Das weiße Band (2009)

The White Ribbon

Das weiße Band (2009) German : Michael Haneke ♥♥♥♥

เรื่องราววุ่นๆสุดแสนอัปรีย์ ณ หมู่บ้านเล็กๆทางตอนเหนือของ German Empire ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1913-14 ในมุมมองปรมาจารย์ผู้กำกับ Michael Haneke คือรากฐานแห่งความชั่วร้าย สภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เด็กรุ่นนี้เติบโตขึ้นกลายเป็นนาซี, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ถ้าผู้กำกับ Michael Haneke ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมาย/ความตั้งใจดังกล่าวของหนังออกมาตรงๆ ผู้ชมทั่วโลก(ยกเว้นชาวเยอรมัน) คงมอง The White Ribbon คือภาพยนตร์นำเสนอด้านมืดของสังคม การกระทำของผู้ใหญ่ถูกจับจ้องมองโดยเด็กๆ เติบโตขึ้นผ่านสภาพแวดล้อมอันโฉดชั่วร้ายเลวทรามขนาดนั้น อนาคตวันข้างหน้าคงแปดเปลื้อนไปความขัดแย้ง สงคราม หรืออาจถึงขั้นจุดจบแห่งมวลมนุษยชาติเลยก็เป็นได้

แนวคิดของหนังมีความคล้ายคลึงกับ The Children Are Watching Us (1944) ของผู้กำกับ Vittorio De Sica เชื่อว่าสภาพแวดล้อมรอบข้าง สามารถสร้างอิทธิพลให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้น พบเห็นการกระทำของพ่อ-แม่ ญาติพี่น้อง มิตรสหายเพื่อนพ้อง จดจำลอกเลียนแบบและแสดงออกตาม ไม่สนความถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรม-มโนธรรมประการใด เพราะผู้ใหญ่ทำได้เช่นนั้น แล้วไฉนฉันถึงจะไม่มีสิทธิ์ดังกล่าว

ขณะที่ Caché (2005) ตลอดทั้งเรื่องค้างคาไว้เพียงคำถามเดียวของ whodunit? แต่สำหรับ The White Ribbon เมื่อถึงจุดๆหนึ่งผู้ชมจะเริ่มฉงนสงสัย มันไม่น่าเป็นไปได้ที่คนๆเดียวจะสร้างความวุ่นวายเพียงนี้ การไม่เฉลยว่าใครนั้นสามารถเหมารวม ‘ทุกคน’ คือต้นกำเนิดความชั่วร้าย เพียงเท่านี้ไม่ให้เรียก Masterpiece ก็คงกระไรอยู่


Michael Haneke (เกิดปี 1942) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Munich, บิดาเป็นผู้กำกับ Fritz Haneke ส่วนมารดาคือนักแสดง Beatrix von Degenschild หลังจากผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง อพยพไปเติบโตขึ้นที่ Wiener Neustadt, Austria เข้าเรียนยัง University of Vienna ศึกษาปรัชญา จิตวิทยา และการแสดง จบออกมาทำงานนักวิจารณ์ ตัดต่อรายการโทรทัศน์ จนมีโอกาสกำกับซีรีย์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Seventh Continent (1989), ตามด้วย Benny’s Video (1992), Funny Games (1997), โด่งดังระดับนานาชาติ The Piano Teacher (2001), Caché (2005), The White Ribbon (2009), Amour (2012) ฯ

ผลงานของ Haneke มักเกี่ยวข้องกับความทรงจำ การกระทำที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ถ้าไม่นำเสนอออกมาตรงๆก็มักหลบซ่อนเร้น หรือกล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่มาที่ไป, สร้างบรรยากาศอันตึงเครียดเข้มข้น เน้นความสมจริงด้วยการถ่ายทำ Long Take ระยะ Long Shot และไร้บทเพลงประกอบ (นอกจาก Diegetic Music)

สำหรับ The White Ribbon เป็นโปรเจคที่ผู้กำกับ Haneke ซุ่มพัฒนามานานกว่าสิบปี บทแรกเริ่มตั้งใจให้เป็น Mini-Series ออกฉายทางโทรทัศน์ แต่ไม่สามารถสรรหาโปรดิวเซอร์ สถานีไหนพร้อมมอบทุนสร้าง เลยนำขึ้นหิ้งทิ้งค้างคาไว้หลายปีทีเดียว

กระทั่งชื่อเสียงความสำเร็จจาก The Piano Teacher (2001) และ Caché (2005) จึงนำโปรเจคนี้มาปัดฝุ่นเริ่มต้นใหม่ ปรับเปลี่ยนแปลงความต้องใจให้กลายเป็นภาพยนตร์แทน สรรหาร่วมทุนสร้างได้จาก Wega Film (Austria), X Filme (Germany), Les Films Du Losange (France) และ Lucky Red (Italy) แต่ก่อนโปรดักชั่นจะเริ่มต้น ได้รับการชักชวนรีเมค Funny Games (2007) เลยเสียเวลาไปอีกสองปีเต็มถึงเสร็จสิ้น

