Citizen Kane (1941)

Citizen Kane

Citizen Kane (1941)

ถ้าคูรเป็นนักดูหนัง คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหนังเรื่องนี้ Citizen Kane โดยชายหนุ่มอัจฉริยะแห่งวงการภาพยนตร์ Orson Welles มีอะไรให้พูดถึงในหนังเรื่องนี้มากมาย แต่ผมคงจะพูดแค่ความประทับใจส่วนตัวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ บอกตามตรงว่าผมไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเพราะดูไม่รู้เรื่อง แต่เพราะความที่ตัวหนังเองไม่มีส่วนประกอบใดเลยที่ผมชอบ แต่ก็ต้องชอบรับว่าเทคนิค และวิธีการนำเสนอเรื่องนี้ เป็นเหมือนหนังสือเรียนฉบับที่นักเรียนการแสดง ผู้กำกับต้องเปิดอ่าน เพราะมันมีทุกองค์ประกอบของความยอดเยี่ยม เหนือชั้น และเหนือกว่าหนังเรื่องไหนๆ

Orson Welles ผมไม่แน่ใจนะว่าเขาร่วมก่อตั้งสตูดิโอ RKO ด้วยหรือเปล่า แต่เขาเซ้นต์สัญญาทำหนังกับค่ายหนังนี้ยาวเลย หลายเรื่องด้วยนะ แนวคิดของ Orson คือความที่เขาต้องการทดลองอะไรใหม่ๆ สมัยก่อนมันไม่มีหรอกนะครับตำราเรียน หรือการสอนเทคนิคการทำหนัง สิ่งที่เขาจะเรียนรู้ได้ก็เกิดจากการดูหนังหลายๆเรื่อง จากผู้กำกับหลายๆคน ดูหลายๆรอบ Orson เองก็บอกว่าเขาเรียนรู้เทคนิคการทำหนังจากการดูหนังเก่าๆมากมาย โดยเฉพาะ Stagecoach ที่ดูไปไม่ต่ำกว่า 40 รอบ (สมัยนั้นไม่มี video/cd เลยนะครับ ต้องดูจากห้องฉายที่เป็นฟีล์มฉายเท่านั้น) ทุกวันก่อนที่เขาจะเริ่มงาน เขาต้องดูหนังเพื่อศึกษาและหาแรงบันดาลใจก่อนจะเริ่มทำงานทุกครั้ง

ที่ Orson ได้รับการเรียกว่า “อัจฉริยะ” เพราะเขาเป็นทั้งนักแสดงและผู้กำกับ ที่น้อยนักจะมีคนควบสองตำแหน่งนี้ ใน Citizen Kane เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Academy Award จากสาขา Best Actor และ Best Director น่าจะเป็นคนเดียวในโลกเลยมั้งที่สามารถทำได้ น่าเสียดายที่ตอนนั้นหนังเรื่องนี้ แม้จะได้รับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างดี แต่เพราะเทคนิคที่ยังเป็นความใหม่ใน hollywood ทำให้ได้รับการกีดกันจากคนบางกลุ่ม แต่ Orson ก็ได้ Oscar จากการเขียนบท Citizen Kane ร่วมกับ Herman J. Mankiewicz

โดยปกติแล้วการทำงานของ Orson นั้นเขามักจะ เขียนบทและกำกับเอง แต่ Citizen Kane เป็นหนังที่เขาแชร์การเขียนบทกับ Herman J. Mankieicz ที่ช่วยกันขัดเกลาบทหนัง โดย Orson ชื่นชมบทหนังของ Herman มาก โดยให้คำจำกัดความว่า “enormous” บทของ Citizen Kane ผมยอมรับว่าเขียนออกมาได้อย่างรอบคอบ รัดกุม และสวยงามอย่างมาก แต่ที่ผมไม่ชอบ เพราะมันไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นทางอารมณ์เลย เป็นเหมือนอัตชีวประวัติของคนๆหนึ่ง ที่ดูแล้วเหมือนเทพนิยาย โดยการเล่าผ่านมุมมองของตัวละครแต่ละตัวที่มีบทบาทในชีวิตของ Mr.Kane

เทคนิคการเล่าเรื่องผ่าน Flashback โดยผ่านตัวละครหลายตัวนี้ ถือว่าเป็นความแปลกใหม่มากในยุคสมัยนั้น ถ้าพูดถึง Flashback อาจจะไม่ใหม่เท่าไหร่ มีหนังหลายเรื่องที่ใช้การเล่าผ่าน Flashback แต่ Flashback แบบ Citizen Kane นี้คือ Flashback ที่แทบจะทั้งเรื่อง และยังพูดผ่านคนหลายๆคน เป็นเทคนิคการนำเสนอที่ใหม่มากจริงๆ ผมเรียกลักษณะแบบนี้ว่า “การส่งไม้ต่อ” คือการเล่าเรื่องราวผ่านคนหนึ่งหรือสิ่งหนึ่งแล้วยังไม่จบ จะต้องมีคนต่อไปหรือสิ่งต่อไปที่เล่าต่อ เหมือนการส่งไม้ผลัดวิ่ง เพื่อให้ไม้ไปถึงเส้นชัย ต้องมีคนส่งไม้รับไม้หลายคน เทคนิคนี้สมัยนี้เจอได้ในหนังหลายๆเรื่อง แต่จุดเริ่มต้นคือ Citizen Kane

