) ของ Bullitt (1968) สร้างอิทธิพลให้ภาพยนตร์อย่าง The French Connection (1971), Duel (1971), What’s Up Doc? (1972) ฯ รวมถึงกลายเป็นต้นแบบหนังแอ๊คชั่นที่มีไล่ล่าบนท้องถนน ทำออกมาอย่างไรให้ดูตื่นเต้น ลุ้นระทึก รุกเร้าใจ … ว่ากันว่าแค่ฉากไล่ล่าสิบนาทีนั้น ทำให้คว้ารางวัล Oscar: Best Film Edited อย่างไร้คู่แข่ง

แม้ได้รับคำยกย่องสรรเสริญถึงฉากแอ๊คชั่นสุดมันส์ แต่เนื้อหาของหนังแม้ง Bullshit ชิบหาย! มีความขาดๆเกินๆ เยิ่นเย้อยืดยาว บางเรื่องราว บางซีเควนซ์ดูไม่ได้จำเป็นสักเท่าไหร่ เห็นว่าผู้ชมสมัยนั้นมักซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปดูฉากขับรถไล่ล่า หลับไปชั่วโมงกว่าๆ ตื่นมาพอดีถึงซีเควนซ์นี้ จบแล้วก็เดินออกจากโรงภาพยนตร์ … ขนาดนั้นเลยนะ!

เอาจริงๆตัวหนังก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น หลายๆองค์ประกอบถือว่ายอดเยี่ยม สามารถสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก โดยเฉพาะอิทธิพลของ Steve McQueen ถูกแฟนๆลอกเลียนแบบรองเท้าบูท โค้ทยาว เสื้อคอเต่า แม้แต่ซองใส่ปืนสะพายไหล่ และโดยเฉพาะรถเก๋ง 1968 Ford Mustang เวลาจะซิ่งต้องทำให้ล้อมีควันออกมาด้วยนะ! … ยุคสมัยนั้นยังไม่มีสินค้า Tie-In แต่บริษัทที่ผลิตยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเทน้ำเทท่า


จุดเริ่มต้นของ Bullitt (1968) เกิดจาก Steve McQueen มีความหงุดหงิดใจเมื่อตอน The Great Escape (1963) ทั้งๆตนเองเป็นนักแข่งรถอาชีพ แต่กลับไม่ได้เล่นฉากสตั๊นขับรถ เลยพยายามมองหาโปรเจคที่ตัวเขาเป็นผู้อำนวยการสร้าง ก่อตั้งสตูดิโอ Solar Productions เพื่อสามารถทำอะไรๆได้ทุกสิ่งอย่าง (พูดง่ายๆว่าอยากจะเล่นสตั๊นเอง!)

I always felt a motor racing sequence in the street, a chase in the street, could be very exciting because you have the reality objects to work with, like bouncing off a parked car. An audience digs sitting there watching somebody do something that I’m sure almost all of them would like to do.

Steve McQueen

เมื่อมีโอกาสรับชม Robbery (1967) ของผู้กำกับ Peter Yates ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ปล้นขบวนรถไฟครั้งใหญ่จาก Glasgow กลับสู่ London เมื่อปี ค.ศ. 1963 และมีฉากขับรถไลล่าที่น่าตื่นตาตื่นใจ เลยติดต่อชักชวนมาร่วมงานสรรค์สร้างภาพยนตร์ยัง Hollywood (เป็นการโกอินเตอร์ครั้งแรกของผกก. Yates)

Peter James Yates (1929-2011) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Aldershot, Hampshire ร่ำเรียนการแสดงยัง Royal Academy of Dramatic Art แล้วทำงานเป็นนักแสดง ผู้กำกับ ผู้จัดการละครเวที จนมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ จนได้รับโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก Summer Holiday (1963), Robbery (1967), โกอินเตอร์ Hollywood กับ Bullitt (1968), John and Mary (1969), The Friends of Eddie Coyle (1973), Breaking Away (1979), The Dresser (1983) ฯ

