Dunkirk (2017)

Dunkirk

Dunkirk (2017) hollywood : Christopher Nolan ♥♥♥♥

หนังสงครามที่ไม่ใช่หนังสงคราม เรื่องราวของกลุ่มคนที่ต้องการหนี(กลับบ้าน) และกลุ่มคนที่ต้องการช่วยเหลือ ความสำเร็จไม่ได้มาจากชัยชนะ แต่เป็นปริมาณของผู้รอดชีวิต และสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่, น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า Christopher Nolan มีความต้องการหนีจากอะไรหรือเปล่า?

ผมรับชมหนังมาปริมาณหนึ่งจนเริ่มมีความเข้าใจว่า Genre (แนวหนัง) เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์/ผู้ชม กำหนดขึ้นเพื่อจำกัดกรอบ ทัศนะ แนวคิด มุมมองของตนเอง กับเรื่องราวที่มีพื้นหลังเป็นสงคราม ก็มักจะเหมารวมเรียกว่า หนังแนวสงคราม, หนังที่มีการดำเนินเรื่องนอกโลก ส่วนมากก็จะเป็น ไซไฟ, แฟนตาซี ฯ แต่ในความตั้งใจของผู้กำกับ/ผู้สร้างภาพยนตร์ ระดับปรมาจารย์ พวกเขาไม่นำพาตัวเองเข้าสู่กรอบข้อจำกัดเหล่านี้ แต่ใช้การค้นหาเรื่องราวที่สนใจ สามารถสะท้อนตัวตน ความต้องการภายในออกมา ซึ่งแค่มันบังเอิญสามารถจัดเข้ากลุ่มหนังแนวใดแนวหนึ่งได้ก็เท่านั้น

เมื่อช่วงประมาณปลายปี 2015 ที่ประกาศโปรเจคนี้ ผมเกาหัวหนักๆเกิดคำถาม ‘Nolan เนี่ยนะกำกับหนังสงคราม!’ มันไม่ใช่เรื่องของความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้กำกับความสามารถระดับนี้ ทำหนังแนวไหนย่อมไม่มีปัญหาทั้งนั้น มองเป็นความท้าทายได้ด้วยซ้ำ แต่ประเด็นข้อสงสัยคือ อยู่ดีๆทำไมถึงสนใจทำหนัง’แนว’นี้?

ก็อย่างที่บอกไปในย่อหน้าก่อน มันไม่ใช่’แนว’หนังที่ Nolan สนใจ แต่คือเรื่องราวที่เขาอยากเล่า แค่มันบังเอิญมีพื้นหลังดำเนินเรื่องในสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์ที่ทหารอังกฤษรวมพลที่เมือง Dunkirk, ประเทศฝรั่งเศส เตรียมขึ้นเรือกลับบ้าน แต่ด้วยประมาณมากถึง 338,000 คน มันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย จำต้องนำเรือท่องเที่ยวหาปลาของชาวประมงเข้าร่วมด้วยช่วยเหลือ, ทีแรกผมตั้งใจเขียนเนื้อหาประวัติศาสตร์พื้นหลังของเหตุการณ์นี้ด้วย แต่พอครุ่นคิดถึงสาระใจความชั่งหัวมันดีกว่า ไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อหนังเท่าไหร่

ย้อนไปเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน ตอนสมัย Nolan ยังหนุ่มๆ เข้าเรียนที่ University College London คงกำลังจีบอยู่กับ Emma Thomas ว่าที่ภรรยาและโปรดิวเซอร์คู่ใจ ร่วมเดินทางท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนสมัยเรียน ล่องเรือ Yacht จากเกาะอังกฤษ ข้ามผ่านช่องแคบสู่เมือง Dunkirk ประเทศฝรั่งเศส

“It was around Easter, and they expected a day trip, but the seas were incredible rough, and the wind cruelly cold. It ended up taking a numbing 19 hours. It was a very intense experience, and no one was dropping bombs on us. I think that really planted the seeds for me.”

ประสบการณ์เลวร้ายจากสภาพอากาศที่ Nolan ได้พบกับตัวเอง มันคงลุ้นระทึกเสี่ยงตายไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกมากนัก จุดประสงค์เป้าหมายเดียวกันคือกลับสู่ประเทศชาติบ้านเกิด แต่ทุกวินาทีฉันจะยังสามารถมีชีวิตเอาตัวรอดอยู่ได้หรือเปล่า, เป้าหมายของ Nolan ต่อหนังเรื่องนี้ มองได้คือต้องการให้ผู้ชมเกิดสัมผัสทางอารมณ์ ความรู้สึก หรือที่เรียกว่า ‘ประสบการณ์ร่วม’ ไปกับเรื่องราว (ไม่ใช่แค่กับตัวละครนะครับ) และความรู้สึกของผู้กำกับ Nolan ต่อเหตุการณ์นี้ที่เขาได้เคยพบเจอมากับตัวเอง

บทภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวเพียง 76 หน้ากระดาษ (น้อยกว่าบทหนังปกติของ Nolan ครึ่งต่อครึ่ง) นำเสนอเรื่องราวในลักษณะเล่าผ่านสามมุมมอง ของสามกลุ่มตัวละคร หนึ่งสถานที่หลัก (มีชื่อเรียกว่า Triptych) ประกอบด้วย
– The Mole (Mole ไม่ได้แปลว่าตัวตุ่นอย่างเดียวนะครับ ยังหมายถึง กำแพงหินกันคลื่นทะเล) กองทัพบกของอังกฤษได้รับคำสั่งให้อพยพพลทหารทั้งหลาย ออกจากชายหาดที่เมือง Dunkirk เล่าเรื่องผ่านพลทหาร Tommy พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้กลับบ้าน
– The Sea กองทัพเรือ (Royal Navy) ขอความช่วยเหลือจากชาวประมงและเรือท่องเที่ยว เพื่อเดินทางผ่านช่องแคบอังกฤษไปช่วยเหลือรับทหารจาก Dunkirk กลับสู่ผืนแผ่นดินบ้านเกิด
– The Air สามเครื่องบินของอังกฤษ Supermarine Spitfire (พ่นไฟ) เพื่อปกป้องช่วงเหลือให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ต้องเผชิญหน้ากับทัพอากาศของเยอรมัน Luftwaffe (Luft แปลว่า อากาศ, Waffe แปลว่า อาวุธ รวมแล้วก็คือ ทัพอากาศ)

แต่ความตั้งใจที่จะสามารถสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย Nolan ตัดสินใจเก็บบทหนังขึ้นหิ้งไว้ก่อน วางแผนเก็บเกี่ยวประสบการณ์สร้างภาพยนตร์ขนาดใหญ่ให้มากพอ และจนกว่าได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากสตูดิโอของ Hollywood ให้ทุนสร้างแบบหลับหูหลับตา อยากเอาเงินไปผลาญเผาเล่นแบบ Joker ก็ตามสบาย, ก็ลองคิดดูนะครับว่า หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ ถ่ายทำที่ยุโรป/เกาะอังกฤษ ผู้กำกับ/นักแสดง/ทีมงานล้วนเป็นชาวอังกฤษ คนอเมริกันทั่วไปที่ไหนจะมาสนใจ

“I didn’t want to try and take on this subject until I had enough trust from a studio that they would let me make it as a British film, but with an American budget. That’s the opportunity that I’ve earned and the one I’ve taken.”

ว่าไปในรอบทศวรรษที่ผ่านมา มีหนังจากประเทศอังกฤษน้อยมากที่จะมีสเกลงานสร้างขนาดใหญ่เท่านี้ และไม่ใช่หนังแฟนไชร์อย่าง James Bond, Harry Potter ฯ

สำหรับนักแสดงถือว่าเป็นกลุ่มรวมดารา Ensemble Cast ประกอบด้วยนักแสดงขาประจำของผู้กำกับ อาทิ Tom Hardy, Cillian Murphy ฯ นักแสดงมากประสบการณ์อย่าง Kenneth Branage, Mark Rylance และนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่อย่าง Fionn Whitehead, Tom Glynn-Carney, Jack Lowden, Harry Styles

การเลือก Tom Hardy ที่ทั้งเรื่องเห็นแค่ดวงตา การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยใน Cockpit และบทพูดไม่กี่ประโยค เป็นอะไรที่ไม่คุ้มค่าตัวเสียเลย กระนั้นการมีตัวตนของ Hardy ทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกชื้นใจ ปลอดภัย พึ่งพาได้ ถือเป็นคนที่มี Charisma สูงมากๆ ราวกับนางฟ้า/เทวดาอารักษ์ที่โบยบิน สอดส่อง ดูแลปกป้อง มวลมนุษย์ทั้งหลายจากบนสรวงสวรรค์

Mark Rylance นักแสดงเจ้าของรางวัล Oscar จาก Bridge of Spies (2015) ผู้กำลังเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากของ Hollywood ในขณะนี้ (เป็นนักแสดงที่ยิ่งแก่ยิ่งดัง), Rylance เป็นนักแสดงสไตล์ Method Acting ที่ทุกการสวมบทบาท ทำความเข้าใจตัวละครอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง เห็นว่าในกองถ่ายลุงแกหัดขับเรือจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ชอบออกล่องช่วงเวลาว่างเพื่อเรียนรู้เทคนิคสะสมประสบการณ์, ฟังรายงานข่าววิทยุในช่วงเวลาสงคราม (นำมาจาก Imperial War Museum) แถมระหว่างการถ่ายทำ ยังมีความต้องการปรับปรุงบทพูด การแสดงออกของตัวละครนี้ให้มีมิติลึกล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ, Nolan พูดชื่นชม Rylance ว่าเป็นนักแสดงที่ ‘deepened the characterizations’ (มีความเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง)

