Cannibal Holocaust (1980)

Cannibal Holocaust

Cannibal Holocaust (1980) Italian : Ruggero Deodato ♥♥

คิดว่าทนไม่ได้ก็อย่าฝืน แต่ถ้าไหวก็พยายามทำความเข้าใจเนื้อหาสาระด้วยนะครับ ใจความของหนังเรื่องนี้สะท้อนเสียดสีพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบ “กรรมใดใครก่อ กรรมนั่นย่อมคืนสนอง” ในระดับตาต่อตา ฟันต่อฟัน ตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่เป็น Cannibal?

เปรตเดินดินกินเนื้อคน ไม่ใช่เรื่องจริงหรือ Snuff Film นะครับ ทุกสิ่งอย่างมีการจัดฉาก สามารถอธิบายได้ด้วยเทคนิควิธีการทางภาพยนตร์ แต่ประสิทธิผลของหนังเรื่องนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนเลือนลั่น Controversial ระดับรุนแรงมหากาพย์ให้กับวงการภาพยนตร์ ถูกแบนห้ามฉายในหลายประเทศ, ผู้กำกับถูกสั่งฟ้องต้องขึ้นโรงขึ้นศาลข้อหาฆาตกรรม แต่เมื่อเอาทุกหลักฐานมายืนยันก็ต้องถอนฟ้องปล่อยตัว กระนั้นผู้ชมทั่วไปจะสามารถแยกแยะทำความเข้าใจได้ระดับนั้นจริงหรือ

บอกตามตรงว่าผมอยากจัดหนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เสียด้วยซ้ำ แต่คิดว่ามันคง’มาก’เกินไปหน่อย เพราะคนส่วนใหญ่คงทนรับชมไม่ไหวแน่ๆ ภาพความรุนแรงมันระดับเสียสติเลยละ ยิ่งด้วยวิธีการที่ผู้สร้างใช้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก กลายเป็นต้นกำเนิดของหนังแนว Found Footage

Ruggero Deodato (เกิดปี 1939) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Potenza, Basilicata ตอนอายุ 7 ขวบไปเรียนดนตรีถึง Denmark แต่เพราะความเป็นคนดื้อด้านไม่สนใจคำครูสอน วันหนึ่งเลยเลิกเล่นแล้วหันไปเอาดีกับภาพยนตร์ เป็นลูกศิษย์ของ Roberto Rossellini กับ Sergio Corbucci

ก่อนหน้าที่จะสร้าง Cannibal Holocaust ผู้กำกับ Deodato มีผลงานเรื่อง Ultimo mondo cannibale (1977) หรือ Jungle Holocaust เป็นหนังเกี่ยวกับการสำรวจ/หนีเอาตัวรอดจากชนเผ่าพื้นเมือง มนุษย์เผ่ากินคนที่เกาะ Mindanao, ประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะไม่ได้มีภาพกราฟฟิกโหดๆแบบหนังเรื่องนี้ แต่ก็มีหลายฉากที่โคตรรุนแรง อาทิ ตัดหัวงู ถลกหนังจระเข้ ฯ รวมถึงภาพเปลือยของนางเอกตลอดทั้งเรื่อง

เมื่อปี 1979 ผู้กำกับ Deodato ได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ชาวเยอรมันคนหนึ่ง ต้องการให้สร้างหนังที่มีลักษณะคล้ายกับ Jungle Holocaust (1977) จึงตอบรับทันควัน รีบขึ้นเครื่องบินออกเดินทางหาสถานที่ถ่ายทำยังประเทศ Columbia ในป่า Amazon โดยทันที