คงไม่พูดถึงไม่ได้กับ MacGuffin นี่ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่ใช้เทคนิคนี้ คนที่บัญญัติคนแรกจริงๆคือ Alfred Hitchcock ที่พูดในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อปี 1939 ว่า “ในสตูดิโอเรามีคำหนึ่งที่เรียกว่า แม็คกัฟฟิน มันเป็นองค์ประกอบที่ใช้สร้างเรื่อง เรื่องอาชญากรรมต้องมีของมีค่าเสมอ เรื่องสายลับก็ต้องมีเอกสารสำคัญ” ถ้าถามว่าหนังเรื่องแรกจริงๆที่เคยใช้ ผมคิดว่าน่าจะเป็น The 39 Steps (1935) ของ Alfred Hitchcock สำหรับ Citizen Kane MacGuffin ของหนังเรื่องนี้คือ Rosebud ศัพท์คำนี้แนะนำให้รู้จักไว้นะครับ ถ้าหนังเรื่องไหนมีการพูดถึงสิ่งๆหนึ่ง ที่ใช้เป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งเมื่อถึงตอนจบแล้ว เราก็ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งๆนั้นคืออะไร ล่าสุดเจอใน Mission Impossible 3 กับ Rabbitfoot ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่ามันคืออะไร

Gregg Toland ผู้กำกับภาพที่อยากทดลองเทคนิคการถ่ายภาพใหม่ๆ แต่ก็หาสตูดิโอ หรือผู้กำกับที่พร้อมจะทดลองไปกับเขานั้นยากเหลือเกิน จนมาได้พบกับ Orson Welles เราจะได้เห็นงานถ่ายภาพเชิงทดลองแบบ Depth Focus ในทุกๆช็อต ซึ่งแฝงไปด้วยความหมายเชิงภาพยนตร์มากมาย มีการเล่น Depth Focus แบบ pan กล้อง แบบเคลื่อนไหว มุมต่ำ มุมสูง มีการทดลองทุกแบบที่สามารถทำได้ ตัว Orson เองก็เปิดรับการทดลองแบบนี้ เทคนิคพวกนี้ ณ ตอนนั้นไม่ได้รับการยอมรับเท่าไหร่ แต่ก็ inspired ให้หนังยุคใหม่ๆมากมาย ผมชอบการทดลองถ่ายภาพที่สะท้อนจิตวิทยาในเรื่องนะ เช่นว่า ภาพโปสเตอร์ของ Mr.Kane อยู่ด้านหลัง Mr.Kane ที่กำลังหาเสียง หรือ ฉากใน Xanadu ที่เล่นกับความกว้างใหญ่ แต่มีตัวละครแค่ 2 ตัว เสียง echo ของคนสองคน มันเป็นการทดลองแฝงเชิงจิตวิทยาที่สมจริงมากๆเลย

การจัดฉาก แสง สี และเงา เพราะความเป็นหนัง ขาว-ดำ เราจะได้รับรู้สึกอารมณ์บางอย่าง ผมชอบการเล่นเงาของหนังเรื่องนี้นะ Orson ชอบเล่นกับเงาอยู่แล้ว เราจะเห็นได้จากผลงานของเขาหลายๆเรื่อง สำหรับ Citizen Kane เราแทบจะไม่ได้เห็นหน้าตัวละครที่เป็นนักข่าวเลย เพราะมันเหมือนมีเงามืดบางอย่างที่บดบังพวกเขาไว้ เหตุผลของการทำแบบนั้นก็น่าสนใจทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ใช่ตัวละครที่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องเลย เปรียบเสมือนผู้ชม ผู้ดู มุมกล้องก็ถ่ายภาพผ่านหัวของเขา ไม่มีตัดไปให้อยู่หน้ากล้องเลย สำหรับการออกแบบฉาก ที่ผมพูดไว้ Xanadu เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ เราจะรู้สึกได้เลยถึงความโดดเดี่ยว วังเวง ของสถานที่แห่งนั้น เป็นการออกแบบที่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครได้เยี่ยมแท้

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือการแต่งหน้า นี่เป็นหนังเรื่องแรก(เลยมั้ง) ที่ใช้การแต่งหน้าตัวละครตั้งแต่หนุ่มยันแก่ มีการปั้น model หน้าเหี่ยวๆใส่ครอบตัวละครเข้าไป ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็เหมือนหนังเรื่อง The Curious of Benjamin Button ที่เป็นหนังเรื่องแรกที่แต่งหน้าตัวละครโดยใช้ Computer สร้างตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ควรพูดถึงเลยสำหรับการแต่งหน้าบนโลกภาพยนตร์