Fionn Whitehead นักแสดงหนุ่มสัญชาติอังกฤษหน้าใหม่ในวงการ ได้รับการคัดเลือกจาก Audition ถือเป็นคนที่น่าจับตามองจริงๆ โดดเด่นด้วยสายตาที่ทั้งใสบริสุทธิ์และทนทุกข์ทรมาน การแสดงออกเหมือนไม่สนใจอะไร แต่รับรู้ทุกสิ่งอย่าง พบเห็น เข้าใจทุกสิ่งอย่าง ตอนนี้ต้องการเพียงขอแค่ให้ได้กลับบ้านปลอดภัย จะได้หลับสบายหายห่วงสักที

Harry Styles ผมไม่รู้จักนะว่าชายหนุ่มหน้าใสผู้นี้คือใคร (เคยฟังเพลงของวง One Direction อยู่นะ แค่ไม่รู้จักนักร้อง) แต่สามารถผ่านด่านอรหันต์จากการ Audition จนได้เล่นหนังเรื่องนี้ ถือว่าธรรมดาที่ไหน, การแสดงถือว่าน่าประทับใจทีเดียว โดยเฉพาะช่วงวินาทีเป็นตายที่ต้องหาคนเสียสละ เป็นคนขายเพื่อนเอาหน้ารอด ทั้งๆที่หมอนั่นเป็นคนช่วยชีวิตตนไว้แท้ๆตอนเรือจมครั้งก่อน กับนักแสดงที่สามารถถ่ายทอดการแสดงแบบนี้ได้สมจริง ตัวตนของเขาก็มักเคยเป็นคนลักษณะนิสัยแบบนี้ด้วยนะ

ความกลัวของมนุษย์มีมากมายหลายรูปแบบ เท่าที่ไล่ได้จากหนังเรื่องนี้ อาทิ กลัวความสูง, กลัวไฟไหม้, กลัวจมน้ำ, กลัวที่แคบ, กลัวความมืด, กลัวการถูกทอดทิ้ง ฯ สารพัดความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นกับตัวละคร แต่ทั้งหมดนี้ยังเทียบไม่ได้กับ ‘กลัวตาย’ ถือเป็นที่สุดของความกลัว ทำให้มนุษย์กล้าที่จะต่อสู้ ดิ้นรน ทำทุกสิ่งอย่าง แม้ในสิ่งอัปยศ ผิดหลักศีลธรรม มีความชั่วร้าย เหยียบย่ำผู้อื่น ฯ ไม่ใช่สงครามนะครับที่ทำให้คนแสดงความอัปลักษณ์ในจิตใจของตนเองออกมา แต่คือความ’กลัวตาย’นี่แหละ ที่ขี่เยี่ยวเร็ดราดที่สุดแล้ว

Cillian Murphy รับบทตัวพลอากาศไร้ชื่อ ที่มีอาการ Shell Shock หรือ Post Traumatic Stress Disorder (PTSD) ถ้าคุณรับชมหนังสงครามมาหลายเรื่องน่าจะคุ้นเคยกับลักษณะอาการของคนประเภทนี้เป็นอย่างดี เป็นโรคทางจิตเวชของคนที่ได้ประสบพบกับเหตุการณ์เฉียดตายแล้วรอดชีวิตมาอย่างหวุดหวิด (โดยเฉพาะสงคราม) ทำให้เกิดภาพหลอนจดจำติดตา ตัวสั่นเทา จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว (ชื่อเล่นของตัวละครนี้คือ Shivering Soldier) เหมือนว่าในหนังของ Nolan พี่ Murphy มักได้รับบทตัวละครที่มีผลปัญหาทางจิตรุนแรงบ่อยครั้งเสียจริง (นึกถึง Scarecrow หน้าจิตๆของพี่แกโคตรหลอน)

โดยรวมแล้วนักแสดงในหนังเรื่องนี้มีลักษณะเป็นเพียง’วัตถุ’ ประกอบฉากของหนังเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่เราจะไปรู้สึกสงสาร เห็นใจ ทุกข์ทรมาน เจ็บปวดแทนตัวละคร นี่เป็นสิ่งที่ Nolan ก็ออกมาพูดเอง ว่าไม่ใช่สาระสำคัญในหนังของเขา, ความต้องการของผู้กำกับคือ ให้ความสนใจว่า พวกเขาจะหนีพ้น รอดกลับบ้านหรือเปล่า? จะถูกฆ่าเมื่อระเบิดระลอกถัดไปลงไหม? หรือเรือโดยสารถึงฝั่งสำเร็จหรือเปล่า?

“The empathy for the characters has nothing to do with their story. I did not want to go through the dialogue, tell the story of my characters… The problem is not who they are, who they pretend to be or where they come from. The only question I was interested in was: Will they get out of it? Will they be killed by the next bomb while trying to join the mole? Or will they be crushed by a boat while crossing?”

