Willy Wonka & the Chocolate Factory (1971)

Willy Wonka and the Chocolate Factory

Willy Wonka & the Chocolate Factory (1971) hollywood : Mel Stuart ♥♥♥♡

ดัดแปลงจากวรรณกรรมสำหรับเด็กของ Roald Dahl นักเขียนชาว British, ก่อนหน้าที่ Johnny Depp จะมารับบท Willy Wonka ใน Charlie and the Chocolate Factory (2005) ของ Tim Burton บทนี้เคยผ่านการแสดงของ Gene Wilder ผู้ล่วงลับ ที่ถือว่ายอดเยี่ยม ตราตรึง โดดเด่น และเป็นบทสร้างชื่อให้เขากลายเป็นที่รู้จักมากที่สุด

ผมรู้จักหนังเรื่องนี้หลังจากได้ดู Charlie and the Chocolate Factory (2005) ตอนที่เข้าฉายใหม่ๆ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้รับชมเสียที จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2016 หลังการจากไปของ Gene Wilder นักแสดงผู้รับบท Willy Wonka ก็คิดว่า นี่คงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ที่จะต้องดูหนังเรื่องนี้

Jerome Silberman (เกิด 1933) หรือที่รู้จักในชื่อการแสดง Gene Wilder เป็นนักแสดงตลก ทั้งภาพยนตร์ ทีวีและละครเวที, เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักแสดงละครเวที เข้าวงการด้วยบทตัวประกอบจาก TV Series ภาพยนตร์เรื่องแรก เล่นเป็นตัวประกันใน Bonnie and Clyde (1967), บทนำจากภาพยนตร์เรื่องแรกคือ The Producers (1968) ที่ทำให้เขาได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Supporting Actor จากนั้นได้ร่วมงานกับผู้กำกับขาประจำ Mel Brooks ทั้ง Blazing Saddles (1974), Yong Frankenstein (1974) และบทที่ถือว่าสร้างชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือ Willy Wonka ใน Willy Wonka & the Chocolate Factory (1971), ช่วงบั้นปลายชีวิต Wilder เกษียณจากการแสดงไปเป็นนักเขียน ก่อนป่วยเป็น Alzheimer และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2016 รวมอายุ 83 ปี

บอกตามตรงว่า Gene Wilder เป็นนักแสดงที่ผมไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน และคิดว่าน่าจะยังไม่เคยดูหนังของเขาสักเรื่อง พอเขาเสียชีวิต เว็บข่าวต่างประเทศ ต่างเขียนบทความสดุดี ยกย่อง กล่าวถึง และมีผู้กำกับ นักแสดง คนดังๆหลายคนออกมาแสดงความเสียใจ ระลึกถึงต่อการจากไปของเขา นี่แสดงว่า Gene Wilder ต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียง อิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์พอสมควรเลยละ

Mel Stuart (1928-2012) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน (เดิมชื่อ Stuart Solomon) แม้อาจไม่ใช่ผู้กำกับที่มีผลงานภาพยนตร์โด่งดังในระดับนานาขาติ แต่เคยคว้า 4 รางวัล Emmy awards (TV Movie/Series) และเคยได้เข้าชิง Oscar จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Four Days in November (1964)

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดจากลูกสาววัย 10 ขวบของ Mel Stuart ได้อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ แล้วขอให้พ่อสร้างเป็นภาพยนตร์ออกมา, ซึ่งหลังจาก Stuart ได้ลิขสิทธิ์ดัดแปลงจาก Roald Dahl ก็ตั้งใจจะให้เขาเขียนบทภาพยนตร์เอง แต่เพราะความช้าในการทำงานของ Dahl ที่ส่งงานไม่ทันกำหนด ทำให้ Stuart ต้องไปจ้าง David Seltzer ให้มาดัดแปลงบทภาพยนตร์แทน

วรรณกรรมเรื่องนี้ชื่อ Charlie and the Chocolate Factory แต่สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนเป็น Willy Wonka & the Chocolate Factory เพราะคำว่า Charlie ในขณะนั้นที่อเมริกาส่งทหารไปสงครามเวียดนาม พวกเขาตั้งชื่อเล่นของเวียดกงและเวียดนามเหนือว่า ‘Charlie’ ซึ่งถ้าหนังใช้ชื่อนี้ อาจมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นหนังเกี่ยวกับสงคราม