เรื่องราวมีพื้นหลังเมืองสมมติ Eichwald ทางตอนเหนือของ German Empire ช่วงระหว่าง กรกฎาคม 1913 ถึง สิงหาคม 1914 ประกอบด้วย
– หมอ (รับบทโดย Rainer Bock) ระหว่างกำลังขับควบม้ากลับบ้าน ขาสะดุดเชือกตกลงมาได้รับบาดเจ็บสาหัส, หลังจากภรรยาเสียชีวิตระบายความใคร่กับผู้ช่วย/หมอตำแย (รับบทโดย Susanne Lothar) แต่เมื่อเริ่มเกิดความเบื่อหน่ายพบเห็นลูกสาวคนโต Anna (รับบทโดย Roxane Duran) สวยสะคราญเหมือนแม่ เลยค่อยๆหยอกล้อประโลมเล้า
– บาทหลวง (รับบทโดย Burghart Klaußner) ได้รับความนับหน้าถือตาจากผู้คนในหมู่บ้าน แต่ลูกสาวคนโต Klara (รับบทโดย Maria-Victoria Dragus) และลูกชายคนโต Martin (รับบทโดย Leonard Proxauf) ต่างเป็นเด็กดื้อรันหัวขบถ ชอบทำอะไรตามใจ วันหนึ่งกลับบ้านค่ำมืดทำให้ถูกลงโทษต้องผูกริบบิ้นสีขาวติดตัวตลอดเวลา และโดนมัดเชือกเวลานอนห้ามลุกไปไหน แต่การกระทำดังกล่าวนั้นจะทำให้กลายเป็นเด็กดีได้จริงๆนะหรือ?
– บารอน (รับบทโดย Ulrich Tukur) เจ้าของคฤหาสถ์หลังใหญ่ อาศัยอยู่กับบารอนเนส Marie-Louise (รับบทโดย Ursina Lardi) และบุตรชาย Sigmund (รับบทโดย Fion Mutert) ที่แม้ชอบเที่ยววิ่งเล่นกับเด็กๆในหมู่บ้าน แต่มักถูกอิจฉาริษยา/กลั่นแกล้งทำร้ายร่างกายบ่อยครั้ง เช่นเดียวกันกับ Marie-Louis รับไม่ได้กับความจองหองอวดดีของสามี ระหว่างไปอยู่อิตาลีพบรักครั้งใหม่ หวนกลับมาเพื่อทดลองใจครั้งสุดท้าย แต่เมื่อเขามิสามารถเปลี่ยนแปลงเลยพูดบอกความจริง ครานี้คงร่ำลาแยกจากกันชั่วนิรันดร์
– ภรรยาของชาวนาได้รับอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้ลูกชายคนโตทดรนทนไม่ได้ ใส่ร้ายความผิดให้กับบารอน วันแห่งเทศกาลเลี้ยงฉลองเลยไปทำลายฟาร์มผักกาดจนเสียหายย่อยยับเยิน ทั้งอาจเป็นตัวการเผาโรงนามอดไหม้วอดวาย ทำให้เช้าวันถัดมาพ่อตัดสินใจผูกคอฆ่าตัวตาย
– และครูสอนหนังสือ (รับบทโดย Christian Friedel) เป็นผู้บรรยายเรื่องราวทั้งหมดจากที่พบเห็น (ด้วยน้ำเสียงวัยชราโดย Ernst Jacobi) ตกหลุมรัก Eva (รับบทโดย Leonie Benesch) เคยเป็นแม่นมให้กับลูกแฝดของบารอน ต่อมาถูกไล่ออกเลยต้องกลับบ้าน เดินทางไปสู่ขอพ่อตาให้เวลาหนึ่งปีพิสูจน์ตนเอง แต่พวกเขาจะได้แต่งงานกันไหมหนังไม่ได้บอกไว้ตอนจบ

เกร็ด: สังเกตว่าหนังไม่ค่อยตั้งชื่อผู้ใหญ่ ใช้คำเรียก หมอ บาทหลวง บารอน ชาวนา ครูสอนหนังสือ ฯ เพื่อสะท้อนถึงวิทยฐานะ ชนชั้นทางสังคม ขณะที่เด็กๆหนุ่มสาวจักมีชื่อเรียกเฉพาะทางการ


การเลือกนักแสดงผู้ใหญ่นั้นไม่ค่อยยุ่งยากสักเท่าไหร่ เพราะ Haneke รับรู้จักเคยหลายๆคนมาแล้ว น่าเสียดายแค่บทบาทหลวง เดิมตั้งใจให้ Ulrich Mühe เคยร่วมงานตอน Funny Game (1997) แต่พลันด่วนเสียชีวิตจากไปก่อน
– หมอ (รับบทโดย Rainer Bock) เป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง เห็นแก่ตัว ทำทุกสิ่งอย่างสนเพียงความพึงพอใจส่วนตน ลือเล่าว่าปฏิบัติต่อภรรยาผู้ล่วงลับด้วยความไม่สนหัว เมื่อเธอจากไปก็บำบัดความใคร่กับผู้ช่วย/หมอตำแย สุดท้ายมาลงกับลูกสาวแท้ๆ เรียกได้ว่าไร้ซึ่งหลักศีลธรรมจรรยาในการดำรงชีวิตสิ้นดี
– ผู้ช่วย/หมอตำแย (รับบทโดย Susanne Lothar) เธอเป็นเพียง Sideline บุคคลผู้อยู่ข้างๆไม่ได้รับความสนใจ อาจเพราะท้องนอกสมรสกับหมอ คลอดลูกชาย Kurti กลายเป็นออทิสติก เมื่อถูกเขาขับไล่และอาจเป็นไปได้ว่าเป็นผู้ทำร้ายลูกชาย เธอจึงมิอาจอดรนทนได้ ขอหยิบยืมจักรยานแล้วไม่หวนกลับมาหมู่บ้านนี้อีกเลย
– บาทหลวง (รับบทโดย Burghart Klaußner) เป็นคนเย่อหยิ่งทะนงตนในชาติตระกูลผู้ดี ยึดถือมั่นในหลักคำสอนพระผู้เป็นเจ้า ลงโทษกับลูกๆเพื่อหวังให้พวกเขาเรียนรู้หลากจำ แต่ก็ไม่ยินยอมฟังคำเมื่อครูสอนหนังสือพยายามอธิบายว่า เบื้องหลังเหตุการณ์อะไรหลายๆอย่างอาจเพราะการกระทำของ Klara และ Martin (ประมาณว่ารู้ตัวดี แต่ไม่ยินยอมรับ)
– บารอน (รับบทโดย Ulrich Tukur) จัดว่าเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก สร้างภาพทำตัวดีมีคุณธรรมให้น่ายกย่องนับถือ แต่แท้จริงแล้วอารมณ์กวัดแกว่ง โมโหโทโส เย่อหยิ่งทะนงตนในวิทยฐานะชนชั้น แถมพยายามควบคุมครอบงำภรรยา เธอคือของฉันต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
– บารอนเนส Marie-Louise (รับบทโดย Ursina Lardi) แม้มีนิสัยโอบอ้อมอารีย์ แต่เมื่อถูกสังคมรุมกระทำร้าย และกับลูกๆในไส้ ตัดสินใจหลบลี้หนี โหยหาอิสรภาพให้กับชีวิต
– ชาวนา, พ่อเป็นคนไม่เฉลียวฉลาด แต่ยึดถือมั่นในความกตัญญูรู้คุณ พร้อมมองข้ามสิ่งร้ายๆเพื่อแลกกับความมีชีวิตอยู่ดีกินดีของครอบครัว แต่ถูกลูกชายมากด้วยอุดมการณ์ เป็นเหตุให้รู้สึกอับอายขายขี้หน้า ฝืนแทนอยู่บนแผ่นดินนี้ไม่ไหวเลยตัดสินใจผูกแขวนคอฆ่าตัวตาย
– ครูสอนหนังสือ (รับบทโดย Christian Friedel) เป็นคนมีความรู้แต่ทึ่มทื่อไม่ค่อยทันใคร จนมักโดนดูถูก เหยียดหยาม ตั้งแง่เงื่อนไข แถมโดนกดขี่ข่มเหงวางอำนาจบาดใหญ่ ก็ไม่คิดต่อสู้โต้ตอบใคร ก้มหัวอยู่อย่างนี้ จดบันทึกเรื่องราว และเล่าย้อนความทรงจำให้ผู้ชมรับฟัง

