Desyat Negrityat (1987)

Desyat Negrityat

Desyat Negrityat (1987) USSR : Stanislav Govorukhin 

ดัดแปลงจาก Ten Little Niggers ชื่อไทย ฆาตกรรมยกเกาะ นิยาย Best-Selling ยอดขายเกิน 100 ล้านเล่มของ Agatha Christie ฉบับภาษารัสเซีย ที่มีความซื่อตรงต่อต้นฉบับที่สุดแล้ว แม้ความสวยงามจะมิเทียบเท่า And Then There Were None (1945) แต่ตอนจบไม่ได้หักหลังคนดูถือว่าน่าพึงพอใจแล้ว, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เกร็ด: ชื่อหนัง Desyat Negrityat (Десять негритят) แปลตรงตัวว่า Ten Little Niggers เป็นชื่อนิยายแรกสุดที่ Agatha Christie ตั้งขึ้นก่อนเปลี่ยนเป็น And Then There Were None ในฉบับวางขายอเมริกาปี 1939

ส่วนตัวค่อนข้างแอบผิดหวังเล็กๆกับโปรดักชั่นภาพยนตร์เรื่องนี้ คาดหวังไว้เยอะเพราะเห็นคะแนน IMDB ค่อนข้างสูง แต่กาลเวลาค่อยๆบ่อนทำลายคุณภาพ ความสวยงาม และภาษาภาพยนตร์ ให้ดูเก่าเฉิ่มเฉยตกยุค กลายเป็น And Then There Were None (1945) ของผู้กำกับ René Clair ที่แม้ผมจะไม่ชอบตอนจบ แต่มีความงดงามของ Poetic Realism ปัจจุบันยังคงดูดี สวยงามสดใหม่เหนือกาลเวลา

บทความนี้จะขอพูดถึงภาพยนตร์ Desyat Negrityat (1987) เพียงบางส่วนเท่านั้น จักมุ่งเน้นการวิเคราะห์เรื่องราว นัยยะ ความตั้งใจนิยายของ Agatha Christie เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องสปอยสิ่งที่เกิดขึ้นตอนจบ ถ้าคุณยังไม่เคยอ่านหรือรับชมภาพยนตร์’เรื่องนี้’ (เน้นว่าต้องหนังเรื่องนี้เท่านั้นนะครับ เพราะมีตอนจบตรงต่อต้นฉบับนิยายที่สุดแล้ว) ควรจะไปหาอ่าน/รับชมดูก่อน มิเช่นนั้นคุณอาจสูญเสียอรรถรสในการครุ่นคิดทำความเข้าใจด้วยตนเองอย่างสิ้นเชิง

Stanislav Sergeyevich Govorukhin (เกิดปี 1936) ผู้กำกับสายตลาดสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Berezniki, Sverdlovsk Oblast (ปัจจุบันคือ Perm Krai) ตั้งแต่เด็กสนใจเป็นนักธรณีวิทยา แต่เหมือนโตขึ้นจะเอาตัวไม่รอดเลยเข้าสู่วงการโทรทัศน์ ระหว่างนั้นเข้าเรียนสร้างภาพยนตร์ที่ Gerasimov Institute of Cinematography สร้างหนังเรื่องแรก Vertical (1967) ร่วมกับ Boris Durov มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จจาก Robinson Crusoe (1973), Adventures of Tom Sawyer (1981), In Search of the Castaways (1983) ฯ

Govorukhin เป็นผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในประเทศของตนเอง แต่ค้นหาความสำเร็จต่างแดนไม่เคยเจอ เพราะมิได้มีสไตล์ลายเซ็นต์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เสียเท่าไหร่, ตัวเขาพอสูงวัยหันสู่วงการเมือง เคยเป็นคู่แข่งของ Vladimir Putin แต่เพราะสู้ไม่ได้ ภายหลังเลยเข้าร่วมสนับสนุนกลายเป็นสมาชิก All-Russia People’s Front