Bullitt (1968) ดัดแปลงจากนวนิยายอาชญากรรม Mute Witness (1963) แต่งโดย Robert L. Fish (1912-81) นำเสนอเรื่องราวของ Lieutenant Clancy จากสำนักงานตำรวจ NYPD (New York Police Department) ได้รับมอบหมายให้ปกป้องพยาน Johnny Rossi ซึ่งเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย (Kingpin) กำลังรอขึ้นให้การบนชั้นศาล แต่กลับถูกฆาตกรรมปิดปากในห้องพักโรงแรม ครุ่นคิดว่าน่าจะมีคนในคอยแจ้งเหตุ จึงครุ่นคิดแผนการเพื่อล่อลวงคนทรยศให้เปิดเผยตัวออกมา

ดั้งเดิมนั้น Warner Bros. ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยาย Mute Withness โดยคาดหวังให้ Spencer Tracy รับบทนำ แต่ปู่แกเสียชีวิตไปก่อน เลยถูกส่งต่อมายัง Steve McQueen มอบหมายนักเขียน Alan R. Trustman และ Harry Kleiner ปรับเปลี่ยนหลายๆสิ่งอย่างจากนวนิยาย ทั้งชื่อตัวละคร สถานที่พื้นหลัง และเพิ่มเติมฉากขับรถไล่ล่าสุดมันส์

I think basically the story was long and confusing, so when the chase came along it was so good it gave more substance to the movie. I think it really saved the film, because most people don’t remember the story, they remember the chase. You couldn’t really remember the complete story, if somebody asked you, unless you read the script, because the script was much better and made more sense.

Alan R. Trustman

เรื่องราวของ Lieutenant Frank Bullitt (รับบทโดย Steve McQueen) ทำงานอยู่สำนักงานตำรวจ SFPD (San Francisco Police Department) จู่ๆได้รับมอบหมายจากสมาชิกวุฒิสมาชิก Walter Chalmers (รับบทโดย Robert Vaugh) ให้ปกป้องพยาน Johnny Ross เจ้าพ่อมาเฟียจาก Chicago เพื่อรอขึ้นให้การบนชั้นศาลเช้าวันจันทร์

แต่ไม่ทันข้ามคืนก็มีชายคนสองบุกเข้ามายังโรงแรม จ่อยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและ Johnny Ross อาการสาหัสปางตาย ถูกส่งเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลก่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหว Lieutenant Bullitt ครุ่นคิดว่าต้องมีคนในคอยแจ้งข่าว จึงวางแผนปกปิดการตาย (ของ Ross) เพื่อล่อหลอกคนร้ายให้ติดกับดัก


Terence Steven ‘Steve’ McQueen (1930-80) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของฉายา ‘The King of Cool’ เกิดที่ Beech Grove, Indiana บิดาเป็นนักขับเครื่องบิน Stunt Pilot ทอดทิ้งมารดาติดเหล้า ปล่อยให้บุตรชายอาศัยอยู่กับลุงทำงานในฟาร์ม วัยเด็กเป็นโรค Dyselxic ทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้าคนรอบข้าง กลายเป็นอันธพาล นิสัยเกเร ชื่นชอบขับขี่มอเตอร์ไซด์ หนีออกจากบ้านสมัครทหารเรือ เคยได้ยศ Private First Class แต่เพราะความหัวขบถชอบขัดคำสั่งหัวหน้า ทำให้ถูกลดตำแหน่งเหลือแค่พลทหารเจ็ดครั้งครา, หลังจากปลดประจำการเข้าเรียนการแสดง Neighborhood Playhouse, New York กลายเป็นนักแสดงละครเวที ขณะเดียวกันก็เป็นนักแข่งมอเตอร์ไซด์อาชีพในชื่อ Harvey Mushman ภาพยนตร์เรื่องแรก Somebody Up There Likes Me (1956), แจ้งเกิดกับ The Magnificent Seven (1960), The Great Escape (1963), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Cincinnati Kid (1965), The Thomas Crown Affair (1968), Bullitt (1968), Papillon (1973), The Towering Inferno (1974) ฯ

รับบท Lieutenant Frank Bullitt ทำงานอยู่สำนักงานตำรวจ SFPD เป็นคนมีความสามารถ เฉียวฉลาด พร้อมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนอะไรใคร เลยได้รับมอบหมายให้ปกป้องพยาน Johnny Ross ไม่คาดฝันจะบังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เมื่อเพื่อนตำรวจบาดเจ็บสาหัส เกิดความตระหนักว่าอาจมีหนอนบ่อนไส้ ครุ่นคิดแผนการจัดการ ทำสิ่งแปลกพิศดาร ผลลัพท์ช่างน่าอัศจรรย์ใจ