สำหรับเด็กๆมีสมัครคัดเลือกทดสอบหน้ากล้องกว่า 7,000 คน ต้องใช้เวลา 6 เดือนเต็ม เพื่อสรรหาประมาณสิบกว่าคน ตัวละครหลักๆคือ
– Eva (รับบทโดย Leonie Benesch) แฟนสาวของครูสอนหนังสือ เป็นคนใสๆซื่อๆ ขี้หวาดระแวง เหนียมอาย ดีใจแทบตายเมื่อได้รับการสู่ขอ แต่ก็ไม่พูดบอกแสดงออกอะไรต่อใคร
– Klara (รับบทโดย Maria-Victoria Dragus) พี่สาวคนโตสุดในครอบครัวบาทหลวง มีภาพลักษณ์หัวขบถ เฉลียวฉลาด มากด้วยเล่ห์มารยา พอสังเกตออกว่าคือผู้นำ ริเริ่มทำอะไรต่างๆมากมายอยู่เบื้องหลัง
– Martin (รับบทโดย Leonard Proxauf) ลูกคนรอง พี่ชายคนโตในครอบครัวบาทหลวง เป็นเด็กหัวขบถเช่นกัน แต่ความเฉลียวฉลาดทันคนไม่เท่าพี่สาว กระนั้นยึดถือมั่นในสัตย์วาจา ไม่ปริปากพูดบอกอะไรกับใครโดยง่าย
– Erna (รับบทโดย Janina Fautz) น้องคนหนึ่งในครอบครัวบาทหลวง น่าจะสนิทสนิมกับ Klara ทำให้ได้ยินเรื่องโน่นนี่นั่นมา ครั้งหนึ่งเผลอพลาดพลั้งถามเรื่องความฝันกับครูสอนหนังสือ ตำรวจเลยพยายามซักหาความจริง แต่อาจเพราะรู้ว่าพี่ๆแอบฟังอยู่ข้างนอก เลยไม่สามารถปริปากอะไรออกไปได้
– Sigmund (รับบทโดย Fion Mutert) ลูกชายคนโตของบารอน เป็นเด็กขี้เล่นซุกซน แต่มักถูกกลั่นแกล้งบ่อยครั้งซึ่งล้วนจากความอิจฉาริษยาบ้านรวย
– Anna (รับบทโดย Roxane Duran) ลูกสาวคนโตของหมอ มีความน่ารักบริสุทธิ์สดใส แต่ถูกเกี้ยวพาราสีต่อพ่อ และต้องคอยอธิบายสิ่งต่างๆต่อน้อง Rudolf ที่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรทั้งนั้น
ฯลฯ


ถ่ายภาพโดย Christian Berger (เกิดปี 1945) สัญชาติ Austrian ขาประจำของผู้กำกับ Haneke ตั้งแต่ Benny’s Video (1992) เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Cinematography เรื่อง The White Ribbon (2009)

สถานที่ถ่ายทำทั้งหมดอยู่ในประเทศเยอรมัน ประกอบด้วย Leipzig, Lübeck, Michaelisbruch (Dreetz), Netzow (Plattenburg) และ Dassow (Schloss Johannstorf)

การเลือกนำเสนอหนังด้วยภาพขาว-ดำ ก็เพื่อให้ออกมาคล้ายคลึงภาพถ่ายเก่าๆ (และรับกับริบบิ้นสีขาว) แต่กระนั้นกลับไม่มีกล้องดิจิตอลรุ่นไหนที่สามารถถ่ายออกมาเป็นขาว-ดำ โดยทันที วิธีก็คือถ่ายทำภาพสีแบบปกติ แล้วค่อยไปผ่านกระบวนการ Post-Production ปรับแต่งโน่นนี่นั้นให้หลงเหลือเพียงสองเฉดสี

ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงทศวรรษ 1910s ไฟฟ้า แสงสว่าง ยังเข้าไม่ถึงชนบทห่างไกล เพื่อความสมจริงฉากภายใน/กลางคืน จึงมีเพียงตะเกียง เชิงเทียน เท่านั้นที่ให้แสงสว่าง ด้วยเหตุนี้มันจึงมีความมืดมากๆจนแทบมองอะไรไม่เห็น

ส่วนตัวมองว่าการเลือกภาพขาว-ดำ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศอันตึงเครียดเข้มข้น แต่ยังเข้ากับเรื่องราวที่นำเสนอด้านมืดของสังคม อันทำให้อนาคตเต็มไปด้วยความหมองมัว ซึ่งความงดงามดังกล่าว ถึงขนาดได้เข้าชิง Oscar: Best Cinematography ถือว่าคู่ควรนักแล (พ่ายให้กับ Avatar)

การเริ่มต้นช็อตแรกของหนังด้วยการตกหลังม้า สะท้อนถึงความล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น ตรงกันข้ามสำนวน ‘เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง’ สะท้อนใจความของหนัง ช่วงชีวิตวัยเด็กถ้าเต็มไปรายล้อมด้วยความเลวทราม โตขึ้นมันแบกหามทำอะไรดีๆได้อย่างไร

ตาดีได้ตาร้ายเสีย เฉพาะวินาทีนี้จับจ้องมองดีๆจะพบเห็นเส้นเชือกขัดขาม้า แต่ผมไม่เชื่อหรอกว่าผู้กำกับ Haneke จะให้นักแสดงมาเสี่ยงอันตราย จังหวะการล้มน่าจะใช้ CG เข้าช่วยเสียมากกว่า เพราะมันจะตัดควับ ล้มลงถึงพื้นโดยทันที

แซว: ผมว่าผู้กำกับ Haneke ได้แรงบันดาลใจของม้า จาก Andrei Rublev (1966) ของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky อย่างแน่นอน!