ความสนใจในนิยายเรื่องนี้ คงเพราะภาพยนตร์ดัดแปลงหลายเรื่องที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้า ไม่มีใครหน้าไหนกล้านำเสนอตอนจบแบบต้นฉบับนิยาย ล้วนอ้างอิงตามฉบับละครเวทีที่ Christie ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตอนจบเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องยินยอมรับได้กับยุคสมัยนั้น แต่เมื่อผ่านสงครามโลกมาหลายปี กลับกลายเป็นค่านิยมของผู้สร้างภาพยนตร์ไปเลย ตอนจบแบบนั้นปลอดภัย Happy Ending กว่านิยาย

ตอนผมรับชม And Then There Were None (1945) เมื่อได้ยินบทเพลง Ten Little Indians ตามด้วยเสียงจากเครื่องเล่น Gramophone เป็นภาพเกิดความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดโดยทันที สิบคนอาศัยอยู่ร่วมกันบนเกาะร้างห่างไกล ได้ถูกเปิดโปงสิ่งน่าอับอายชั่วร้ายที่สุดของชีวิต ใครกันจะยินยอมรับ (แต่ก็มีคนยอมรับแบบเปิดอกตรงๆ) ชี้ชักนำให้เกิดความหวาดระแวง ไม่เชื่อใจ จากนั้นเริ่มเห็นผิดเป็นถูก เกิดการฆาตกรรม และพอเหลือคนสุดท้าย ย่อมถูกอดีตตามมาหลอกหลอนจนคิดสั้นแขวนคอตาย นี่ควรเป็นทางออกตอนจบหนึ่งเดียวที่เป็นได้ แต่กลับ … -ส่ายหัว-

หลังจากรับชม Desyat Negrityat (1987) ได้รับการยกย่องว่ามีความตรงต่อต้นฉบับนิยายที่สุด พบเจอตอนจบเป็นไปตามความคาดหมายไว้จริงๆ เกาะร้างห่างไกลที่มีแต่โขดหินนี้ เปรียบได้คือสถานที่พิพากษาของกลุ่มบุคคลผู้กระทำความผิด พวกเขากำลังได้รับการตัดสินโทษโดยครบองค์ ไม่มีใครสามารถหนีรอดพ้นกฎแห่งกรรมนี้ไปได้

ตัวละครทั้ง 10 ประกอบด้วย

Anthony James Marston (นำแสดงโดย Aleksandr Abdulov) หนุ่มหล่อชื่นชอบการดื่มสุราเมรัย ครั้งหนึ่งเมาแล้วขับรถชนคนสองคนเสียชีวิตคาที แต่เจ้าตัวกลับไร้สติไม่รู้เรื่อง รับโทษเพียงยึดใบขับคู่ ขาดความสำนึกผิด, การเสียชีวิตถูกวางยา Potassium Cyanide ในแก้วเหล้า กระดกดื่มเสียชีวิตโดยไม่ทันรู้ตัว

Mrs. Ethel Rogers (รับบทโดย Irina Tereshchenko) แม่ครัว คนรับใช้ทำความสะอาด เธอมีความหวาดหวั่นระแวงกลัวตัวสั่น จากความผิดครั้นสมรู้ร่วมคิดกับสามี Thomas Rogers หวังมรดกจากพินัยกรรมหญิงชราป่วยหนัก ทำหูทวนลมปล่อยปละไม่สนใจไปดูแล ทำให้เสียชีวิตคาเตียงนอน, การเสียชีวิตถูกวางยา Chloral Hydrate ในแก้วบรันดี นอนหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี

General John Gordon Macarthur (รับบทโดย Mikhail Gluzsky) วีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะความที่รักภรรยามากแต่ล่วงรู้ความลับชู้หนุ่มของเธอที่เป็นทหาร จึงออกคำสั่งส่งเขาไปสู่ภารกิจฆ่าตัวตาย หวนระลึกถึงการกระทำของตนเอง คงด้วยความชราภาพแล้ว ยินยอมรับโชคชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น, เสียชีวิตโดยการถูกยิง (ฆาตกรรม)

สังเกตว่าการเสียชีวิตของ 3 คนแรก พวกเขายินยอมรับความผิดของตนเอง แต่มีทัศนะการแสดงออกแตกต่างกัน
– Marston หาได้สนใจยึดติดกับความผิดนั้น
– Mrs. Roger หวาดระแวงกลัวต่อความผิด
– General Macarthur ยินยอมรับการตัดสินของโชคชะตา

Thomas Rogers (รับบทโดย Aleksei Zolotnitsky) คนใช้ฐานะต้อยต่ำ พอมีภรรยา Ethel Rogers จึงพยายามวางอำนาจครอบงำจิตใจเธอ วางแผนสั่งให้ปล่อยหญิงชราหัวใจวายเสียชีวิตอย่างเลือดเย็น, หลังจากภรรยาเสียชีวิตบ้าง ตัวเขาก็ยังคงทำหน้าที่คนรับใช้ต่อ แต่ก็เสียชีวิตจากการถูกขวานจามอก (ขวานเป็นอาวุธที่มีอำนาจ ปักอกคือการทำลายสูญเสีย กลับคืนสูดความต้อยต่ำ)

Emily Caroline Brent (รับบทโดย Lyudmila Maksakova) หญิงสูงวัย สังคมชั้นสูง วางตัวเย่อหยิ่งทะนงตน หลีกเลี่ยงการพูดถึงข้อกล่าวหา ปฏิเสธคนใช้สาวที่ท้องนอกสมรส ทำให้เธอฆ่าตัวตายพร้อมลูกด้วยการจมน้ำตาย, การเสียชีวิต เริ่มจากถูกมอม Chloral Hydrate ในกาแฟ ทำให้มีอาการมึนเมาเหมือนคนจมน้ำ จากนั้นถูกฉีด Potassium Cyanide เข้าที่คอ ทำให้เหมือนถูกผึ้งต่อย

สำหรับสองคนนี้ ใช้ฐานะทางสังคมของตัวเองเป็นที่ตั้ง แม้ไม่ได้เป็นคนฆ่าใครให้ตาย แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
– Mr. Rogers คนใช้ฐานะต่ำต้อยหวังสูงด้วยการวางแผนฆาตกรรม,
– Mrs. Brent หญิงชั้นสูง ปฏิเสธไม่ยอมรับคนใช้ที่มีพฤติกรรมขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี ส่งผลให้เธอตัดสินใจฆ่าตัวตาย

Dr. Edward George Armstrong (รับบทโดย Anatoli Romashin) ระหว่างผ่าตัดครั้งหนึ่ง หมอทำคนไข้เสียชีวิต เพราะความขี้เมาไร้จรรยาบรรณของตนเอง Hangover จากการดื่มหนักเกินไป ด้วยเหตุนี้จึงถูกร้องขอจาก Judge Wargrave ให้ปลอมแปลงการตายของเขา แล้วคืนนั้นขณะกำลังมึนเมา ถูกผลักตกลงจากหน้าผา จมน้ำเสียชีวิต เกยตื้นขึ้นฝั่งเช้าวันถัดมา

William Henry Blore (รับบทโดย Aleksei Zharkov) อดีตสารวัตรตำรวจ ลาออกมาเป็นนักสืบเอกชน ครั้งหนึ่งเคยให้การโกหกต่อศาลทำให้ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งต้องติดคุกภายหลังเสียชีวิต, การเสียชีวิตถูกนาฬิการูปหมีตกลงกระแทกศีรษะ (หมีคงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอิทธิพล ที่ยิ่งใหญ่สูงกว่า)

ทั้งสองคนต่างปฏิเสธในข้อกล่าวหาของตนเอง มีความคอรัปชั่นในอาชีพ กระทำสิ่งขัดต่อจรรยาบรรณของตนเอง
– จรรยาบรรณของหมอ คือช่วยเหลือผู้ป่วยสุดความสามารถ แต่การกินเหล้าก่อนขึ้นผ่าตัดใหญ่ มันใช่สิ่งควรทำเสียที่ไหน
– ตำรวจ/นักสืบ จรรยาบรรณคือจับผู้ร้ายกระทำความผิด พูดให้การตามความสัตย์จริง

Philip Lombard (รับบทโดย Alexander Kaidanovsky) นายทหารผู้อดอยาก ขโมยเสบียงอาหารของชาวเผ่าพื้นเมืองในทวีปแอฟริกา ปล่อยทิ้งให้อดอยากจนเสียชีวิต Lombard ยินยอมรับความผิดนี้ แต่ใช้ข้ออ้างเหยียดเชื้อชาติ ยกย่องการกระทำของตนเองเป็นสิ่งถูกต้อง การเสียชีวิตถูกยิงตาย ก็มาจากความเข้าใจผิดของ Vera เช่นกัน

Vera Elizabeth Claythorne (รับบทโดย Tatyana Drubich) หญิงสาวที่ถูกอดีตตามหลอกเป็นภาพหลอน จากการเป็นผู้ดูแลเด็กชายคนหนึ่งแล้วปล่อยให้เขาจมน้ำตาย, การฆ๋าตัวตายของเธอเกิดจากอาการ Post-Trauma State ยินยอมรับตัวเองและสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ พอเห็นเชือกแขวนห้อยคอก็ยินยอมผูกคอตาย หมดสิ้นอาลัยตายอยาก

สำหรับสองคนที่ไม่ได้ถูกผู้พิพากษาสำเร็จโทษ แต่มาจากการตัดสินของพวกเขาเอง
– Lombard หลอกตัวเอง เห็นผิดเป็นถูก คนอื่นจึงเข้าใจเขาแบบผิดๆ
– Claythorne ไม่ยอมรับตนเอง เห็นภาพหลอน ฆ่าตัวตาย

Justice Lawrence John Wargrave (รับบทโดย Vladimir Zeldin) อดีตผู้พิพากษาผู้มีความซาดิสต์ หัวรุนแรง รังเกียจต่อต้านผู้ต้องหาและทนายความที่ใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้ผู้ร้ายเอาตัวรอดพ้นผิด ด้วยเหตุนี้เวลาตัดสินโทษมักมีสถานเดียวคือแขวนคอ ทำให้มีฉายา ‘hanging judge’ ครั้งหนึ่งได้ถูกไต่สวนย้อนการตัดสิน เพราะอาจพลั้งเผลอลงโทษผู้บริสุทธิ์โดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันเกษียนแล้วป่วยหนักใกล้ตาย ต้องการครั้งสุดท้ายเพื่อเติมเต็มอุดมการณ์ความเชื่อของตนเอง รวบรวมผู้ต้องหา 10 คน ตัวเขาสำเร็จโทษไป 8 เมื่อเห็นสองคนสุดท้ายเป็นไปตามแผนโดยไม่ต้องลงมือ รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าได้กระทำสิ่งถูกต้อง เรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘Perfect Judgement’ แล้วตัดสินตัวเองด้วยการส่องกระบานฆ่าตัวตาย

การกระทำของผู้พิพากษา Wargrave ชวนให้ตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า สิ่งที่เขาคิดถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ประการใด? เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงตอบไม่แน่ มันเหมือนฆาตกรโรคจิตเสียมากกว่า ส่วตัวคิดว่าสิ่งที่ Wargrave หลงลืมไปคือ การไม่รู้จักคำว่าให้อภัย/ให้โอกาส เหมารวมทุกผู้กระทำความผิดในโลกว่าต้องเป็นคนชั่วร้าย เลวทรามต่ำช้า ไม่สามารถสำนึกรู้ผิดด้วยตนเองได้ เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์สัดส่วนของทั้ง 10 คนนี้ จะเห็นว่ามีเพียงคนหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ยินยอมรับความผิด และสำนึกในการกระทำของตนเอง พร้อมพบเจอกับผู้พิพากษาแห่งความตาย คนนั้นคือ … General Macarthur

คนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบเรื่องราวนี้แหละครับ มักหาข้ออ้างต่อการกระทำของตนเอง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าความจริง เพื่อดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดปลอดภัย แต่มักไม่คิดถึงหัวอกของผู้อื่นที่ถูกกระทำ จนกว่าสิ่งนั้นจะย้อนกลับคืนสนอง … แต่ก็มีทั้งคนคิดได้ และไม่รู้ตัวเองอีกเช่นกัน

ถ่ายภาพโดย Gennadi Engstrem, ขณะที่เทคโนโลยีการถ่ายภาพของโลกก้าวไปไกล หนังเรื่องนี้ยังคงถ่ายภาพด้วยฟีล์มขนาด 1.33 : 1 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการรับชมอย่างมาก และเทคนิค/ภาษาภาพยนตร์ที่ใช้ อาทิ ซูมเข้า-ออก, เน้นภาพเต็มตัว (Full Shot) และ Long Shot, ฟีล์มสี Technicolor ที่ไม่มีใครใช้กันแล้ว ฯ ผมแทบไม่อยากเชื่อว่าหนังสร้างปี 1987 ผู้สร้างอยู่หลังเขามากๆ

หนังมีการเล่นมุมกล้องได้อย่างโดดเด่นทีเดียว, เกาะที่ไปถ่ายทำอยู่แถวๆ Crimea, Steps of Diva Rock หาได้มีคฤหาสถ์ตั้งอยู่ด้านบน (ใช้การซ้อนภาพ Miniature เข้าไป) ส่วน Peninsula ถ่ายทำที่ Swallow’s Nest และ Vorontsov Palace

การเคลื่อนกล้องฉากสุดท้ายถือว่าเท่ห์ทีเดียว หลังจาก Judge Wargrave ยกปืนขึ้นจ่อขมับ กล้องเคลื่อนไหลไปจนถึงด้านหลังเก้าอี้ที่มืดมิด แล้วได้ยินเสียงปืน และเครดิตปรากฎขึ้น

ตัดต่อโดย Valentina Olejnik, ทีแรกผมนึกว่าจะมีภาพย้อนอดีต Flashback (สังเกตจากภาพเปลี่ยนเป็น ขาว-ดำ) ของทุกๆตัวละคร แต่กลับมีเพียง Vera Claythorne, Philip Lombard และ Judge Lawrence Wargrave สามตัวละครสุดท้ายที่เสียชีวิตเท่านั้น นี่หาใช่สิ่งจำเป็นต้องแทรกใส่เข้ามาเลย (หรือในนิยายมีแบบนี้กัน?)

เพลงประกอบโดย Nikolai Korndorf คีตกวียอดฝีมือสัญชาติรัสเซีย, บทเพลงได้สร้างบรรยากาศความอึมครึม ตึงเครียด พิศวงสงสัยให้กับหนังตลอดทั้งเรื่อง คุมโทนได้อยู่หมัด แม้ฉากสนทนาส่วนใหญ่จะเงียบเสียง แต่พอความตายบังเกิดขึ้นบทเพลงก็จะแปร๋น ดังขึ้นมาโดยทันที

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่รู้จักแบ่งแยกแยะความดีชั่ว อะไรควรไม่ควรทำ มีจิตสำนึกเกรงกลัวละอายต่อบาป ด้วยเหตุนี้รวมกันเราอยู่ สร้างกฎระเบียบวัฒนธรรมประเพณีขึ้นมาเป็นสังคม เพื่อสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขสันติ

แต่ก็ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนในโลกจะสามารถดำเนินรอยตาม ยึดถือปฏิบัติมั่นตามข้อกำหนด มโนธรรมคติของสังคมได้ เมื่อใดบังเกิดความผิดพลาดบกพร่องขึ้น มักสร้างรอยแผลเป็นให้เกิดขึ้นในจิตใจ กับคนที่มีสำนึกมโนธรรมย่อมเกิดความละอาย พยายามทุกอย่างเพื่อปกปิดไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะเมื่อใครอื่นได้รับรู้เห็นความจริงแล้ว ความน่าเชื่อถือเคารพยกย่อง หน้าตาวิทยฐานะทางสังคม มันจะสูญสิ้นมูลค่าไปโดยสิ้นเชิง (ซื้อขายกันไม่ได้ด้วย)

And The There Were None หรือ The Little Niggers หรือฆาตกรรมยกเกาะ (ชื่อไทยโคตรจะสปอยตอนจบเลยนะ) มีเรื่องราวนำเสนอตีแผ่ สังคมอุดมคติด้วยคนชั่ว (Dystopia) จำลองเกาะร้างห่างไกลแห่งนี้เสมือนโลกใบหนึ่ง รวมรวมทุกผู้คนไม่ใช่คนดี ตั้งคำถามพวกเขาจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขสันติในระยะเวลาสุดสัปดาห์หรือไม่? คำตอบที่ Agatha Christie นำเสนอในนิยายเรื่องนี้ แสดงทัศนะออกมาชัดเจนว่า เป็นไปไม่ได้

จริงๆผมแอบผิดหวังเล็กๆที่ Christie ใส่ตัวละครที่เป็นฆาตกรมาจริงๆเข้า มันจะโคตรเจ๋งยิ่งกว่าถ้าพวกเขาทั้งหลายเริ่มต้นที่จะแสดงความขัดแย้ง หวาดระแวง แล้วฆ่าแกง ทำร้ายกันเอง เพราะมันจะสื่อถึงได้อย่างชัดเจนว่า ในโลกของคนชั่ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะสามารถกลับกลายเป็นคนดี อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุขสันติ, กระนั้นเมื่อใส่ Catalyst ตัวเร่งเข้ามา ถือเป็นการเสริมเร่งความหวาดระแวง แนวโน้มความเป็นไปของตอนจบ ที่สองคนสุดท้ายจะพิพากษาตัดสินด้วยตัวของพวกเขาเอง

ต้องโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนมีความบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์จริงใจ ยึดถือมั่นในคุณธรรมศีลธรรมกฎกรอบระเบียบของสังคม มีความเกรงกลัวละอายต่อบาป ถึงสามารถให้ความเชื่อถือมั่นต่อผู้อื่น ไม่ปลิ้นปล้อนโกหกหลอกลวง ต่อหน้าลับหลังพูดถึงปฏิบัติแสดงออกไม่แตกต่าง หรือคาดหวังผลประโยชน์ตอบแทน ตรงกันข้ามกับสังคมในนิยาย/ภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง

ผู้เขียนคงไม่รู้ตัวหรอกนะครับ ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในนิยาย/ภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนกฎแห่งกรรม ออกมาได้อย่างลงตัวชัดเจน ใครเคยทำความชั่วอะไรไว้ ต่างได้รับคืนสนองในสิ่งที่คล้ายคลึงหรืออาจใกล้เคียง นี่คือความสวยงามของภาษาวรรณกรรม/ภาพยนตร์ เมื่อสองสิ่งเริ่มต้นกับตบท้าย มีความสมมาตรหรือเติมเต็มสอดคล้องได้อย่างลงตัว

รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ส่วนตัวจะค่อนข้างผิดหวังในคุณภาพ แต่ถ้าคุณไม่เคยรับชมภาพยนตร์หรืออ่านนิยาย And The There Were None เรื่องใดๆมาก่อน ย่อมเกิดความชื่นชอบคลั่งไคล้หลงใหลเป็นแน่ นี่เป็นสิ่งที่ขอแนะนำ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เรื่องราวนี้ควรค่ากับการศึกษา สังเกต ครุ่นคิดตาม จะพบเจอสาระประโยชน์ที่คุ้มค่ามากยิ่ง ไม่ใช่แค่ความบันเทิงน่าพิศวง มันคือ Masterpiece ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบที่สุดของผู้เขียน Agatha Christie ขายได้เกินร้อยล้านเล่ม … มากเว่อไปหน่อยหรือเปล่า?

แนะนำอย่างยิ่งกับคอหนังแนว Mystery พิศวงลึกลับ, ชื่นชอบนิยายของ Agatha Christie เรื่องฆาตกรรมยกเกาะ, บุคคลทำงานเกี่ยวกับศาลทั้งหลาย อาทิ ผู้พิพากษา ทนายความ ลูกขุน ฯ และบรรดานักโทษ ผู้ต้องหากระทำความผิดทั้งหลาย อาจจะเป็นประโยชน์ให้เกิดจิตสำนึกได้บ้างกระมัง

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศสุดตึงเครียด ในโลกของคนชั่ว

TAGLINE | “Desyat Negrityat อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มีคุณภาพสวยงาม หรือยิ่งใหญ่นัก แต่ตอนจบคือความกล้าตรงต่อนิยายขายดีที่สุดของ Agatha Christie เท่านี้ก็ควรค่าแก่การรับชมทุกประการ”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of