City of God (2002)

City Of God

City of God (2002) Brazilian : Fernando Meirelles & Kátia Lund ♥♥♥♥♡

ใครกำลังจะไป Olympic หรือไปเที่ยว Rio de Janeiro ประเทศ Brazil ผมอยากแนะนำให้คุณดูหนังเรื่องนี้ก่อนไปนะครับ แม้ว่าปัจจุบัน Cidade de Deus จะกลายเป็นเมืองที่(น่าจะ)ดีขึ้นกว่าในหนังแล้ว แต่ให้ตระหนักไว้ลึกๆเลยว่า ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นแบบหนังเรื่องนี้ (หนังสร้างจากเรื่องจริง)

ผมเคยดูหนัง Brazilian เมื่อนานมากแล้วประมาณ 2-3 เรื่อง City of God เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยความคิดที่ว่า คงเป็นหนังแฟนตาซี พาเราสู่ดินแดนแห่งพระเจ้า เห็นหน้าปกสีทองด้วย คงอร่ามแน่ๆ แต่แม่จ้าว! ความจริงกับความฝันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว นี่เป็นหนังที่ฉุดเราลงสู่ขุมนรก พบกับความจริงที่แสนเจ็บปวดของสถานที่หนึ่งในโลก ผมว่าชื่อหนังน่าจะมีสร้อยต่อเสียหน่อยว่า City of God, where he did not live here. แบบนี้เข้าท่ากว่าเยอะ

ที่จดจำได้อีกคือ นี่เป็นหนังที่เทคนิคจัดจ้านมากๆ ภาพสวย เล่าเรื่องเร็ว ตัดต่อคมกริบ และเพลงประกอบสุดแนว เรื่องราวจำไม่ได้เท่าไหร่ แต่มีลักษณะคล้ายแนว Gangster ไต่เต้าจากเด็กขึ้นสู้การเป็นผู้นำ (หรือพระเจ้า), ดูครั้งนี้ความทรงจำไม่โกหกผมเลย เป็นอย่างที่คาดคิดไว้ทุกอย่าง เพิ่มเติมเรื่องเทคนิคที่ดูแล้วเข้าใจเหตุผล วิธีการมากขึ้น และอิทธิพลของหนัง ที่เห็นชัดเลยว่ามาจากหนังของ Martin Scorsese อย่างมาก แม้นี่จะไม่ใช่หนังเรื่องโปรดของผม แต่ก็ถือว่าหลงรักชอบมากๆเลยละ

เรื่องราวดัดแปลงจากนิยาย Cidade de Deus (ภาษาโปรตุเกส) หรือ City of God เขียนโดย Paulo Lins ตีพิมพ์เมื่อปี 1997 ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Bráulio Mantovani, เรื่องจริงจากความทรงจำของ Paulo Lins ที่เกิดและเติบโตใน Cidade de Deus เขตชานเมืองของ Rio de Janeiro, การเติบโตของกลุ่มอาชญากรในเมืองแห่งนี้ ช่วงระหว่างปลายยุค 60s จนถึงต้นยุค 80s และสงครามระหว่างพ่อค้ายาเสพติด Li’l Zé และคนธรรมดาที่กลายเป็นอาชญากร Knockout Ned

ผู้กำกับ Fernando Meirelles (The Constant Gardener-2005) ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนวางขาย เกิดความชื่นชอบอย่างมาก จึงได้ชักชวน Kátia Lund ให้เธอร่วมกับเขากำกับหนังเรื่องนี้, เหตุที่ Meirelles ชักชวน Lund เพราะเธอเพิ่งกำกับหนังสารคดีเรื่อง Notícias de uma Guerra Particular (News of a Private War) ออกฉายปี 1999 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ่อค้ายาติดอาวุธ (ซึ่งใช้เด็กๆถืออาวุธเป็นโล่) สู้กับตำรวจ Rio de Janeiro เรื่องราวของสารคดีมีลักษณะคล้ายๆกับ City Of God มาก นี่น่าจะช่วยผ่อนแรงเขาได้เยอะเลย

Meirelles ตัดสินใจเลือกนักแสดงจากสลัม เพื่อจะได้การแสดงที่สมจริงกว่า (จริงๆคือไม่ค่อยมีนักแสดงอาชีพของ Brazil ที่เป็นคนผิวสีเท่าไหร่) จาก 400 คน คัดเหลือ 200 คน นักแสดงหลายคนก็มาจาก City of God อาทิ Alexandre Rodrigues รับบท Buscapé/Rocket, Leandro Firmino รับบท Zé Pequeno/Lit Zé พอได้นักแสดงแล้วก็จะถูกพาตัวไปเรียนการแสดง (Actors Workshop) อยู่หลายเดือนก่อนจะเริ่มถ่ายทำ

นักแสดงสมัครเล่นในหนังเรื่องนี้ต้องถือว่า เล่นหนังได้สุดยอดแทบทั้งนั้น ทุกคนสามารถทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นตัวละครนั้นจริงๆ โดยเฉพาะ Leandro Firmino ที่รับบท Zé Pequeno/Lit Zé มีความโหดเหี้ยม น่าเกรงขามสุดๆ, Seu Jorge รับบท Knockout Ned ที่ดูภายนอกเข้มแข็งมาก และ Phellipe Haagensen รับบท Bené/Benny เป็นคนที่มี charisma หล่อเท่ห์ เข้ากับคนอื่นง่าย มีความเป็นผู้นำสูง เรียกได้ว่ากลบกินรัศมีของนักแสดงมืออาชีพหนึ่งเดียวในหนังอย่าง Matheus Nachtergaele ที่รับบท Cenoura/Carrot ไปมากทีเดียว

ถึงนักแสดงจะสมัครเล่น แต่ทีมงานมีความเป็น professional มาก ถ่ายภาพโดย César Charlone, การเคลื่อนไหวกล้องของหนังเรื่องนี้ หมุนเร็วราวกับติดจรวด (ใช้ Hand Held) โดยเฉพาะตอนที่หนังจบฉากเปิดเรื่อง ด้วยการหมุนรอบ Rocket ด้วยความเร็วสูงย้อนเวลาจากผู้ใหญ่ไปเด็ก ผมถือว่านี่เป็นเทคนิคการย้อนเวลาที่น่าจะเจ๋งที่สุดเท่าที่เคยเห็นมานะครับ

โทนสีและแสงของหนังก็ถือว่าจัดจ้านไม่ใช่เล่น ต้นเรื่องเปิดมาจะมีสีฟ้าอ่อนๆ เป็นสีเย็น รอบข้างเต็มไปด้วยตึกสูงคอนกรีต หลังจากหมุนย้อนไปอดีต ภาพของสลัมหลายปีก่อน กลายเป็นทุ่งลูกรังสีน้ำตาล พระอาทิตย์สาดส่องแสงสีอบอุ่น บ้านปลูกเป็นหลังชั้นเดียว เรียงติดๆกันแต่มีช่องว่างระยะห่าง บรรยากาศราวกับหนังคนละเรื่อง, ถ้าใครติดตามโทนสีของหนัง จะเห็นว่ามันจะค่อยๆเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ บางฉากมืดสนิทเลย (ตอนที่ Benny ถูกยิง) แต่ไม่ใช่หนังเครียดตลอดนะครับ มีช่วงเวลาชิลๆ อย่างเที่ยวทะเล จีบสาว ฯ

เกร็ด: หนังไม่ได้ถ่ายกันที่ Cidade de Deus จริงๆนะครับ เพราะตอนนั้นยังถือว่ามีความอันตรายอยู่, ไปถ่ายกันที่สลัม Rio Favela ห่างจาก Cidade de Deus ไม่ไกลนัก

ตัดต่อโดย Daniel Rezende, หนังใช้การบรรยายควบคู่ไปกับการเล่าย้อนอดีต (Flashback) มีการแบ่งเป็นตอนๆ ขึ้นชื่อตอนก่อนเข้าเรื่อง เป็นเรื่องราวของตัวละครต่างๆ ผ่านมุมมองของ Rocket ที่อาจได้พบเจอ หรืออยู่ร่วมกันในเหตุการณ์นั้นๆ ฯ นี่เป็นเทคนิคที่มีมานานแล้ว แต่ด้วยวิธีการตัดต่อที่รวดเร็ว ฉับไว ทำให้หนังดูทันสมัยอย่างมาก

เพลงประกอบโดย Antonio Pinto และ Ed Côrtes หนังเรื่องนี้ใช้เพลงที่มีเนื้อร้องประกอบหนังทั้งหมดนะครับ ซึ่งแทบทั้งนั้นล้วนเป็นเพลงฮิตดังๆ อาทิ Get Up (I Feel Like Being a) Sex Machine ของ James Brown, Kung Fu Fighting ของ Carl Douglas, So Very Hard to Go ของ Tower of Power มีหลายแนวทั้ง R&B, Rock, Blues, Soul ฯ ไม่ได้ใส่เพื่อสร้างอารมณ์ประกอบหนัง แต่ใช้ให้เข้ากับเหตุการณ์ในหนังเท่านั้น