ช็อตแรกของหมอตำแย สังเกตว่าเธอเดินตรงดิ่งไปรับลูกที่โรงเรียน หันด้านข้างเข้ากล้อง นั่นสื่อตรงๆถึงความเป็น Sideline บุคคลข้างเคียงผู้ไร้ความสลักสำคัญต่อใครอื่น(และหมอ)ในชุมชนนี้

เรื่องราวของครอบครัวบาทหลวง คือจุลภาคเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับสังคมและประเทศชาติ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบ
– พ่อ = ผู้นำ/ปกครองบ้าน
– ลูกๆ = ประชาชน/ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

เมื่อครั้น Klara และ Martin กลับบ้านค่ำมืดกว่าปกติ (น่าจะเพราะช่วยเหลือ Anne เกลี้ยกล่อม Rudolf ให้เลิกเศร้าโศกเสียใจ) โดยไม่ฟังคำใดๆ พ่อลงโทษไม่ใช่แค่ทั้งสองแต่ยังทั้งบ้าน ห้ามรับประทานอาหารเย็นมื้อนี้ … นี่มันเผด็จการชัดๆ แล้วเอาหลักศาสนามากล่าวอ้างดี-ชั่ว ตัดสินถูก-ผิด แบ่งแยกลูกหลานออกเป็นฝั่งฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

การเสียชีวิตของภรรยาชาวนา ระหว่างทำความสะอาดศพเธอ ช็อตนี้พบเห็นเรือนร่างอันเปลือยเปล่า ท่อนขาและอวัยะเพศขนดก นี่สื่อตรงๆถึงความชนชั้นต่ำของครอบครัวนี้ สภาพบ้านก็รูหนูดีๆ

การโดนพ่อลงโทษ ทำให้ Martin เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับการกระทำของตนเอง เลยต้องการท้าพิสูจน์ความเป็น-ตาย ขึ้นไปเดินบนท่อนไม้อันตราย ถ้าพระเจ้าทรงทรงเห็นผิดขอให้ตกหล่น สุดท้ายรอดพ้นก็แปลว่าฉันไม่ใช่ฝ่ายผิด … แต่นี่มันไม่เกี่ยวอะไรกับพระเจ้าเลยนะ!

สิ่งที่เด็กชายกระทำนี้ คือจุดเริ่มต้นแสดงออกต่อต้าน หัวขบถต่อครอบครับและสังคม เมื่อพระเจ้าให้อภัยตน ก็แปลว่าสิ่งที่พ่อกระทำตอเขานะแหละที่เป็นฝ่ายผิด!

การอธิบาย ‘ความตาย’ ให้กับเด็กน้อยที่ยังอ่อนวัยไร้เดียงสา ถือเป็นความยากยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด นั่นเพราะใครๆต่างหวาดขลาดกลัว เกรงว่าจะทำให้เขาเสียความเยาว์ โตเกินวัย ไม่สามารถยินยอมรับความจริงได้ … แต่ไม่ใช่ว่านี่คือการหลอกตัวเองของผู้ใหญ่หรอกหรือ?

Long Take ช็อตนี้เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ เริ่มจากภายในห้องแม่ตัดริ้บบิ้นสีขาว เดินออกมาพาลูกๆ Klara และ Martin เดินไปหาพ่อ แล้ว Martin เดินออกมาหยิบไม้เรียวไปที่ห้อง ได้ยินเสียวหวนลงโทษทัณฑ์

ฉากนี้มันเจ๋งตรงที่ลีลาการเคลื่อนกล้องในบริเวณทางเดินห้องที่แสนคับแคบ สังเกตดีๆเหมือนว่ากล้องจะเคลื่อนหมุน 360 องศา ใช้รางเลื่อนเป็นไปไม่ได้แน่ ตากล้องต้องแบกถือเดินติดตามตัวละคร และไฮไลท์คือการจัดแสง เพราะมีแค่ตะเกียงและเทียน มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ทุกสิ่งอย่างมีความเพียงพอดี

ช็อตนี้นำเสนอการแบ่งแยกชนชั้น วิทยฐานะทางสังคมได้อย่างชัดเจน
– บารอนและครอบครัว ยืนตำแหน่งสูงสุด
– เคียงข้างด้วยบาทหลวง ผู้นำทางจิตวิญญาณ
– ตรงบันไดสองข้างเรียงรายด้วยบุคคลผู้มีความสำคัญ
– และด้านล่างสุดคือชาวนา กรรมกรแรงงาน มีปริมาณมากสุดแต่อำนาจต่อรองน้อยสุด

ทำไมต้องทำลายผักกาด? ลักษณะของพืชชนิดนี้ เติบโตขึ้นมาจากดิน (ตัวแทนชนชั้นล่าง) มีลักษณะซ้อนทับทรงกลม (เหมือนจิตวิญญาณ?) ประกอบอาหารทำเป็นสลัด (ชาติตะวันตกนิยมนำผักกาดมาเป็นสลัด มากกว่าเครื่องเคียงที่คนไทยนิยมทานกันนะครับ)

