Murderball (2005)

Murderball

Murderball (2005) hollywood : Henry Alex Rubin, Dana Adam Shapiro ♥♥♥♡

ภาพยนตร์สารคดีเข้าชิง Oscar สาขา Best Documentary Feature ตีแผ่ เจาะลึก เรื่องราวการต่อสู้ชีวิต ของนักกีฬา Wheelchair Rugby สู่การแข่งขัน 2004 Athens Paralympic Games, Greece ที่จะทำให้คุณอึ้งทึ้งกับความจริงหลายๆอย่าง, ผมเก็บหนังเรื่องนี้ไว้ สำหรับการแข่งขัน 2016 Rio Paralympic Games ระหว่าง 7-16 กันยายน 2016 โดยเฉพาะเลยนะครับ อย่าลืมร่วมลุ้น ส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาคนพิการที่กำลังจะแข่งขันกันด้วยละ ‘No arms, no legs, no problem!’

Murderball เป็นชื่อของกีฬาประเภทหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Wheelchair Rugby เพราะหลังจากเริ่มได้รับความนิยมจนกลายเป็นหนึ่งในประเภทกีฬาของ Paralympic Games ก็คงไม่เหมาะที่จะใช้ชื่อที่ดูรุนแรง ราวกับจะฆ่ากันตายได้, Wheelchair Rugby ถือว่าเป็นกีฬาที่โหดมากๆ (ผมคิดว่าอาจเป็นกีฬาอันตรายที่สุดของคนพิการเลย) เพราะมีการกระแทก กระทบกระทั่งอย่างรุนแรงตลอดเกม รถเข็นพลิกล้มคว่ำบ่อยครั้ง อารมณ์ของนักกีฬาและโค้ชก็สูงปี๊ด (เรียกว่าทำเอาหัวใจวาย เส้นเลือดในสมองแตกกันได้เลย) แต่เพราะเป็นกีฬาที่แสดงออกซึ่งพละกำลัง หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ แรงใจของมนุษย์ แม้มันอาจดูไม่สนุกที่เห็นคนพิการมาเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงให้พิการมากกว่านี้ แต่ต้องยอมรับนับถือในจิตใจพวกเขาเลย ฆ่าได้หยามไม่ได้ นี่กระมังที่ทำให้ ยิ่งเล่น ยิ่งเข้มข้น เสียงเชียร์ยิ่งดังกระหึ่มกึกก้อง

กำกับโดย Henry Alex Rubin และ Dana Adam Shapiro ด้วยทุนสร้างที่มีจำกัด พวกเขาใช้กล้อง Panasonic AG-DVX100 และ Sony PD150 ในการถ่ายทำ คุณภาพของงานภาพจึงออกมาได้แค่เท่าที่เห็นในหนัง กระนั้นนี่ไม่ใช่สาระสำคัญของสารคดีเรื่องนี้, ใจความหลักอยู่ที่ บทสัมภาษณ์ แนวคิด ทัศนคติ และการแข่งขัน ที่ถือว่ามีการเจาะลึก แบบซื่อตรงไปตรงมา และบางคำถามต้องบอกว่า กล้าถามก็กล้าตอบ ไม่มีกักปกปิดบังแม้แต่น้อย

เรื่องราวของสารคดี จะวนเวียนอยู่กับ Mark Zupan นักกีฬา Wheelchair Rugby ทีมชาติอเมริกา, เราจะได้เรียนรู้สาเหตุ ทำไมเขาถึงกลายเป็นคนพิการ?, พิการอะไร?, จิตใจของเขาเป็นยังไงหลังจากอุบัติเหตุ?, จุดเริ่มต้นของการเป็นนักกีฬา?, และความคิดความตั้งใจของเขาในปัจจุบัน

มีคำถามหนึ่งที่ผู้สัมภาษณ์ถาม Zupan ว่า ‘ถ้าเลือกได้อยากย้อนเวลากลับไปวันที่เขายังเป็นปกติไหม?’ คำตอบของเขาน่าสนใจมาก ‘คิดว่าไม่อยาก เพราะความพิการนี้ ทำให้ฉันได้พบกับโอกาส ประสบการณ์ และมิตรภาพ ในสิ่งที่ไม่เคยได้พบมาก่อน ที่สำคัญคือการได้รู้จัก เข้าใจตัวตนของตัวฉันเอง’ Zupan ยังทิ้งท้ายว่า ‘อย่างไม่น่าเชื่อ นี่อาจเป็นสิ่งดีที่สุดในชีวิตที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน’

ขณะเดียวกันเราจะได้เห็นอดีตนักกีฬาทีมชาติอเมริกาอีกคนหนึ่งที่ผันตัวเป็นโค้ช Joe Soares แต่ไม่ใช่ทีมชาติอเมริกา เขาเป็นโค้ชให้กับคู่ปรับทีมชาติแคนาดา ด้วยความที่ Soares เริ่มมีอายุ ทำให้เขาไม่สามารถสู้กับนักกีฬาหนุ่มๆได้ จึงถูกขอให้เกษียณจากการเป็นนักกีฬา นี่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก ทั้งๆที่ Soares เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่การถูกบังคับให้เลิกเล่น เขามองเป็นการดูถูกเหยียดหยามที่รุนแรง, Soares จึงได้ผันตัวกลายเป็นโค้ช และสร้างทีมขึ้นมาเพื่อแก้แค้นกับทีมชาติอเมริกา

