Children of Men (2006)

Children of Men

Children of Men (2006) : Alfonso Cuarón ♥♥♥♥

การเกิด คือปาฏิหารย์ สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดแห่งชีวิต! ในโลกที่มนุษย์ไม่สามารถสืบวงศ์เผ่าพันธุ์ได้อีกต่อไป อนาคตก็คงไร้ค่าความหมาย อยู่ไปวันๆเฝ้ารอเวลาดับสิ้นสูญ

โลกอนาคต Dystopian ใน Children of Men นำเสนอหายนะที่ไม่ได้เกิดจากเงื้อมมือมนุษย์ แต่คือประสงค์ของธรรมชาติ/พระเจ้า เริ่มจากโรคระบาดคร่าชีวิตเด็กน้อย ลามไปถึงผู้หญิงไม่สามารถตั้งครรภ์ ถ้าเราต้องอาศัยอยู่บนโลกใบนั้น อารยธรรมความเป็นมนุษย์จะยังคงหลงเหลืออยู่อีกหรือเปล่า? เพราะอีกไม่เกิน 50 ปี คงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆหลงเหลืออยู่อีก

แต่ทั้งนั้น Children of Men ไม่ได้นำเสนอความหดหู่สิ้นหวัง แต่คือความหวัง ‘Hope’ วินาทีที่ผู้ก่อการร้าย/ทหารอังกฤษ ได้ยินเสียงทารกน้อยร้องลั่น พวกเขาหยุดการปะทะต่อสู้ บ้างร่ำไห้ นั่งลงคุกเข่า อธิษฐาน Jesus Christ! นั่นคือปาฏิหารย์ สิ่งมหัศจรรย์ ที่น้อยคนนักจะตระหนักรับรู้

โลกปัจจุบันนี้-นั้น โดยไม่รู้ตัวเรากำลังทำลาย’อนาคต’ของลูกหลาน นี่ไม่ใช่ประสงค์ของธรรมชาติ/พระเจ้า แต่เป็นเงื้อมมือมนุษย์ด้วยกันเอง อาทิ สงคราม ก่อการร้าย การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่าไม่บันยะบันยัง ก่อให้เกิดมลภาวะ/ขยะมากมายย่อยสลายไม่ได้ ฯ เทคโนโลยีก้าวล้ำหน้า แต่อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกลับไม่เคยครุ่นคิดถึง

Children of Men คือภาพยนตร์แห่งโลกอนาคต ที่ทำการวิพากวิจารณ์สังคมในปัจจุบันนี้-นั้น ได้อย่างเจ็บแสบสันต์ ตรงไปตรงมา ถึงพริกถึงขิง ด้วยไดเรคชั่นของ Alfonso Cuarón และตากล้องคู่บารมี Emmanuel Lubezki จะทำให้คุณอึ้งทึ่ง ตราตะลึง อ้าปากค้าง แม้งถ่ายแบบนั้นได้อย่างไรว่ะ! ทำให้ผู้ชมราวกับเป็นส่วนหนึ่งอยู่ร่วมเหตุการณ์ สมจริง ทรงพลัง จับต้องได้ นี่มัน The Battle of Algiers (1966) ในคราบของ Blade Runner (1982)

ต้นฉบับนวนิยาย แต่งโดย P. D. James (1920 – 2014) นักเขียนนวนิยายแนวอาชญากรชื่อดัง ผลงานเด่นของเธอคือ Adam Dalgliesh (1962 – 2008) ทั้งหมด 14 เล่ม, สำหรับ The Children of Men (1992) เป็นผลงานไม่โด่งดังนัก แต่ได้รับเสียงวิจารณ์ดีล้นหลาม เข้าตา Universal Studios ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์สร้างภาพยนตร์ มอบหมายให้ Paul Chart ตามด้วย Mark Fergus และ Hawk Ostby ทำการดัดแปลงบท