ถ่ายภาพด้วยกล้อง IMAX ฟีล์ม 65 mm ระบบ Panavision System 65 รุ่นเดียวกับที่ Nolan เคยใช้มาตั้งแต่หนังเรื่อง The Dark Knight โดยผู้กำกับภาพ Hoyte van Hoytema ชาว Dutch-Swedish ที่เคยร่วมงานกันตอน Interstellar (2014) ผลงานเด่นเรื่องอื่น อาทิ Let the Right One In (2008), Tinker Tailor Soldier Spy (2011), Spectre (2015) ฯ เห็นว่านี่เป็นครั้งแรกในวงการภาพยนตร์ที่มีการใช้กล้อง IMAX แบบ Hand Held ยกถือเดิน (ปกติกล้อง IMAX ขนาดมันใหญ่โตมากเลยนะครับ แค่ฟีล์มอย่างเดียวก็โคตรอลังการแล้ว นี่ยกเดินเลยนะ)

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำในยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฯ, หาดในเมือง Dunkirk ถ่ายจากสถานที่จริง สะพานหินเก่ายังคงหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ซึ่งก็ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อหนังเรื่องนี้ (คงได้กลายเป็นที่ท่องเที่ยวใหม่ของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย) ส่วนฉากเรือจม ถ่ายทำในอ่าง Falls Lake Studio ของ Universal ที่ Los Angeles, อเมริกา

โดยปกติแล้วงานภาพทั่วไปของหนังมักเน้นแนวยาว (Widescreen) คือเห็นภาพมุมกว้างในระยะสุดขอบซ้าย-ขวา แต่ถ้าคุณได้รับชมหนังเรื่องนี้ในโรง IMAX จะสามารถรับสัมผัสแนวลึกดิ่ง บน-ล่าง ที่มีประมาณ 75% ของหนังได้เต็มอิ่ม ยิ่งในฉากล่องลอยบนท้องฟ้า มันช่างอภิมหาใหญ่อลังการ เต็มตาเต็มใจเสียจริง (ถึงขั้นอ้าปากหวอ) ราวกลับบินได้ ถือเป็นประสบการณ์การรับชมที่ต้อง IMAX เท่านั้น

เราจะเห็นอิทธิพลงานภาพจากหนังเรื่อง Ryan’s Daughter (1970) ของผู้กำกับ David Lean โดดเด่นชัดมากในหลายๆช็อต รวมถึงนัยยะสำคัญของการถ่ายแบบนี้ด้วย, หนังบอกกล่าวกับเราว่า ทหาร 338,000 นาย อพยพจาก Dunkirk แต่เหมือนว่าเราจะเห็นประชากรในหนังมีแค่ประมาณ 5-6 พันคนเท่านั้น แถมยืนเรียงต่อแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสับสนวุ่นวายอลม่านก็แทบไม่มี ทหารเยอรมันที่กดดันอยู่เบื้องหลังไม่เคยปรากฎตัวให้เห็น, นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าได้อิทธิพลมาจาก Ryan’s Daughter นะครับ กล่าวคือ หนังไม่ได้จำเป็นต้องนำเสนอภาพ’คน’ทั้งหมด เพื่อบ่งบอกว่ามีปริมาณเยอะขนาดนั้น (สมัยนี้คงเป็นไปได้ยากด้วย ถ้าจะเกณฑ์นักแสดงเป็นหมื่นเป็นแสนคนมาเข้าฉาก, จริงๆจะใช้ CG ได้นะ แต่ Nolan คงไม่ยอม) จะเรียกว่านี่เป็นความอาร์ทของผู้กำกับก็ได้ แต่นัยยะความหมายของการถ่ายทำแค่นี้ คือการแทนธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล ด้วยหน่วยปริมาณมหาศาลของมนุษย์ (มนุษย์ที่มีปริมาณมากมายมหาศาล = ปริมาณเม็ดทราย/ธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล) ซึ่งกับฉากไกลๆ ก็มีการใช้ Cut-Out กระดาษตัดเป็นรูปคน มองไกลๆ ยังไงก็ไม่เห็นอีกแล้ว ลดปริมาณตัวประกอบได้อีกมาก