ผมไม่ขอเล่าว่าผลการแข่งขันเป็นอย่างไร ไปลุ้นเองในหนังสนุกกว่านะครับ, การมีทั้ง Zupan และ Soares ทำให้สารคดีเรื่องนี้เหมือนว่า มีพระเอกกับผู้ร้าย ทั้งสองไม่ถูกกันและชอบหาเรื่องกันอยู่เรื่อยๆ ส่วนใครเป็นพระเอก ใครเป็นตัวร้ายนั้น มองได้ 2 ทางเลยนะครับ แล้วแต่ทัศนคติของคุณเอง มุมมองของหนัง Zupan อาจดูเด่นกว่า แต่ผมมอง Soares ก็สามารถเป็นพระเอกได้เช่นกัน, ไคลน์แม็กซ์คือการแข่งขันกันระหว่างทั้งสอง อเมริกาvsแคนาดา ที่ 2004 Athens Paralympics Games ประเทศ Greece

ไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้ มันคือความถึงกึ๋น ที่ต้องบอกว่า ผู้สัมภาษณ์แน่มากที่กล้าถาม เช่นกันกับคนให้สัมภาษณ์ที่กล้าตอบ คำถามนั้นคือ ‘คนพิการมี Sex ได้ไหม?’ เอิ่ม… ผมไม่ขอตอบดีกว่านะครับ ยั่วแค่นี้ อยากรู้ไปหาคำตอบเอง ใบ้ให้ว่า มันมีคำถาม ต่อๆมาด้วย ประมาณว่า ท่าไหน…?

ความมหัศจรรย์ของหนังเรื่องนี้ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสวยงามให้กับหนัง, เพราะนี่เป็นสิ่งที่ผู้กำกับไม่ได้เขียนขึ้นแน่ๆ บันทึกภาพจากเหตุการณ์จริงทั้งหมด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและสอดคล้องกันจึงถือเป็น ‘เรื่องบังเอิญ’ และการที่ผู้กำกับสามารถบันทึกช่วงเวลา เหตุการณ์ที่พอนำมาตัดต่อเรียบเรียง กลายเป็นหนังแล้ว จะมีใจความที่ลงตัวได้ขนาดนี้, Ebert เรียกความสวยงามของหนังเรื่องนี้ว่า ‘ชีวิตสร้างเรื่องราวและตอนจบ ที่ยอดเยี่ยมกว่าผู้สร้างได้คาดหวังไว้’ (life provides a better ending than the filmmakers could have hoped for.)

หนังได้ฉายในเทศกาลหนัง Sundance Film Festival ได้รางวัล Audience Award สาขา Best Documentary Feature, และได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Documentary Feature แต่พ่ายให้กับ March of the Penguins

TV-Mini Series ความยาว 5 Episode ที่รวมรวมภาพยนตร์สารคดีในรอบ 25 ปี (1988-2011) ที่ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’ นำเสนอโดย Morgan Spurlock ได้จัด Murderball ให้อยู่ในตอน When Morgan Spurlock Met Mr. Brainwash, เอาว่าเป็นสารคดีที่น่าสนใจ ควรค่ามากๆเรื่องหนึ่งนะครับ

ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ที่ให้คะแนนสูงเพราะมันบ้าบิ่นถึงใจมากๆ และทำให้ผมตระหนัก ว่าการทำหนังสารคดีที่ดี มันต้องเป็นแบบนี้นะครับ เจาะลึก ตีแผ่ ลงรายละเอียด ในระดับที่ว่า ต้องไม่มีอะไรหลงเหลือค้างคาให้คับข้องใจ (ลึกกว่า Woody เกิดมาคุย เป็นไหนๆ)

ถ้าคุณมีเพื่อนเป็นคนพิการ ต้องการให้เขามีกำลังใจ เปิดหนังเรื่องนี้ให้เขาดูนะครับ มีประโยชน์แน่, แนะนำกับนักกีฬาทุกประเภท ไม่เว้นทั้งคนปกติและคนพิการ, คนชอบหนังแนวกีฬา สารคดี หรือเป็นแฟนกีฬาประเภทนี้ ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต R กับคำพูดขณะสัมภาษณ์ที่เจาะลึกถึงกึ๋น เลือด และความรุนแรงของกีฬาประเภทนี้

TAGLINE | “Murderball เป็นสารคดีที่อาจไม่ได้สวยงามอะไรมาก แต่ลงลึกเรื่องราว ราวละเอียดที่ถึงกึ๋น ตีแผ่นำเสนอความจริงในสิ่งที่คุณจะคาดไม่ถึง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of