การได้ David Seltzer เข้ามาช่วยดัดแปลงบทภาพยนตร์เพิ่มเติม ทำให้ Willy Wonka เวอร์ชั่นนี้มีการนำคำพูดดังๆ จากวรรณกรรม บทกวีคลาสสิกมาใช้ติดปากจำนวนมาก (ไม่ได้นำมาจากนิยายต้นฉบับ) อาทิ
– “Is it my soul that calls upon my name?” มาจาก Romeo and Juliet ของ William Shakespeare
– “Where is fancy bred…” และ “So shines a good deed…” มาจาก Merchant of Venice ของ William Shakespeare
– “All I ask is a tall ship and a star to steer her by” มาจากบทกลอนของ John Masefield ชื่อ Sea Fever
– “Candy is dandy, but liquor is quicker” จาก Reflections on Ice Breaking ของ Ogden Nash
– “The suspense is terrible, I hope it will last” จาก The Importance of Being Earnest ของ Oscar Wilde

Willy Wonka ชายผู้น่าพิศวง ตอนที่ Wilder ได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ เขาตั้งข้อแม้ในการรับบทคือ ในฉากปรากฎตัวแรกของ Wonka เขาต้องเดินขาเป๋ (ทั้งๆที่ในบทไม่มีเขียนไว้) ผู้กำกับถามทำไม? Wilder ตอบว่า เพราะเขาอยากให้ตัวละครนี้ นานๆทีจะไม่มีใครรู้ว่า เขาพูดจริงหรือพูดโกหก (from that time on, no one will know if I’m lying or telling the truth.) ผมขยายความให้นะครับ คือตัวละคร Wonka ถือว่าเป็นคนที่มีความพิศวงน่าสงสัย ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร มาจากไหน มีเป้าหมายอะไร นี่ทำให้สิ่งที่เขาพูด บางครั้งเชื่อถือได้ บางครั้งเชื่อถือไม่ได้ จริงบ้างเท็จบ้าง กับฉากแรกถ้าเราทำเหมือนเขาเป็นคนทีเล่นทีจริง ก็จะยิ่งดูมีความพิศวงมากขึ้นเท่านั้น

การแสดงของ Wilder กับบทบาทนี้ อดไม่ได้ที่จะต้องเทียบกับ Johnny Depp เพราะเป็นบทบาทเดียวกัน กับนักดูหนังรุ่นใหม่อาจจะหลงใหลในคารม การแสดงของ Depp อย่างโงหัวไม่ขึ้น แต่สำหรับผม Wilder นำเสนอตัวละครนี้ได้มีเสน่ห์กว่ามาก คือเขามีความลึกลับซับซ้อนน่าพิศวงสงสัย และ ‘จับต้องได้’ ผิดกับ Depp ที่ ‘เล่น’ มากเกินไป จนรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลก มากกว่า Mastermind เจ้าของโรงงานช็อกโกแลตผู้โหดเหี้ยม (อ่านต่อไปเรื่อยๆ จะเจอว่าที่ผมพูดถึงนี้หมายความว่าอะไร), ผมชอบที่สุดตอนที่ Wilder ก้มหน้าก้มตา ลุกรี้ลุกรน สับสนวุ่นวาย ราวกับเป็นคนละคน ด้วยความเสียดายที่เด็ก 5 คนนี้ไม่มีใครดีพอเป็นผู้ชนะ แต่พอขณะที่ Charlie คืนลูกกวาด เขาหันกลับมา รอยยิ้ม แววตาที่เปล่งประกาย นี่คือสิ่งที่ออกมาจากข้างในจิตใจเขาจริงๆ (Depp ไม่มีอารมณ์นี้นะครับ ผมสังเกตรอยยิ้มของเขา ฝังลึกซ่อนอยู่ภายใต้กองลูกกวาด กับการแต่งหน้าที่หนาเตอะ นำสัมผัสนี้ออกมาข้างนอกไม่ได้เลย)

ถึงชื่อหนังจะขึ้นว่า Willy Wonka แต่พระเอกตัวจริงคือ Charlie Bucket รับบทโดย Peter Ostrum ที่หลังจากแสดงหนังเรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้เล่นหนังเรื่องอื่นอีกเลย, ตัวละคร Charlie คือเด็กหนุ่มผู้มีความฝัน ทะเยอทะยาน รักครอบครัว และเป็นเด็กดี แต่เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน มีชีวิตอย่างยากลำบาก สังคมจึงปฏิบัติต่อเขาในทางดูถูก เหยียดหยาม ไม่ให้ความเคารพนับถือเท่าไหร่, การแสดงของ Ostrum ถือว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่แววตาของเขามีประกายแห่งความหวัง เชื่อในความฝันที่อาจเป็นจริงได้