ฉากการต่อสู้กลางเวหา ดูแล้วมีความคลาสสิกสมจริงมากกว่าเน้นความเว่อ (ถ้าหนังสมัยนี้ที่ ยิงโดนศัตรูปุ๊ประเบิดตูมตาม) และพลทหารอากาศทั้งหลายต่างก็มี’มนุษยธรรม’กันอย่างยิ่ง คือถ้ายิงโดนแล้วเห็นไอพ่นควันสีขาวล่องลอย ก็จะปลดปล่อยพวกเขาให้ไปตามยถากรรม ไม่ค่อยติดตามไปซ้ำเติมกันเท่าไหร่, ให้ข้อสังเกตนิดนึง ตอนที่ไอพ่นควันสีขาวพุ่งโพยออกจากเครื่องบิน นี่มีลักษณะเหมือน reference จุดสังเกตให้กับผู้ชม กล่าวคือ ภาพผืนน้ำ ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล มักทำให้เราเคว้งคว้าง เห็นแล้ววิวๆล่องลอย จับทิศทางไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อเห็นควันโพยพุ่งออกมานี้ ภาพถ่ายจากกล้องที่ติดหน้าเครื่องบิน จะตามติดควันนั้นไปอีกสักระยะ นี่เป็นภาพที่น่าจะยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนนำเสนอมาก่อน (ส่วนใหญ่พอศัตรูถูกยิงตกแล้ว ก็โบกมือบ้ายบาย เลิกสนใจโดยทันที) นี่ถ้าเป็น IMAX 3D ด้วยนะ จะยิ่งอลังการไปขนาดไหน

ด้วยความสวยงาม-อลังการ-ยิ่งใหญ่ ของงานภาพระดับนี้ ถ้าปลายปีไม่ได้อย่างน้อยเข้าชิง Oscar: Best Cinematography ละก็ ถือว่าสถาบันนี้ใจร้ายเกินไปมากๆเลย

ตัดต่อโดย Lee Smith นักตัดต่อสัญชาติ Australian ขาประจำของ Nolan ตั้งแต่ Batman Begins (2005), สามเรื่องราวใช้การตัดต่อสลับไปมาแบบไม่สนเรียงตามช่วงเวลา Timeline ซึ่งมีความน่าสนใจคือ
– The Mole ใช้เวลาดำเนินเรื่อง 1 สัปดาห์ (ที่หาด Dunkirk จะมีทั้งกลางวัน/กลางคืน)
– The Sea ใช้เวลาดำเนินเรื่อง 1 วัน
– The Air ใช้เวลาดำเนินเรื่อง 1 ชั่วโมง

ถือเป็นการท้าทายความเข้าใจของผู้ชมอย่างยิ่ง เชื่อว่าหลายคนคงเกิดความสับสนกับเส้นเวลาที่มิได้เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือพร้อมเพียงกันแม้แต่น้อย ซึ่งหนังก็ไม่ได้พยายามทำให้คุณเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นตอนไหนเมื่อไหร่ แค่เอาเรื่องราวที่มีความคล้ายๆกัน จัดหมวดหมู่รวบรวมไว้นำเสนอพร้อมกัน อาทิ ฉากกำลังจะจมน้ำ ก็จะมีทั้งขณะ The Air: เครื่องบินกำลังตก, The Sea: เข้าช่วยเหลือ, The Mole: เรือกำลังจะจม, ด้วยความคล้ายคลึงกันของเหตุการณ์ ย่อมสร้างความรู้สึกลุ้นระทึกได้แบบเดียวกัน ก็เลยจัดกลุ่มรวมไว้ขณะเดียวกันเสียเลย (จะได้ไม่ต้องให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำๆหลายรอบ)

แซว: สามเวลาที่ไม่เท่ากันนี้ ทำความเข้าใจทฤษฎีสัมพันธภาพยากยิ่งกว่า Interstellar (2014) [ที่มีแค่ 2 ช่วงเวลา] เสียอีกนะครับ

การตัดต่อแบบนี้ชวนให้หวนระลึกถึง Memento (2000) ผลงาน Masterpiece ชิ้นแรกของ Nolan ที่ใช้การตัดต่อย้อนกลับถอยหลัง ซึ่งกับ Dunkirk จะมีอยู่ 2-3 ฉากที่ลักษณะเหมือน Déjà Vu เหตุการณ์มุมมองหนึ่งได้เกิดขึ้นผ่านไปแล้ว แต่อีกมุมมองหนึ่งยังเดินทางมาไม่ถึงช่วงเวลานั้น ต้องรอให้ผ่านไปอีกสักระยะ เราถึงค่อยเห็นเหตุการณ์เดียวกันในอีกมุมมองหนึ่ง, กับฉากเครื่องบินตก มุมมองของ The Air ได้จบสิ้นผ่านไปก่อนใครเพื่อน (เพราะใช้เวลาดำเนินเรื่องน้อยสุด) หนังดำเนินเรื่องผ่านไปอีกสักพัก เรือจาก The Sea ค่อยมาถึงจุดนัดพบ เห็นเหตุการณ์การต่อสู้กลางเวลา แล้วล่องตามติดเครื่องบินลำที่ตกเพื่อให้การช่วยเหลือ

นี่ทำให้ผมได้ข้อสรุป การเล่าเรื่องของหนังไม่ได้ดำเนินไปตามเรื่องราวหรือเส้นของเวลา แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นี่มีความคล้ายกับหนังเรื่อง Pierrot le Fou (1965) ของ Jean-Luc Godard ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำการทดลองดำเนินเรื่องด้วย ‘อารมณ์’ ของตัวละคร ซึ่งกับหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นการดำเนินเรื่องด้วย ‘อารมณ์’ ของผู้กำกับ Nolan ก็แล้วกัน