สำหรับความตั้งใจของ Deodato ในการสร้างหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นระหว่าพูดคุยสนทนากับลูกชาย เกี่ยวกับกองพลน้อยแดงอิตาลี (Red Brigades) กลุ่มนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ต้องการแยกประเทศออกจากการเป็นพันธมิตรของชาติตะวันตก ซึ่งรายงานข่าวในโทรทัศน์ที่ออกมาขณะนั้นเต็มไปด้วยความโหดร้ายรุนแรงของรัฐบาลที่ทำการตอบโต้ โดยไม่สนถึงผู้ชมทางบ้านที่มีทั้งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ จะทนรับภาพที่มีความละเอียดอ่อน (Sensational Footage) นี้ได้หรือเปล่า, ด้วยเหตุนี้เขาจึงสร้างเรื่องราวของหนังให้เป็นการค้นพบฟุตเทจ (Found Footage) ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงโหดร้ายป่าเถื่อนถึงขีดสุด แล้วตั้งคำถาม เราสมควรจะฉายมันออกสู่สาธารณะหรือไม่?

มอบหมายให้นักเขียนบทสัญชาติอิตาเลี่ยน Gianfranco Clerici ที่เคยร่วมงานกันจาก Jungle Holocaust (1977) และ The House on the Edge of the Park (1980) พัฒนาบทภาพยนตร์ ตั้งชื่อ Working Title ว่า Green Inferno, จากคำบอกเล่าของ Clerici มีฉากหนึ่งที่ถูกตัดออกไปจากหนัง กลุ่มชนเผ่า Ya̧nomamö ตัดขานักรบ Shamatari แล้วนำไปเป็นอาหารปลาปิรันย่าที่แม่น้ำ เหตุผลที่ตัดออกเพราะไม่สามารถถ่ายภาพใต้น้ำได้ (คงเพราะน้ำขุ่นมากๆ) และการที่ไม่สามารถควบคุมปลาปิรันย่าให้เข้าฉากได้ เลยจำใจต้องตัดฉากนี้ทิ้งไปเลย

สำหรับกลุ่มของนักแสดง ผู้กำกับต้องการมือสมัครเล่นหน้าใหม่ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ใดๆ และยังไม่เคยปรากฎตัวต่อสื่อ ติดต่อ Actors Studio ที่ New York เพื่อให้ช่วยคัดเลือกนักแสดงที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ (คาดหวังใช้เป็นจุดขายตลาดต่างประเทศ) เมื่อได้มาแล้วขณะเซ็นสัญญาได้มีการระบุลงไปว่า จะต้องหายหน้าหายตัว ไม่ปรากฎต่อหน้าสื่อเป็นระยะ 1 ปี ตั้งแต่หลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำ

ถ่ายภาพโดย Sergio D’Offizi,
– ในช่วง Found Footage ใช้กล้อง Hand Held ขนาด 16mm ถ่ายทำเลียนแบบหนังสารคดี ที่ใช้การบันทึกภาพทุกสิ่งอย่างด้วยการสังเกตการณ์ (Observational) หรือเรียกว่ามุมมองบุคคลที่ 1 [สมัยนั้นยังไม่มีกล้อง Steadicam ใช้การแบกขึ้นบ่าตากล้อง แล้วเดินถ่ายไปเรื่อยๆ]
– ส่วนฉากในช่วงเวลาปัจจุบันของหนังและในเมือง New York City ใช้ฟีล์ม 35mm ถ่ายด้วยมุมมองบุคคลที่ 3

ผู้กำกับ Deodato กล่าวถึงอิทธิพลของการถ่ายภาพ รับจากบรรดาผู้กำกับหนังสารคดีชื่อดัง อาทิ Paolo Cavara, Gualtiero Jacopetti, Franco Prosperi ฯ โดยพุ่งเป้าไปที่การนำเสนอภาพที่มีความละเอียดอ่อนไหว (Sensationalistic) อันเต็มไปด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อน ความตายที่สมจริง มีทั้งการจัดฉากและฆ่าสัตว์ให้ตายจริงๆ อันจะทำให้ผู้ชมแทบแยกไม่ออก สมองครุ่นคิดไปว่าทั้งหมดคือความจริง

