Les Diaboliques (1955)

Les Diaboliques

Les Diaboliques (1955) French : Henri-Georges Clouzot ♥♥♥

“Don’t spoil the film for your friends by telling them what happens.”

Alfred Hitchcock พยายามแย่งซื้อนิยายเรื่อง Celle qui n’était plus (The Woman Who Was No More) แต่ช้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ถูกตัดหน้าโดยผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศส Henri-Georges Clouzot กระนั้นเขาได้นำเอาความชื่นชอบส่วนหนึ่งของนิยายและหนังเรื่องนี้ ไปดัดแปลงสร้าง Psycho (1960)

ตอนจบของหนังเรื่องนี้ จะมีข้อความขึ้นเตือนว่า “Don’t be diabolical.” อย่าทำตัวสำออยด้วยการสปอยตอนจบของหนังให้กับเพื่อนๆของคุณได้รับทราบ นี่ถือเป็นครั้งแรกของโลกภาพยนตร์ในการขึ้นคำเตือนนี้ จนกลายเป็นคำฮิตติดปาก ‘สปอยหนัง’ การบอกเล่าเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ จุดหักมุม หรือความลับบางอย่าง ที่ถ้าได้ล่วงรู้แล้วจะทำให้อรรถรสความสนุกสนานลดลงไปพอสมควร

แต่สำหรับบทความวิจารณ์ภาพยนตร์ ถ้าคุณคิดจะอ่านก่อนรับชม ต้องเตรียมตัวทำใจไว้เลยนะครับ ว่ามีความเป็นไปได้ยากที่จะไม่เขียนสปอยสาระสำคัญของหนัง เว้นแต่ถ้ามีการเกริ่นบอกไว้ตั้งแต่ต้น ‘ไม่มีสปอยเนื้อเรื่อง’ นี่ถือเป็นประโยคแห่งสัตยาบันและความเชื่อใจ ซึ่งบทความนี้ผมจะไม่พยายามพูดถึงจุดหักมุมตอนท้าย แต่จะทิ้งข้อสังเกตอะไรหลายๆไว้ ถ้าคุณครุ่นคิดตามก็อาจคาดเดาได้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร … ฉะนั้นทางที่ดี ถ้าคุณยังไม่ได้รับชมหนังเรื่องนี้ และต้องการได้รับความเซอร์ไพรส์ อึ้งทึ่งช็อคคาดไม่ถึง ไปหามารับชมก่อนนะครับ

Henri-Georges Clouzot (1907 – 1977) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Niort โตขึ้นตั้งใจว่าจะเป็นทหารเรือ แต่ติดที่เป็นคนสายตาสั้นไม่ผ่านการคัดเลือก ตอนอายุ 18 เดินทางไป Paris เพื่อเรียนรัฐศาสตร์ ระหว่างนั้นได้ทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ด้วยความสามารถด้านการเขียนทำให้กลายเป็นนักแปลภาษา นักเขียนบทละคร/ภาพยนตร์ จนกระทั่งได้รับชมหนังของ F. W. Murnau และ Fritz Lang เกิดความชื่นชอบหลงใหลในสไตล์ Expressionist จึงตัดสินใจสร้างหนังสั้นเรื่องแรก La Terreur des Batignolles (1931) ความยาว 15 นาที ใช้นักแสดงเพียง 3 คน ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม

เมื่อปี 1935, Clouzot ตรวจพบว่าเป็นวัณโรค ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล เป็นเวลากว่า 5 ปี ถือได้ว่านี่คือช่วงเวลาที่มีอิทธิพลต่อตัวเขาเป็นอย่างมาก เรียนรู้เข้าใจความอ่อนแอเปราะบางของร่างกายมนุษย์ และใช้เวลาค่อยๆพัฒนาขัดเกลาบทภาพยนตร์ของตนเองให้มีความกลมกล่อมลงตัวมากขึ้น, หลังออกจากโรงพยาบาล ตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก เพราะโปรดิวเซอร์ชาวฝรั่งเศสทั้งหลายต่างต้องหลบลี้หนีภัยออกจากประเทศ (เพราะถูกนาซีเยอรมันเข้ายึดครองกรุง Paris) กว่าที่จะเริ่มมีผลงานกำกับของตัวเองได้ The Murderer Lives at Number 21 (1942) ตามมาด้วย Le Corbeau (1943)