การทำลายผัดกาดของลูกชาวนา จุดประสงค์คงเพื่อระบายความเกรี้ยวกราดโกรธ เรียกร้องความสนใจ ต้องการให้บารอนแสดงความรับผิดชอบบางอย่าง แต่ดูเหมือนเป็นการกระทำร้ายตนเองเสียมากกว่า สะท้อนความโง่เขลา เห็นแก่ตัว ไร้ซึ่งสติปัญญาครุ่นคิดควบคุมตนเอง

การเต้นรำระหว่างครูสอนหนังสือกับ Eva กล้องหมุนรอบ 360 องศา เห็นว่ามีการใช้ CG เพื่อปรับเปลี่ยนลวดลายหลังคา ซึ่งมีความเป็น Modern กว่าที่พบเห็นในช็อตนี้

ใครว่าบารอนมีอำนาจสูงสุดกัน? ช็อตนี้ชัดเจนมากๆว่ามีบางอย่างที่คอยควบคุม ครอบงำ ถึงขนาดทำให้เขาต้องยืนตำแหน่งตรงบันได ต่ำกว่าชายคนนี้

ตัวละครที่ยืนตำแหน่งสูงกว่าบารอน รู้สึกว่าจะเป็นพ่อบ้านที่คอยควบคุมดูแลกิจการงานทุกสิ่งอย่างในคฤหาสถ์ห สาเหตุที่ช็อตนี้สะท้อนถึงอำนาจต่อรองเหนือกว่า เพราะลูกชาย Sigmund ได้สูญหายตัวไป สะท้อนสภาพจิตใจที่ตกต่ำทราม เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธ หมดสิ้นภาพลักษณ์ผู้นำอันสูงส่ง (เงามืดปกคลุม สะท้อนเบื้องลึกในจิตใจ ตัวตนแท้จริงของบารอนคนนี้)

สิ่งสูงสุดแห่งอำนาจของภาพยนตร์เรื่องนี้มีสองสิ่ง
– ศาสนา นำมาใช้โดยบาทหลวง
– การเมือง/การปกครอง นำมาใช้โดยบารอน

ด้วยเหตุนี้ทั้งสองเลยสามารถยืนเคียงข้างตำแหน่งสูงกว่าคนอื่นใด และเฉกเช่นเดียวกันในโบสถ์ของพระเจ้า บารอนจึงได้รับอนุญาตให้ยืนขึ้นพูดเพื่อเรียกร้อง ประกาศกร้าวถึงจุดประสงค์

ผู้หญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่างถูกผู้ชายกดขี่ข่มเหง พยายามควบคุมครอบงำ วางอำนาจบาดใหญ่ แต่นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ยุคสมัยนั้น แม้แต่ Anne ได้รับการช่วยเหลือจากครูสอนหนังสือ ขณะที่เขากำลังเล่นเปียโนให้ฟังผ่อนคลาย เธอนั่งลงกับพื้นแทบเท้า รับรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำของตนเอง

ฉากในบ้านของครูสอนหนังสือช็อตนี้ มืดมากๆจนแทบมองอะไรไม่เห็น นั่นทำให้แสงสว่างจากตะเกียงคือความหวัง หนทางออกเดียวของชีวิตจากขุมนรกแห่งนี้

ทำไม Rudolf ถึงหลบซ่อนในห้องน้ำ เมื่อตอนพ่อ/หมอ กลับมาบ้าน? กำลังขี้อยู่มั้ง!! ห้องน้ำคือสถานที่ที่ถือว่า สกปรก ต่ำต้อยสุดในบ้าน ซึ่งสะท้อนความรู้สึกขลาดเขลาของเด็กชาย อับอายขายขี้หน้า กลัวถูกพ่อตำหนิต่อว่าที่ได้กระทำสิ่งสร้างความผิดหวังให้ผู้อื่น (กล่าวคือก่อนหน้า Rudolf คิดถึงพ่อมากๆ จึงตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลด้วยตัวคนเดียว สร้างความวุ่นวายให้กับทุกคนในหมู่บ้านติดตามออกค้นหา)

ใครกันแน่ที่เผาโรงนา? ส่วนใหญ่อาจครุ่นคิดว่าลูกคนโตของชาวนา แต่ก็มีแนวโน้มเป็นไปไม่ได้อยู่นะครับ

ความเจ๋งของช็อตนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ไฟกำลังค่อยๆลุกลาม หรือใครก็ตามกำลังช่วยเหลือดับไฟ แต่คือ Martin ถูกมัดอยู่บนเตียงนอนไม่หลับ แล้วพบเห็นแสงสว่างสาดส่องเข้ามาเป็นรูปไม้กางเขน ตะโกนเรียกน้องๆให้ชะโงกหน้าไปดูนอกหน้าต่าง ขอให้แก้มัดแล้วตนจะไปบอกพ่อด้วยตนเอง … แต่ความปรารถนาดีดังกล่าวพลันล้มเหลว เพราะพ่อได้ออกไปช่วยเหลือดับไฟก่อนหน้าเขาจะรับรู้ตัวเสียอีก! ลึกๆคงสร้างความไม่พึงพอใจอย่างมาก นึกว่าพระเจ้าจะมาช่วยเหลือตนเอง กลับเห็นค่าเพียงตัวตลกหนึ่ง

มุมก้ม-เงย ระหว่างหมอ-หมอตำแย สะท้อนถึงตัวตนธาตุแท้ ความเย่อหยิ่งจองหอง ผยองอวดดี เธออุตส่าห์ทำให้ขนาดนี้ยังวางอำนาจบาดใหญ่ พูดจากดขี่ข่มเหง แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์

วันคริสต์มาส/ขึ้นปีใหม่ บาทหลวงได้ทำการปลดริบบิ้นขาวให้กับ Klara และ Martin เพราะ’เชื่อ’ว่าทั้งสองได้กลายเป็นคนดีแล้ว ซึ่งมุมกล้องช็อตนี้ถ่ายจากอีกห้องหนึ่ง พบเห็นกรอบประตูสองด้าน สะท้อนถึง ‘มุมมอง’ กรอบอันจำกัดของตัวละคร หาได้รับล่วงรู้ธาตุแท้ตัวตนลูกๆไม่