การถ่ายภาพด้วยมุมมองบุคคลที่ 1 ทำให้ผู้ชมราวกับเป็นส่วนหนึ่งที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ร่วมผจญภัยออกเดินทางท่องเที่ยว รับรู้สิ่งต่างๆไปพร้อมกับคนอื่นๆ ถือได้ว่ามีความ Realist สูงมากๆ ดังนั้นเมื่อพอภาพนำเสนอบางสิ่งอย่างที่น่าสะพรึงกลัว ขยะแขยง ความอันตราย เราก็จะได้รับอารมณ์ความรู้สึกเหมือนๆไปกับพวกเขาด้วย

กระนั้นก็มีหลายครั้งทีเดียว ที่หนังพยายามหลีกเลี่ยงจะถ่ายทำให้เห็นแบบตรงๆ ใช้การแอบหลบซ่อน กล้องสั่นๆ มีบางอย่างบดบัง เห็นแบบไม่ชัดเจนนัก ในช่วงที่มีความโหดร้ายรุนแรงมากๆช่วงท้าย, หรือบางครั้งเบนกล้องไปถ่ายสิ่งอื่นก่อน เช่นตอนตัดคอเต่า กล้องจะตามไปถ่ายหญิงสาวที่เดินหลบไปอ้วก (เธออ้วกจริงๆนะครับ) เหมือนเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ชม ก่อนจะเห็นภาพการผ่าเต่าที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น

สำหรับฉากนี้ เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่าเป็นการใช้หุ่นมนุษย์ แต่ไม่ใช่นะครับนั่นเป็นคนจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่ศพหรือมนุษย์จริงๆเสียบไม้ทะลุก้นปากแต่อย่างใด, ผู้กำกับ Deodato จำต้องอธิบายฉากนี้ในระหว่างขึ้นศาล ว่าได้ทำการปักเสากับดินแล้วทำเบาะจักรยานให้นักแสดงนั่งทับ ส่วนไม้ท่อนบนก็ให้งับเอาไว้ Effect ส่วนที่เหลือก็เป็นผลงานของ Make-Up Special Effect ให้ตายเถอะสมจริงมากๆ

การถ่ายทำค่อนข้างเต็มไปด้วยความยากลำบาก รวมไปถึงภยันตรายจากธรรมชาติ นักแสดงพูดถึงผู้กำกับ Deodato ว่าเป็นคน ‘remorseless and uncaring’ แทบทุกวันจะต้องมีเรื่องโต้เถียงกัน โดยเฉพาะฉากที่ต้องมีการฆ่าสัตว์จริงๆ อย่างนักแสดงที่ตามบทจำต้องเป็นคนยิงฆ่าหมู แต่กลับปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีวันทำ เลยต้องเป็นหน้าที่ของอีกคน ฯ

หญิงสาวในฉากที่ต้องมี Sex อันเร่าร้อนแรง เธอพยายามต่อรองไม่ขอเปลือยอกเล่นฉากนี้ ผู้กำกับเรียกเธอไปคุยอะไรก็ไม่รู้เป็นภาษาอิตาเลี่ยน กลับมาชักชวนให้ชายคนที่ต้องเข้าฉากด้วยมี Sex กับเธอจริงๆ แต่พอเขาตอบปฏิเสธ หลังจากตอนนั้นก็มองหน้ากันไม่ติดอีกเลย

ตัดต่อโดย Vincenzo Tomassi, หนังใช้การเล่าเรื่องผ่าน Professor Harold Monroe (รับบทโดย Robert Kerman) อาจารย์สอนมานุษยวิทยา ของ New York University ออกเดินทางสู่ป่า Amazon เพื่อค้นหากลุ่มของนักสร้างสารคดี 4 ที่หายตัวไป เราสามารถแบ่งหนังออกได้เป็น 2 องก์
– องก์แรก เป็นมุมมองของ Prof. Monroe ออกเดินทางย่ำรอยเดิมเพื่อค้นหากลุ่มนักสร้างสารคดี พบเจอแนะนำชนเผ่ากลุ่มต่างๆอย่างสันติ (จากไกด์ผู้มีความรู้ประสบการณ์ สามารถสื่อสาร นำพาให้สามารถเอาตัวรอดกลับออกไปได้)
– องก์สอง เป็นภาพจาก Found Footage การผจญภัยของนักสร้างสารคดีทั้ง 4 ที่บันทึกภาพไว้ได้ตลอดการเดินทาง อันเต็มไปด้วยความเxย เห็นแก่ตัวนานับประการ