Alfonso Cuarón Orozco (เกิด 1961) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City โตขึ้นเข้าเรียนสาขาปรัชญา National Autonomous University of Mexico ตามด้วยสร้างภาพยนตร์จาก Centro Universitario de Estudios Cinematográficos รุ่นเดียวกับ Carlos Marcovich และ Emmanuel Lubezki สร้างหนังสั้นเรื่องแรก Vengeance Is Mine, เริ่มต้นอาชีพในวงการ ฝ่ายเทคนิครายการโทรทัศน์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับบางตอน ผลงานเรื่องแรก Sólo con Tu Pareja (1991) ได้รับความนิยมอย่างสูงใน Mexico จึงถูกรับการเรียกตัวจาก Sydney Pollack กำกับตอนหนึ่งของซีรีย์ Fallen Angels (1993-95), ตามด้วยภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง A Little Princess (1995), Great Expectations (1998)

เมื่อปี 2001 หลังจาก Cuarón เสร็จสิ้น กำลังออกทัวร์ฉายหนัง Y tu mamá también (2001) ได้รับการติดต่อทาบทามจาก Universal Studios ยื่นข้อเสนอให้กำกับ The Children of Men ทีแรกไม่ประทับใจบทหนังสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 นั่นทำให้เขาฉุกคิดขึ้นได้

“We were stranded for three or four days, and I was talking with Gael [Gael García Bernal หนึ่งในนักแสดงนำ Y Tu Mamá También], I remember, and thinking about what’s going to happen, trying to understand what was going to shape this new century”

– Alfonso Cuarón

ร่วมงานกับ Timothy J. Sexton โยนทิ้งเนื้อหาแทบทุกสิ่งอย่างจากนิยาย มุ่งเน้นพัฒนาบทหนังไปในทาง ‘อนาคตไม่ใช่สิ่งไกลตัว เพราะขณะนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่กับมัน’

“Our point of departure was, we’re at an inflection point. The future isn’t some place ahead of us; we’re living in the future at this moment”.

– Timothy J. Sexton

การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ฉบับนิยายคือผู้ชายเป็นหมันไม่สามารถผลิตน้ำอสุจิหลั่งออกมาได้ ซึ่งในหนังเปลี่ยนเป็นเพศหญิง ไม่อธิบายเหตุผลตรงๆ แต่คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดจากเชื้อไวรัสแพร่ระบาด

ระหว่างที่โปรเจคกำลังคืบหน้าไปด้วยดี ยังได้ David Arata เข้ามาขัดเกลาบทสุดท้าย สตูดิโอ Warner Bros. กลับมาดึงตัว Cuarón ไปสร้าง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) นั่นทำให้ใครๆคาดคิดว่าโปรเจคนี้คงกลายเป็นหมันเสียแล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น! มีนักข่าวสอบถาม Cuarón ตอนสร้าง Azkaban ยังครุ่นคิดถึง Children of Men อยู่บ้างหรือเปล่า เจ้าตัวตอบว่า ‘All the time’ 

นั่นเพราะ Cuarón ถือโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานยังประเทศอังกฤษ มาปรับประยุกต์ใช้กับหนังเรื่องนี้ ที่ก็มีพื้นหลังยังประเทศอังกฤษ เรียนรู้เข้าใจวิถีชีวิต แทบไม่ต้องเสียเวลาค้นหาสถานที่ถ่ายทำเพิ่มเติมเลย เพราะเวลาว่างเจ้าตัวก็ได้ออกท่องเที่ยวไปทั่วกรุงลอนดอนมาแล้ว

ในเครดิตเขียนบท มีทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย Alfonso Cuarón, Timothy J. Sexton, David Arata, Mark Fergus และ Hawk Ostby (ตัด Paul Chart คนแรกสุดออกไป)

พื้นหลังปี ค.ศ. 2027 ภายหลัง 18 ปี ที่มนุษยชาติประสบหายนะผู้หญิงไม่สามารถตั้งครรภ์มีลูกได้, อังกฤษ สถานที่ไม่กี่แห่งในโลกยังรักษาความสงบ ระเบียบเรียบร้อย มีความเป็นประเทศชาติคงอยู่ได้ แต่ต้องแลกการใช้ความรุนแรงกับผู้ต่อต้าน ขับไล่ผู้ลี้ภัย