ทิศทางการหันหน้าเข้าหากำแพงของ Klara ก็เฉกเช่นกัน สะท้อนถึงความโกรธเกลียดไม่พึงพอใจของบาทหลวง นี่นะหรือลูกสาวคนโตของฉันที่อุตสาห์ปลุกปั้นเสี้ยมสอนมากับมือ ทำให้ฉันผิดหวังไปได้

ผมค่อนข้างเชื่อว่าเธอแกล้งเป็นลมล้มพับอย่างแน่นอน เพราะเบื่อหน่ายรำคาญต่อพ่อที่เอาแต่พูดพร่าม เหยียดหยาม ด่ากราด ตำหนิต่อว่าตนเองเสียๆหายๆ แถมไม่เคยรับฟังคำแก้ตัวใดๆ

นี่คือฉากที่ทรงพลัง คลุ้มคลั่ง เกรี้ยวกราดที่สุดของหนัง (ถ้าคุณไม่ทึ่มทื่อจนเกินไป) Anne บอกกับน้องชายว่าพ่อเจาะตุ้มหูให้ คงมีแต่เด็กไร้เดียงสาเท่านั้นแหละที่หลงเชื่อ คำพูดดังกล่าวสะท้อนถึงการเสียบริสุทธิ์ Incest ร่วมรักระหว่างคนในครอบครัว

นก สัตว์สัญลักษณ์ของอิสรภาพ ถูกเข่นฆ่าด้วยกรรไกร พร้อมวางในตำแหน่งเหมือนไม้กางเขน สื่อความถึง ศาสนาคือสิ่งทำให้มนุษย์สูญเสียอิสรภาพ … นี่คือสิ่งที่ Klara ต้องการบอกกับพ่อ/บาทหลวง

เด็กชายสามคนนั่งตำแหน่งคนละมุม แต่สังเกตว่าเด็กชายฝั่งซ้ายพยายามเป่าขลุ่ยแต่ไม่ดัง หันตั้งฉากกับ Sigmund ลูกของบารอน เป่าเสียงดังจนสร้างความรำคาญ หงุดหงิดทนไม่ได้จึงใช้กำลังเข้าต่อสู้ แก่งแย่งชิง

ฉากนี้สะท้อนถึงสิ่งที่คือชวนเหตุ ก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาของมนุษย์ อาทิ ความสำเร็จ-ล้มเหลว (เป่าดัง-ไม่ดัง), ชนชั้นสูง-ต่ำ, ฐานะรวย-จน, พละกำลังเข้มแข็ง-อ่อนแอ ฯ ทุกสิ่งอย่างของความแตกต่าง ทำให้มนุษย์ต่อสู้ ขัดแย้ง แก่งแย่งชิง เพื่อให้ได้รับชัยชนะ ครอบครองเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว

มุมก้ม-เงย ระหว่างบารอนกับบารอนเนส แต่ในบริบทนี้แม้ฝ่ายชายเหมือนจะมีอำนาจควบคุมครอบงำ แต่กลับพ่ายแพ้ให้ฝ่ายหญิงที่สามารถโต้ตอบกลับ อธิบายในสิ่งที่เขาไม่มีวันได้รับชัยชนะ

ตอนจบของฉากนี้ พอดิบพอดีกับการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สะท้อนถึงปัจจัยภายนอกส่งผลกระทบให้ความสัมพันธ์ภายในแตกหักรวดร้าว

มุมก้ม-เงย อีกครั้งเมื่อตอนที่ครูสอนหนังสือเล่าสมมติฐานเกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ให้กับบาทหลวงผู้ทรงเกียรติรับฟัง โคตรฉงนอย่างยิ่งว่า พี่แกไม่รับล่วงรู้ตัวเลยหรือกำลังโดยกดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ พยายามวางอำนาจบาดใหญ่ เรียกร้องขอให้เขาไม่พูดบอกเรื่องราวดับกล่าวต่อใคร สาเหตุเพราะกลัวการสูญเสียภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือต่อสังคม

ความทึ่มทื่อซื่อบื้อของครูสอนหนังสือ ในฉากนี้ต้องยินยอมให้เลยละ ขณะเดียวกันการแสดงออกของบาทหลวง สะท้อนว่าเขารับรู้ตัวดีแต่ไม่สามารถพูดบอกแสดงออกต่อใครได้ ว่าตนเองเลี้ยงลูกผิดพลาดจนพวกเขากำลังจะกลายเป็นคนเลวของสังคม!

ช็อตสุดท้ายของหนัง ภาพจากเบื้องหน้าภายในโบสถ์ สะท้อนถึงจุลภาคทางสังคมของภาพยนตร์เรื่องนี้
– ชั้นบนคือนักร้องคอรัสประสานเสียง สะท้อนถึงพระผู้เป็นเจ้า เสียงจากสวรรค์
– บาทหลวงยืนตำแหน่งกึ่งกลางด้านหลัง คือผู้นำทางทางความเชื่อ/จิตวิญญาณของมนุษย์
– รายล้อมด้วยผู้เข้าร่วม หรือคือประชาชนคนทั่วไป

การเลือกจบช็อตนี้ราวกับจะสื่อว่า ทุกสิ่งอย่างที่พบเห็นนี่แหละก่อให้เกิดการหล่อหลอมของชีวิต เด็กๆเติบโตขึ้นโดยมีพวกเขาเราเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะดี-ชั่ว กระทำถูก-ผิด ทุกคนล้วนคือผู้รับผิดชอบต่อสังคม

ตัดต่อโดย Monika Willi ขาประจำของ Haneke ร่วมงานกันตั้งแต่ The Piano Teacher (2001), Funny Games (2007), The White Ribbon (2009), Amour (2012) ฯ

ดำเนินเรื่องโดยใช้การบรรยายของครูสอนหนังสือ ซึ่งฟังจากน้ำเสียงบ่งบอกถึงมีอายุมากแล้ว คงจะหวนระลึกนึกย้อนความทรงจำหลายปีถัดไป ประติดประต่อเหตุการณ์ที่เคยพานผ่าน พบเจอ หรือกำลังสวนทาง โดยไม่ใส่ความครุ่นคิดเห็นรู้สึกส่วนตนลงไปด้วย (นอกจากสมมติฐานช่วงท้ายที่พูดคุยกับบาทหลวง)

สังเกตว่าเหตุการณ์ต่างๆมักนำเสนอผ่านมุมมองสายตาของผู้ใหญ่ แทบจะไม่มีเรื่องราวของเด็กๆ พบเห็นเพียงวิ่งเล่นสนุกสนาน หรือกำลังหลบซ่อนเร้น ลับๆล่อๆแอบอยู่นอกประตู/หน้าต่าง นี่ก็เพื่อให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการเรื่องราวของพวกเขาขึ้นมาเอง พบเห็นสังคมผู้ใหญ่ลักษณะแบบนี้ จะมีความครุ่นคิดอ่าน เติบโตขึ้นกลายเป็นเช่นไร?