เกร็ด: ตัวละคร Bullitt ได้แรงบันดาลใจจากนักสืบ Dave Toschi แห่ง SFPD ผู้มีชื่อเสียงจากคดี Zodiac Killer (ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Zodiac (2007) ก็อาจมักคุ้นตัวละครรับบทโดย Mark Ruffalo) และยังร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับหนัง

ภาพจำของ McQueen คือความอึดถึก ดื้อดึงดัน พูดน้อยต่อยหนัก มักอยู่ตัวคนเดียว กระทำสิ่งท้าทายกฎกรอบ ไม่หวาดกลัวเกรงสิ่งใด … บทบาท Bullitt แทบไม่มีความแตกต่างอะไร เป็นนักสืบที่พร้อมเผชิญหน้า กล้าบ้าบิ่น ไม่หวาดกลัวเกรงอันตราย หรือผู้มีอำนาจบาดใหญ่ เพื่อกระทำสิ่งตอบสนองหลักการยุติธรรมของตนเอง!

McQueen ไม่ได้มาจากโรงเรียนการแสดงสาย Method Acting จึงมักถูกตั้งข้อครหาว่ามักเล่นเป็นตัวตนเอง คาแรคเตอร์ซ้ำๆเดิมๆ ไม่ค่อยมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลง แต่ความคิดเห็นนักวิจารณ์ Roger Ebert อธิบายไว้อย่างน่าสนใจ เปรียบเทียบ McQueen ไม่แตกต่างจากนักแสดงยุคคลาสสิก Humphrey Bogart, John Wayne, Paul Newman ฯ แค่การมีตัวตน เพียงพลังดาราก็ทำให้หนังออกมาน่าสนใจ เป็นที่รักใคร่ ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

Steve McQueen is sometimes criticized for only playing “himself” in the movies. This misses the boat, I think. Stars like McQueen, Bogart, Wayne or Newman aren’t primarily actors, but presences. They have a myth, a personal legend they’ve built up in our minds during many movies, and when they try to play against that image it usually looks phony.

นักวิจารณ์ Roger Ebert

นี่ต้องชมผกก. Yates ที่เข้าใจศักยภาพของ McQueen รับรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงขายพลังดารานั้นออกมา ให้เขาเล่นเป็นตัวตนเองนะแหละ แค่นั้นหนังก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า … แอบทำให้ผมนึกถึงผกก. Christopher McQuarrie กับ Tom Cruise ขึ้นมาเลยละ

แซว: ช่วงแรกๆของการถ่ายทำ Steve McQueen ก็เล่นสตั๊น ขับรถซิ่งด้วยตนเองเสียส่วนใหญ่ จนครั้งหนึ่งพุ่งชนอะไรสักอย่างข้างทาง ภรรยา(ขณะนั้น) Neile Adams จึงร้องขอให้ผกก. Peter Yates หาสตั๊นแมนเข้าฉากแทน ซึ่งก็ได้เลือก Bud Ekins (ที่เคยร่วมงานกับ McQueen ภาพยนตร์ The Great Escape (1963)) แม้สร้างความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง ต่อรองอยู่นานจึงยินยอมความกัน


Robert Francis Vaughn (1932-2016) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City หลังครอบครัวหย่าร้าง อาศัยอยู่กับปู่-ย่าที่ Minneapolis นั่นทำให้วัยเด็กเป็นคนเจ้าอารมณ์ ฉุนเฉียวง่าย มีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นบ่อยครั้ง โตขึ้นเข้าศึกษาวารสารศาสตร์ University of Minnesota แต่แค่เพียงปีเดียวก็ติดตามมารดาสู่ Los Angeles ร่ำเรียนการละคอนจาก Los Angeles City College, ปริญญาโท Los Angeles State College of Applied Arts and Sciences และปริญญาเอกด้านการสื่อสาร University of Southern California, จากนั้นอาสาสมัครทหาร US Army Reserve ไม่นานถูกปลดประจำการเพราะได้รับการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน (Buerger’s disease), ได้รับแรงผลักดันจากมารดาเป็นนักแสดงวิทยุ (Radio Actor), ผลงานภาพยนตร์ The Young Philadelphians (1959), The Magnificent Seven (1960), Bullitt (1968), ซีรีย์โทรทัศน์ The Man from U.N.C.L.E. (1964-68) ฯ