ซึ่งลักษณะของอารมณ์ที่ว่านี้ มีนักวิจารณ์แสดงความเห็นว่า คล้ายกับหนังมีแต่’องก์ที่ 3’เท่านั้น (องก์ที่ 3 มักเป็นคำเรียกช่วงไคลน์แม็กซ์ ฉากตื่นเต้นสำคัญของเรื่องราว) ถือว่าเปรียบเทียบไม่ผิดเลย เพราะหนังไม่ทำการเสียเวลาแนะนำพื้นหลังเรื่องราวของตัวละคร ต้นสายปลายเหตุ ที่มาที่ไป (องก์ 1) หรือการดำเนินเรื่องราวมาสู่ (องก์ 2) เริ่มต้นก็จับให้ตัวละครต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดมาถึง Dunkirk ซึ่งความตื่นเต้นลุ้นระทึกจะทวีขึ้นเรื่อยๆ แบบเทคนิคที่มีชื่อเรียกว่า Snowball Effect

เกร็ด: เทคนิคการเล่าเรื่อง Snowball Effect เปรียบความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจที่ค่อยๆทวีความใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลพลอยมาจากสิ่งเล็กๆรอบข้างที่สะสมทับถมพอกพูนจนกลายมามีขนาดใหญ่, เปรียบเทียบกับ ก้อนหิมะกลมๆเล็กๆขนาดเท่ากำปั้น ที่พอปล่อยกลิ้งลงจากยอดภูเขาสูง ไถลลงมาจะค่อยๆได้รับการทับถม หิมะเกาะติด จนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอถึงพื้นคงมีขนาดใหญ่โตเท่าบ้านทั้งหลังเลยได้เลยกระมัง

เพลงประกอบโดย Hans Zimmer นักแต่งเพลงสัญชาติ German ที่ใครๆคงรู้จักดี แต่ว่าไปพี่แกเพิ่งคว้า Oscar: Best Original Score ได้เพียงครั้งเดียวจากเข้าชิง 10 ครั้ง กับ The Lion King (1995), ส่วน Golden Globe Award คว้าได้อีกเรื่องจาก Gladiator (2001)

เสียงนาฬิกา ติก-ติก (ไม่ใช่ ติก-ต๊อก) และจังหวะของเสียงเครื่องดนตรีที่คล้ายกับเสียงนาฬิกา สร้างความอึดอัดให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนทุกสิ่งอย่างกำลังรีบเร่งแข่งขันกับเวลา และทวีความตื่นเต้นลุ้นระทึกขึ้นทุกๆวินาทีที่ดำเนินผ่านไป (ราวกับระเบิดเวลาที่พร้อมปะทุระเบิดออกได้ทุกเมื่อ)

เกร็ด: เสียงนาฬิกาที่ได้ยิน เห็นเป็นนาฬิกาประจำตัวของ Nolan เอง บันทึกแล้วส่งให้ Zimmer เข้าเครื่องสังเคราะห์เสียง (Synthesizer)

เพื่อเพิ่มความเข้มข้นลุ้นระทึก Zimmer ได้ใส่เสียงสังเคราะห์ที่มีชื่อเรียกว่า Shepard Tone [ตั้งชื่อตามผู้คิดค้น Roger Shepard] เป็นเสียงที่ให้สัมผัสความหลอกหลอน มีชื่อเรียกว่า Auditory Illusion (คล้ายๆภาพหลอน-Illusion แต่เป็นเสียงหลอน-Sound Illusion) คุ้นๆว่าเคยใช้ครั้งแรกตอน The Prestige (2006)

สำหรับคนที่จินตนาการไม่ออกว่า Shepard Tone มีลักษณะอย่างไร ลองฟังคลิปนี้นะครับ มันเหมือนว่าเราจะได้ยินเสียงที่ทะยานขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่จริงๆแล้วมันเป็นการหลอกหูเท่านั้น วนไปวนมาซ้ำๆ

ถึงบทเพลงประกอบของ Dunkirk จะไม่ติดหูเท่ากับหนังเรื่องอื่นๆของ Zimmer แต่ถือว่ามีความสมบูรณ์แบบเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีการผสมผสานที่ลงตัวกับ Sound Effect คลุกเคล้าร่วมสร้างบรรยากาศความตึงเครียด ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จนบางครั้งแทบจะแยกไม่ออกว่าที่ได้ยินอยู่คือบทเพลงหรือเสียงประกอบ นี่ถือเป็นความลงตัวที่เหนือชั้น ซึ่งก็ได้เคยมีทำการทดลองกับหนังของ Nolan มาแล้วหลายๆเรื่อง ตอน Interstellar ถือว่าเกือบสมบูรณ์แล้ว แต่นี่คือผลลัพท์ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบที่สุด