ปู่ของ Charlie ก็ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน รับบทโดย Jack Albertson (ในเวอร์ชั่นของ Tim Burton ปู่เคยทำงานในโรงงานของ Willy Wonka มาก่อน แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีท้าวความจุดนี้นะครับ) การแสดงของ Albertson ยังถือว่ามีพลังอยู่มาก แม้จะเป็นช่วงท้ายๆของการแสดงแล้ว (เคยได้ Oscar สาขา Best Supporting Actor จากหนังเรื่อง The Subject Was Roses-1968) เขากล้าที่จะลุกขึ้น กล้าที่จะต่อสู้ เพื่อความหวัง ความฝันของคนรุ่นใหม่ แม้ตนจะทำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แต่ถือเป็นเหมือนผู้สนับสนุน ยืนอยู่ด้านหลัง คอยเป็นกำลังใจให้เสมอ

สำหรับเด็กอีก 4 คน ผมขอคัดลอกมาจาก blog อื่นทิ้งเป็น reference ให้นะครับ (ขี้เกียจเขียน เพราะมันเห็นกันโต้งๆอยู่แล้วว่าหมายถึงอะไร)

Augustus Gloop เด็กที่เอาแต่กินๆ และกินอย่างตะกละตะกลาม ไม่เคยสนใจสิ่งอื่นใดนอกตัวเอง กับครอบครัวที่ดูจะมีความสุขกับบริโภคนิยม รอคอยการเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้กินแต่อาหาร เพราะลามไปถึงโกงกิน กินบ้านกินเมือง โดยไม่สนใจใคร

Veruca Salt เด็กที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูอย่างตามใจ (Spoiled child) เติบโตด้วยการเลี้ยงดูภายใต้ระบบวัตถุนิยม Chocolate ของเธอมีค่าเพียง วัตถุหนึ่งชิ้นหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการของเธอเท่านั้นเอง เชื่อได้เลยว่า คนที่เรารู้จักในสังคมทุกวันนี้ก็ย่อมมีคนอย่างเธอ คนที่มองคนอื่นเป็นแค่วัตถุหรือสสารแต่ไม่เห็นจิตใจ

Mike Teavee เป็นตัวอย่างของเด็กที่เติบโตด้วยความฉลาดด้านปัญญา IQ (Intelligence Quotient) แต่ต่ำเตี้ยในด้านอารมณ์ EQ (Emotional quotient) และคุณธรรม MQ (Moral quotient) มิหนำซ้ำยังเป็นภาพสะท้อนของการขาดความรับผิดชอบต่อสังคมของสื่อ ในการกระจายความรุนแรง ส่งผลให้ เขากลายเป็นเด็กที่ฉลาดแต่ในเรื่องความคิด มองเห็นทุกสิ่งเป็นวิทยาศาสตร์ขาดซึ่งจินตนาการ ก้าวร้าวรุนแรง หยาบคาย ไร้จริยธรรม

Violet Beauregarde เด็กที่อยู่กับการแข่งขัน มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อเป็นผู้ชนะ และน่าเศร้าที่ต้นแบบคือ แม่ของเธอเอง ไม่ต้องดูไกลถึงผู้ใหญ่แค่เพื่อนในวัยเด็กของเรา ที่วันๆเอาแต่แข่งขันจ้องแต่จะเป็นที่ 1 ไม่มีน้ำใจนักกีฬา สายตามองเห็นแต่ปลายทางคือเส้นชัยและรางวัล

แต่จะโทษแต่เด็กไปได้อย่างไร กับการที่พวกเขาต้องกลายเป็น ‘คนที่สนใจแต่ตัวเอง’ และให้ความสำคัญกับคุณค่าของวัตถุเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อแค่หันไปเห็นพ่อแม่ก็เข้าใจได้อย่างง่ายดายว่า ว่าทำไมเด็กๆถึงกลายเป็นเช่นนี้

reference: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=09-2005&date=07&group=1&blog=1

ถ่ายภาพโดย Arthur Ibbetson, โปรดักชั่นของหนังไปถ่ายที่ Germany นะครับ (ทั้งๆที่เป็นหนังอเมริกา พื้นหลังของผู้แต่งหนังสือเป็นชาวอังกฤษ) สีสันของหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า โดดเด่นมาก ขณะที่ภายนอกโรงงานจะเน้นสีเทา ให้ความรู้สึกอึมครึม บ้านของ Charlie ก็แบบว่า อยู่ไปได้ยังไง แต่เมื่อเข้าไปในโรงงานช็อกโกแลต ทุกอย่างจะมีสีสันหลากสีสวยสดใส ให้ความรู้สึกแฟนตาซีสมจริง ราวกับอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ

ตัดต่อโดย David Saxon ภาพรวมของหนังถือว่าค่อนข้างช้า (เมื่อเทียบกับหนังปัจจุบัน) คือหนังไม่รีบร้อนที่จะเปิดเผยเป้าหมายในแต่ละส่วน ค่อยๆนำเสนอแต่ละเรื่องราวอย่างใจเย็น ให้เวลาผู้ชมทำความรู้จักกับตัวละครต่างๆ เข้าใจพื้นหลังที่มาที่ไปของพวกเขา ที่ทำให้ตอนพิสูจน์ตัวเอง เราสามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมเด็กๆถึงแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมา

เพลงประกอบโดย Leslie Bricusse, Anthony Newley, Walter Scharf บอกตามตรงผมรู้สึกว่าเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ไม่มีความเพราะอยู่เลย คือคำร้องมันตรงไปตรงมา และหาสัมผัสกับดนตรีประกอบไม่ได้ จะมีที่ถือว่าใช้ได้ คือเพลงขณะ Oompa Loompas ร้องหลังจากเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับเด็กๆ ด้วยประโยคที่ขึ้นว่า ‘I’ve got a perfect puzzle for you.’ ตอนผมได้ยินครั้งที่ 3 ถึงค่อยเริ่มเอะใจ เปิดย้อนไปดู พบว่าใช่เลย ทุกครั้ง Oompa Loompas จะขึ้นด้วยประโยคนี้ ซึ่งเนื้อร้องมีใจความ ‘สอน’ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่, กระนั้นเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ได้เข้าชิง Oscar ด้วย สาขา Best Original Score (ไม่คิดว่าสมควรได้เข้าชิงเลย)

เห็นว่าในวรรณกรรมของ Roald Dahl จะมีเนื้อร้องทำนองเพลงอยู่ด้วย แต่ไม่ใช่เพลงเดียวกันนะครับ เห็นว่าในหนังเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ คงเพราะจะได้ตรงตามวิสัยทัศน์ ความต้องการของผู้กำกับมากกว่า, กระนั้นก็มีอยู่เพลงหนึ่ง เพลงเดียวเท่านั้นที่หนังเอามาจากในหนังสือตรงๆ คือขณะ Wonka ร้องตอนอยู่บนเรือ There’s no earthly way of knowing…

ใจความหนึ่งของหนัง พูดถึงระบอบชนชั้นของอังกฤษ (เพราะผู้แต่งนิยาย Ronald Dahl เป็นชาวอังกฤษ) ความฝันของคนชั้นล่าง (low-class) ที่มีชีวิตอย่างยากลำบาก การได้ Golden Ticket ก็เหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 สามารถเปลี่ยนชีวิตของตนได้เลย แต่ก็มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้น กับโชคระดับนั้น คิดว่าตัวคุณเหมาะสมที่จะได้มันหรือเปล่า?, ในบรรดาเด็กทั้ง 5 คน ว่ากันตามตรงไม่มีใครที่เหมาะสมเลย (นี่เป็นจุดที่ต่างกับเวอร์ชั่น 2005) เพราะแม้แต่ Charlie ยังทำผิดกฎ แต่เขาเป็นคนเดียวที่สำนึกตัว กล่าวคำขอโทษ และแสดงความไม่เห็นแก่ตัวออกมา (นี่หมายถึงการไม่หลงใหล มัวเมาในโชคชะตา วัตถุนิยมที่ไม่ใช่ของตน) นี่คือสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

ในอีกมุมหนึ่งของหนัง ที่คนทั่วๆไปไม่ค่อยมอง กับคำถาม Willy Wonka คือใครกันแน่? และ Oompa Loompas ทำไมถึงยอมทำตามคำสั่งของ Wonka ได้โดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย?, นี่เป็นมุมที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายควรสังเกตและตั้งคำถามหาคำตอบให้พบนะครับ เพราะสิ่งที่ผมเจอ ทำให้รู้สึกว่านี่เป็นหนังที่บิดเบือน Twist มากๆ, นาย Wonka เปรียบได้กับนายทาส (Slave Master) และ Oompa Loompas คือข้าทาส ที่ทำตามคำสั่งของ Wonka โดยไม่ขัดขืน, อาจมีคนแย้งว่า Oompa Loompas มองดูไม่เห็นเหมือนทาสตรงไหน ร้องเล่นเต้นมีความสุขดี พวกเขาคงมีข้อตกลง สัญญาอะไรกันสักอย่างที่เอื้อประโยชน์ให้กัน แต่…ทาสส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ นายทาสมักเอาเปรียบด้วยวิธีการบางอย่าง ที่ทำให้ลูกทาสไม่รู้สึกว่าตนเองโดนกดขี่ ยอมรับกันได้ ซึ่งถ้ามองในมุมของคนนอก เทียบกับผลตอบแทนของคนทั่วไป จะเห็นชัดเลยว่า นี่แหละคือการกดขี่ที่เรียกว่าระบบ ‘ทาส’