รับบทสมาชิกวุฒิสมาชิก Walter Chalmers ผู้มีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ลุ่มหลงในตนเอง คาดหวังการทำงานของ Lieutenant Frank Bullitt จะสามารถปกป้องพยานปากเอก แต่เมื่อไม่ได้ผลลัพท์ดั่งใจก็ใช้คำพูดข่มขู่ ดูถูกเหยียดหยาม วางอำนาจบาดใหญ่ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อชื่อเสียง หน้าตา ความสำเร็จ

Vaughn เมื่ออ่านบทหนังรู้สึกไม่ชื่นชอบสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่มีพล็อต ไม่มีเรื่องราวอะไร ตั้งใจบอกปัดปฏิเสธ แต่ถูกโน้มน้าวโดย McQueen เพิ่มค่าตัวไม่รู้เท่าไหร่จนยินยอมตอบตกลง … แล้วโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นบทบาทที่เจ้าตัวชื่นชอบโปรดปราน ได้รับการจดจำ และสามารถเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor

ภาพลักษณ์ของ Vaughn ดูภูมิฐาน มาดนักการเมือง คำพูด/ท่าทางมีความน่าเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจอมบงการ ชอบวางอำนาจบาดใหญ่ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง ความสำเร็จ นั่นทำให้ตัวละครเหมือนมีลับลมใน บุคคลอันตราย ขาดความน่าเชื่อถือ … จริงๆ Chalmers เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ยึดถือหลักยุติธรรม อุดมการณ์แรงกล้าพอๆกับ Lieutenant Bullitt แต่เพราะอยู่คนละวงการ ตำรวจ vs. นักการเมือง เลยดูเหมือนศัตรูมากกว่าพันธมิตร

แซว: หลายปีถัดมา Robert Vaughn ครุ่นคิดจะผันตัวเข้าสู่วงการเมือง แต่ผู้คนกลับยังคงจดจำบทบาท Walter Chalmers เลยไม่ได้รับความไว้วางใจสักเท่าไหร่


ถ่ายภาพโดย William A. Fraker (1923-2010) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California โตขึ้นอาสาสมัครทหารเรือช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นกลับมาร่ำเรียนภาพยนตร์ University of Southern California มีผลงานถ่ายภาพ อาทิ Rosemary’s Baby (1968), Bullitt (1968), Looking for Mr. Goodbar (1977), Heaven Can Wait (1978), 1941 (1979), WarGames (1983) ฯ

สิ่งแรกที่ผกก. Yates หลังเซ็นสัญญากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ คือโน้มน้าวโปรดิวเซอร์ให้ซื้อกล้อง Arriflex ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก เหมาะสำหรับถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด (ไม่มีการสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ) และสามารถติดตั้งภายในตัวรถ … ครั้งแรกๆของวงการภาพยนตร์ที่ทำการติดตั้งกล้องกับตัวรถ สำหรับถ่ายทำบนท้องถนน

The thing we tried to achieve was not to do a theatrical film, but a film about reality.

Steve McQueen

การปรับเปลี่ยนสถานที่พื้นหลังจาก New York สู่ San Francisco เพราะเมืองแห่งนี้ยังมีการจราจรที่ไม่คับคั่งนัก ทิวทัศน์มีทั้งภูเขาและมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เหตุผลสำคัญคือการได้รับอนุญาตจากนายกเทศมนตรี Joseph L. Alioto กระตือรือร้นอยากใช้สื่อภาพยนตร์สำหรับโปรโมทการท่องเที่ยว

Bullitt contains one of the most exciting car chases in film history, a sequence that revolutionized Hollywood’s standards.