บทเพลงช่วงท้ายของหนังนำมาจาก Enigma Variations (1898 – 1899) Variation IX ‘Nimrod’ ประพันธ์โดย Edward Elgar (1857 – 1934) คีตกวีสัญชาติอังกฤษ, นี่เป็นได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศอังกฤษ มักบรรเลงในงานศพของทหารหาญอังกฤษ พิธีรำลึกถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตสำคัญๆ และยังเป็นหนึ่งในเพลงพิธีเปิด London 2012 Olympic Games ฯ

การเลือกบทเพลงนี้ ถือเป็นความชาตินิยมแบบจงใจของ Nolan ดังขึ้นพร้อมเสียงอ่านข้อความข่าวจากหนังสือพิมพ์ ‘อันชัยชนะที่ Dunkirk แม้ไม่ได้เกิดจากการต่อสู้ แต่ถือว่ามีความสำคัญยิ่งใหญ่ เพราะทำให้บรรดาลูกหลานของพวกเราได้เดินทางปลอดภัยกลับสู่ดินแดนบ้านเกิด’

เกร็ด: Nimrod คือ นักล่าสัตว์ในพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์

นำเอาฉบับที่วาทยากร Daniel Barenboim กำกับวง Chicago Symphony Orchestra เมื่อปี 1997 มาให้ฟังนะครับ รู้สึกว่าไพเราะกว่าบทเพลงที่ได้ยินในหนังเสียอีก

เริ่มต้นแบบไม่มีที่มาที่ไป เรื่องราวของกลุ่มคนที่ต้องการกลับบ้าน (The Mole) ทิ้งความเจ็บปวดรวดร้าว ความทรงจำ ภาพสงครามอันโหดร้ายไว้เบื้องหลัง ซึ่งการจะเดินทางนี้ จำเป็นต้องมีกลุ่มผู้ช่วยเหลือ (The Sea) และผู้ปกป้อง (The Air) ประสานความร่วมมือเพื่อให้การ ‘หนี’ ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ แต่เราก็จะไม่ได้เห็นขณะของการอพยพ ย้ายคนเรือนแสนขึ้นเรือเดินทาง แค่กลุ่มคนเล็กๆน่าจะกลุ่มแรกเท่านั้นที่เห็นไปจนถึงอีกฝั่ง และตัดไปอีกทีภารกิจสำเร็จลุล่วงเสร็จแล้ว

ผมจะขอพูดถึง’ความกลัว’ เหมารวมคืออารมณ์เดียวของหนัง, เมื่อมนุษย์เราได้พบเจอ เห็นภาพสงครามอันโหดร้าย หรือความชั่วร้ายมวลรวมของโลก ย่อมเกิดความหลอกหลอน หวาดกลัว ตัวสั่น ต้องการที่จะหนีจากออกไปให้ไกลแสนไกล แต่ความพยายามดิ้นรนด้วยตัวของตนเอง ไม่เพียงพอสามารถทำให้หลุดพ้นจากความรู้สึกนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องได้รับการช่วยเหลือปกป้อง ชี้ชักนำทางจากผู้อื่น นำพาสู่สถานที่ที่ทำให้จิตใจเกิดความรู้สึกชื้นอกโล่งใจ ผ่อนคลายความกังวล และคิดว่าตนปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงแล้ว ก็จะกลับคืนสู่สันติ

มันคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ต่อมนุษย์ผู้สามารถหลบหนีหลุดพ้นจาก’ความกลัว’ เป็นอิสระต่อพันธนาการเหนี่ยวรั้งยึดติดความรู้สึกนึกคิดของตนเอง, การเอาชนะความกลัว ถือเป็นสิ่งลึกล้ำเลอค่าในทางปฏิบัติของแนวคิดปรัชญาตะวันตก เพราะเมื่อใดที่มนุษย์ไม่กลัวตาย จิตวิญญาณของพวกเขาจะเข้าใกล้พระเจ้า พอสิ้นลมย่อมได้ขึ้นไปอยู่บนสรวงสวรรค์(ร่วมกับพระผู้สร้าง) … ซึ่งสำหรับชาวพุทธ การเอาชนะความกลัว คือหนึ่งใน ‘มรณานุสติ’ ผู้ใดหวนระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก อาจถึงขั้นทำให้หลุดพ้นวัฏสังสารนี้ไปได้เลย แต่ไม่ใช่แค่ความคิดความรู้สึกบอกว่าเข้าใจเท่านั้นนะครับ มันอยู่ที่ดวงจิตของคุณจะเข้าถึงกระแสธรรมนี้ได้หรือเปล่าด้วย