ตำนานของ Clouzot เริ่มต้นหลังสิ้นสุดสงครามโลก
– Quay of the Goldsmiths (1947) คว้ารางวัล International Prize: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Venice,
– Manon (1949) คว้า Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice,
– The Wages of Fear (1953) ควบคว้า Grand Prix (Palme d’Or) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และ Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin [เป็นเรื่องแรกเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์ ที่คว้า 2 รางวัลใหญ่ของ 2 เทศกาลหนัง และทำให้ Clouzot เป็นผู้กำกับคนแรกที่มีหน้าคว้ารางวัลจากเทศกาลหนัง Big 3 ได้ครบถ้วน]
– The Truth (1960) เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film

หลังเสร็จจากการสร้าง The Wages of Fear (1953) ผู้กำกับ Clouzot ระหว่างค้นหาโปรเจคถัดไป ได้พบกับนิยายเรื่อง Celle qui n’était plus (1952) ของผู้เขียน Boileau-Narcejac (Pierre Boileau กับ Thomas Narcejac) ขณะนั้นนิยายแปลฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า The Woman Who Was Not (1954) ผู้กำกับ Alfred Hitchcock ได้มีโอกาสอ่านแล้วเกิดความชื่นชอบอย่างยิ่ง ต้องการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่ติดต่อสองผู้เขียนช้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะ Clouzot ได้ชิงตัดหน้าซื้อลิขสิทธิ์มาครอบครองไว้ก่อนแล้ว

เกร็ด: เนื่องจาก Hitchcock ชื่นชอบผลงานของ Boileau-Narcejac เป็นอย่างมาก ทั้งสองเลยสนองตัณหาของผู้กำกับด้วยการเขียนนิยายเรื่อง D’entre les morts (1954) หรือชื่อภาษาอังกฤษ The Living and the Dead (1956) ให้กับ Hitchcock โดยเฉพาะ ดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Vertigo (1959)

เกร็ด 2: Robert Bloch เจ้าของนิยายเรื่อง Psycho (1959) เล่าถึงแรงบันดาลใจ ว่ามาจากหนังเรื่องโปรดนี้

เรื่องราวของภรรยาสาว Christina Delassalle (รับบทโดย Véra Clouzot) ที่ต้องการฆาตกรรมสามี Michel Delassalle (รับบทโดย Paul Meurisse) เพราะเคียดแค้นที่เขาโหดร้ายรุนแรงกับเธออย่างถึงที่สุด ร่วมมือกับชู้รัก Nicole Horner (รับบทโดย Simone Signoret) ที่ก็ต้องการเอาคืนชายหนุ่มเช่นกัน เพราะเป็นคนปากอย่างใจอย่าง พูดอะไรแต่ไม่ยอมทำตาม แต่หลังจากการฆาตกรรมอำพรางเสร็จสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ร่างของ Michel ได้หายไป กลายเป็นวิญญาณตามมาหลอกหลอนสั่นประสาท …

Véra Clouzot หรือ Véra Gibson-Amado (1913 – 1960) นักแสดงหญิงสัญชาติ Brazilian-French ภรรยาของผู้กำกับ Henri-Georges Clouzot เกิดที่ Rio de Janeiro, เมื่อปี 1941 ได้พบเจอแต่งงานกับนักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส Léo Lapara ที่เดินทางมาเปิดการแสดงทัวร์ Brazil ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่หลังสงครามทั้งคู่ก็เลิกรากัน เธอตัดสินใจปักหลักอาศัยอยู่ที่กรุง Paris เป็นผู้กำกับและนักแสดงใน Athenée Theater