Theo Faron (รับบทโดย Clive Owen) อดีตนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล หลังจากสูญเสียลูกชายไปกับโรคบาดครั้งใหญ่ หมดอาลัยตายอยาก ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยสำมะเลเทเมาไปวันๆ จนกระทั่งอดีตภรรยา Julian Taylor (รับบทโดย Julianne Moore) ผู้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มกบฎ ลักพาตัวเพื่อขอให้ช่วยเหลือนำพา Kee (รับบทโดย Clare-Hope Ashitey) อพยพลี้ภัยขึ้นเรือมุ่งสู่ Human Project

Clive Owen (เกิดปี 1964) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Coventry, Warwickshire, ตอนแรกไม่ได้มีความสนใจด้านการแสดงสักเท่าไหร่ แต่หลังจากหางานทำไม่ได้เลยสมัครเข้าเรียนจบจาก Royal Academy of Dramatic Art กลายเป็นนักแสดงละครโทรทัศน์, ภาพยนตร์สร้างชื่อคือ Close My Eyes (1991), Croupier (1998), Gosford Park (2001), The Bourne Identity (2002), Closer (2004), Sin City (2005), Inside Man (2006), Shoot ‘Em Up (2007) ฯ

รับบท Theo Faron ความสูญเสียลูกชาย ทำให้กลายเป็นคนเยือกเย็นชา เบื่อหน่ายทางโลก ไม่ใคร่สนใจเรื่องราวภายนอกใดๆ เฝ้ารอคอยวันเวลาให้ทุกสิ่งอย่างถึงคราจบสิ้นยุติ ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย สำมะเลเทเมา ไร้แก่นสานไปวันๆ แต่การได้หวนกลับมาพบเจออดีตภรรยา และรับรู้การตั้งครรภ์ของ Kee ได้ปลุกสันชาติญาณ ‘พ่อ’ ที่พร้อมเสียสละทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้การช่วยเหลือ(แม่และลูก)

Owen เป็นคนที่ใช้สันชาติญาณการแสดงค่อนข้างสูง มาดบุคลิกดูคล้ายๆ Cary Grant เน้นการเคลื่อนไหวแทนภาษากาย สะท้อนปฏิกิริยาอารมณ์ออกมา โดดเด่นมากตอนอดีตภรรยาเสียชีวิต ตัวเขาเดินตุปัดตุเป๋ จะสูบบุหรี่แต่ไร้เรี่ยวแรงทรุดลงร่ำไห้ ต่อให้ภายนอกมีความเยือกเย็นชาขนาดไหน ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆเมื่อพบเจอความสูญเสียใกล้ตัว

Julianne Moore ชื่อเดิม Julie Ann Smith (เกิดปี 1960) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Fort Bragg, North Carolina แม่มีเชื้อสาย Scottish พ่อเป็นทหารพลร่มทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานอยู่บ่อยๆ เด็กๆไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่วาดฝันโตขึ้นเป็นหมอ ขณะเดียวกันเพราะความเป็นนักอ่าน มีงานอดิเรดคือแสดงละครเวทีของโรงเรียนจนครูสอนภาษาอังกฤษโน้มน้าวผลักดันให้สนใจวงการแสดง เข้าเรียนต่อ Boston University จบสาขาละครเวที, มุ่งสู่ New York ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ มีบทบทเล็กๆใน Off-Broadway, ได้รับบทนำใน Soap Opera, ภาพยนตร์แจ้งเกิด Short Cuts (1993), 3 Women (1977), The Lost World (1997), The Big Lebowski (1998), Hannibal (2001), เข้าชิง Oscar ทั้งหมด 5 ครั้ง จาก Boogie Nights (1997), The End of the Affair (1999), The Hours (2002), Far from Heaven (2002), คว้ามาได้เรื่อง Still Alice (2014)

รับบท Julian Taylor อดีตภรรยาของ Theo ที่แม้ไม่สามารถมองหน้าสบตา แต่จำต้องร้องขอความช่วยเหลือเพราะเป็นบุคคลนอกหนึ่งเดียวสามารถไว้เนื้อเชื่อวางใจ ในภารกิจให้ความช่วยเหลือ Kee ออกเดินทางขึ้นเรือมุ่งสู่ Human Project

ในตอนแรก Cuarón อยากให้ Moore รับบท Kee แต่ไปๆมาๆกลับถูกโน้มน้าว ล่อหลอก เปลี่ยนมารับบท Julian ด้วยบุคลิกผู้นำ น่าเคารพนับถือ ทั้งยังมีความเฉลียวฉลาด รอบรู้ และดูเป็นเอกเทศเฉพาะตัว แม้จะมีบทไม่มากแต่ก็สร้างความน่าสนใจให้ตัวละครไม่น้อย

“She is just so much fun to work with. She is just pulling the rug out from under your feet all the time. You don’t know where to stand, because she is going to make fun of you”.