Emanuel Levy

[Bullitt]’s taut action-film makes great use of San Francisco locations, especially in now-classic car chase, one of the screen’s all-time best;

Leonard Maltin

ฉากขับรถไล่ล่า (Car Chase) อยู่ประมาณชั่วโมงห้านาที ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน 10 นาที 53 วินาที เริ่มต้นจาก Highway 101 ย่าน Mission District (วินาทีที่ Bullitt สังเกตเห็นรถของมือปืนรับจ้าง) ออกเดินทางมุ่งสู่ Brisbane ทางออก Guadalupe Canyon Parkway บนเทือกเขา San Bruno Mountain ใช้เวลาถ่ายทำประมาณสามสัปดาห์

รถของ Bullitt คือ 1968 Ford Mustang 390 GT 2+2 Fastback ความเร็ว 325 แรงม้า ได้รับการปรับแต่งโดยนักสร้าง/นักแข่งรถ Max Balchowsky จำนวนสองคัน (คันหนึ่งไม่มีอุปกรณ์ใดๆติดตั้ง อีกคันปรับแต่งให้สามารถวางกล้องยังตำแหน่งต่างๆ), ส่วนรถของมือปืนรับจ้างคือ 1968 Dodge Charger 440 Magnum เห็นว่าถ้าวัดความเร็วกันจริงๆ The Charger วิ่งเร็วกว่า Mustang แค่เพียง 0.8 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้นเอง

They wanted it to look like a cop car. This was his personal car and he wasn’t a rich guy, he didn’t have a real nice car. And it was Steve’s idea to put the big dent in the fender, to show that it got banged up and he didn’t have enough money or the time to fix it.

สตั๊นแมนขับรถ Bud Ekins

ก่อนถ่ายทำจะมีการซักซ้อมด้วยความเร็ว 1/4 และ 1/2 จนพอได้ผลลัพท์น่าพึงพอใจ เวลาถ่ายทำถึงใช้ความเร็วสูงสุดประมาณ 110 ไมล์ต่อชั่วโมง = 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (แตกต่างจาก The French Connection (1971) ที่ใช้กล้องเฟรมเรตต่ำ นำไปฉายเฟรมเรตปกติจะดูโฉบเฉลี่ยวฉวัดเฉวียนขึ้น, Bullitt (1968) ถ่ายทำด้วยกล้องความเร็วปกติ แต่ให้รถขับซิ่งด้วยความเร็วจริงๆ)

ความท้าทายของซีเควนซ์ขับรถไล่ล่า (Car Chase) ไม่ใช่การซิ่งด้วยความเร็วสูง แต่คือระหว่างกระโดดลงเนินลูกระนาด (ด้วยความเร็วสูง) มันใช่แค่ลูกหรือสองลูก ตลอดทั้งเรื่องมีคนนับกว่า 50+ ครั้ง แล้วมันยังมีตอนซักซ้อม เทคสอง-สาม เห็นว่าครั้งหนึ่งประตูหลุด พวงมาลัยสูญเสียการควบคุม พุ่งชนขอบถนน … ครั้งนี้กระมังที่ภรรยาของ McQueen ร้องขอผกก. Yates ให้ช่วยหาสตั๊นแมนให้ที

Remember that banging going down? That was about 100 mph. I was bangin’ into Bill. My car was disintegrating. Like, the door handles came off, both the shocks in the front broke, the steering armature on the right front side broke and my slack was about a foot and a half. The Mustang was really just starting to fall apart.

Steve McQueen

แถมท้ายกับช็อตเบิร์นล้อ (Wheelspin) นี่ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจของ McQueen แต่ตอนถ่ายทำเพราะต้องเร่งความเร็วสูง โดยไม่รู้ตัวเลยมีควันโพยพุ่งออกมา ผกก. Yates เลยตัดสินใจเก็บช็อตสวยๆนี้ไว้ ผลลัพท์กลายเป็นเทรนด์แฟชั่นของนักซิ่งรถ ก็ไม่รู้ทำแล้วมันดูเท่ห์ยังไง

ตัดต่อโดย Frank P. Keller (1913-77) สัญชาติอเมริกัน ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองทำงานเป็นผู้ช่วยตัดต่อฟุตเทจสงคราม จากนั้นมีโอกาสเป็นผู้ช่วย Al Clark ตัดต่อภาพยนตร์ All the King’s Men (1949), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Bonnie Parker Story (1958), Pocketful of Miracles (1961), Bullitt (1968) ฯ