สำหรับชาวโลกทั้งหลายที่ยังวนเวียนว่ายตายเกิด ‘ความกลัว’ ถือเป็นอารมณ์ปกติพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน วิธีการเอาชนะที่พูดง่ายแต่ทำยากเสียเหลือเกินคือ มี’สติ’อยู่กับตัว, กับวินาทีที่เกิดความกลัวขึ้น จิตของคุณจะวอกแวกไปมา หาได้อยู่กับเนื้อกับตัวสงบนิ่งไม่ เกิดการครุ่นคิด ฉันจะทำยังไงต่อไปดี, จะมีชีวิตเอาตัวรอดได้ไหม, ครอบครัวจะอยู่ยังไง ฯ การเรียกสติกลับคืนมาง่ายที่สุดคือการกำหนดลมหายใจ เข้าลึกๆออกแรงๆ จับสังเกตอยู่ที่ปลายจมูก, ลำคอ หรือท้องน้อย แล้วพยายามอย่าครุ่นคิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน ไม่นานความหวาดกลัวจะค่อยๆบรรเทาลง แต่คงไม่หายไปในทันทีหรอกนะ แค่เพียงพอให้คุณสามารถกระทำอะไรบางอย่าง หลีกหนีจากความกลัว ณ ขณะนั้นได้

นี่เป็นวิธีที่ใช้ได้จริงนะครับ แต่อาจต้องฝึกปฏิบัติกันบ่อยๆ ด้วยการนั่งสมาธิจะเห็นผลชัดเจนที่สุด

ใน Interstellar กลุ่มของพระเอกเดินทางออกนอกระบบสุริยะ พบเจอกับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิอาศัยอยู่มิติที่ 5 เราสามารถมองสิ่งที่ Nolan ต้องการค้นพบ คือการเอาชนะขีดจำกัดทางอารมณ์/ความคิด/ตัวตน ของมนุษย์, สำหรับ Dunkirk เป็นเรื่องราวของการหนีออกจากสงคราม/ความชั่วร้ายมวลรวมของโลก หรือจะมองว่าขีดจำกัดทางอารมณ์/ความคิด/ตัวตน ของมนุษย์ได้เช่นกัน

คิดแบบนั้นอาจยากเกินไปหน่อย Interstellar ยังมีอีกใจความหนึ่ง คือสัญญาระหว่างพ่อลูก และความพยายามหาทางกลับ’บ้าน’ของพระเอก เขาได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิอาศัยอยู่มิติที่ 5 แม้สุดท้ายจะล้าช้าไปเกือบๆกว่าร้อยปี แต่สุดท้ายพ่อลูกก็ได้พบเจอกัน, Dunkirk ก็เป็นเรื่องราวของกลุ่มทหารที่ต้องการกลับ’บ้าน’ และจำเป็นต้องมีผู้ให้การช่วยเหลือ

หนังสองเรื่องนี้คนละแนวกันเลยนะครับ หนึ่งคือ Sci-Fi อีกหนึ่งคือสงคราม ไม่น่าเชื่อสามารถมองได้ตีความในลักษณะคล้ายๆกัน

น่าลุ้นทีเดียวกับช่วงปลายปี Dunkirk จะมีโอกาสแค่ไหนในงานประกาศรางวัล Oscar เพราะเท่าที่ผมรู้สึก มีอย่างน้อย 4-5 สาขาสมควรต้องได้เข้าชิงแน่ๆ คือ ถ่ายภาพ, ตัดต่อ, เพลงประกอบ, บันทึกเสียง, ตัดต่อเสียง ฯ สาขาการแสดงคงไม่มีลุ้น แต่ไฮไลท์อยู่ที่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับ จะเป็นครั้งแรกได้หรือไม่ที่ Nolan ได้เข้าชิง Oscar คงต้องลุ้นกันยาวๆ (แต่ถึงได้เข้าชิง โอกาสคว้ารางวัลน่าจะยากพอสมควร)

ส่วนตัวแค่ชื่นชอบประทับใจหนังเรื่องนี้ เป็นไปได้ยากที่จะตกหลุมรัก เพราะความตึงเครียดกดดัน เหมือนกำลังถูกกดหัวให้อยู่ใต้น้ำ หายใจไม่ออก ดิ้นรนทุกข์ทรมาน นี่ไม่สิ่งที่ผมมองว่าคือความอภิรมย์ในการรับชมแม้แต่น้อย

ในบรรดาหนังของ Nolan ความชอบส่วนตัวกับหนังเรื่องนี้ ไม่ติด Top 5 ด้วยซ้ำนะครับ The Dark Knight > Inception > Interstellar > Batman Begin > The Prestige > The Dark Knight Rises > Dunkirk > Following > Insomnia

แนะนำกับคอหนังสงคราม โปรดักชั่นอลังการ ชื่นชอบงานภาพสวยๆ ตัดต่อลึกล้ำ เพลงประกอบลุ้นระทึก, แฟนๆผู้กำกับ Christopher Nolan และนักแสดงนำอย่าง Tom Hardy, Mark Rylance, Cillian Murphy ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศความลุ้นระทึก ตึงเครียด กดดัน และความตาย

TAGLINE | “Dunkirk คือความกดดัน ลุ้นระทึก เหมือนได้พบประสบการณ์ชีวิตของ Christopher Nolan”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of