– Alfonso Cuarón พูดถึงการทำงานกับ Julianne Moore

Clare-Hope Ashitey นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ รับบท Kee ผู้อพยพผิดกฎหมาย แต่โดยไม่รู้ตัวตั้งครรภ์ กำลังจะมีทารกคนแรกในรอบ 18 ปี เลยจำต้องติดต่อขอความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล พาเธอหลบหนีส่งตัวไปยัง Human Project, สาเหตุที่เลือกนักแสดงผิวสี เพื่อสะท้อนความเชื่อเรื่องต้นกำเนิดของมนุษย์มาจากทวีปแอฟริกา

นักแสดงที่ถือว่าแย่งซีนหนังไปเต็มๆคือ Michael Caine รับบท Jasper Palmer เพื่อนสนิทของ Theo อาศัยอยู่กับภรรยาที่กลายเป็นผัก (Vegetative State) ชื่นชอบชีวิตลับๆล่อๆ แต่ก็พร้อมเสียสละเพื่อมวลมนุษย์ชาติ, Caine อ้างอิงตัวละครนี้กับเพื่อนสนิท John Lenon และคำพูดลงท้าย ‘amigo’ คงได้แรงบันดาลใจจาก Touch of Evil (1958)

ถ่ายภาพโดย Emmanuel Lubezki หรือ Chivo ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติ Mexican เพื่อนสนิทร่วมรุ่นเดียวกับ Cuarón เจ้าของสามรางวัลติด Oscar: Best Cinematography ประกอบด้วย Gravity (2013), Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014), The Revenant (2015)

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงแทบทั้งหมดในประเทศอังกฤษ ด้วยลักษณะ Documentary-like ใช้กล้อง Hand-Held ส่วนใหญ่เป็น Long Take ใช้แสงธรรมชาติ ขณะที่ Visual Effect จะคอยเข้ามาประสานรอยต่อ และเพิ่มเติมให้ดูรุนแรง มีความสมจริงยิ่งขึ้น

มีสาม Single-Shot Sequences ได้รับการพูดถึงกล่าวขวัญสูงสุด
– ฉากซุ่มโจมตีบนถนน ความยาว 247 วินาที (4.07 นาที)
– ทำคลอด Kee ความยาว 199 วินาที (3.19 นาที)
– Theo วิ่งฝ่าดงกระสุน ขึ้นตึกไปช่วยเหลือ Kee ความยาว 378 วินาที (6.18 นาที)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสาม Sequence ต่างเป็น ‘Impossible Shot’ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจาก Visual Effect ประสานรอยต่อให้ดูมีความต่อเนื่อง (ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า Single-Shot Sequence ไม่ใช่ Long Take)
– อารัมบทฉากร้านกาแฟ ประกอบด้วย 2 ช็อต จาก 2 สถานที่ (น่าจะภายใน/นอกร้าน)
– ฉากซุ่มโจมตีบนถนน มีทั้งหมด 6 ช็อต จาก 4 สถานที่
– ฉากวิ่งฝ่าดงกระสุน ทั้งหมด 5 ช็อต จาก 2 สถานที่ (น่าจะภายนอก/ในตึก)

สำหรับฉากทำคลอด Kee ทีแรกผู้กำกับต้องการสร้างหุ่นทารก Animatronic แต่ผลลัพท์ออกมาไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ สุดท้ายเลยเลือกใช้ CG ประกอบจากสองช็อต เทคแรกถ่ายทำปกติ เทคถัดมาปกปิดขาของนักแสดงไว้ เพื่อนำไปแต่งเติมทำ Visual Effect