Meirelles เริ่มต้นสายงานจากการเป็นผู้กำกับโฆษณาทีวี ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เทคนิค มีความรวดเร็ว รวบรัด กระชับ ฉับไว เขาเอาทักษะนี้มาประยุกต์ใช้ในการทำหนังเรื่องนี้ และการร่วมงานผู้กำกับภาพ Charlone ซึ่งนิยมใช้กล้อง hand-held เพื่อการเคลื่อนไหวที่สะดวก โฉบเฉี่ยวและการตัดต่อที่มีความรวดเร็ว, สไตล์เช่นนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า City of God เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอันตรายทุกหนแห่ง

การไล่ต้อนไก่ต้นเรื่อง เป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่นำเสนอใจความของหนังได้ตรงมากๆ หนังจะวนมาให้คำตอบเราก็ตอนท้ายๆเลย ว่าเชือดไก่เพื่ออะไร ส่วนไก่ตัวที่วิ่งหนี เพราะมันเห็นเพื่อนถูกฆ่าตาย ตนก็เลยกลัววิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต อุปมาดั่งคนที่อาศัยเติบโตอยู่ใน City of God จะเลือกที่จะยอมถูกเชือด กลายเป็นแบบเดียวกับที่คนอื่นเป็น หรือวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ กระนั้นถ้าไม่หนีไปจนสุดขอบฟ้า มันย่อมมีโอกาสให้ต้องกลับมา แบบ Rocket ที่อุตส่าห์พาตัวออกไปจาก City of God แล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายยังต้องกลับมา (แลกกับการเปิดบริสุทธิ์ของตนเอง)

หนังขึ้นชื่อว่ามีความรุนแรงพอสมควร ฆ่าโดยไม่มีเหตุผล ให้เด็กถือปืนยิงคนตาย ขายยาเสพยา รวมถึงความกระสันอยากเปิดบริสุทธิ์ใจแทบขาดของผู้บรรยาย ฯ นี่เป็นหนังที่คนมือถือสากปากถือศีลดูแล้วคงจะเอือมระอา ผมมองว่าเป็นการตีแผ่ที่ตรงไปตรงมา เป้าหมายของหนังก็ชัดเจนอยู่แล้ว และผู้กำกับก็กล้ามากพอที่จะนำเสนอสิ่งที่น้อยคนจะกล้าพูดกล้าทำออกมา หนังไทยยังแทบหาไม่ได้ หนังที่ตีแผ่ความจริงระดับนี้ ถ้ามีก็มักถูกเบื้องบนลงทัณฑ์ ไม่แบนก็ให้ตัดฉากโน่นนี่นั้นออก ผมคิดว่าเพราะความ ‘สมจริง’ นี้เองที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จ

ฉากจบมันคือวัฎจักรนะครับ เด็กเติบโตขึ้นโดยมีผู้ใหญ่เป็นแบบอย่าง ผู้ใหญ่เป็นยังไงเด็กๆโตขึ้นก็อยากเป็นแบบนั้น ชะตากรรมของ Lit Zé อาจสาสมใจคนดู แต่ผมกลับรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว ความรุนแรงได้ถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งเรียบร้อยแล้ว นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อว่า ต่อให้รัฐบาล Brazil ถึงจะสามารถกวาดล้างหรือทำความสะอาดเมืองให้หมดไปจากเรื่องพวกนี้ แต่ความรุนแรงยังฝังอยู่ในใจคน จะให้มันลบเลือนหายไปง่ายๆได้ยังไง ตอนนี้มันอาจยังสงบสุขอยู่ แต่เมื่อใดที่ความยากจนย่างกราย หรือเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์ สิ่งต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในหนัง ย่อมสามารถย้อนกลับมาเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ

ต้องถือว่าผู้กำกับได้อิทธิพลการทำหนังจาก Martin Scorsese เป็นอย่างมาก ทั้งการ Close-Up, การกวาดกล้อง (sweeping shot), แช่และซูม (freeze-and-zoom) หรือใช้กล้อง Hand Held เคลื่อนเข้าหาตัวละคร ฯ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นลายเซ็นต์ในหนังของ Scorsese นับจาก Goodfellas แทบทั้งสิ้น, สำหรับคนที่เคยดูหนังอย่าง Raging Bull, Goodfellas หรือ Casino มาแล้ว อาจจะรู้สึกไม่ตื่นตานักเมื่อดูหนังเรื่องนี้ เพราะแนวทางการกำกับคล้ายกันมาก มีนักวิจารณ์เปรียบเทียบว่า City of God นั้นคือ ‘Brazillian Goodfellas’ กระนั้นผมมองว่าในพื้นหลังเรื่องราวที่แตกต่าง รูปแบบสีสันสไตล์ การตัดต่อที่ดูทันสมัย มันทำให้หนังสดใหม่ มีชีวิตชีวา เปรียบได้กับอีกหนึ่งชีวิตใหม่ ซึ่งผลลัพท์ที่ออกมานี้ถือว่าไม่ธรรมดา อาจไม่ยอดเยี่ยมกว่าแต่ถือว่าทัดเทียมไม่แพ้กัน