นอกจากอารัมบท เรื่องราวแทบทั้งหมดนำเสนอผ่านมุมมองตัวละคร Lieutenant Frank Bullitt ตั้งแต่ได้รับมอบหมายจากสมาชิกวุฒิสภา Walter Chalmers ให้ปกป้องพยาน Johnny Ross ทั้งๆควรเป็นภารกิจง่ายๆ กลับบังเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงหลายสิ่งอย่าง

  • อารัมบท
    • Johnny Ross ต้องการหลบหนีจาก กลุ่มแก๊งค์มาเฟีย Chicago Outfit อาสาเป็นพยานขึ้นให้การบนชั้นศาล
  • ปกป้องพยาน
    • Lieutenant Bullitt เดินทางไปพบเจอสมาชิกวุฒิสภา Walter Chalmers แล้วได้รับมอบหมายปกป้องพยาน Ross
    • แต่พอกะสองยามค่ำคืน มีนักฆ่ารับจ้างบุกเข้าไปยังโรงแรมห้องพัก พยายามจะฆ่าปิดปาก Ross
  • สถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ณ โรงพยาบาล
    • ทั้งตำรวจเวรยามและ Ross ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล อาการสาหัส
    • ส.ว. Chalmers เรียกร้องการรับผิดชอบของ Bullitt ต้องการเข้ามาดูแลทุกสิ่งอย่าง
    • นักฆ่ารับจ้างบุกเข้ามาในโรงพยาบาล พยายามไล่ล่าแต่อีกฝ่ายสามารถหลบหนี
    • หลังการเสียชีวิตของ Ross ทำให้ Bullitt ตัดสินใจลักขโมยศพ ล่อหลอกฆาตกรว่าเป้าหมายยังมีชีวิตอยู่
  • การไล่ล่าบนท้องถนน
    • Bullitt จงใจเล่นแง่กับส.ว. Chalmers ที่ก็พยายามใช้เส้นสายบีบบังคับให้อีกฝ่ายมอบตัว Ross
    • Bullitt ติดตามเงื่อนงำไปยังสถานที่ต่างๆ
    • จากนั้น Bullitt ถูกไล่ล่าโดยสองนักฆ่า แต่เขาก็สามารถโต้ตอบเอาคืนอีกฝ่าย
  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Johnny Ross
    • Bullitt สามารถเปิดโปงตัวตน เฉลยแผนการทั้งหมดของ Ross
    • และฉากไล่ล่ายังสนามบิน ก่อนอีกฝ่ายจะหลบหนีออกนอกประเทศ

แม้โครงสร้างการดำเนินเรื่องจะไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร แต่ไฮไลท์ที่ทำให้คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing คือซีเควนซ์ขับรถไล่ล่า (Car Chase) ซึ่งจะมีการค่อยๆไล่ระดับ เริ่มจากดูเชิงระหว่างรถทั้งสองคัน เมื่อได้จังหวะก็เร่งความเร็ว โฉบเฉี่ยวฉวัดเฉวียน ไปจนถึง 120+ กิโลเมตรต่อชั่วโมง (สูงสุดที่คาดกันคือ 170+ กิโลเมตรต่อชั่วโมง) นั่นเป็นความเร็วที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้น อะดรีนาลีนพุ่งพล่าน


เพลงประกอบโดย Boris Claudio ‘Lalo’ Schifrin (เกิดปี ค.ศ. 1932) นักเปียโน/นักแต่งเพลง สัญชาติ Argentine เกิดที่ Buenos Aires ในครอบครัวเชื้อสาย Jews บิดาเป็นนักไวโอลินวงออร์เคสตรา ตัวเขาเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีความสนใจในดนตรี Jazz โตขึ้นเข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์และสังคมศาสตร์ University of Buenos Aires ก่อนได้ทุนเรียนดนตรี Conservatoire de Paris, เมื่อเดินทางกลับ Argentina ก่อตั้งวงดนตรี Jazz Orchestra ทั้งเล่นทั้งแต่ง ออกอัลบัมแรก Buenos Aires Blues (1963), จากนั้นมีโอกาสเซ็นสัญญาสตูดิโอ MGM เดินทางสู่ Hollywood โด่งดังจาก Main Theme ซีรีย์ Mission Impossible, ภาพยนตร์ Cool Hand Luke (1967), Bullitt (1968), Dirty Harry (1971), THX 1138 (1971), Starsky and Hutch (1975), The Amityville Horror (1979), The String II (1983), Rush Hour (1998) ฯ

งานเพลงของหนัง คละคลุ้งด้วยกลิ่นอายสไตล์ American Jazz รู้สึกเหมือนมีการเปลี่ยนแปลง ‘improvised’ คาดเดาไม่ได้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องเข้ากับเหตุการณ์ ภาพถ่าย และตัดต่อ ค่อยๆไต่ไล่ระดับอารมณ์ หยอกล้อเล่นผู้ชม ตื่นเต้น ลุ้นระทึก (ยกเว้นซีเควนซ์ขับไล่รถไล่ล่า ที่มีเพียง Sound Effect ล้วนๆ)

Main Theme ของหนังมีความลึกลับ น่าพิศวง เสียงรัวฉาบสร้างความร้อนรน กระวนกระวาย สอดคล้องอารัมบทและภาพถ่ายที่เหมือนกำลังมีการโจรกรรม เข้าปล้นยังสถานที่แห่งหนหนึ่ง แล้วต้องเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างคาดไม่ถึง!

Shifting Gears บทเพลงที่ถือเป็นไฮไลท์ของหนัง สำหรับนำเข้าซีเควนซ์ขับรถไล่ล่า (ที่พอเหยียบคันเร่งจะไม่มี Soundtrack ใดๆดังขึ้นมา) ช่วงเวลาดูเชิงระหว่างรถคันหน้า-หลัง ค่อยๆขับเคลื่อนอย่างช้าๆ สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก เฝ้ารอคอยจังหวะหักเลี้ยว เหยียบคันเร่ง โกยตีนผีหลบหนี ใครจะมีชั้นเชิงมากกว่ากัน

Lieutenant Bullitt เป็นบุคคลที่มีความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหลักยุติธรรม นำคนชั่วมาลงทัณฑ์ แม้ต้องเผชิญหน้าผู้มีอำนาจ ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ก็ไม่เคยหวาดกลัวเกรงสิ่งใด เชื่อมั่นในตนเอง ไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น

จะว่าไป Lieutenant Bullitt ก็คืออวตารของ Steve McQueen ต่างมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้า พร้อมบ้าท้าเสี่ยง ไม่หวาดกลัวเกรงอันตราย/ความตาย ขอให้ได้วางมาดเท่ห์ๆ ‘The King of Cool’ ทำสิ่งตอบสนองความสนใจ ไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น

สำหรับผกก. Yates จู่ๆได้รับการติดต่อจาก McQueen มอบหมายให้กำกับภาพยนตร์ Bullitt (1968) ฟังดูคล้ายๆ Lieutenant Bullitt ได้รับการติดต่อจากสมาชิกวุฒิสภา Walter Chalmers ให้รับหน้าที่ปกป้องพยานคนสำคัญ … แต่แทนที่ทุกสิ่งอย่างจะราบเรียบเหมือนภารกิจทั่วๆไป พวกเขากลับต้องเผชิญเหตุการณ์ไม่มีใครคาดคิดถึง

Bullitt (1968) เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นครึ่งศิลปะ และครึ่งหนังตลาด (แม้จะใช้งบประมาณไม่เยอะก็ตามเถอะ)

  • ครึ่งความเป็นศิลปะของ Bullitt (1968) คือการท้าทายขีดจำกัดภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่น โดดเด่นทั้งภาพและเสียง (เหมารวม Soundtrack และ Sound Effect) และลีลาตัดต่อเพื่อสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก กลายเป็นแบบเรียนสำหรับการลำดับซีเควนซ์ขับรถไล่ล่า (Car Chase)
  • ครึ่งหนังตลาด (Mainstream) เพราะหนังสร้างขึ้นเพื่อขายความเท่ห์ของ McQueen แอบสินค้า Tie-in ที่กลายเป็นเทรนด์แฟชั่นยุคสมัยนั้น มอบความบันเทิงไม่เน้นสาระ และฉากขับรถไล่ล่าทำให้อะดรีนาลีนพลุกพร่าน