ช่วงองก์สอง จะเป็นการตัดสลับภาพ Found Footage กับเรื่องราวของ Prof. Monroe ที่ได้พูดคุยสนทนา แสดงทัศนะต่อผู้สื่อข่าวของ Pan American Broadcasting System ซึ่งใช้ลักษณะคล้าย Montage ตัดภาพปฏิกิริยาของพวกเขา กับฟุตเทจแต่ละม้วนที่ถูกไล่เรียงฉาย

ผมค่อนข้างชอบวิธีการนำเสนอฟีล์ม 2 ม้วนสุดท้าย ที่เป็นไคลน์แม็กซ์ของหนัง, Prof. Monroe จะมีโอกาสได้รับชมก่อน (แบบ Off-Screen) แล้วหนังนำพาเราเข้าสู่ห้องประชุม เขาแสดงปฏิกิริยาความคิดเห็น บอกว่าไม่ควรนำฟีล์มชุดนี้ออกฉายแต่กลับไม่มีใครยินยอมฟังเขา จึงตัดสินใจร่วมกันพิจารณาดูฟีล์ม 2 ม้วนที่เหลือในห้องฉาย ผลลัพท์ก็คือ …

เพลงประกอบโดย Riz Ortolani สัญชาติอิตาเลี่ยน ตามคำขอของผู้กำกับที่ชื่นชอบผลงานเรื่อง Mondo cane (1962) โดยเฉพาะกับบทเพลง More ที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Original Song

ทั้งๆที่หนังเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ Main Theme, Opening/Ending Song กลับมีความนุ่มนวล อ่อนหวาน ใช้ดนตรี Pop แสนเรียบง่าย ให้สัมผัสของความหวัง (ที่ถึงในหนังจะหมดสิ้นไป แต่ผู้ชมน่าจะตระหนักรับรู้เข้าใจได้ทันที ว่านั่นคือสิ่งที่ฉันจะไม่มีวันปฏิบัติแสดงออกเป็นอันขาด)

เพลงแบบโหดๆก็มีนะครับ จะใช้เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) ต่อเข้ากับเครื่องสังเคราะห์เสียง (Synthesizers) สร้างเสียงสุดประหลาด (ปิ้ว ปิ้ว ปิ้ว) ผสมผสานกับออเครสต้าเต็มเพิ่มความอลังการ โดยเฉพาะเสียงเชลโล่บาดร้าวลึก ทำให้เกิดความหลอนสะพรึง หัวหนักอึ้ง ประกอบกับภาพที่เห็นการันตีได้เลยว่า ทุกอณูขนของคุณจะลุกขึ้นชูชัน อกสั่นขวัญสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

Cannibal Holocaust ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับเปรตหรือเผ่าพันธุ์กินเนื้อมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของการกระทำและผลที่ได้รับตอบแทน, หนังแบ่งออกเป็น 2 องก์ในลักษณะ ดี/ชั่ว ขั้วตรงข้าม องก์แรกในเชิงสันติธรรม องก์สองในเชิงกิเลสกรรม ผลลัพท์ก็เช่นกัน ‘ให้แม้นที่ทำมา’
ดังสำนวนไทย: ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
สำนวนภาษาอังกฤษ: As a man sows, so shall he reap. (หว่านพืชอะไร ย่อมได้ผลนั้น)

อาจมีคนคิดว่า หญิงสาวไม่ได้ไปข่มขืนใครสักหน่อย พยายามจะห้ามเหล่าชายหนุ่มไม่ให้ข่มขืนสาวชาวเผ่าด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่าตอนกรรมคืนสนองนั้น เธอเป็นผู้โดนข่มขืนเสียเอง? นี่เป็นเรื่องของ ‘กรรมหมู่’ ความรับผิดชอบร่วมกันในการกระทำ ทั้งๆที่เราอาจไม่ใช่บุคคลผู้กระทำแต่เป็นหนึ่งในคนเห็นพ้อง ก็ย่อมได้รับผลกรรมคืนสนองในส่วนของตน เรียกว่าดวงซวยไปด้วยกันโดยพร้อมหน้า ส่วนชายคนที่ข่มขืนก็ได้รับผลกรรมโดนตัดตอนไปยังไงละครับ

ส่วนกรรมที่เกิดจากการไล่ชนเผ่าหนึ่งเข้าไปในกระท่อมแล้วพยายามเผาไหม้ ผลกรรมก็คือถูกอีกชนเผ่าหนึ่งรายล้อมทุกทิศทางในป่า หมดสิทธิ์หนีหาทางออกได้พ้น

การเปรียบเทียบที่ผมชื่นชอบสุด คือชนเผ่าทั้งสองกลุ่มเปรียบได้กับธรรมชาติ ป่าไม้และลำธาร การที่มนุษย์เข้าไปข่มขืนกระทำชำเรา ก็คล้ายกับเข้าไปตัดไม้ทำลายป่า กั้นเขื่อนลำธาร ทำลายแหล่งธรรมชาติทั้งหลาย อย่าคิดว่ามันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะสักวันหนึ่งเมื่อพายุ แผ่นดินไหว สึนามิ ฯ ภัยพิบัติเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เข้าทำลายกวาดล้างมนุษย์ทุกสิ่งอย่าง ปรับกลับคืนให้โลกเข้าสู่สภาวะสมดุลตามธรรมชาติอีกครั้ง

มีอะไรอีกมากมายที่เราสามารถเปรียบเปรยได้กับเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้ ตั้งต้นโดยมนุษย์ และสุดท้ายกรรมสนองการกระทำ ผลลัพท์ล้วนมาจากเงื้อมมือของเราเอง … ทุกสิ่งอย่างในโลก ครุ่นคิดให้ดีก่อนที่จะทำอะไรลงไปนะครับ

ใครกันแน่ที่เป็น Cannibal? หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบอะไรไว้ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดเสียเวลาให้ได้คำตอบนะครับ เพราะต่อให้ได้ข้อสรุปแล้วยังไง มันไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรมากกับชีวิต ควรจะอยู่ที่ตัวคุณเองมากกว่า ‘ฉันเป็นพวก Cannibal หรือเปล่า?’ นี่ไม่ได้แค่การกินเนื้อมนุษย์อย่างเดียวนะ การเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงผู้อื่น ดูถูกดูแคลนทำร้าย ไม่ใช่แค่กับมนุษย์เท่านั้น รวมถึงสรรพสัตว์เพื่อนร่วมโลกทุกชนิด, คนที่เป็น Cannibal ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น แต่ถ้าคุณระลึกได้ก็ให้รีบสำนึก แก้ไขปรับปรุงตัวเองเสียนะครับ กงเกวียนกำเกวียนนั้นมีจริง ชาตินี้คุณอาจสุขสบายรอดตัวไป แต่ชาติถัดๆไป … คิดเผื่ออนาคตไว้บ้างก็ได้นะ

หนังออกฉายวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1980 ที่เมือง Milan เริ่มต้นได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี ผู้กำกับดัง Sergio Leone ส่งจดหมายถึง Deodato แปลได้ว่า

“Dear Ruggero, what a movie! The second part is a masterpiece of cinematographic realism, but everything seems so real that I think you will get in trouble with all the world.”

– Sergio Leone

เพียง 10 วันหลังหนังฉายในอิตาลี ผู้สร้างประกอบด้วยโปรดิวเซอร์, นักแสดง, นักเขียนบท และผู้กำกับ ได้ถูกจับเข้าคุกข้อหาเผยแพร่ Snuff Film และถูกกล่าวหาคดีฆาตกรรมนักแสดงอื่นที่อยู่ในหนัง ซึ่งพวกเขาก็แก้ต่างโดยการนำพานักแสดงทั้งหลายเหล่านั้นมาขึ้นศาล เรียกว่าทำให้ทุกคนเงิบหน้าหงายไปโดยปริยาย จำต้องถอนฟ้อง กระนั้นศาลยังคงห้ามฉายในข้อหากระทำร้ายทารุณสัตว์ ลงโทษด้วยภาคทัณฑ์ 4 เดือน และภายหลังผู้กำกับ Deodato ใช้เวลาอีก 3 ปี ต่อสู้เพื่อให้หนังถูกปลดแบนได้ฉายในอิตาลีสำเร็จ

เกร็ด: Snuff Film คือ แนวหนังใต้ดินประเภทหนึ่ง ที่นักแสดงเล่นจริง ทำจริง เจ็บจริง และตายจริง ถือว่าเป็นสื่อประเภทผิดกฎหมายนะครับ

ด้วยทุนสร้างเพียง $100,000 เหรียญ ประมาณรายรับทั่วโลกอยู่ที่ $200 ล้านเหรียญ นี่ฟังดูเว่อเกินจนไม่น่าเป็นไปได้ กระนั้นเพราะการถูกแบนในหลายๆประเทศ มีความเป็นไปได้อาจฉายใต้ดินแบบลับๆล่อๆ จนเป็นกระแส ‘underground hit’ ก็มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงอยู่

ส่วนตัวบอกเลยว่าชอบหนังเรื่องนี้อย่างมาก คือมันเจ็บจี๊ด รวดร้าว โดนใจถึงขีดสุด กับกลุ่มคนเxยๆก็สมควรแล้วละได้รับการตอบโต้กลับที่รุนแรงพอๆกัน กรรมสนองกรรมโดยแท้, หนังได้ตอกย้ำฝังใจผมเลยว่า จะทำอะไรกับใครคิดหน้าคิดหลังให้ดี เพราะสิ่งใดเราปฏิบัติกับเขา สักวันหนึ่งอาจใครคนอื่นก็จะปฏิบัติแบบนี้ตอบกลับเรา ยิ่งศึกษาพุทธศาสนามาด้วย นี่คือสัจธรรมจริงแท้สากลของโลก อาจไม่ใช่ในชาตินี้ แต่ผลกรรมมันส่งต่อข้ามภพชาติไปได้เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

แนะนำกับคอหนัง Horror มีความ S&M ซ่อนอยู่ในใจ, นักสำรวจโลก มานุษยวิทยา, นักท่องเที่ยวเดินทางผจญภัยทั้งหลาย เรียนรู้การเข้าหาบุคคลพื้นเมืองท้องถิ่นอย่างเหมาะสม, นักสร้างสารคดี และนัก Make-Up Special Effect

น่าจะมีคนลองนำหนังเรื่องนี้ไปเปิดให้คนคุก/ผู้กระทำความผิด ฆาตกร/โรคจิต รับชมดูนะครับ พวกเขาน่าจะชื่นชอบกันมากเลยละ แต่กับคนที่ไม่ผมว่าเขาจะจำฝังใจ ชาตินี้จะไม่ขอทำแบบนั้นอีกแล้วแน่

ด้วยความบ้าคลั่ง รุนแรงในระดับ Hyper-Realistic ทำให้ผมต้องจัดหนังเรื่องนี้อยู่เรต NC-17 กรุณาอย่าเปิดหนังเรื่องนี้ให้เด็กรับชมเป็นอันขาด

TAGLINE | “Cannibal Holocaust ของผู้กำกับ Ruggero Deodato ท้าให้คุณพบกับด้านมืดของมนุษย์และโลก ถ้าไม่ชื่นชอบก็เกลียดไปเลย”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of