เกร็ด: ถ้าคุณสังเกตโปสเตอร์หนังให้ดี จะพบว่านักแสดงทุกคนชี้นิ้วไปทางเดียวกัน แต่ความจริงคือพวกเขาถือปืนเล็งมาที่คนดู ซึ่งผู้จัดจำหน่ายหนังเห็นว่ามันจะเป็นภาพที่ไม่เหมาะสม จึงลบปืนออกแล้วเปลี่ยนเป็นชี้นิ้วแทน

ใน Brazil หนังทำรายได้ $10.3 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อเมริกาทำรายได้ $7.5 ล้าน รวมทั่วโลก $30.5 ล้าน จากทุนสร้าง $3.3 ล้าน นี่น่าจะเป็นหนัง Brazil ภาษา Portuguese ที่ทำรายได้สูงสุด ณ ขณะนั้นเลยนะครับ

หนังได้เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ในสาย Out of Competition และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก, ปีนั้นเป็นตัวแทนของ Brazil เข้าชิง Oscar สาขา Best Foreign Language Film แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก ทำให้ปีถัดมาได้สิทธิ์ ถ้านำมาฉายที่อเมริกาจะสามารถส่งเข้าชิงสาขาอื่นได้ กลายเป็นว่าปี 2003 หนังได้เข้าชิง Oscar 4 สาขา ประกอบด้วย Best Director, Best Adapted Screenplay, Best Cinematography และ Best Film Editing นี่ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สุดประหลาดในประวัติศาสตร์ Oscar น่าเสียดายที่หนังไม่ได้สักรางวัลกลับไป

กระนั้นในการจัดอันดับหนังยอดเยี่ยม
หนังติดอันดับ All-TIME 100 Movies ของนิตยสาร TIME
ติดอันดับ 7 จาก The 100 Best Films Of World Cinema ของนิตยสาร Empire
ติดอันดับ 6 จาก the 25 Best Action Movies Ever ของนิตยสาร The Guardian
และติดอันดับ 1 จาก 50 best movies of the decade of the 2000s ของนิตยสาร Paste

10 ปีถัดมามีหนังเรื่อง City of God – 10 Years Later เป็นสารคดีที่ไปสัมภาษณ์นักแสดงที่เคยเล่นหนังเรื่องนี้ โดยผู้กำกับ Cavi Borges และ Luciano Vidigal ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ Miami International Film Festival เมื่อเดือน March 2014 ถ้าใครชอบหนังเรื่องนี้ แล้วอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากหนังฉายบ้าง ไปลองหามาดูนะครับ

แนะนำอย่างยิ่งกับคนชอบหนังแนวอาชญากรรม (Crime Action) หรือชอบหนังแนวของ Martin Scorsese คิดว่าต้องชอบหนังเรื่องนี้แน่, ตำรวจ อาชญากรทั้งหลายดูไว้แล้วระลึกให้ดี, คนที่จะเดินทางไป Brazil, Rio de Janeiro จำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อปี 2011 เห็นว่าประธานาธิปดี Barrack Obama ตอนไปเยือนประเทศ Brazil ได้ออกเดินเท้าเข้าไปใน City of God นี้ ไปเตะฟุตบอลกับเด็กท้องถิ่นด้วย นี่เพื่อให้ประจักษ์ต่อชาวโลกว่า เมืองแห่งนี้ไม่ได้อันตรายแบบในหนังแล้ว, ใครจะเชื่อก็เชื่อไปนะครับ ผมคนหนึ่งที่ไม่คิดจะไปเหยียบ Rio de Janeiro เพราะหนังเรื่องนี้ (นี่คือสิ่งที่เรียกว่าอิทธิพลของภาพยนตร์ ไม่ว่ามันจะถูกผิด หรือไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่สิ่งที่เคยเห็นนี้จะไม่มีวันลืมเลือน)

reference: http://www.csmonitor.com/World/Americas/2011/0320/Brazil-s-City-of-God-embraces-Obama

จัดเรต R อาชญากร ความรุนแรง ความตาย และ Sex

TAGLINE | “City of God คือสุดยอดหนังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคนิคอันยอดเยี่ยม ซึ่งอาจทำให้คุณไม่อยากไปเหยียบ Rio de Janeiro ตลอดชีวิตนี้”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of