ในโคตร Long Take ฉากวิ่งฝ่าดงกระสุนปืน ถือเป็นความท้าทายที่สุดของหนัง ใช้เวลาตระเตรียมการถึง 14 วัน และอีกทุกๆ 5 ชั่วโมงถ้าต้องการถ่ายซ้ำ ซึ่งครั้งที่ดีสุดเลือกนำมาใช้จริง ระหว่างกึ่งกลางเทคเลือดสาดกระเซ็นมาเข้าหน้ากล้อง ถ้าใครตั้งใจฟังจะได้ยินเสียง Cuarón ตะโกนบอกว่า Cut! แต่ Lubezki ยังคงเดินหน้าต่อไป แถมยังโน้มน้าวให้เลือกใช้เทคนี้เพราะมีความสมจริงมากๆ (เสียงของ Cuarón แทบจะถูกกลบเกลื่อนด้วยเสียง Sound Effect กระหึ่มกว่ามาก)

แซว: เลือดที่สาดกระเซ็นเข้าหน้ากล้อง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันจะหายไปเองน่าอย่างอัศจรรย์ นั่นน่าจะคือการเปลี่ยนช็อตอย่างแน่นอน

เมื่อ Theo เดินทางไปหาพี่เขย Nigel (รับบทโดย Danny Huston) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม อาศัยอยู่ยัง ‘Ark of the Arts’ ที่มีลักษณะ Tate Modern ซึ่งได้ทำการเก็บกู้ผลงานศิลปะชิ้นเอกไว้หลายชิ้น ประกอบด้วย
– British Cops Kissing (2004) ภาพวาดกราฟิตี้ของ Banksy บนผนังผับ Brighton, Trafalgar Street ปัจจุบันถูกยกทั้งกำแพงมาประมูลขายราคาสูงลิบลิ่ว
– รูปปั้น David (1501–1504) หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Michelangelo Buonarroti เห็นว่าทีแรกตั้งใจปั้นให้ขาขาด แต่ภายหลังใช้ CG เสริมเข้าไปให้ดูเป็นขาพิการ
– Guernica (1937) ผลงานชิ้นเอกของ Pablo Picasso วาดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ระเบิดที่ Guernica (1937) ในช่วง Spanish Civil War
– มีการเอ่ยถึง Pietà (1498–1499) ของ Michelangelo Buonarroti ได้ถูกทำลายไปแล้วก่อนช่วยเหลือได้ทัน
– นอกจากนี้ยังพบเห็นลูกโป่งหมูขนาดใหญ่ยักษ์ นั่นอ้างอิงถึง Pink Floyd อัลบัม Animals

ไม่ใช่เหรียญสตางค์ที่วางบนหน้าผากของตัวละคร แต่คือ Our Lady of Guadalupe หรือ Virgin of Guadalupe นักบุญอุปถัมถ์ พระแม่มารีย์แห่งเม็กซิโก (บ้านเกิดของผู้กำกับ Alfonso Cuarón)

Kee เลือกเปิดเผยว่าตนเองตั้งครรภ์ต่อ Theo ในคอกสัตว์ ท่ามกลางฝูงวัวที่กำลังถูกรีดคั้นนม ถือเป็นการสะท้อนสถานที่เกิดของพระเยซูคริสต์ และครั้งหนึ่งเธอบอกว่าไม่รู้ใครเป็นพ่อ ถึงจะสำส่อนก็เถอะ สื่อความได้ไม่แตกต่าง (ว่า Kee=พระแม่มารีย์, Theo=Joseph)

ถึงรูปปั้นแกะสลัก Pietà จะพังทลายไป แต่ก็ได้แปรสภาพมาเป็นช็อตนี้ แม่คร่ำครวญรำพันถึงลูกรักที่จากไป โทษว่ากล่าวพระเจ้าผู้สร้าง ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้!