มีโอกาสได้พบเจอกับผู้กำกับ Clouzot ผ่านสามีที่เคยร่วมการแสดงบทสมทบเล็กๆจาก Quai des Orfèvres (1947) กับ Return to Life (1949), ในตอนแรกที่รู้จักเป็นเพียงผู้ช่วยผู้กำกับ ต่อมาถูกคอจนแต่งงานกันเมื่อปี 1950 และได้ปรากฎตัวในผลงานภาพยนตร์ทั้งหมด 3 เรื่อง (ของสามีทั้งหมด) ประกอบด้วย The Wages of Fear (1953), Les Diaboliques (1955), Les Espions (1957) โชคร้ายเมื่อปี 1960 อยู่ดีๆก็ล้มทรุด โรคหัวใจล้มเหลว (Heart Attack) เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 46 ปี ทำให้ Clouzot ตกอยู่ในสภาพหดหู่ (Depression) อยู่นานทีเดียว

รับบท Christina Delassalle หญิงสาวผู้มีหัวใจอ่อนแอ (ตัวจริงของ Véra ก็หัวใจอ่อนแอจริงๆนะครับ) ทั้งๆที่ก็เป็นคนนิสัยดี รักเด็ก เป็นครูใหญ่ของโรงเรียน แต่การได้แต่งงานกับสามีคนนี้ ถือว่าโชคชะตาไม่นำพา พบเจอแต่ความทุกข์ยากลำบาก ทำทุกอย่างให้เธอรังเกียจต่อต้าน ไม่กล้าที่จะฟ้องหย่า วิธีการเดียวคือฆาตกรรมอำพราง

การแสดงของ Véra มีความสับสนอลม่าน เรรวนแปรปรวน สะท้อนสภาพข้างในจิตใจของตัวละคร ที่ไม่สามารถตัดสินใจเลือกได้ ระหว่างคุณธรรมความถูกต้อง กับปัญหาชีวิตที่ประสบพบเจออยู่ นี่ถือเป็นการแสดงระดับสุดยอดเลยละ ผู้ชมจะรู้สึกไขว้เขว่ อิงเอน หงุดหงิดใจไปกับพฤติกรรมเธอ น่าสงสารเห็นใจ ซึ่งพอถึงตอนจบคุณจะ … ยิ่งคาดไม่ถึงเลยละ

มีอยู่ช็อตหนึ่งของ Véra ดวงตาสองข้างถลนแทบออกมาจากเบ้า แสดงถึงสิ่งที่เธอเห็นคือความหลอกหลอน หวาดกลัว ช็อคสุดขีดในชีวิต, จริงๆช็อตนี้แอบสปอยตอนจบของหนังนะ แต่ผมจะไม่บอกว่าเธอเห็นอะไร

Simone Signoret (1921 – 1985) นักแสดงหญิงสัญชาติฝรั่งเศสในตำนาน ผู้คว้ารางวัล Oscar: Best Actress ได้เป็นคนแรก(ของฝรั่งเศส)
– Room at the Top (1959) คว้ารางวัล Oscar: Best Actress, BAFTA Award: Best Actress, เทศกาลหนังเมือง Cannes: Best Actress
– Le Chat (1971) คว้ารางวัล Silver Bear: Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Berlin
– Madame Rosa (1977) คว้ารางวัล César Award: Best Actress, David di Donatello Award: Best Actress
ฯลฯ

เกิดที่ Wiesbaden, Germany พ่อเป็นชาวยิวนักแปลภาษา ตอนนั้นทำงานอยู่ที่เยอรมัน ส่วนแม่เคยเป็นนักแสดงละครเวที, Signoret เป็นคนเฉลียวฉลาด พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ เยอรมัน ละติน ฯ ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ตอนช่วง Nazi เข้ายึดครองฝรั่งเศส ครั้งหนึ่งได้พบปะกับเหล่าศิลปิน นักเขียน นักแสดง ที่รวมกลุ่มใต้ดินเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านทหารเยอรมัน ทำให้เธอเกิดความสนใจด้านการแสดง เริ่มมีชื่อเสียงจากหนังเรื่อง La Ronde (1950) ของผู้กำกับ Max Ophüls รับบท Leocadie โสเภณีที่ร้อนแรงมากๆ จนทำให้ใครๆต่างจดจำภาพลักษณ์นี้ กลายเป็น Type-Cast อยู่พักใหญ่