ในระบอบทุนนิยม ‘ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น’ แบบคู่แข่งของ Wonka ที่ส่งสายสืบเข้ามาขโมยสูตรลับความสำเร็จ แล้วเอาไปเปิดกิจการของตนเอง ซึ่งวิธีที่จะป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหน คือทำกิจการแบบปิด ไม่ให้คนนอกเข้า คนในออก ปิดหูปิดตาปิดปาก (ใส่หน้ากากแบบ Oompa Loompas) ‘ทาสแรงงาน’ จึงถือเป็น ‘วัตถุ’ ในอุดมคติ (ปัจจุบันคือจักรกลอัตโนมัติ) ที่ทำให้เจ้าของกิจการไม่ต้องวิตกว่าจะเกิดการรั่วไหลความลับเกิดขึ้น

ในใบหน้าอันไม่รู้ร้อนหนาวของ Willy Wonka เราอาจเห็นเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์ น่าสนใจ น่าหลงใหล แต่แท้จริงแล้ว ในใจลึกๆของเขาเป็นคนที่สับสน วุ่นวาย อลม่าน โหดเหี้ยม ชั่วร้ายมากๆ ซึ่งเกิดจากการขาดอะไรบางอย่าง (สังเกตจากห้องทำงานในตอนท้าย ที่สิ่งของต่างๆมักมีแค่ครึ่งเดียว) น่าเสียดายหนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกว่าคืออะไร (ถ้าใครดูเวอร์ชั่น 2005 มาแล้วจะรู้ว่าปมของ Wonka แท้จริงคืออะไร) แต่การไม่ได้บอกนี้ผมรู้สึก ทำให้ตัวละครมีความน่าหลงใหล น่าทึ่งกว่า และ Gene Wilder สามารถถ่ายทอด แฝงความเหี้ยมโหดฝังลึกของตัวละครนี้ แสดงออกมาได้อย่างสมจริง รู้สึก และเข้าใจได้

ฉากตอนจบ ลิฟท์กระจก สำหรับ Charlie นี่เป็นตัวแทนของอนาคต ที่เขาได้ล่องลอยขึ้นไปพบเห็นโลกที่อยู่เบื้องล่าง ลิฟท์ได้พาเขาไปสู่ที่ซึ่งอนาคตอยู่ในมือของเขา ทีนี้มันก็เหลือแค่จะกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นยืน ไขว่คว้ามาครอบครองได้หรือเปล่า

นี่เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็ก ที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แฝงข้อคิดที่จับต้องได้ เข้าใจได้ทันที ในมุมของเด็กสอนการใช้ชีวิต ในมุมผู้ใหญ่สอนการเลี้ยงดูและ… เหมาะอย่างยิ่งที่ครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก จะนั่งดูพร้อมกันโดยถ้วนหน้า และดูจบแล้วพูดคุยสนทนากันต่อด้วยนะครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นในหนัง ทำไม? เพราะอะไร? เตือนสติครอบครัวซึ่งกันและกัน

ถ้าคุณเคยอ่านวรรณกรรมของ Roald Dahl แล้วชื่นชอบ หนังเรื่องนี้ไม่ควรพลาดเลย หรือคนที่เคยดู Charlie and the Chocolate Factory (2005) มาแล้ว แนะนำให้ลองหาเวอร์ชั่นนี้มาดูนะครับ อาจเห็นอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายกัน แต่มีประเด็นหนึ่งที่ต่างกันมาก, และแฟนๆของ Gene Wilder นี่เป็นหนังที่ทำให้เราระลึกถึงเขาเป็นที่สุด

จัดเรต PG กับนิสัยแย่ๆของเด็กหลายๆคน

TAGLINE | “Willy Wonka & the Chocolate Factory ภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็ก ที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีสุดยอดการแสดงของ Gene Wilder ที่ว่าอาจโดดเด่นกว่า Johnny Depp เสียอีก”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of