เกร็ด: รูปแกะสลัก Pietà จริงๆคือพระแม่มารีย์โอบอุ้มพระเยซูคริสต์

ฉากสุดท้ายของหนัง ท่ามกลางท้องทะเลอันเคว้งคว้า หมอกลงหนาจัด สะท้อนถึงอนาคตของมวลมนุษย์ชาติช่างมีความคลุมเคลือ ไม่มีใครสามารถคาดเดาจินตนาการถึงวันข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ตัดต่อโดย Cuarón และ Alex Rodríguez สัญชาติ Mexican เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Film Editing เรื่อง Children of Men (2006)

หนังทั้งเรื่องนำเสนอผ่านมุมมองของ Theo Faron ปรากฎอยู่ทุกช็อตฉาก และเห็นว่าจะต้องมีสัตว์อย่างน้อย 1 ชนิด (ส่วนใหญ่เป็นสุนัข) หลบซ่อนเร้นอยู่ด้วย

แซว: ประมาณว่า Theo เป็นคนที่สัตว์ชอบเข้าหา ทั้งแมวที่บ้าน Jasper, หมาที่ฟาร์ม ฯ

คงมีไม่กี่คนรับชมจนจบ Ending Credit จะมีปรากฎข้อความ “Shantih Shantih Shantih” คำอธิษฐานภาษาสันสกฤต สันติ สันติ สันติ คงไม่ต้องอธิบายว่าหมายถึงอะไรนะครับ

เพลงประกอบโดย Sir John Kenneth Tavener (1944 – 2013) คีตกวีสัญชาติอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังกับผลงานอิงศาสนา สมาชิกของ Eastern Orthodox Church ซึ่งก็ได้แต่งเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ โดยให้มีกลิ่นอายของศรัทธา ความหวัง เอ่อล้นด้วยจิตวิญญาณแห่งมวลมนุษยชาติ ขับร้องโดย Sarah Connolly (Mezzo-Soprano) ประกอบด้วยภาษาละติน เยอรมัน และสันสกฤต

นอกจากนี้เรายังได้ยินบทเพลงมีชื่อหลากหลาย ทั้ง Pop, Rock, Electronic, Hip-Hop, Classic ดังขึ้นระหว่างการเดินทาง (เป็น Diegetic Music) เหล่านี้คือการผสมผสานสร้างโลกในจินตนาการ อนาคตที่สิ้นหวังทำให้ผู้คนโหยหายอดีต อาทิ
– Hush ของ Deep Purple
– Tomorow Never Knows ของ Junior Parker
– The Court of the Crimson King ของ King Crimson
– Riby Thuesday ของ Franco Battiato
– Bring on the Lucie (Freeda Peeple) ของ John Lennon
– Running the World ของ Jarvis Cocker
– George Frideric Handel: Alexander’s Feast
– Gustav Mahler: Kindertotenlieder: Nun will die Sonn’ so hell aufgeh’n
– Krzysztof Penderecki: Threnody for the Victims of Hiroshima
– Gustav Holst: The Planets – Mars
– Dmitri Shostakovich: Allegro from Symphony No. 10
– Sergei Prokofiev: Andante Assai from Violin Concerto No. 2 in G Minor Opus 63
ฯลฯ

Sound Effect และ Mixing ถือว่าจัดเต็มอลังการมากๆ ใส่มาแทบทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสมจริง ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ มีความเป็นธรรมชาติกลมกลืน สร้างความปั่นป่วน สับสนอลม่าน จนแทบสดับฟังอะไรๆไม่รู้เรื่อง

จะมีเสียง Sound Effect หวีดแหลมๆเหมือนคนหูอื้อ ได้ยินบ่อยครั้งทีเดียว อยากรู้เหมืือนกันว่าสร้างขึ้นจากเสียงอะไร ตั้งแต่อารัมบทระเบิดร้านกาแฟ, การตายของ Julian, Japser ฯ ซึ่งตัวละครมีการพูดถึงเสียงดังกล่าวนี้ด้วยว่า

“That’s the sound of the ear cells dying. Like their swan song”.

Children of Men ได้ทำการสะท้อนสิ่งสำคัญที่สุดแห่งชีวิต นั่นคือ ‘การเกิด’ ของลูกหลาน คนรุ่นถัดไป ถ้ามนุษย์ไม่สามารถสืบพงศ์เผ่าพันธุ์ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในการดำรงชีวิตอยู่

ทุกสิ่งอย่างที่มนุษย์ครุ่นคิดพัฒนาขึ้นในโลกทุกวันนี้ ล้วนคือมรดกตกทอดสู่ลูกหลาน สิ่งดีๆย่อมช่วยส่งเสริมให้เจริญรุดหน้าก้าวไกล ขณะที่ความชั่วเลวร้ายจักนำมาซึ่งหายนะ ทำลายอนาคตให้ดับสูญสิ้นโอกาส บั่นทอนอายุขัยชีวิตพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

ความสนใจของผู้กำกับ Cuarón ต้องการสะท้อนหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงขณะนั้น สงคราม ก่อการร้าย ฯ ล้วนคือชนวนเหตุสำคัญ บั่นทอนทำลายล้างอนาคตให้เต็มไปด้วยความคลุมเคลือ หมอกลงหนาจัด ถ้ามนุษย์เราครุ่นคิดด้วยสติสักนิดก่อนลงมือกระทำอะไร คำนึงถึงลูกหลานเหลนของตนเอง ไม่แสดงความเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป โลกคงสงบสุขสันติ อะไรๆคงสดใส สว่างไสว เจิดจรัสจร้าขึ้นกว่าเดิม

“I’m absolutely pessimistic about the present. But I’m very optimistic about the future”.

– Alfonso Cuarón

สำหรับชื่อ Children of Men คัทลอกจากคัมภีร์ไบเบิ้ล Psalm 90:

Lord, thou hast been our dwelling place in all generations.

Before the mountains were brought forth, or ever thou hadst formed the earth and the world, even from everlasting to everlasting, thou art God.

Thou turnest man to destruction; and sayest, Return, ye children of men.

For a thousand years in thy sight are but as yesterday when it is past, and as a watch in the night.

เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice ได้รับการยืนปรบมือหลายนาที แต่กลับคว้ามา 2 รางวัลเล็กๆ
– Golden Osella: Outstanding Technical Contribution (Emmanuel Lubezki)
– Laterna Magica Prize [ผมก็ไม่รู้รางวัลอะไรนะ]

ด้วยทุนสร้าง $76 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $35.5 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกเกือบๆ $70 ล้านเหรียญ ขาดทุนย่อยยับเยิน และยังถูกมองข้ามจากการประกาศรางวัลท้ายปี เข้าชิง Oscar เพียงสามสาขา
– Best Adapted Screenplay
– Best Cinematography
– Best Film Editing

ปัญหาที่หนังไม่ทำเงินเท่าไหร่ คงเพราะสตูดิโอ Universal ไม่รู้จะทำการตลาดอย่างไร มีความจำเพาะเจาะกลุ่ม Sci-Fi Hardcore เกินไป ดีสุดครุ่นคิดได้คือออกฉายวันคริสต์มาสสิ้นปี เพราะใจความของ ‘ความหวัง’ น่าจะช่วยดึงดูดผู้ชมได้บ้าง

ความล้มเหลวไม่เป็นท่านี้ ทำเอา Alfonso Cuarón ถึงกับไปต่อไม่ถูก เห็นว่าเคยครุ่นคิดเลิกสร้างหนังไปเป็นปีๆ แถมต่อมาหย่าร้างกับภรรยาอีก นี่ถ้าไม่ได้ Gravity (2013) พลิกฟื้นช่วยชีวิตไว้ คงไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เคยรับชมมาสองสามครั้งแล้วยังคงอึ้งทึ่ง ตราตะลึง อ้าปากค้างกับ Long Take ยาวๆ แม้งทำได้ไงว่ะ! นั้นทำให้ Alfonso Cuarón และ Emmanuel Lubezki กลายเป็นบุคคลสำคัญแห่งวงการภาพยนตร์/มนุษยชาติเลยก็ว่าได้

แนะนำคอหนัง Sci-Fi โลกอนาคตแนว Dystopian, นักปรัชญา ศาสนา ชื่นชอบการครุ่นคิดวิเคราะห์, ชื่นชอบงานภาพสวยๆ โปรดักชั่นสมจริง, แฟนๆผู้กำกับ Alfonso Cuarón ตากล้อง Emmanuel Lubezki และนักแสดง Clive Owen, Julianne Moore ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง สมจริง ระดับจับต้องได้

คำโปรย | “Children of Men ได้ทำให้ผู้กำกับ Alfonso Cuarón และตากล้องคู่บารมี Emmanuel Lubezki คือบุคคลสำคัญแห่งมนุษยชาติ”
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of