สำหรับบทเพลงประกอบ มีลักษณะเพียง Diegetic Music ได้ยินเล่นคู่ เดี่ยวเปียโน ในงานเลี้ยง และขับร้องประสานเสียงบนโบสถ์ อาทิ O Sacred Head Now Wounded กับ A Mighty Fortress Is Our God ฯ


The White Ribbon คือสิ่งสัญลักษณ์ที่ผู้ใหญ่นำมาผูกมัดบุตรหลาน คาดหวังให้พวกเขาเติบโตขึ้นกลายเป็นคนดีมีศีลธรรม สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์สดใส ไม่ประพฤติปฏิบัตินอกลู่นอกรอยกระทำความผิดใดๆ ซึ่งเมื่อเกิด ‘ความเชื่อ’ ว่าเข็ดหลากจำก็ค่อยยินยอมปลดคลายริบบิ้นสีขาวนั้นออก … แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเด็กๆเหล่านั้นจะกลายเป็นคนดีมีศีลธรรมขึ้นมาจริงๆ

เมืองสมมติ Eichwald (ภาษาเยอรมันแปลว่ Oak Tree) เปรียบเทียบได้กับจุลภาคของ German Empire ยุคสมัยนั้น อันประกอบด้วย
– ชนชั้นปกครองก็คือครอบครัวบารอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินทำกิน ว่าจ้างชาวนามาเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ใช้แรงงาน แลกค่าจ้างน้อยนิดเพื่อประทังชีวิตเอาตัวรอด
– เคียงข้าชนชั้นปกครองคือผู้นำศาสนา บาทหลวง พยายามเสี้ยมสั่งสอนลูกหลานให้ประพฤติดี อยู่ในร่องรอย แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีใครยินยอมคล้อยตาม
– หมอและครูสอนหนังสือ คือตัวแทนของปราชญ์ นักวิชาการ ผู้มีความรู้สามารถ ได้รับการเคารพนับถือจากสังคม แต่เบื้องลึกโดยเฉพาะหมอ กลับมีพฤติกรรมอันไร้ศีลธรรมจรรยา ปฏิบัติร้ายๆต่อภรรยา คบชู้หมอตำแย แถมยัง…กับลูกสาวแท้ๆ
– ชนชั้นแรงงาน ครอบครัวชาวนาจำต้องก้มหัวให้กับคนสูงศักดิ์กว่า มองข้ามสิ่งถูกต้องเหมาะสม ฝืนทนกดขี่ เพื่อให้สามารถดิ้นรนเอาตัวรอดไปได้วันๆ

ในโลกของเด็กๆมันไม่มีหรอกนะ เชื้อชาติ วรรณะ ศาสนา มองเห็นทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียม ต่างกันแค่ตัวเลขอายุ ร่างการที่เติบโต เข้มแข็งแรงกว่า เป็นผู้ใหญ่ที่พยายามเสี้ยมสั่งสอน ปลูกฝังทัศนคติโน่นนี่นั่น บีบบังคับให้เรียนรู้จดจำ เย่อหยิ่งทะนงตนหรือเจียมกะลาหัวตนเอง มากด้วยความทะเยอทะยานหรือเพียงพอใจในสิ่งที่มี ฯ

ทุกการกระทำแสดงออกของผู้ใหญ่ ล้วนอยู่ในสายตาของเด็กๆด้วยความใคร่รู้ใคร่สงสงสัย รับสัมผัสความรู้สึกแม้มิได้เข้าใจได้ว่าทำไม (เช่นฉากนกตาย ลูกชายคนหนึ่งนำนกอีกตัวที่เลี้ยงไว้มาให้พ่อ เพราะพบเห็นครุ่นคิดว่าเขากำลังไม่มีความสุข) ซึ่งสิ่งน่าหวาดสะพรึงกลัวยิ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ประกอบด้วย
– การใช้อำนาจพยายามควบคุมครอบงำ กดขี่ข่มเขง ด้วยสายตา วาจา และการกระทำ นั่นก่อให้เกิดความคิดเห็นต่าง หัวขบถต่อต้าน ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่เลวร้ายลง (เพื่อตอบโต้การกระทำของพ่อ/บาทหลวง พี่สาวคนโตเลยใช้มีดเข่นฆ่านก วางในลักษณะไม้กางเขน)
– กระทำสิ่งขัดต่อหลักศีลธรรมจรรยา เพราะเด็กๆยังไม่รู้ประสีประสาความถูกต้องเหมาะสม เมื่อหลวมตัวถูกล่อหลอกไปแล้ว ไม่มีทางที่สภาพจิตใจจะหวนกลับมาเป็นปกติดังเดิม
– ชาวนาผู้ไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีต่อลูกๆได้ แทนที่จะทำบางสิ่งอย่างเพื่อแม่ผู้เสียชีวิต กลับเพิกเฉยลอยชาย อ้างโน่นนี่นั่น แสดงความอ่อนแอปวกเปียก แถมฆ่าตัวตายหนีความรับผิดชอบ เฉกเช่นนั้นแล้วลูกๆจะสามารถอดรนทนฝืน เอาตัวรอดยืนอยู่ในสังคมได้เช่นไร
ฯลฯ

เอาจริงๆไม่มีความจำเป็นที่จะครุ่นค้นหา ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ แต่ผมใคร่อยากตอบสนองกลุ่มชนคลั่งตายต้องการคำตอบให้ได้ นี่คือสมมติฐานส่วนตัวนะครับ
– ขึงเชือกม้าล้ม, น่าจะผลงานของ Klara และ Martin กระทำเล่นๆมิได้ปรารถนาร้าย ซึ่งพอหมอเข้าโรงพยาบาลทั้งสองเลยรู้สึกผิด ต้องการช่วยเหลือ Anne กล่อมเกลาน้องชายคนเล็ก
– ภรรยาชาวนาเสียชีวิต, ไม่น่ามีใครทำให้ไม้ผุได้นอกจากอุบัติเหตุ
– เพลิงไหม้โรงนา, แม้แนวโน้มจะคือลูกชายคนโตของชาวนา แต่ขณะนั้นอารมณ์ลุ่มร้อนน่าจะผ่อนคลายลงแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าอุบัติเหตุ
– ทำร้าย Sigmund, น่าจะคนเดียวกับที่แย่งขลุ่ย ด้วยความอิจฉาริษยาบ้านรวย
– ทำร้าย Kurti, แนวโน้มสูงมากว่าเป็นการแก้แค้นของหมอ ต่อผู้ช่วย/หมอตำแย (ตอนที่ทำแผล Kurti ร้องลั่นเลย) ซึ่งตอนเธอรับรู้ความจริงก็รีบแจ้นไปหาขอจักรยานจากครูสอนหนังสือ

“The White Ribbon is about the roots of evil. Whether it’s religious or political terrorism, it’s the same thing”.

– Michael Haneke

ข้อสรุปของผู้กำกับ Michael Haneke ความชั่วร้ายไม่ใช่อยู่ดีๆก็บังเกิดขึ้น มันต้องมีรากฐาน จุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ ซึ่งไม่ใช่แค่ศาสนา การเมือง แต่คือสภาพแวดล้อมที่เป็นตัวหล่อหลอมชีวิต เด็กๆเติบโตขึ้นในสังคมอุดมความชั่วร้าย คอรัปชั่น ไร้หลักศีลธรรม มีหรือคนๆนั้นจะไม่กลายเป็นภัยพาลในอนาคตกาลข้างหน้า

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดแค่การเติบโตเป็นนาซีของเด็กรุ่นนี้นะครับ ยังครอบจักรวาลสามารถเปรียบเทียบแทนได้แทบทุกสิ่งอย่าง แต่เอาจริงๆมันก็ไม่จำเป็นเสมอไปนะ สังคมอุดมคนชั่วอาจถือกำเนิดวีรบุรุษโคตรคนดีขึ้นมาก็ได้

ชื่อหนังเต็มๆ Das weiße Band, Eine deutsche Kindergeschichte แปลว่า The White Ribbon, a German Children’s Story นี่เพื่อเป็นการเน้นย้ำกับผู้ชมชาวเยอรมัน ส่วนใหญ่รับชมคงตระหนักได้ทันที นี่มันวิถีชีวีบรรพบุรุษชาติเราจริงๆ


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามา 4 รางวัล
– Palme d’Or
– FIPRESCI Prize
– Prize of the Ecumenical Jury – Special Mention
– Cinema Prize of the French National Education System

ด้วยทุนสร้างสูงถึง $18 ล้านเหรียญ ทำเงินรวมทั่วโลก $19.3 ล้านเหรียญ เป็นที่คาดการณ์ไว้แล้วน่าจะขาดทุนย่อยยับเยิน แต่เรื่องคุณภาพการันตีเข้าชิง
– Oscar: Best Cinematography
– Oscar: Best Foreign Language Film
– Golden Globes: Best Foreign Language Film ** คว้ารางวัล
– BAFTA Award: Best Film Not in the English Language

ปีนั้นมีข้อถกเถียงกันว่า หนังควรได้รับเครดิตประเทศอะไรดี เพราะแม้ผู้กำกับเป็นชาว Austria แต่โปรดักชั่น/นักแสดง ล้วนคือ German คำกล่าวของ Haneke ก็คือ

“In the Olympic Games the medal doesn’t go to the country, but to the athlete”.

– Michael Haneke

ข้อสรุปคือ ตอนคว้ารางวัล Palme d’Or ให้สัญชาติ Austrian แต่ช่วงปลายปีทั้ง Oscar และ Golden Globe ได้เป็นตัวแทนของประเทศ Germany

ทั้งๆเป็นตัวเต็งหนึ่ง แต่ว่ากันว่าสาเหตุผลที่พลาดรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film ให้กับ The Secret in Their Eyes (2009) เพราะคณะกรรมการส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสได้รับชม เลยเลือกเทคะแนนให้กับเรื่องที่ดูแล้วชื่นชอบ … กุมขมับ!

ส่วนตัวชื่นชอบหนังมากๆ (มากกว่า Caché เสียอีกนะ) ประทับใจในวิสัยทัศน์ ความลุ่มลึกซับซ่อนเร้น งานภาพขาว-ดำโคตรวิจิตร และไดเรคชั่นปรมาจารย์ผู้กำกับ Michael Haneke ทรงคุณค่าทั้งศาสตร์ศิลป์ จัดได้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งทศวรรษ 2000s

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” สิ่งทรงคุณค่ายิ่งของ The White Ribbon คือการสร้างทัศนคติ ชวนเชื่อ ปลูกฝังความเข้าใจ สภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อการเติบโตของเด็กๆคนรุ่นใหม่ อะไรที่ผู้ใหญ่พูดบอกแสดงออกล้วนถูกจับจ้องสังเกตมอง จดจำลอกเลียนแบบและกระทำตาม มันคงไม่งามแน่ๆถ้าพวกเขารายล้อมด้วยสังคมแบบภาพยนตร์เรื่องนี้ (และประเทศไทยในปัจจุบัน)

จัดเรต 18+ กับสังคมอุดมสิ่งชั่วร้าย ลงโทษเผด็จการ โกหกหลอกลวง Incest ในครอบครัว

คำโปรย | Das weiße Band ริบบิ้นสีขาวที่ผูกโดย Michael Haneke แม้บนโลกที่มืดมนอับจนแสงสว่าง แต่กลับมีความโดดเด่นเจิดจรัสจร้า ทรงคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of