กับหนังเรื่องนี้รับบท Nicole Horner ชู้รักของ Michel ที่เปิดเผยตัวเองอย่างออกนอกหน้าไร้ยางอาย แต่ขณะเดียวกันกลับมีความต้องการช่วยเหลือภรรยาตัวจริง Christina เพื่อเป็นการตอบโต้ เอาคืนชู้รักของตน, นิสัยของตัวละครนี้เป็นคนหยาบกระด้าง กร้านโลก ไม่สนศีลธรรมจรรยาความถูกผิด จิตใจเข้มแข็งผิดมนุษย์มนา ซึ่งแผนการฆาตกรรมทั้งหมดเธอเป็นผู้วางแผน ลงมือเองกับมือ

มีนักวิจารณ์ครุ่นคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ Nicole ให้การช่วยเหลือ Christina ว่าทั้งคู่อาจเป็นเลสเบี้ยน แม้จะไม่มีฉากอะไรโจ๋งครึ่มให้พบเห็น แต่กับความ’มาก’ของตัวละครขนาดนี้ มันอาจมีนัยยะแฝงเช่นนี้อยู่ด้วยก็เป็นได้, กับคนที่รับรู้ตอนจบแล้ว อาจคิดว่าเหตุผลนี้ไม่น่าใช่ แต่ผมกลับมองว่า ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงขึ้นไปอีก เพราะแสดงถึงว่า Nicole มีความอิจฉาริษยารุนแรงต่อ Christina รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ

ว่าไปตัวละครนี้ก็เป็นลักษณะ Type-Cast ของ Signoret เลยนะครับ (นิสัยคนห้าวเป้ง หยาบกระด้าง เข้มแข็งในเรื่องผิดๆ) แม้จะไม่ใช่โสเภณี แต่ก็เป็นชู้รัก ต่างกันที่ไหน! ฝีไม้ลายมือถือว่ายอดเยี่ยมทรงพลัง สามารถโน้มน้าวให้ผู้ชมเชื่อได้สนิทใจกับการกระทำของเธอ แต่ผมคิดว่าการรับชมครั้งที่สอง จะเห็นชัดว่ามีหลายอย่างของตัวละครนี้ มีความผิดพลาดต่างๆนานามากมาย (นั่นเพราะ Signoret รู้ตอนจบอยู่แล้ว การแสดงของเธอเลยหลงระเริงกับคำตอบนั้นมากเกินไปสักหน่อย ขนาดผู้กำกับ Clouzot ยังรู้สึกหงุดหงิดใจ รู้งี้ไม่น่าปล่อยให้รู้ตอนจบเลย!)

Paul Meurisse (1912 – 1979) นักแสดงมากฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Dunkirk, โตขึ้นเดินทางมา Paris เป็นนักร้องอยู่ตามผับบาร์และโรงละคร ตกหลุมรักอยู่กินกับ Edith Piaf ถึงสองปี แต่เธอไม่คิดว่าเขาจะรุ่งด้านการร้องเพลง จึงให้แนะนำให้ผันตัวเป็นนักแสดง, ผลงานการแสดงที่ดังๆ อาทิ Army of Shadows (1969), Le Deuxieme Souffle (1966), The Truth (1960) ฯ