งานเพลงนี่อาจจะไม่เด่นเท่าไหร่ แต่นี่เป็นงานเพลงของ Bernard Herrmann จะไม่พูดถึงได้ยังไง หนังเรื่องนี้มีช่วงที่ใช้เพลงเยอะๆอยู่แค่ช่วงแรกๆเท่านั้น ที่เป็นการเล่าอัตประวัติเชิงย่อของ Mr.Kane ดนตรีอาจไม่มีอะไรแปลกใหม่ ถือเป็นงานเพลงทั่วๆไปในยุคนั้น แต่จังหวะการขึ้นของเพลงนั้นถือว่าลงตัวและยอดเยี่ยมมากๆ จะมีช่วงหลังๆที่บทเพลงของ Bernard บรรเลงคลอไปกับเรื่องโดยที่เราไม่รู้ตัว ช่วยเสริมอารมณ์ของ Mr.Kane ให้เด่นชัดคล้องรับกับองค์ประกอบต่างๆในหนังได้อย่างลงตัว

—ย่อหน้านี้มีสปอยเนื้อเรื่อง—ทำไมผมถึงไม่ชอบ Citizen Kane หนังเรื่องนี้ไม่ว่าคุณภาพจะดีขนาดไหน แต่มันเหมือนหนังสือเรียนที่ใช่ว่าทุกคนจะชอบอ่าน ผมก็คนหนึ่งที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเรียน ต่อให้หนังสือเรียนจะสนุกแค่ไหนก็เถอะ ผมรู้สึกว่า Citizen Kane เป็นหนังที่ไม่ถูกจริตเรื่องหนึ่ง คือไม่สามารถสร้างอารมณ์ให้กับคนดูได้ แม้ว่าองค์ประกอบทุกอย่างจะทำให้เรารู้สึกว่า Mr.Kane ในหนังรู้สึกอย่างไร แต่เพราะความที่มันเป็นตัวละครที่ไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกสงสารไปกับเขาเลย หมอนี่มันรวยล้นฟ้า แต่กลับหาความสุขใส่ตัวเองไม่ได้ หนังตั้งคำถามที่ว่า ความสุขเกิดจากอะไร คำตอบของหนังเรื่องนี้คือ ถึงมีเงินล้นฟ้าก็หาความสุขใส่ตัวไม่ได้ ผมไม่รู้สึกเลยว่าตัวละครนี้น่าสงสาร แม้จะสร้างสถานการณ์ยังไงให้น่ารู้สึกสงสาร ผมรู้สึกสมเพศมากกว่า ตัวละครโหยหาความรัก ต้องการให้คนอื่นรักคนเอง แต่ตัวเองกลับไม่ให้ความรักแก่ใคร การตายของ Mr.Kane ก็เป็นอะไรที่น่าสมเพศมาก เขาได้แต่หวนระลึกถึงอดีตที่ได้อยู่กับพ่อแม่ และความสุขสุดท้ายที่เขาได้รับเมื่อสมัยยังเด็ก

ผมยอมรับว่าหนังเรื่องนี้ยอดเยี่ยม แต่ก็ใช่ว่าเราทุกคนจะต้องชอบมันนะครับ เป็นหนังที่นักดูหนังทุกคนควรจะได้ดูไว้เพื่อเป็นการศึกษาและเปรียบเทียบ เช่นว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอคล้าย Citizen Kane เลย ผมจะเห็นนักวิจารณ์ชอบพูดประโยคลักษณะนี้เยอะ ผมเองก็ใช้บ่อย เพื่อไม่ให้เราเสียเปรียบเวลาอ่านคำวิจารณ์พวกนี้ จะได้รู้ว่าเขาหมายถึงอะไรเวลาเปรียบเทียบกับหนังดีๆเก่าๆ สำหรับคนดูหนังทั่วๆไป หนังเรื่องนี้ก็พอดูได้นะครับ ดูแล้วจะสะท้อนแนวคิดบางอย่าง เข้าใจและรู้สึกบางอย่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าคำพูดประโยคนี้มาจากเรื่องนี้รึเปล่านะ “เงินซื้อทุกอย่างได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้”

คำโปรย : “Citizen Kane หนังแนวทดลองที่ได้ชื่อว่าเป็นหนังสือเรียนของวิชาภาพยนตร์ ด้วยผลงานแสดงและกำกับโดยชายอัจฉริยะ Orson Welles ดูให้ได้ก่อนตาย นี่คือหนังที่สมบูรณ์ทุกองค์ประกอบเรื่องของโลก”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบSO-SO

6
Leave a Reply

avatar
6 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Top 10 Stanley Kubrick Favorite Films | RAREMEAT BLOGTop 10 Woody Allen Favorite Films | RAREMEAT BLOGTop 12 Martin Scorsese Favorite Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…]  Citizen Kane (1941)  : Orson Welles ♥♥♥♡ […]

trackback

[…]  Citizen Kane (1941)  : Orson Welles ♥♥♥♡ […]

trackback

[…] Citizen Kane (1941)  : Orson Welles […]

trackback

[…] Citizen Kane (1941)  : Orson Welles […]

trackback

[…] 3. Citizen Kane (1941)  : Orson Welles […]

trackback

[…] 3. Citizen Kane (1941)  : Orson Welles […]

%d bloggers like this: