Charlie and the Chocolate Factory (2005)

Charlie and the Chocolate Factory

Charlie and the Chocolate Factory (2005) hollywood : Tim Burton ♥♥♥

(mini Review) ก่อนดูหนังเรื่องนี้ ผมซื้อช็อกโกแลต Hershey ที่มีขายในเซเว่นอีเลฟเว่นมาตุนไว้ ตั้งใจว่าจะดูไปกินไปคงได้อรรถรสไปอีกแบบ แต่กลายเป็นว่าขณะดู กินไม่ลง เสียอย่างนั้น!, สร้างโดยสามทหารเสือ ผู้กำกับ Tim Burton นำแสดงโดย Johnny Depp รับบท Willy Wonka และมี Danny Elfman ทำเพลงประกอบ, ส่วนตัวผมรู้สึกเวอร์ชั่นนี้ยอดเยี่ยมสู้ต้นฉบับไม่ได้ แต่ Visual Effect ที่สวยงามตระการตา ยกระดับความบันเทิงของหนังได้เยอะทีเดียว

ผมจะขอพูดถึงหนังเรื่องนี้ แบบไม่ลงรายละเอียดในเนื้อหามากนะครับ (หากจะอ่านบทวิเคราะห์ ไปที่รีวิว Willy Wonka & the Chocolate Factory นะครับ)

เดิมทีสิทธิ์ในการดัดแปลงวรรณกรรมเรื่องนี้ เป็นของ Paramount Picture แต่เพราะความขัดแย้งระหว่างผู้สร้างกับ Ronald Dahl ทำให้ไม่ได้ต่อสัญญา และไม่ได้สิทธิ์ในการทำภาคต่อของ Charlie and the Great Glass Elevator, เมื่อปี 1977 Warner Bros. สามารถประมูลชนะสิทธิ์ นำเอา Willy Wonka (1971) มาฉายซ้ำและทำเป็น Home Video ได้กำไรมหาศาลได้ (กลายเป็น Cult Classic) Warner Bros. จึงมีแผน Remake หรือสร้างภาคต่อมาตั้งแต่ปี 1999 ผ่านมือผู้กำกับดังหลายคน แม้แต่ Martin Scorsese ยังเคยสนใจ (แต่หนีไปทำ The Aviator เสียก่อน), ปี 2003 Warner ได้ว่าจ้าง Tim Burton ที่เคยทำหนังเรื่อง Batman (1989) ด้วยกันมา ให้มาเป็นผู้กำกับหนัง ขณะเตรียมงานสร้าง Burton ได้เดินทางไปที่บ้านหลังเก่าของ Ronald Dahl ที่ Buckinghamshire พบกับ Liccy Dahl (ภรรยาของ Ronald) ซึ่งเธอรู้สึกสนใจในตัว Burton และมอบต้นฉบับที่เป็นลายมือของ Ronald ให้กับ Burton ได้ศึกษาค้นคว้าเตรียมงาน ซึ่งเขาได้ค้นพบข้อมูลอ้างอิงบางอย่าง ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือ และมีความมืดหม่นในแบบที่คาดไม่ถึง นี่ทำให้ Burton นึกถึง Johnny Depp ในบท Willy Wonka ขึ้นมาทันที เป็นการร่วมงานครั้งที่ 4 ของทั้งคู่

แม้ใครๆจะมองว่านี่เป็นหนัง Remake แต่ผู้กำกับ Tim Burton และ Johnny Depp กลับมองว่านี่คือการตีความใหม่ ด้วยการนำเสนอใจความของหนังคนละแบบกัน, Willy Wonka (1971) เป็นการพิสูจน์ตัวเองของเด็กชาย Charlie ว่าตนสมควรเป็นผู้ชนะ ได้ครอบครองโรงงานช็อกโกแลตหรือไม่ แต่กับหนังเวอร์ชั่นนี้ ใจความสำคัญคือ การยอมรับตนเอง และแก้ปมเรื่องพ่อ, Charlie ในเวอร์ชั่นนี้มีพ่อ ที่ไม่ได้เข้มงวดกวดขันอะไรนัก ผิดกับพ่อของ Wonka ที่โคตรเข้มงวดและเผด็จการ นี่ทำให้โตขึ้นมา Wonka กลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง การแสดงออกเลยติ๋มๆ แต๋วๆ ไม่ค่อยเป็นผู้เป็นคนนัก เพราะพ่อไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาทำ และยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ให้พ่อเห็น

คือผมยอมรับในการแสดงของ Johnny Depp นะ ขณะนั้นเป็นช่วงพีคสุดในอาชีพการแสดงของเขาเลย ทำอะไรเป็นเงินเป็นทองมีคนชื่นชอบไปหมด ซึ่งเขาตีความ Willy Wonka ในแบบฉบับพิศดารเฉพาะตัวที่มีความโดดเด่นมากๆ แต่ผมไม่รู้สิ่งที่ Burton เห็นจากด้านมืดของต้นฉบับวรรณกรรมเรื่องนี้ คืออะไรกันแน่? ซึ่งทำให้ผลลัพท์ที่ออกมา การแสดงของ Depp ไม่ได้ใกล้เคียงพื้นฐานของ Willy Wonka ตามต้นฉบับหนังสือที่ขายแม้แต่น้อย ขนาดว่า Gene Wilder (นักแสดงที่รับบท Willy Wonka ต้นฉบับ) เมื่อเห็นการแสดงของ Depp จากตัวอย่างหนัง รู้สึกไม่มีความอยากดูหนังเรื่องนี้แม้แต่น้อย และคิดว่า Warner Bros. กำลังลบหลู่วรรณกรรมเรื่องนี้อย่างรุนแรง, ผลตอบรับ กับแฟนๆคงชื่นชอบ ฝีไม้ลายมือของ Depp กันแน่ๆ แต่กับนักวิจารณ์ ถือว่าแตกหักกันคนละครึ่งเลย ครึ่งหนึ่งชอบมาก ครึ่งหนึ่งก็สวนกลับ ต่อว่ารุนแรง เพ้อเจอ ไร้สาระ เหมือน Michael Jackson (ไม่รู้เหมือนกันว่าเหมือนยังไง) ส่วนตัวผมว่า Depp ปลุกปั้นตัวละครนี้มากเกินไป จนเหมือนเขาเล่นมากกว่าแสดงหนัง ซึ่งทำให้สิ่งที่เราเห็นจากหนังคือ Johnny Depp ไม่ใช่ Willy Wonka

การดำเนินเรื่องของหนังถือว่า เร็วติดจรวด ขนาดตัดทอนโน่นนี่ไปเยอะมากแล้วยังยาวถึง 115 นาที (เวอร์ชั่น 1971 ยาวแค่ 99 นาที) คือต้นฉบับยังมีการให้เวลาอธิบายที่มาที่ไป ทำให้เรารู้จักพื้นฐานของเด็กแต่ละคน แต่เวอร์ชั่นนี้ ห้วนมาก รวบรัดสุดๆ คงเพราะมองประเด็นของเด็กๆพวกนี้ ถือเป็นประเด็นรอง ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ไปให้เวลากับ ภายหลังที่ได้ผู้ชนะแล้ว ให้ Wonka หาคำตอบให้กับตัวเองมากกว่า, ว่าไป หนังเรื่องนี้ ควรได้ชื่อว่า Willy Wonka and the Chocolate Factory นะครับ เพราะเป็นเรื่องของ Wonka แบบเน้นๆ มีเล่าย้อนอดีต แก้ปมของตนเอง เด่นกว่า Charlie เสียอีก (กลับกันกับเวอร์ชั่นปี 1971 ที่สมควรใช้ชื่อ Charlie and the Chocolate Factory เพราะเป็นเรื่องราวของ Charlie จริงๆ)

สำหรับเพลงประกอบโดย Danny Elfman ถ้าคุณเคยฟังเพลงประกอบหนังของ Elfman มาเยอะ การันตีได้ว่าคุณจะได้กลิ่นอายทำนองบางอย่างที่คุ้นเคยมาก มีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้กลิ่นอายของช็อกโกแลตเท่านั้น สำหรับเพลงที่ร้องโดย Oompa Loompas ผมส่ายหัวทุกเพลงเลย หาความไพเราะไม่ได้แม้แต่น้อย (แต่ถ้าเพลงมันสไตล์ชื่นชอบของคุณ ไม่แน่อาจจะชอบก็ได้นะครับ รสนิยมผมไม่ชอบแนวนี้เลย), อ๋อ และก็ Oompa Loompas เวอร์ชั่นนี้ เห็นแต่หน้าของ Deep Roy ถือว่า Burton กล้ามากที่ทำแบบนี้ นี่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แทนด้วย ‘มีค่าเท่ากัน’ หรือ ‘ไม่มีค่าแม้แต่น้อย’

มีเพลงหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เปิดวนฟังซ้ำๆหลายรอบไม่เบื่อ Wonka’s Welcome Song ตอนหุ่นช็อกโกแลตออกมาเต้นหมุนๆ สร้างความอึ้งให้กับทุกคน แล้วจบฉากด้วย Anti-Climax ที่ผมยิ้มหัวเราะร่าทุกที แบบเดียวกับหนังทั้งเรื่องเลย (รสนิยมผมประมาณนี้นะครับ แนวไหมละ)

ผมมีความตั้งใจที่จะลองทำมานานแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับช็อกโกแลต เลยตั้งใจว่าจะดูไปกินไป สงสัยว่าจะเข้ากันไหม ขณะกำลังกินช็อกโกแลตอยู่ พบว่ามีหลายฉากเลยที่แทบพุ่งออกมา อาทิ ตอนปราสาทช็อกโกแลตกำลังละลาย, ขณะเด็กชายตกลงไปในแม่น้ำช็อกโกแล็ต (2 ฉากนี้ราวกับคนตกลงในบ่อขี้), ตอน Wonka ซดซุปหนอนของ Oompa Loompas ฯ คือช็อกโกแลตมันก็สีน้ำตาลเข้มๆ (เหมือนอะไรคงไม่ต้องบอกนะ) กลายเป็นว่าดูหนังเรื่องนี้แล้ว กลับรู้สึกไม่อยากกินช็อกโกแลตอีกเลย ซะงั้น!

(กับ Willy Wonka-1971 จะไม่มีฉากที่รู้สึกสะอิดสะเอียดช็อกโกแลตเลยนะครับ คือผมดูเวอร์ชั่นนั้นก่อน แล้วแอบรู้สึกอยากกินขึ้นมา เลยลองทำกับเวอร์ชั่นนี้ ผลลัพท์ก็…ตามที่บอกไป)

ถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบในการแสดงแนวๆของ Johnny Depp สไตล์การกำกับของ Tim Burton และเพลงประกอบคล้ายๆเดิมของ Danny Elfman ไม่ควรพลาดเลย, คนชอบกินช็อกโกแลต (ไม่รู้สิครับ คุณอาจจะดูแล้วอยากกินก็ได้), แฟนวรรณกรรมของ Roald Dahl, และคนชอบงานภาพ Visual Effect สวยๆ เรื่องนี้ตราตรึงแน่นอน

จัดเรตทั่วไป กับนิสัยแย่ๆของเด็กๆและผู้ใหญ่หลายคน

TAGLINE | “Charlie and the Chocolate Factory เหมาะกับคนที่หลงใหลในสามทหารเสือ Tim Burton, Johnny Depp, Danny Elfman และผู้ชื่นชอบงานภาพ Visual Effect ที่ตราตรึงมากๆ”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of