รับบทสามี Michel Delassalle ด้วยสาเหตุไม่ทราบแม่ ทำไมชายคนนี้ถึงปฏิบัติอย่างโหดร้ายเย็นชาต่อภรรยาสาว เข้มงวดในเรื่องไร้สาระ ไม่เห็นคุณค่าความรักของเธอ แต่เราจะเห็นหลายครั้งที่สายตาของตัวละครนี้ จ้องมองหญิงสาวอื่นอย่างหลงใหล แสดงถึงความเจ้าชู้ประตูดิน คงเพราะความเบื่อหน่ายในชีวิตคู่ จึงแสดงออกเพื่อเธอกล้ากระทำอะไรสักอย่างออกมา

ภาพลักษณ์และการแสดงของ Meurisse ทำให้ตัวละครมีเสน่ห์จนกลายเป็นภาพติดตา หลอกหลอนผู้ชมจับใจ เทียบกับผีไทยคงเป็นเปรตที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด หวนกลับคืนมาหลอกหลอนคนอื่น/ผู้ชมให้ขี้เยี่ยวเร็ดราด ยิ่งฉากตอนจบประมาณว่า สามารถทำให้เด็กๆไม่กล้าเข้าห้องอาบน้ำคนเดียวอีกเลย

แซว: มีครั้งหนึ่ง Alfred Hitchcock ให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์ เล่าถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งมาหาเขา พ่อพูดถึงลูกสาว

“Sir, After seeing ‘Diabolique,’ my daughter was afraid to take a bath. Now she has seen your ‘Psycho’ and is afraid to take a shower. What should I do with her?”

Hitchcock ส่งจดหมายกลับไปบอกว่า “Send her to the dry cleaners.”

ผมเจอคลิปสัมภาษณ์นี้ใน Youtube ด้วยนะครับ เผื่อใครสนใจ ประมาณนาทีที่ 6:20

ถ่ายภาพโดย Armand Thirard ตากล้องหนึ่งในตำนานของฝรั่งเศส ที่มีผลงานตั้งแต่ยุคหนังเงียบจนถึงทศวรรษ 60s ขาประจำของ Clouzot ที่ร่วมงานกันตั้งแต่หนังเรื่องแรก, งานภาพของหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีอะไรหวือหวามากนัก ถ่ายด้วยภาพขาวดำ โดดเด่นเรื่องการจัดแสงที่สะท้อนสภาพอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร (Expressionist) เน้นความมืดเป็นหลัก และการเคลื่อนกล้องที่ค่อยๆทำให้เกิดบรรยากาศความหลอกหลอน นี่เป็นเทคนิคที่เรียบง่ายระดับ Minimalist ไม่มีเพลงประกอบด้วยซ้ำ แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

ตัดต่อโดย Madeleine Gug อีกหนึ่งขาประจำของ Clouzot, มุมมองหลักของหนังคือ Christina สิ่งที่เราเห็นถือว่ามาจากสายตาของเธอทั้งหมด ดำเนินไปข้างหน้า ไม่มีการตัดสลับ ย้อนอดีต ถือว่ามีความตรงไปตรงมา เรียบง่ายอย่างถึงที่สุด แต่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของหนังเป็นการแนะนำเรื่องราว ตัวละคร หรือจะเรียกว่าการตั้งโจทย์ Set-Up เรื่องราว, จุดเริ่มต้นออก Start ของเรื่องราว นับได้ตั้งแต่ตอนที่ Michel เสียชีวิต เรื่องราวปริศนา ความหลอนหลอก ทั้งหมดทุกสิ่งอย่างจะเกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึง และตอนจบยิ่งไม่สามารถคาดเดาได้

ถือเป็นความน่าสนเท่ห์ไม่น้อย ที่การเล่าเรื่องของหนังนำทางผู้ชมให้คิดเข้าใจไปอย่างหนึ่ง แต่ตอนจบกลับเฉลยออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไฮไลท์อยู่ที่การรับชมครั้งแรก ถ้าคุณเกิดความอึ้งทึ่งคาดไม่ถึง ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง (ใจความของหนังก็มีแค่นี้)