อีกสิ่งสำคัญที่ Bullitt (1968) คือการเก็บบันทึกประวัติศาสตร์ San Francisco ช่วงปลายทศวรรษ 60s เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูลส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้เชยชม

แซว: จะว่าไปหนังสะท้อนสภาพการเมืองสหรัฐอเมริกายุคสมัยนั้น ที่พยายามซุกซ่อนเร้นความคอรัปชั่น คล้ายแบบตัวละครสมาชิกวุฒิสภา Walter Chalmers การจะเผชิญหน้ากับคนพรรค์นี้จำต้อง ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’


ด้วยทุนสร้าง $4 ล้านเหรียญ (บางแหล่งรายงานว่า $5.5 ล้านเหรียญ) สามารถเงินในสหรัฐอเมริกาเมื่อตอนออกฉาย $19 ล้านเหรียญ สูงอันดับ 4 แห่งปี ค.ศ. 1968 รวมรายรับจนถึงปัจจุบัน (จากการฉายซ้ำถึง ค.ศ. 2021) ทำเงินได้ $42.3 ล้านเหรียญ

หนังได้เข้าชิง Oscar สองสาขา (Best Sound, Best Film Editing) สามารถคว้ามาหนึ่งรางวัล Best Film Editing โดยถือเป็นตัวเต็งอย่างไร้คู่แข่ง

This is arguably the coolest car chase in cinema history, and the incredible stunt driving of Bill Hickman set the standard for every subsequent scene like it.

นิตยสาร Slashfilm จัดอันดับ The 15 Greatest Car Chases In Movie History ติดอันดับ 5

This is the one, the first, the granddaddy, the chase on the top of almost every list similar to this one. Steve McQueen’s titular detective tracks a pair of gangsters all over San Francisco, flying over hills in the way that every driver occasionally wishes they could. Seven minutes long and at least seventy miles per hour fast (some claim it’s over 100 mph, but who knows for sure), Bullitt‘s car chase is a reminder that every great such scene is a triumph of editing as much as it is stuntwork. Naturally, it won that year’s Academy Award for Best Editing.

นิตยสาร TIME จัดอันดับ The 15 Greatest Movie Car Chases of All Time (ไม่มีลำดับ)

ปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ แต่การสแกน 2K เพื่อวางขายฉบับ Blu-Ray เมื่อปี ค.ศ. 2007 แสดงให้เห็นว่าสตูดิโอ Warner Bros. มีการจัดเก็บฟีล์มต้นฉบับหนังเป็นอย่างดี แทบไม่มีริ้วรอยขีดข่วน คุณภาพยังคงดียอดเยี่ยม!

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนัง แต่ก็หงุดหงิดกับหลายๆฉากที่มีความเยิ่นเย้อยืดยาว บางเหตุการณ์ไม่ได้จำเป็นสักเท่าไหร่ (โดยเฉพาะเรื่องราวแฟนสาว Cathy รับบทโดย Jacqueline Bisset สวยเสียของมากๆ) แต่ฉากขับรถไล่ล่าต้องยอมรับว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยม น่าประทับใจ ค่อยๆไล่ระดับอารมณ์ เร่งสปีดความเร็ว ท้าทายขีดจำกัดยุคสมัยนั้น

เมื่อเทียบกับแฟนไชร์ Fast & Furious หรือ Mission Impossible ฉากขับรถไล่ล่าของ Bullitt (1968) อาจดูเหมือนเด็กน้อยเพิ่งหัดเดิน แต่เราต้องเข้าใจขีดจำกัดยุคสมัย ซึ่งสิ่งที่นักวิจารณ์ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน ‘Greatest Movie Car Chases of All Time’ เพราะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ทำการบุกเบิก ริเริ่มต้นแนวหนังประเภทนี้ จึงต้องขึ้นหิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้จัก

จัดเรต pg กับตำรวจไล่ล่าอาชญากร

คำโปรย | Bullitt มีฉากแอ๊คชั่นขับรถไล่ล่าสุดมันส์โดย Steve McQueen แต่อะไรอย่างอื่นค่อนข้างจะ Bullshit!
คุณภาพ | ไล่ล่าสุดมันส์
ส่วนตัว | ลุ้นระทึก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: