Downfall (2004)

Downfall

Downfall (2004) German : Oliver Hirschbiegel ♥♥♥

สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากต่อหนังเรื่องนี้ ‘มันสมควรแล้วหรือ ที่จะนำเสนอความเป็นมนุษย์ให้กับ Adolf Hitler?’ สิบวันสุดท้ายก่อนฆ่าตัวตาย ช่วงเวลาที่แทบทุกคนใกล้ตัวเริ่มหันหลังให้ จากเคยยิ่งใหญ่คับฟ้าถึงคราตกต่ำ ‘Downfall’ ดำเนินเรื่องแทบทั้งหมดใน Führerbunker ศูนย์บัญชาการและสถานที่หลบภัยใต้ดิน ณ กรุง Berlin

Adolf Hitler ไม่ใช่มนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่เป็นผู้นำการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่อาจเพราะช่วงเวลาทศวรรษนั้นเพิ่งผ่านพ้นมายังไม่ไกลเท่าไหร่ มีหลักฐานบันทึกด้วยหนังสือพิมพ์ ฟีล์มฟุตเทจข่าว ฯ มันเลยยังเป็นประเด็นความสนใจของคนยุคสมัยนี้อยู่ แต่เมื่อไหร่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือใครบางคนเลวชั่วร้ายกว่า Hitler ปรากฎขึ้น ชื่อของผู้นำคนนี้คงค่อยๆเลือนลางจางหายไปตามกาลเวลา

ชาวยิว ชาวยุโรป และอีกชาวโลกอีกหลายๆ ชาตินี้คงจะไม่มีวันให้อภัยการกระทำของ Adolf Hitler อย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ทำให้ประวัติศาสตร์มนุษยชาติหยุดนิ่ง ถดถอยหลังลงคลองไปหลายสิบปี ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรับไม่ค่อยได้ ต่อต้านสื่อ/ภาพยนตร์ที่พยายามนำเสนออีกด้านหนึ่งของ Hilter ก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง พยายามตีตราหน้าว่าคือสัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้นจากขุมนรก

ถ้าผมเองเกิดในยุคสมัยนั้น ต้องเป็นทหารเข้าร่วมสงคราม หรือได้รับผลกระทบขึ้นกับใกล้ตัว ก็คงแน่ๆว่าต้องมีโลกทัศนคติปฏิเสธต่อต้านไปทางนั้น แต่เมื่อส่วนตัวอยู่ห่างไกลครึ่งค่อนโลก เวลากว่าครึ่งศตวรรษ มันเลยไร้ซึ่งความโกรธเกลียดชัง คับข้องแค้น มองเป็นเรื่องกฎแห่งกรรมใดใครก่อ ป่านนี้ Hitler คงเสวยสุขสำราญอยู่ในนรก ชดใช้สิ่งที่ตัวเองกระทำไปอย่างสาสมควร คิดแล้วน่าสงสารเห็นใจความโง่เขลาเสียมากกว่า

แต่มีสิ่งหนึ่งที่โดยส่วนตัวอยากที่จะยกย่องชื่นชม Hitler เสียเหลือเกิน มันคือความแน่วแน่ตั้งมั่นในอุดมการณ์ความเชื่ออย่างสุดโต่ง

“I do not want to live in a world without National Socialism,”

นี่เป็นสิ่งที่ชาวประชาธิปไตยอย่างเราๆ หลายคนคงไม่มีวันเข้าใจได้แน่ แต่ขอให้ลองคิดกลับตารปัตรดูนะ ถ้าเปลี่ยนคำพูดเป็นว่า ‘ฉันไม่อยากอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่มีประชาธิปไตย’ แบบนี้หลายคนอาจร้องอ๋อขึ้นมาทันที ใครที่พูดได้เช่นนี้น่ายกย่องใช่ไหมละ ก็นั่นแหละคือเหตุผลความประทับใจเล็กๆที่มีต่อท่านผู้นำ

Oliver Hirschbiegel (เกิดปี 1957) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ German เกิดที่ Hamburg เข้าเรียนที่ Hamburg University of Fine Arts สนใจวาดรูป Graphic Arts จบออกมากำกับซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Das Experiment (2001), โด่งดังไปทั่วโลกกับ Downfall (2004), ตามด้วย The Invasion (2007), Diana (2013) ฯ

ได้รับมอบหมายจากโปรดิวเซอร์/นักเขียนบท Bernd Eichinger (1949 – 2011) สัญชาติ German ที่เคยดูแลโปรเจค Nowhere in Africa (2001), แฟนไชร์ Resident Evil, และ Fantastic Four ทวิภาคแรก

เรื่องราวดัดแปลงจากหนังสือ 6 เล่ม
– Hitler’s Bunker: The Last Days of the Third Reich (1945) เขียนโดยนักประวัติศาสตร์ Joachim Fest
– Until the Final Hour: Hitler’s Last Secretary (1947) เป็นบันทึกความทรงจำ Memoir ของ Traudl Junge เลขานุการคนสุดท้ายของ Hitler ร่วมเขียนโดย Melissa Müller
– Inside the Third Reich (1969) บันทึกความทรงจำของ Albert Speer หนึ่งในเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของ Nazi สามารถเอาตัวรอดได้ทั้งสงคราม และการพิพากษา Nuremberg
– Das Notlazarett unter der Reichskanzlei: Ein Arzt erlebt Hitlers Ende in Berlin (1995) บันทึกความทรงจำของหมอ Ernst-Günther Schenck
– Hitler’s Last Days: An Eye–Witness Account (1973) บันทึกความทรงจำของ Gerhard Boldt
– Soldat: Reflections of a German Soldier, 1936–1949 (1992) บันทึกความทรงจำของ Siegfried Knappe

สังเกตว่า 5 จาก 6 เล่มเป็นบันทึกความทรงจำ Memoir ของบุคคล/ทหารนาซี ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง พบเจอรู้จัก Adolf Hitler ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

Prologue/Epilogue ตัดจากสารคดี Im toten Winkel (2002) ภาพของ Traudl Junge กำลังให้สัมภาษณ์แสดงความรู้สึกผิดและละอาย ที่มีความชื่นชอบชม หลงใหลในตัว Adolf Hitler เมื่อครั้นสมัยยังสาวๆ

ฉากแรกของหนัง เดือนพฤศจิกายน 1942, Adolf Hitler (รับบทโดย Bruno Ganz) ทำการเลือกเลขานุการสาวคนใหม่ ตัดสินใจว่าจ้าง Traudl Humps (รับบทโดย Alexandra Maria Lara) หญิงสาวจาก Munich ซึ่งเธอก็ตั้งใจอุทิศตัวเองกายใจให้กับท่านผู้นำหมดทุกสิ่ง

ตัดข้ามไปวันที่ 20 เมษายน 1945, วันเกิดครบรอบ 56 ปีของ Hitler แต่กลับเฉลิมฉลองด้วยเสียงปืนใหญ่ใน Battle of Berlin เมื่อทหารรัสเซีย (Red Army) บุกล้อมเข้าประชิดเมืองหลวง ทำให้ศูนย์บัญชาการใหญ่ต้องปักหลักอยู่ที่ Führerbunker หลุมหลบภัยใต้ดิน ใกล้ๆกับ Führer Headquarters ซึ่งสถานการณ์ค่อยๆเลวร้ายลงเรื่อยๆ คนใกล้ชิดเริ่มหันหลังแปรพักตร์ ยกธงขาวยอมแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร กองกำลังและยุทโธปกรณ์ค่อยๆร่อยหรอ แทบไม่มีใครสามารถตอบสนองความต้องการของท่านผู้นำได้ จนกระทั่งตัดสินใจกิน Cyanide และยิงตัวตายวันที่ 30 เมษายน

Bruno Ganz (เกิดปี 1941) นักแสดงสัญชาติ Swiss เกิดที่ Zürich, Switzerland แต่ข้ามมาเป็นนักแสดงที่ Germany ขาประจำของผู้กำกับ Wim Wenders อาทิ The American Friend (1977), Wings of Desire (1987), Faraway, So Close! (1993) ฯ ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Nosferatu the Vampyre (1979), The Manchurian Candidate (2004), The Reader (2008), Unknown (2011) ฯ

ว่ากันว่าบั้นปลายของ Adolf Hitler ป่วยเป็นโรค Parkinson มือข้างขวาเลยหงิกๆงอๆ สั่นจนควบคุมไม่ค่อยได้ เดินช้าๆหลังค่อม ด้วยความที่ไม่มีใครทำอะไรถูกใจสักอย่าง เลยมักอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นเสียง ตำหนิต่อว่าด่าทอด้วยภาษาที่รุนแรงหยาบคาย แต่หลายครั้งเมื่ออารมณ์สงบก็จะมีความอ่อนไหว รักสัตว์และเด็กๆ

จริงๆอารมณ์ของท่านผู้นำ เป็นสิ่งคาดเดาได้ไม่ยากเท่าไหร่ คือถ้าใครพาข่าวดีมาก็จะยิ้มแย้มแจ่มใส สำหรับข่าวร้ายก็แน่นอนว่าต้องฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด บางครั้งแสดงออกมาทันที แต่บางคราเหมือนว่ายังพอมีสติอยู่บ้าง ขับไล่คนอื่นผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปนอกห้อง แล้วพูดจาด่าทอสบประมาทใส่คนสนิท (แต่ก็ยังดังไปถึงคนฟังข้างนอกอยู่ดี)

ขณะที่กับสาวๆ ไม่เคยเห็นพูดจาด่าทอตำหนิต่อว่าใดๆ ตรงกันข้ามมีความสุภาพ นอบน้อม อ่อนโยน ให้ความเคารพรัก ยิ้มแย้ม ให้กำลังใจกันและกันอยู่เรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงรอบๆข้างของ Hitler จึงดูมีความจงรักภักดี พร้อมเสียสละให้ท่านผู้นำ ว่าไปมากกว่าผู้ชายแมนๆอกสามศอกหลายๆคนเป็นไหนๆ

ผมจดจำ Ganz ได้จาก Wings of Desire และภาคต่อ เป็นเทวดาที่มีดวงตาอันอ้างว้างโดดเดี่ยว โหยหาต้องการบางสิ่งอย่าง แต่กลับจดจำแทบไม่ได้เมื่อเห็นไว้ผมและหนวดเหมือน Hitler จนแยกไม่ออก คำพูดการแสดงออกเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดรุนแรง แต่ลึกๆแล้วเห็นในดวงตายังคงมีความรวดร้าวระทมใจ โหยหาต้องการบางสิ่งอย่างเช่นเคย

Ganz เตรียมตัวรับบทนี้ด้วยการหัดพูดสำเนียง Austria จากเทปความยาว 11 นาทีที่ได้รับการค้นพบ คำสนทนาระหว่าง Hitler กับ Field Marshal Carl Gustaf Emil Mannerheim ด้วยน้ำเสียงปกติ, ปกติแล้ว Hitler จะไม่ยินยอมให้มีการบันทึกเสียงสนทนาหรือถ่ายภาพของตนเอง แต่เพราะครั้งนั้น หน่วยสืบราชการลับของ Finnish ได้แอบบันทึกไว้ ใครอยากได้ยินคลิกฟังดูได้เลย

มี 2-3 ฉากในหนัง ‘Downfall Parody’ ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะครับแต่ทั่วโลกเลยนะ นำไปล้อเลียนใส่ซับนรก ขณะที่ Hitler ระเบิดความเกรี้ยวกราดใส่ลูกน้องทั้งหลาย ด้วยภาษาเยอรมันที่คนส่วนใหญ่ฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อแก้ไขเปลี่ยนคำบรรยาย Subtitle มันช่างเสียดสีประชดประชันอะไรๆได้มากทีเดียว

แม้สตูดิโอที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังเรื่องนี้ จะออกมาเรียกร้องขอให้ยุติ และมีการลบหลายคลิปดังๆออกไป แต่ตัวผู้กำกับ Hirschbiegel บอกไม่คิดมาก แต่วิธีการดูของเขาต้องปิดเสียง (เพราะตัวเองฟังภาษาเยอรมันรู้เรื่อง)

“Someone sends me the links every time there’s a new one, I think I’ve seen about 145 of them! Of course, I have to put the sound down when I watch. Many times the lines are so funny, I laugh out loud, and I’m laughing about the scene that I staged myself! You couldn’t get a better compliment as a director.”

ดังสุดในไทยน่าจะคลิปนี้นะครับ ใครอยากดูเรื่องอื่นๆเข้าไปใน Youtube ค้นคำว่า ‘ฮิตเลอร์ ซับนรก’ มีเป็นร้อยๆเลยมั้งนะ

Alexandra Maria Lara (เกิดปี 1978) นักแสดงหญิงสัญชาติ Romanian-German เกิดที่ Bucharest ลูกชายของนักแสดง Valentin Plătăreanu เมื่อปี 1983 ครอบครัวอพยพสู่ West Germany เพื่อหนีรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของโรมาเนีย โตขึ้นเข้าเรียนที่ Französisches Gymnasium Berlin แล้วตามพ่อไปเป็นนักแสดงละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ โด่งดังกับ Downfall (2004), The Reader (2008), Rush (2013) ฯ

รับบท Traudl Junge เลขานุการส่วนตัวของ Adolf Hitler ที่ในตอนแรกมีความหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวท่านผู้นำเป็นอย่างยิ่ง เคยเอ่ยปากพร้อมจะอยู่เคียงข้างและยินยอมตามพร้อมกับเขา แต่ก็ไม่รู้ทำไมเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเกิดความอยากหนีออกไปให้ไกล ไม่ขอเป็นส่วนหนึ่งในทุกสิ่งอย่าง

เกร็ด: นามสกุลเดิมของ Traudl คือ Humps แต่งงานเดือนมิถุนายน 1943 เปลี่ยนเป็น Junge สามีเสียชีวิตเดือนสิงหาคม 1944, เนื่องจากหนังไม่มีเวลาอธิบายเรื่องราวนี้ ชื่อที่แนะนำตัวละครตอนแรก กับสิบวันสุดท้ายเลยอาจชวนให้สับสนงุนงงเล็กน้อย

วัยรุ่นหนุ่มสาว มักมีช่วงเวลาที่มืดบอดโง่เขลา โดยเฉพาะถ้าได้ตกหลุมรักคลั่งไคล้ใครสักคน น้ำต้มผักก็ยังว่าหวาน กงจักรยังเห็นเป็นดอกบัว จนกว่าเมื่อไหร่จะตระหนักรับรู้เห็นความจริง เกิดความเข้าใจขึ้นด้วยเอง ถึงสามารถหลุดออกจากวังวนแห่งความอุบาทว์นั้นได้, ตัวจริงของ Traudl เมื่อสามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นั้น ได้รับการตัดสินว่าเป็น ‘young follower’ กล่าวโทษถึงความโง่เขลาสมัยสาวๆของตนเอง คือมันก็เป็นสิทธิ์ของเธอที่จะแสดงออกเช่นนั้น แต่คนส่วนใหญ่(สมัยนั้น)คงรังเกียจต่อต้านรับไม่ได้ เพราะดูเหมือนการเสแสร้งดิ้นรนเอาตัวรอด กระนั้นถ้ามันออกจากใจเธอจริงๆ (ก็คงมีแต่เจ้าตัวเองที่รับรู้ได้) เราควรจะยกย่องสรรเสริญเสียด้วยซ้ำ เพราะน้อยคนจะรู้สำนึกกลับตัวกลับใจ ผิดเป็นครู และพยายามพูดสอนเตือนสติผู้อื่น คิดทำอะไรให้รอบคอบกว่าที่ตนเองเคยกระทำมา

Juliane Köhler (เกิดปี 1965) นักแสดงหญิงสัญชาติ German เกิดที่ Göttingen, West Germany ครอบครัวเป็นนักเชิดหุ่น (Puppeteer) โตขึ้นเดินทางไป New York เรียนการแสดงที่ HB Acting Studio จบแล้วหวนกลับมาเป็นนักแสดงละครเวที มีชื่อเสียงในภาพยนตร์ Nowahere in Africa (2001) และ Downfall (2004)

รับบท Eva Braun คู่ขาของ Adolf Hitler ที่อาศัยอยู่ร่วมชายคากันมากว่าสิบปี แต่เพิ่งคิดจะแต่งงานกลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตายตามร่วมกัน, Bruan เป็นผู้หญิงรักสนุก ชื่นชอบแฟชั่นและปาร์ตี้ สร้างสีสันให้เกิดขึ้นในงานสังคม คงเพราะความน่ารักน่าชังเหมือนเด็กน้อยของ Traudl Junge เรียกเธอว่า ‘My Beautiful Bavaria’ (Bavaria คือชื่อรัฐหนึ่งของ German มีเมืองหลวง Munich) ทั้งสองคงสนิทกันมาถึงขนาดเล่าถึงตัวตนของ Hitler ให้เธอฟัง

“He only talks about dogs and vegetarian meals. He doesn’t want anyone to see deep inside of him.”

ในความร่าเริงสดใสเบื้องหน้า เมื่อลับหลังอยู่คนเดียวก็หุบยิ้มหน้านิ่ง จมปลักอยู่กับความทุกข์เศร้าโศก สายตาของ Köhler สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาทุกสิ่งอย่าง ก็ไม่รู้ขณะไหนคือตัวตนแท้จริงกันแน่

Ulrich Matthes (เกิดปี 1959) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Berlin รับบท Joseph Goebbels รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาแถลงข่าวและโฆษณาชวนเชื่อ (Reich Minister of Propaganda) ถือว่าเป็นผู้จงรักภักดีที่สุดของ Hitler ขนาดว่าสั่งให้อพยพหนียังขัดขืน ฆ่าตัวตายตามพร้อมภรรยาและลูกๆอย่างเลือดเย็น, ใบหน้าของ Matthes มีความโดดเด่นน่าจดจำพอๆกับการแสดงที่มีความหนักแน่นมั่นคง ไม่มีอะไรในโลกจะสามารถสั่นคลอนความคิดเชื่อมั่นของตนเองลงได้

Corinna Harfouch (เกิดปี 1954) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Suhl, East Germany รับบท Magda Goebbels แม่ผู้วางยานอนหลับลูกๆทั้งหกคน จากนั้นแอบเข้าไปให้พวกเขากัดกลืน Cyanide จนเสียชีวิต, นั่นเป็นฉากสุดแสนทรมาน ยากจะรับชมที่สุดแล้วในหนัง ต้องเป็นคนที่สุดโต่งในอุดมการณ์จริงๆ ถึงกล้ากระทำเช่นนี้ต่อลูกๆของตนเอง ซึ่ง Harfouch แสดงออกมาได้อย่างสมจริงเกินคำบรรยาย นิ่งเงียบภายนอก แต่ภายในรวดร้าวระทมถึงที่สุด

Christian Berkel (เกิดปี 1957) นักแสดงสัญชาติ German ที่หลังจากเรื่องนี้ มีผลงานเด่นอาทิ Flightplan (2005), Black Book (2006), Valkyrie (2008), Inglorious Basterds (2009), Trumbo (2015), Elle (2016) ฯ รับบท Dr. Ernst-Günther Schenck แพทย์และเป็นสมาชิกหน่วย SS ที่มีโอกาสใกล้ชิดในช่วงวันสุดท้ายของ Hitler ระหว่างอุดมการณ์กับชีวิต คนเป็นหมอย่อมเลือกแบบหลัง เพราะคือจรรยาบรรณของตนเอง

ถ่ายภาพโดย Rainer Klausmann สัญชาติ Swiss ขาประจำของ Hirschbiegel ผลงานเด่นๆ อาทิ Head-On (2004), Goodbye Berlin (2016) ฯ

คงรับอิทธิพลจาก Das Boot (1981) ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำในสถานที่ปิด Führerbunker (จำลองสร้างขึ้นมาที่ Bavaria Studios) ศูนย์บัญชาการและสถานที่หลบภัยใต้ดิน ณ กรุง Berlin อันมีความแออัดคับแคบ, แทบทุกช็อตต้องเห็นผนังกำแพง พื้นหรือเพดาน ให้ความรู้สึกเหมือนพบเจอทางตันไร้ซึ่งทางออก, เน้นมุมเงยที่ให้สัมผัสเหมือนปีศาจ/ความชั่วร้าย, ส่วนใหญ่มีระยะใกล้ Medium Shot กับ Close-Up ใบหน้า เว้นถ้าออกข้างนอกถึงจะพบเห็น Long Shot บ้างบางครา

หลายครั้งเลือกใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่งแทนมุมกล้อง เพื่อเป็นการบอกว่า ตัวละครนั้นๆกำลังจับจ้องมองเหตุการณ์/สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ห่างๆแบบใคร่สนใจ มักเป็นในสายตาของ Traudl Junge กับ Dr. Ernst-Günther Schenck

การเสียชีวิตของ Hitler จะไม่ถูกนำเสนอเห็นภาพแบบตรงๆ เริ่มจากได้ยินเสียงปีน ใช้มุมกล้องบดบัง ผ้าคลุมตัวปิดบังหน้า คือผู้ชมจะไม่รับรู้เห็นเลยว่านั่นคือ Hitler (แต่ก็รู้ได้แหละว่านั่นคือตัวจริง) นี่เป็นการให้เกียรติ และไม่เกิดข้อหา จึงถือว่าน่าจะเป็นไดเรคชั่นวิธีการเหมาะสมที่สุดแล้ว

เกร็ด: ภาพวาดชิ้นโปรดของ Hitler คือ Frederick the Great (1712 – 1786) กษัตริย์แห่ง Prussia ขึ้นครองราชย์ 1740 – 1789

ตัดต่อโดย Hans Funck (1953 – 2014) สัญชาติ German ขาประจำของ Hirschbiegel

เรื่องราวของหนังดำเนินไปโดยไม่มีใครเป็นมุมมองหลัก (จะถือว่า Führerbunker คือจุดหมุนของหนังก็ยังได้) นั่นเพราะเรื่องราวนำจากบันทึกความทรงจำ Memoir ของหลายๆคนมาเรียงร้อยประติดประต่อ ซึ่งบางครั้งเราจะเห็นในสายตาของ Traudl Junge (น่าจะเยอะสุดแล้ว) บางครั้งของ Dr. Ernst-Günther Schenck และครั้งหนึ่งของ Albert Speer ฯ

มี Sub-Plot หนึ่งของหนัง ที่ผมว่าไม่น่าใส่มาสักเท่าไหร่ นั่นคือเด็กชาย Peter Kranz ที่เข้าร่วมกลุ่ม Hitler Youth ใช้ปืนต่อสู้อากาศยานต่อสู้สกัดกั้นรถถังไม่ให้เข้ามาในเมือง แต่พวกเขาจะไปทำอะไรได้ สมาชิกทุกคนอื่นๆตายหมด หลงเหลือแค่เด็กชายคนเดียวหาทางกลับบ้าน แต่ภายหลังครอบครัวของเขาก็ถูกเก็บตายเรียบอีก ตอนจบเหมือนจะรู้ตัวสำนึกได้ ออกเดินร่วมกับ Traudl Junge เอาตัวรอดผ่านทหารรัสเซีย, นัยยะประมาณว่า ผู้หญิงและเด็ก ไม่ว่ากระทำอะไรชั่วร้ายในสงครามนี้ สมควรได้รับการยกโทษให้อภัย … เช่นนั้นหรือ?

ถึงเรื่องราวอ้างว่าดำเนินไปในระยะเวลา 10 วันสุดท้ายในชีวิตของ Hitler แต่ผู้ชมก็จะไม่สามารถล่วงรู้วันเวลา ว่าผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่แล้ว นอกจากมีข้อความปรากฎแสดงขึ้น ซึ่งถ้าใครล่วงรู้ประวัติศาสตร์มาก่อน น่าจะได้เปรียบมากทีเดียว สามารถเตรียมตัวพร้อมรับอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

ความรวดเร็วฉับไวในการตัดต่อ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกอันปั่นป่วนพลุกพร่าน สับสนอลม่านของชาวเยอรมัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาซี และท่านผู้นำ ออกมาอย่างตรงไปตรงมา อย่างฉากสนทนาก็มักตัดสลับระหว่างใบหน้าของ Hitler กับปฏิกิริยาของคนอื่นๆที่ก็ไม่รู้ยินยอมฟังคำขึ้นเสียงด่าทออยู่ทำไมให้เสียความรู้สึก

เพลงประกอบโดย Stephan Zacharias สัญชาติ German

ดนตรีมานุ่มๆเบาๆ ลากเสียงไวโอลินให้ต่อเนื่องเยิ่นยาว มีลักษณะเหมือนความทรงจำอันชั่วร้ายจากอดีต ที่ยังคอยหวนกลับมาหลอกหลอน สร้างความเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมาน เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่อยากลบลืมเลือน แต่มันกลับไม่ยอมเจือจางหายไป ฝังลึกติดแน่นอยู่ในทรวงอก

ในความคิดของชาวโลก Adolf Hitler คือสัตว์ประหลาดเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ผมว่าก็ยังห่างไกลความจริงอยู่มากนะ เทียบกับจิ๋นซีฮ่องเต้, เจงกีสข่าน, ซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย (Ivan the Terrible), หรือแม้แต่ผู้นำยุคใหม่อย่าง Joseph Stalin, Francisco Franco, Idi Amin ฯ เหล่านี้อาจบัดซบชั่วช้ายิ่งกว่าเสียอีก แต่เพราะแรงกระเพื่อมของชาวยิว และผลกระทบของสงครามที่ลุกลามแพร่ขยายไปทั่วโลก เลยทำให้ชื่อของท่านผู้นำนี้ติดปาก ฝังอยู่ในบทเรียนประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยปัจจุบัน

การมาถึงของภาพยนตร์เรื่องนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีสื่อสารก้าวไกล เสรีภาพทางความคิดเข้าใกล้เข้ามา โลกยุคดี-ชั่ว ขาว-ดำ เริ่มเลือนลางกลายเป็นสีเทา ถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมยิ่งในการที่จะนำเสนออีกมุมมองหนึ่ง ด้านที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดถึงกันว่าจะมีของ Adolf Hitler ก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง เขาไม่ได้มีความเลวชั่วร้ายติดตัวตลอดเวลา ก็มีชีวิตธรรมดา กินนอน คนรักใคร่ วิตกจริต หวาดกลัวความตาย แต่แค่อุดมการณ์อันสุดโต่ง ทำให้ผู้คนปิดหูหลับตา ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ก็ขนาดว่ามีนักวิจารณ์คนหนึ่ง เขียนลงหนังสือพิมพ์ตั้งคำถามว่า

“Are we allowed to show the monster as a human being?”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เชื่อว่าทำให้หลายๆคน มีโลกทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปต่อท่านผู้นำ จากเคยจินตนาการเห็นภาพของสัตว์ประหลาด มีความอัปลักษณ์ขยะแขยง ก็อาจเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสงสารเห็นใจ ไม่ได้เห็นด้วยยกย่องการกระทำ แต่จักไม่ปฏิเสธต่อต้าน รังเกียจสุดโต่งอีกต่อไป

กระนั้นย่อมมีหลายคนที่รับไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยทัศนคติฝังใจ ‘คนเลวมันต้องไม่มีอะไรดี’ ความชั่วมันเสมอต้นเสมอปลาย ก็แนะนำว่าอย่าเพิ่งไปฝืนตัวเองให้รับได้โดยทันที แต่ขอให้ค่อยๆเริ่มปรับตัวเปลี่ยนแปลงแล้วละ เพราะความคิดสุดโต่งลักษณะนี้ สังคมปัจจุบันเริ่มยินยอมรับไม่ได้แล้วนะ ไม่มีใครเถียงคุณหรอกว่า Hitler คือคนเลว แต่มนุษย์ทุกคนในโลกย่อมต้องมีสิ่งดีๆอยู่ในตัวเอง ใช้จิตใจค้นหาพบเมื่อไหร่ มันจะมีโลกอีกใบที่สวยงามกว่าปรากฎขึ้นในสายตาอย่างแน่นอน

ด้วยทุนสร้าง €13.5 ล้านยูโร (ประมาณ $15 ล้านเหรียญ) ทำเงินรวมทั้งโลก $92.2 ล้านเหรียญ เป็นตัวแทนของประเทศ Germany ได้เข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายสาขา Best Foreign Language Film แต่พ่ายให้กับ The Sea Inside (2004) จากประเทศสเปน

ส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะ Hitler เลยสักนิดนะ แต่คือไดเรคชั่นของผู้กำกับ Oliver Hirschbiegel วิธีการนำเสนอแบบนี้ไม่ค่อยถูกจริตรสนิยมของผมสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะความรวดเร็วฉับไว อะไรก็ไม่รู้สับสนวุ่นวาย บ้าคลั่ง มันทำให้ผมหงุดหงิด แทบเสียสติแตกไประหว่างการรับชมด้วย

ผมเคยไปอ่านพบเจอแนวคิดเว่อๆ เหมือนจะไร้สาระแต่ก็ชวนให้ฉุกคิด บอกว่า Hitler อาจเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาเกิด, ชาวพุทธส่วนใหญ่คงรับไม่ได้หัวชนฝาอย่างแน่นอน แต่ผมจะขอเล่าถึงพระเทวทัตสักหน่อยก่อน บุคคลที่ต้องถือว่าชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกกัลป์นี้ เพราะชาติก่อนๆเคยมีความอาฆาตแค้นต่อพระโพธิสัตว์โคดม ปฏิญาณสาบานว่าจะขอจองเวรจองล้างจองผลาญเท่าเม็ดทรายที่กำอยู่ ก็สืบเนื่องมาจนชาติสุดท้ายที่ถูกธรณีสูบ แต่วินาทีนั้นสำนึกได้ มอบถวายกระดูกคางเป็นพระพุทธบูชา ทำให้พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ด้วยเหตุนั้น ว่าเมื่อพระเทวทัตสิ้นกรรมจากอเวจีมหานรก จะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่าอัฏฐิสสระในอนาคต

ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะสามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าครั้งหนึ่งต้องเคยเป็นดั่งพระเทวทัต จองล้างจองผลาญพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งใดก่อนหน้า โกรธเกลียดเคียดแค้น เข่นฆ่าคนตายเป็นเบือนับหมื่นพันล้าน เมื่อได้กระทำการอันเลวร้ายที่สุดก็ย่อมสามารถกลับกลายเป็นคนดีที่สุดเช่นกัน คือถ้าคิดแบบนี้ Adolf Hitler ก็ไม่แน่ว่าอาจสามารถกลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจริงๆก็ได้ ใครจะไปรู้

แนะนำกับคอหนังชีวประวัติ สนใจ 10 วันสุดท้ายของ Adolf Hitler ในความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2, แฟนๆผู้กำกับ Oliver Hirschbiegel และนักแสดง Bruno Ganz, Christian Berkel ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับคำพูดจาหยาบคายใส่อารมณ์รุนแรง เรื่องราวเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งอลม่าน และบรรยากาศโคตรอึดอัดทรมาน

TAGLINE | “Downfall ร่วมจมไปกับ Adolf Hitler ผ่านการแสดงอันสุดสมจริงของ Bruno Ganz และชวนให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสม”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of