ผมยังไม่ได้รับชมหนังรอบที่ 2 แต่คิดว่าหลังจากได้รู้ตอนจบจุดหักมุมแล้ว คงไม่สนุกตื่นเต้น ลุ้นระทึกเร้าใจ หลอนสั่นประสาท เท่าประสบการณ์เปิดบริสุทธิ์ครั้งแรกได้อีกแล้ว กระนั้นหนังคงมีลีลาน่าสนเท่ห์ไม่น้อย ในวิธีการที่หนังใช้หลอกล่อผู้ชมให้หลงเชื่อได้อยู่หมัด

เพลงประกอบถือว่าไม่มีนะครับ เว้นแต่ Opening/Ending Credit เท่านั้น แต่งโดย Georges Van Parys

หนังประเภทนี้ หลอกผู้ชมไปแล้วได้อะไร? คำตอบคือความบันเทิงล้วนๆ ถือว่าเป็นรสนิยมหนึ่งของคอหนังเลยก็ได้ กลุ่มคนผู้ชื่นชอบสิ่งที่ครุ่นคิดคาดไม่ถึง ตื่นเต้นหลอกหลอน นำพาบอกเราไปทางหนึ่งแล้วตอนจบเฉลยในทิศทางอื่นหรือตรงกันข้าม เรื่องไหนสามารถลวงหลอกล่อผู้ชมได้สนิทแนบเนียนขนาดนี้ กับหนังแนวนี้เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ

ตอนจบ Epilogue ของหนัง นั่นคือการตบมุกหรือแปรสภาพ กลั่นแกล้งผู้ชม พลิกตลบตบหัวอีกรอบ ก็แล้วแต่ถ้าคุณใคร่จะครุ่นคิดต่อ เมื่อบางสิ่งอย่างเกิดขึ้นกับ Christina แต่เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว ย้อนหวนคืนกลับมาเกิดขึ้นคล้ายเดิมอีกครั้ง จะมองว่าคือการแปรสภาพจากหนังจิตวิทยาเขย่าขวัญสั่นประสาท อาจกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติไปเลยก็ได้

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ ถึงตอนจบจะเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อครุ่นคิดถึงสาระประโยชน์แล้ว จะพบแต่ข้อคำถามสงสัย ‘ต้องทำกันขนาดนั้นเลยเหรอ!’ ยิ่งคิดยิ่งขุ่นเคืองหมองใจ กับเรื่องราวลักษณะนี้ ถือเป็นการตีแผ่ด้านมืดในจิตใจมนุษย์ออกมา กับความชั่วร้ายที่ได้คิดทำปรากฎ ยังดีที่ตอนจบคนชั่วได้รับผลกรรม ก็หวังว่ามันจะสาสมต่อสิ่งที่ก่อ

จิตสำนึกของตัวละคร Christina เป็นอะไรที่ผมประทับใจมากๆ ถึงคนส่วนใหญ่คงหงุดหงิดไม่พอใจกับเธอ แต่มันแสดงถึงการมีสติยั้งคิดยั้งทำ ให้โอกาสกับผู้อื่นแม้แต่สามีผู้ไม่เห็นค่าของตน นี่น่าสงสารเห็นใจตัวละครนี้เป็นอย่างมาก เพราะเธอถูกชักจูงจากผู้อื่น ผลกรรมที่ทำเรียกว่าตามมาหลอกหลอนทวงคืน ตอนจบก็เลย … หมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง

แนะนำกับคอหนัง Thriller, Horror, ชื่นชอบการหักมุม คาดไม่ถึง, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา จิตวิเคราะห์ ศึกษาเรียนรู้สภาพจิตใจของตัวละคร, รู้จักผู้กำกับ Henri-Georges Clouzot และแฟนๆนักแสดง Simone Signoret ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศ ความหลอกหลอน และการฆาตกรรม

TAGLINE | “Les Diaboliques ของผู้กำกับ Henri-Georges Clouzot สามารถหลอกหลอนผู้ชมได้ครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of