
Elevator to the Gallows (1958)
: Louis Malle ♥♥♥♥
(28/1/2025) ชายผู้โชคร้ายติดอยู่บนลิฟท์ขณะไฟดับ โดนลักขโมยรถหรู ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร แต่สิ่งน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ คืออารมณ์ผิดหวังในรักของ Jeanne Moreau และลีลาดั้นสดแจ๊สของ Miles Davis
I hate to admit it, but as much as I enjoy watching Elevator to the Gallows, I think I’d be just as happy if everything were cut out of it except for Jeanne Moreau wandering the Champs-Élysées at night, accompanied by Miles Davis’s elegiac soundtrack. It’s those scenes that really make the movie for me.
นักวิจารณ์ Ron Deutsch จากบทความใน Criterion
วันก่อนผมเพิ่งรับชม The Lovers (1958) ภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่สามของผกก. Malle ตั้งใจจะเขียนถึงในช่วงเดือนแห่งความรัก แล้วพบเห็นฉากก้าวเดินผ่านแมกไม้ของ Jeanne Moreau ชวนนึกถึง Elevator to the Gallows (1958) อยากหวนกลับมาปรับปรุงบทความนี้โดยพลัน!
อาจจะเรียกได้ว่า Elevator to the Gallows (1958) และ The Lovers (1958) คือภาพยนตร์พี่น้อง (Sibling) ของผกก. Malle ต่างเกี่ยวกับรักสามเส้า การคบชู้นอกใจ นำแสดงโดย Jeanne Moreau (จริงๆอยู่ในวงการมาหลายปี แต่เพิ่งแจ้งเกิดตอนร่วมงานผกก. Malle) และมีฉากก้าวเดินที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ
ว่ากันตามตรง Elevator to the Gallows (1958) เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรเลย! จับแพะชนแกะ ออกไปทาง Screwball มากกว่า Film Noir เสียด้วยซ้ำ! แต่โดดเด่นโคตรๆเรื่องการสร้าง Mood & Tone เก็บบรรยากาศสภาพเป็นจริง โดยเฉพาะการก้าวเดินบนท้องถนนของ Jeanne Moreau ไม่ได้แต่งหน้า ไม่มีการจัดแสง ตั้งกล้องบนรถเข็นเด็ก (Baby Carriage) ถ่ายทำบนท้องถนน Champs Élysées รวมถึงเพลงประกอบของ Miles Davis ยังใช้การดั้นสด (Improvised) ทุกสิ่งอย่างขึ้นกับอารมณ์ศิลปิน! … ผกก. Malle ให้คำนิยาม “cinema of instinct”
You work with a minimal crew, you don’t try to organize reality, you just try to find where your interest or curiosity takes you, you try to film what you find interesting or surprising, and later try to make sense of it in the cutting room. It’s a cinema of instinct, of improvisation, a cinema very much of the present. As something happens, you try to catch it.
Louis Malle
Louis Marie Malle (1932-95) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Thumeries, Nord ในครอบครัวชนชั้นกลาง (Upper-Middle Class) บิดาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตน้ำตาล ฐานะร่ำรวย ส่งบุตรชายไปโรงเรียนประจำ Le Petit-College d’Avon, ตอนอายุ 11 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พบเห็นการบุกรุกรานของพวก Gestapo จับเพื่อนสนิท+ครูชาวยิวส่งไปค่ายกักกัน Auschwitz นั่นคือเหตุการณ์ฝังใจไม่รู้ลืมเลือน
เติบโตเข้าศึกษารัฐศาสตร์ Institut d’études politiques de Paris (Sciences Po) ก่อนเปลี่ยนความสนใจมาเรียนภาพยนตร์ที่ Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC) จบมาได้ทำงานเป็นผู้ช่วย Jacques Cousteau ถ่ายทำสารคดี The Silent World (1956) **คว้ารางวัล Palme d’Or และ Oscar: Best Foreign Language Film, จากนั้นฝึกงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Robert Bresson ภาพยนตร์ A Man Escape (1956), ก่อนฉายเดี่ยวภาพยนตร์ Elevator to the Gallows (1958), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Lovers (1958), The Fire Within (1963), Murmur of the Heart (1971), Lacombe, Lucien (1974), Atlantic City (1981), Au revoir les enfants (1987) ฯ
สำหรับภาพยนตร์ ‘Fiction Film’ เรื่องแรก ผกก. Malle วางแผนพัฒนาบทหนังขึ้นเองเกี่ยวกับนักเรียนภาพยนตร์ (หรือก็คือตัวของ Malle เองนะแหละ) นำโปรเจคไปยื่นเสนอโปรดิวเซอร์แต่ถูกปฏิเสธเพราะมีความเป็นส่วนตัวเกินไป กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนมหาวิทยาลัย Alain Cavalier แนะนำให้อ่านนวนิยายอาชญากรรม Ascenseur pour l’échafaud (1956) แต่งโดย Noël Calef (1907-68) รู้สึกว่าวิธีการของฆาตกรมันช่างน่าหลงใหล
I was 24 years old. It was about students. I made the rounds of producers. They all promptly showed me the door. I then came across a French crime novel called Ascenseur pour l’échafaud. I brought it in a train station, read it on the train and thought, “I have to start out with a commercial film, and this has a very interesting plot.”
Louis Malle
พอนำไปเสนอโปรดิวเซอร์ก็ได้รับการอนุมัติแทบจะโดยทันที ใช้เวลา 2-3 เดือนช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 1957 ร่วมดัดแปลงบทกับนักเขียนนวนิยาย Roger Nimier (1925-62) โดยคงพล็อตหลักๆเอาไว้ แต่พยายามวิธีการนำเสนอที่ผิดแผกแตกต่างจากขนบวิถีหนังอาชญากรรมทั่วๆไป
เรื่องราวของ Florence Carala (รับบทโดย Jeanne Moreau) และชู้รัก Julien Tavernier (รับบทโดย Maurice Ronet) วางแผนฆาตกรรมสามีนักธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบ (Perfect Murder) แต่ทว่าเขากลับหลงลืมสิ่งของบางอย่างจึงเร่งรีบกลับขึ้นลิฟท์ แล้วจู่ๆพนักงานรักษาความปลอดภัยทำการปิดสวิตช์ ดับไฟ ทำให้ Julien ติดค้างอยู่ภายในลิฟท์ ไม่สามารถหาหนทางหลบหนี
อีกความผิดพลาดประการหนึ่งของ Julien คือสตาร์ทรถค้างเอาไว้ เลยถูกหัวขโมยหนุ่ม Louis (รับบทโดย Georges Poujouly) ร่วมกับแฟนสาวขายดอกไม้ Véronique (รับบทโดย Yori Bertin) แอบขึ้นรถ ขับหลบหนี พบเห็นโดย Florence เกิดความเข้าใจผิดว่าชู้รักแอบหนีไปกับสาวคนใหม่
เหตุการณ์วุ่นๆบังเกิดขึ้นเมื่อ Louis แข่งซิ่งรถกับนักท่องเที่ยว คู่สามี-ภรรยาชาวเยอรมัน Horst & Frieda Bencker แล้วเกิดความขัดแย้งระหว่างเข้าพักโรงแรม ระหว่างพยายามลักขโมยรถ ยิงทั้งสองจนเสียชีวิต! นั่นทำให้วันถัดมาหลังจาก Julien หนีออกจากลิฟท์สำเร็จ ถูกตำรวจล้อมจับกุม กลายเป็นฆาตกรในคดีที่ตนเองไม่ได้ก่อ
Jeanne Moreau (1928-2017) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris มารดาเป็นชาวอังกฤษ (เธอจึงสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ชัดเจน) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มีโอกาสรับชมการแสดงละครเวทีของ Jean Anouilh เลยเกิดความสนใจเข้าฝึกฝนการแสดง Conservatoire national supérieur d’art dramatique (CNSAD) จนมีโอกาสร่วมคณะ Comédie-Française ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 50s รับเล่นเพียงตัวประกอบ (ยังมุ่งมั่นกับละครเวทีมากกว่า) จนกระทั่งความสำเร็จของ Elevator to the Gallows (1958) และ The Lovers (1959) ถึงค่อยหันมาเอาจริงจังทางนี้ ผลงานเด่นๆ อาทิ Seven Days… Seven Nights (1960), La notte (1961), Jules and Jim (1962), The Trial (1962), Chimes at Midnight (1965), Viva Maria! (1965), The Old Lady Who Walked in the Sea (1992) ฯ
รับบท Florence Carala แต่งงานอยู่กินกับสามีนักธุรกิจ Simon Carala เจ้าของกิจการอะไรสักอย่าง ร่ำรวยจากการแสวงหาผลประโยชน์จากสงคราม แต่เธอแอบตกหลุมรักพนักงานหนุ่ม Julien Tavernier อดีตสมาชิกกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เคยเป็นพลร่ม (Paratrooper) เข้าร่วมสงคราม First Indochina War (1946-54) เรียกร้องขอให้เขาจัดฉากฆาตกรรม เพื่อเราสองจักได้ครองคู่อยู่ร่วมกัน
แม้ว่า Julien จะลงมือฆาตกรรมอำพราง Simon แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทำให้ติดอยู่ในลิฟท์ แถมรถยังถูกขโมย สร้างความเข้าใจผิดให้กับ Florence พบเห็นรถของเขาขับผ่านไปพร้อมหญิงสาวแปลกหน้า ยังคงเฝ้ารอคอย ออกติดตามหา ค่ำคืนดึกดื่นก้าวออกเดินบนท้องถนนอย่างห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว ตกอยู่ในความสิ้นหวังอาลัย และหลังจากรับรู้ว่าชู้รักพัวพันคดีฆาตกรรม เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเขาไม่ได้ทำ พยายามออกค้นหาฆาตกรตัวจริง ถึงอย่างนั้น…
ผกก. Malle เคยมีโอกาสรับชมโปรดักชั่นละคอนเวที Cat on a Hot Tin Roof (1956) ค้นพบนักแสดง Jeanne Moreau จึงติดต่อชักชวนมาเล่นภาพยนตร์ อาจเพราะตอนนั้นเธอยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จึงมีความกล้าท้าเสี่ยง ไม่มีอะไรจะเสีย ตอบตกลงร่วมงานผู้กำกับหน้าใหม่ โดยไม่รู้ตัวแค่การก้าวเดินไปตามท้องถนน Champs Élysées แสดงสีหน้าห่อเหี่ยว ถ่ายทอดอารมณ์สิ้นหวัง จะทำให้แจ้งเกิดโด่งดังโดยพลัน!
Moreau had 20 forgettable films behind her… Malle put Moreau under an honest light and wisely let his camera linger. The film was nothing special, but it did accomplish one thing: it proposed a new ideal of cinematic realism, a new way to look at a woman. All the drama in the story was in Moreau’s face—the face that had been hidden behind cosmetics and flattering lights in all her earlier films.
Barry Farrell บรรณาธิการนิตยสาร TIME
Nine years of bad films—it was a cinematic adolescence. I never felt at ease on the screen because I was aware that I was far from beautiful. People who wanted to be nice about my looks would say, ‘You remind me so much of Bette Davis.’ Very nice, except I can’t stand Bette Davis.
Jeanne Moreau
ก่อนหน้านี้เวลาตากล้องถ่ายภาพนางเอก มักต้องแต่งหน้าทำผม มักต้องจัดแสงให้ดูเจิดจรัส เลือกมุมกล้องเสริมความเปร่งประกาย พยายามทำออกมาให้เลิศหรูดูดี ใครกันจะอยากรับชมหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์, การมาถึงของ Elevator to the Gallows (1958) และ Jeanne Moreau ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดการถ่ายภาพสตรีโดยสิ้นเชิง ไม่แต่งหน้า ไม่ทำผม ใช้เพียงแสงธรรมชาติ(หรือแสงตามท้องถนนยามค่ำคืน) บันทึกภาพใบหน้าแท้จริง สวยบริสุทธิ์ ถ่ายทอดความงดงามจากภายใน
We didn’t hide Jeanne’s face in cosmetics but allowed her to be herself. After years of having makeup artists covering up her looks in a desperate attempt to force her to conform, suddenly she became a real woman.
Louis Malle
Moreau ไม่ถือเป็นคนสวยตามมาตรฐานสากล (Beauty Standard) แต่ฝีไม้ลายมือด้านการแสดง ถ่ายทอดความรู้สึกทางใบหน้าถือว่าไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะอารมณ์บูดบึ้ง ห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว สิ้นหวัง และท่าเดินอย่างหมดอาลัย ดำเนินไปอย่างคนไร้จิตวิญญาณ
ระหว่างการถ่ายทำผกก. Malle ตกหลุมรัก Moreau กลายเป็นคู่รักกันในกองถ่ายหนังเรื่องถัดมา The Lovers (1958) แต่ทว่าความสำเร็จระดับนานาชาติทำให้มิอาจครองคู่อยู่ร่วม ถึงอย่างนั้นพวกเขายังคงสถานะเพื่อนร่วมงานภาพยนตร์กันอีกหลายครั้ง
Many people fall in love with her. I did. And she loves you in return. But just till the end of the film. She is always searching for love. And she leaves victims along the roadside.
Marcello Mastroianni กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับ Jeanne Moreau
ถ่ายภาพโดย Henri Decaë (1915-87) ตากล้อง/วิศวกรเสียง สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Saint-Denis โตขึ้นทำงานเป็นช่างภาพ (Photojournalist) ให้กองทัพอากาศฝรั่งเศสช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นเริ่มถ่ายทำหนังสั้น กลายเป็นขาประจำผกก. Jean-Pierre Melville และ French New Wave ผลงานเด่นๆ อาทิ The Silence of the Sea (1949), Les Enfants terribles (1950), Bob le flambeur (1955), Les Amants (1958), Le Beau Serge (1958), Elevator to the Gallows (1958), Les Cousins (1959), The 400 Blows (1959), Purple Noon (1970), Léon Morin, Priest (1961), Le Samouraï (1967), The Red Circle (1970), The Professional (1981) ฯ
อาจเพราะเคยผ่านการถ่ายทำสารคดี The Silent World (1956) ผกก. Malle จึงมีความสนใจบันทึกภาพเป็นจริง (Reality) ตามธรรมชาติ ไม่พยายามปรุงปั้นแต่งอะไรมาก ใช้เพียงสันชาตญาณ (Cinema of Instinct) สิ่งใดบังเกิดก็คว้าโอกาสนั้นมา
There are no wrong notes in jazz, only opportunities.
Phil Lesh
งานภาพของหนังจึงแทบไม่มีภาษาภาพยนตร์ให้ค้นหา เพียงเก็บรายละเอียดการกระทำ (ได้รับอิทธิพลจากเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Robert Bresson) และถ่ายทำตามข้อจำกัด วาระโอกาส สถานที่พบเจอ … อิสรภาพดังกล่าวแลกมากับการใช้เวลาถ่ายทำค่อนข้างมาก รวมแล้วเกือบๆสองเดือนระหว่าง 23 กันยายน – 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957
Moreau plays these scenes not with frantic anxiety, but with a kind of masochistic despair, not really expecting to find Julien. It rains, and she wanders drenched in the night. Malle shot her scenes using a camera in a baby carriage pushed along beside her by the cinematographer Henri Decaë. Her face is often illuminated only by the lights of the cafes and shops that she passes; at a time when actresses were lit and photographed with care, these scenes had a shock value, and influenced many films to come. We see that Florence is a little mad. An improvised jazz score by Miles Davis seems to belong to the night as much as she does.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 3.5/4
การก้าวเดินอย่างห่อเหี่ยวของ Jeanne Moreau ผมครุ่นคิดว่ามันเป็นภาพสะท้อนโลกยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี แม้สงครามโลกสิ้นสุดมาหลายปี แต่ทว่าสถานการณ์โลกกลับยังเต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ การชุมนุมประท้วง เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ปลดแอกอาณานิคม ฯ ราวกับว่าหายนะครั้งนั้นเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นแห่งความสิ้นหวัง



ตัดต่อโดย Léonide Azar (1900-) สัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Saint Petersburg คาดว่าน่าจะอพยพสู่ฝรั่งเศสในช่วง Russian Revolution (1917-22) เริ่มมีผลงานตัดต่อตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1930s ผลงานเด่นๆ อาทิ La Ronde (1950), Le Plaisir (1952), Love in the Afternoon (1957), Elevator to the Gallows (1958), The Lovers (1958), Sundays and Cybele (1962) ฯ
หนังดำเนินเรื่องผ่านสามมุมมองคู่ขนาน Julien Tavernier (ติดอยู่ในลิฟท์), Florence Carala (ก้าวเดินอย่างสิ้นหวัง) และการผจญภัยของหนุ่ม-สาว Louis & Véronique ตัดสลับกลับไปกลับมา ในช่วงระยะเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน
- คดีฆาตกรรมอำพราง
- Opening Credit + Florence พรอดรักทางโทรศัพท์กับ Julien
- Julien ลงมือฆาตกรรมสามีของ Florence
- ตระหนักว่าหลงลืมบางสิ่งอย่าง Julien รีบกลับขึ้นสำนักงาน แล้วติดค้างอยู่ในลิฟท์
- Louis & Véronique ลักขโมยรถของ Julien ขับผ่านหน้า Florence เกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง
- ความพยายามหลบหนีจากบางสิ่งอย่าง
- Julien พยายามหาทางหลบหนีออกจากลิฟท์
- Florence พยายามออกติดตามหาชายคนรัก ก้าวเดินจากผับบาร์คาเฟ่หนึ่ง ไปยังผับบาร์คาเฟ่อีกแห่งหนึ่งอย่างห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
- Louis ขับรถวนไปวนมา กระทั่งถูกท้าแข่งขัน ซิ่งจนได้รับชัยชนะ
- นักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน Horst & Frieda Bencker ชักชวน Louis & Véronique มาดื่มฉลอง รับประทานอาหารเย็นในโรงแรม
- ยามดึกดื่น Louis พยายามลักขโมยรถของ Horst แต่อีกฝ่ายตื่นมาพบเจอเลยชักปืนขึ้นมายิง
- Louis & Véronique ขับรถหลบหนีกลับมาห้องของ Véronique ชักชวนกันทานยานอนหลับ ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย
- ไม่มีใครสามารถหลบหนีความผิด
- ตำรวจควบคุมตัว Florence มายังโรงพัก ทำให้รับรู้ข่าวคราวของ Julien
- ตอนสายๆเมื่อตำรวจเดินทางมาสำนักงาน ไฟติดลิพท์ทำงาน Julien สามารถหลบหนีออกมาได้สำเร็จ
- ตำรวจพบเจอศพของ Simon Carala (สามีของ Florence) ในห้องทำงาน
- Julien ระหว่างดื่มกาแฟในคาเฟ่ พบเห็นใบหน้าตนเองในหนังสือพิมพ์ ก่อนถูกตำรวจล้อมจับกุม
- ตำรวจพยายามซักไซร้ไล่เรียง แต่ทว่า Julien ปฏิเสธไม่ได้ฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน
- Florence ติดตามหาจนมาพบเจอ Louis & Véronique
- Florence แอบติดตาม Louis กลับมาโรงแรมที่เกิดเหตุ ก่อนความจริงทั้งหมดได้รับการเปิดเผย
เกร็ด: ในขณะที่ Louis & Véronique ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันราวกับปาท่องโก๋, Julien & Florence กลับไม่เคยพบเจอหน้า ร่วมซีนกันเลยสักฉาก! เพียงได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์ตอนต้นเรื่อง ครั้งสุดท้าย ก่อนแยกจากกันชั่วนิรันดร์
เพลงประกอบโดย Miles Dewey Davis III (1926-91) นักดนตรี แต่งเพลง Jazz สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Alton, Illinois ในครอบครัวชนชั้นกลาง (Upper-Middle Class) บิดาประกอบอาชีพหมอฟัน ร่ำรวยจากการทำฟาร์มหมู เป็นเจ้าของไร่ส่วนตัวกว่า 200 เอเคอร์ (506 ไร่), ขณะที่มารดาคือครูสอนดนตรี เล่นไวโอลิน นั่นทำให้บุตรชายค้นพบความหลงใหลในเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก เลือกเล่นเครื่องดนตรีชิ้นแรกทรัมเป็ต สอบเข้าโรงเรียน Juilliard School แต่ยังไม่ทันสำเร็จการศึกษา ลาออกมาร่วมวง Quintet นักแซกโซโฟน Charlie Parker (ระหว่างปี ค.ศ. 1944-48) ก่อนออกมาทำอัลบัมแรก The New Sounds (1951)
the loneliest trumpet sound you will ever hear, and the model for sad-core music ever since. Hear it and weep.
นักวิจารณ์ดนตรี Phil Johnson
ในปี ค.ศ. 1957, Davis มีโอกาสเดินทางมาแสดงทัวร์ยุโรประยะเวลาสามสัปดาห์ หนึ่งในแผนการคือร่วมแสดงภาพยนตร์ของผู้กำกับ Jean-Claude Rappeneau แต่ทว่าโปรเจคถูกล้มเลิกกลางคัน ส้มหล่นใส่ผกก. Malle ที่ขณะนั้นกำลังมองหาคนทำเพลงประกอบ เลยจัดฉายหนังเป็นการส่วนตัว อธิบายความต้องการ แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ตอบตกลงเพราะมองว่า “a great learning experience”
สองสัปดาห์ถัดมา วันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1957, Davis นำนักดนตรีสี่คนที่ร่วมทัวร์การแสดงยุโรป ประกอบด้วย (Saxophone) Barney Wilen, (Piano) René Urtreger, (Bass) Pierre Michelot, (Drum) Kenny Clarke นัดหมายที่ Le Poste Parisien studios ตอน 10 โมงเช้า นั่งคุยดื่มกันประมาณชั่วโมง จากนั้นเข้าห้องอัดสี่ชั่วโมง ตัดต่อสองชั่วโมง ออกจากสตูดิโอตอน 5 โมงเย็น ส่งต่อให้ผกก. Malle เลือกมาแทรกใส่หนังแล้วเสร็จเช้าวันถัดมา!
ในระยะเวลาเข้าห้องอัด 4 ชั่วโมงนั้น Davis ให้คำแนะนำนักดนตรีเพียงคำอธิบายโครงสร้าง/ทางเดินคอร์ด (Chord Progression) รายละเอียดที่เหลือคือให้อิสระในการดั้นสด (Improvised) โดยไม่มีการสร้างทำนองใดๆขึ้นมาก่อน … แนวทางดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Modal Jazz รากศัพท์มาจากคำว่า Mode หมายถึงสเกลเสียงที่แฝงอยู่ในสเกลพื้นฐาน ไม่ใช่แบบ Major, Minor เป็นการจัดเรียงตัวโน้ตอีกแบบ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนศูนย์กลางสเกลที่มีอยู่, การใช้ Mode ย่อมให้ความรู้สึกและผลลัพธ์แตกต่างกันไป เปิดโอกาสให้นักดนตรีมีอิสระในการดั้นสดมากขึ้น พลิกโฉมหน้าของสไตล์เพลง Jazz กลายเป็นดนตรีที่ยากแก่การคาดเดา
Davis only gave the musicians a few rudimentary harmonic sequences he had assembled in his hotel room, and, once the plot was explained, the band improvised without any precomposed theme, while edited loops of the musically relevant film sequences were projected in the background.
การดั้นสดดนตรี Jazz มันช่างสอดคล้องเข้ากับแนวคิดภาพยนตร์โดยสันชาติญาณ (cinema of instinct) สิ่งต่างๆมีการผันแปรเปลี่ยน มิอาจคาดเดา อะไรก็บังเกิดขึ้นได้ ภายในกรอบอารมณ์ “dour and somber”
Florence sur les Champs-Élysées แปลว่า Florence on the Champs-Élysées ได้ยินเพียงเสียงเป่า Trumpet ของ Davis สะท้อนอารมณ์ห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว สิ้นหวังของหญิงสาว Florence ขณะก้าวเดินอย่างเรื่อยเปื่อยบนท้องถนน Champs Élysées ดวงตาเลื่อนลอยราวกับคนไร้จิตวิญญาณ ข้ามถนนไม่มองซ้ายขวา รถยนต์โฉบเฉี่ยวไปมา รู้สึกเหมือนคนไร้ค่า ตายไปเสียยังดีกว่า
มองผิวเผิน Elevator to the Gallows (1958) นำเสนอเรื่องราวความซวยซ้ำซวยซ้อนของชายติดอยู่ในลิฟท์ ไม่สามารถหาหนทางหลบหนี แล้วโดนสวมรอยคดีฆาตกรรม ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็หาใช่บริสุทธิ์ไร้มลทิน ก่อนหน้านี้เพิ่งลอบสังหารหัวหน้า/สามีของชู้รัก … อาจเรียกว่าโชคชะตาเล่นตลก ผลกรรมติดตามทันควัน
แต่หนังมีรายละเอียดที่ผกก. Malle เคลือบแอบแฝงอยู่พอสมควร อย่างแรกคือเหตุผลการฆาตกรรม ไม่ใช่แค่ Florence ขอให้ชู้รัก Julien ลอบสังหารสามี จัดฉากฆ่าตัวตายหวังฮุบมรดก แล้วเราสองจักได้ครองคู่อยู่ร่วมโดยไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป, มันยังมีประเด็นว่า Simon (สามีของ Florence) คือนักธุรกิจที่ร่ำรวยจากการสงคราม ขณะที่ Julien คือทหารผ่านศึก อดีตสมาชิกกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เคยเข้าร่วม First Indochina War (1946-54) ชัดเจนว่ามีอคติต่อต้านพวกแสวงหาผลประโยชน์จากสงคราม
Elevator and The Lovers take place in a specific political context – the death throes of the French Fourth Republic (1946-58). France was just coming out of the war in Indochina (1946-54), which had been very traumatic, and was entering the Algerian War (1954-62) which led to the collapse of the republic and paved the way for De Gaulle’s rise to power. Politicians were besieged with accusations. It seemed the French no longer believed in their government, and the administration kept changing hands.
Louis Malle
ขณะที่ Louis & Véronique คือตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่รับรู้ประสีประสา แต่ได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์การเมือง สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression) และสงครามไม่รู้จักจบจักสิ้น ทำให้พวกเขาสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบ/รัฐบาล เต็มไปด้วยอคติต่อชนชั้นกลาง (Upper-Middle Class) โหยหาอิสรภาพชีวิต กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ นั่นคือเหตุผลการลักขโมยรถหรู แต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพียงขับวนไปวนมา ท้าซิ่งพิสูจน์ตนเอง ปลอมแปลงเป็นคนอื่น (วัยรุ่นยุคนั้นยังไร้อัตลักษณ์ตัวตน) ไม่ชอบขี้หน้านักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน (อคติต่อ Nazi Germany ที่ยังไม่เสื่อมคลายลง) ก่อนพลั้งพลาดปืนลั่นโดยไม่ทันตั้งตัว
อีกสิ่งที่ผกก. Malle เคลือบแฝงในสี่ตัวละครหลัก พวกเขาและเธอต่างสะท้อน ‘psyche of the nation’ ของชาวฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษนั้น
- Julien Tavernier ติดอยู่ในลิฟท์ ล่องลอยอยู่กึ่งกลาง ไม่สามารถดิ้นรนทำอะไร ชีวิตไร้หนทางออก
- Florence Carala หมดศรัทธาต่อชายคนรัก (ทั้งสามีและชู้รัก) ก้าวเดินอย่างเรื่อยเปื่อย ในสภาพห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว ตกอยู่ในความสิ้นหวังอาลัย
- Louis วัยรุ่นอารมณ์ร้อน เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ แต่ลักขโมยรถแล้วไม่รู้จะทำอะไร ไร้เป้าหมายชีวิต ขับเวียนวนไปวนมา จนเมื่อถูกท้าแข่งรถ พยายามพิสูจน์การมีตัวตน แสดงออก/โต้ตอบโดยสัญชาติญาณ
- Véronique เป็นคนใจง่าย ใครชวนทำอะไรก็ทำตาม ไร้อัตลักษณ์ตัวตน ไม่มีความครุ่นคิดอ่านของตนเอง
จะว่าไปการกระทำ/อาชญากรรมของทั้งสี่ล้วนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ Julien & Florence (หลังฆาตกรรมสามี)จักสามารถครองคู่อยู่ร่วม, Louis & Véronique (หลังลักขโมยรถหลบหนี)จักได้รับอิสรภาพชีวิต, แต่ท้ายที่สุดทุกคนต่างถูกจับกุม ไม่มีใครรอดพ้นความผิด ติดคุกติดตาราง อนาคตช่างดำมืดสนิท … ฝรั่งเศสก็คงเฉกเช่นกัน
ทีแรกผมครุ่นคิดว่า Julien หรือ Louis อาจคือตัวตายตัวแทนของผกก. Malle แต่หลังจากครุ่นคิดไปมาก็พบว่าเราสามารถเหมารวมตัวละครทั้งสี่ สะท้อนทัศนคติของเขาต่อฝรั่งเศสยุคสมัยนั้น ภาพสงครามยังตราฝังจิตใจ พอเติบโตขึ้นก็รับรู้ว่าตนเองอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถทำอะไร หมดสิ้นศรัทธาต่อระบบ/รัฐบาล เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น (ตอนสร้างหนังเรื่องนี้ผกก. Malle เพิ่งอายุเพียง 25 ปี) ระบายอารมณ์คลุ้มคลั่ง-สิ้นหวังผ่านสื่อภาพยนตร์
ตอนออกฉายหนังได้เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม ในฝรั่งเศสมียอดจำหน่ายตั๋วสูงถึง 1,917,045 ใบ ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม และยังสามารถคว้ารางวัล Prix Louis Delluc
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 2K โดยสตูดิโอ Gaumont ร่วมกับ Criterion Collection เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2018 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel
หวนกลับมารับชมคราวนี้ไม่ได้ทำให้ผมชื่นชอบหนังขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แต่เริ่มเข้าใจแนวคิดของผกก. Malle ภาพยนตร์โดยสันชาติญาณ (cinema of instinct) เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์ผิดหวังในรักของ Jeanne Moreau และลีลาดั้นสดแจ๊สของ Miles Davis … แอบแปลกใจพวกนักวิจารณ์ที่ไม่นับรวม Elevator to the Gallows (1958) และผกก. Malle คือส่วนหนึ่งของยุคสมัย French New Wave
จัดเรต 13+ กับคดีฆาตกรรม บรรยากาศหนังนัวร์
คำโปรย | Ascenseur pour l’échafaud เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์ผิดหวังในรักของ Jeanne Moreau และลีลาดั้นสดแจ๊สของ Miles Davis
คุณภาพ | โมแดลแจ๊ส (Modal jazz)
ส่วนตัว | ล่องลอย
Elevator to the Gallows (1958)
: Louis Malle ♥♥♥♥
(4/8/2017) ชายผู้โชคร้ายคนหนึ่ง ถูกขโมยรถ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ทั้งๆตัวเองติดอยู่ในลิฟท์ขณะไฟดับ แต่ข้อแก้ต่างนี้ฟังขึ้นที่ไหน!, หนังนัวร์ขาว-ดำ เรื่องแจ้งเกิดให้ผู้กำกับ Louis Malle และ Jeanne Moreau แถมด้วยบทเพลง Jazz ค้างฟ้าของ Miles Davis
ถึงนี่จะเป็นภาพยนตร์ Feature Length (ที่ไม่ใช่สารคดี) เรื่องแรกของผู้กำกับ Louis Malle สร้างขึ้นในยุคเริ่มต้นของ French New Wave แต่ทั้งตัวผู้กำกับและหนังเรื่องนี้ไม่จัดเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนะครับ, ด้วยเหตุผลว่า Malle ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักวิจารณ์ Cahiers du cinéma และความที่บ้านรวย เลยไม่ต้องทำหนังแบบพอมีพอกิน ตามมีตามเกิด ใช้ลวดลีลามากมายตระการตา กระนั้นหนังของ Malle ถือว่าทรงอิทธิพล ยิ่งใหญ่ ร่วมสมัย และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้สร้างหนังรุ่นใหม่ รวมทั้ง French New Wave อีกด้วย
Louis Marie Malle (1932 – 1995) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Thumeries, Nord ในครอบครัวฐานะร่ำรวย, ตอนหนุ่มมีความสนใจเรียนสังคมศาสตร์ (Political Science) แล้วเปลี่ยนมาเรียนสาขาภาพยนตร์ที่ IDHEC แทน
เรียนจบได้งานเป็นตากล้องและผู้ช่วย Jacques Cousteau สร้างสารคดีเรื่อง The Silent World (1956) คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และ Oscar: Best Foreign Language Film แม้เจ้าตัวจะมอบเครดิตให้กับ Cousteau ทั้งหมด แต่ในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์หน้าใหม่ ต้องถือว่าน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นได้ฝึกงาน เป็นผู้ช่วย Robert Bresson สร้างหนังเรื่อง A Man Escape (1956) ซึ่งก็ได้นำอิทธิพลแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาใช้สร้างภาพยนตร์เรื่องแจ้งเกิดให้กับตัวเอง
ผลงานเด่นๆของ Malle อาทิ The Lovers (1958), Le Feu follet (1963), Lacombe, Lucien (1974), Atlantic City (1981), Goodbye, Children (1987) ฯ
Ascenseur pour l’échafaud ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Elevator (1956) ของ Noël Calef นักเขียนสัญชาติ Bulgarian-French เป็นบทภาพยนตร์โดย Louis Malle กับ Roger Nimier
เรื่องราวของ Florence Carala (รับบทโดย Jeanne Moreau) ภรรยาของพ่อค้าอาวุธ Simon Carala (รับบทโดย Jean Wall) ลักลอบมีชู้กับผู้ช่วยมือขวา Julien Tavernier (รับบทโดย Maurice Ronet) อดีตนักกระโดดร่มชูชีพ ทหารผ่านศึก Indochina พวกเขารักกันมากจนวางแผนลอบสังหารสามี แต่เพราะความสะเพร่าทำให้ตัวเขาติดอยู่ในลิฟท์ไม่สามารถหนีออกได้
ขณะเดียวกันรถของ Julien ที่บังเอิญสตาร์ทติดไว้ ถูกชายหนุ่ม Louis (รับบทโดย Georges Poujouly) และหญิงสาวขายดอกไม้ Véronique (รับบทโดย Yori Bertin) แอบขึ้นรถแล้วขับขโมยหนีหาย ก่อนไปก่อเรื่องฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาว German ที่ Motel แห่งหนึ่งนอกเมือง, เช้าวันถัดมา เมื่อ Julien สามารถออกจากลิฟท์ได้แล้ว ก็ถูกหมายหัวจับกุมจากคดีที่ตนไม่ได้ก่อ แต่อาจถือว่าเป็นกรรมตามทันเพราะกระทำความผิดอีกคดีหนึ่ง
Jeanne Moreau (1928 – 2017) นักแสดงหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เติบโตขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, ตอนอายุ 16 เกิดความสนใจด้านการแสดง เข้าเรียนร้องเล่นเต้นที่ Conservatoire de Paris จากนั้นเป็นนักแสดงละครเวที แจ้งเกิดกับภาพยนตร์เรื่อง Elevator to the Gallows (1958) ของผู้กำกับ Louis Malle โด่งดังที่สุดคงเป็น Jules et Jim (1962) ของผู้กำกับ François Truffaut
รับบท Florence Carala ภรรยาสาวที่มีความเบื่อหน่ายในสามี ตกหลุมรักคลั่งไคล้กับชู้หนุ่ม ขอให้เขาลอบสังหาร (Perfect Crime) เพื่อทั้งคู่จะได้ไม่มีก้างขวางคอ แต่ไม่มีการกระทำชั่วร้ายใดในโลกจะสำเร็จผลโดยไม่มีปัญหา การเงียบหายไปของคนรัก ทำให้เธอกระวนกระวายใจ นั่งนิ่งทนรออยู่ไม่ได้ ต้องออกเดินๆๆ ทรมานตัวเองไม่มีจบสิ้น จนกว่าได้รู้ความจริงจะไม่มีวันหยุดพักผ่อน
การแสดงของ Monreau เห็นแล้วทุกข์ทรมานสิ้นดี เพราะการเดินๆๆ แบบไม่มีหยุดหย่อนพัก แสดงถึงความคิดจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ล่องลอยไร้แก่นสารเป้าหมาย ราวกับชีวิตถึงคราจบสิ้น ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป ผิดหวังในรัก ผิดหวังในตัวเอง, นี่เป็นบทที่ยาก แต่ Monreau ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจากภายในได้อย่างลึกล้ำ
เกร็ด: เหมือนว่าเพราะบทบาทการแสดงนี้ ผู้กำกับ Michelangelo Antonioni จึงเลือก Monreau ให้มาแสดงในหนังเรื่อง La Notte (1961) ที่ก็มีแต่เดินๆๆ เช่นกัน
Malle เลือก Monreau หลังจากเห็นการแสดงของเธอในละครเวที Cat on a Hot Tin Roof ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันอีกหลายครั้ง อาทิ The Lovers (1958), The Fire Within (1963), Viva Maria! (1965) ฯ หลายคนคงคาดเดาได้ว่าทั้งสองเป็นคู่รักกันด้วย แต่เพราะ Monreau มี Truffaut ที่ตกหลุมรักพร้อมๆกัน เหตุการณ์จึงเป็นรักสามเส้าแบบ Jules et Jim (1962) ไม่ผิดเพี้ยน
Maurice Ronet (1927 – 1983) นักแสดง ผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Nice, Alpes Maritimes พ่อแม่เป็นนักแสดงละครเวที ทำให้ตอนอายุ 14 ขึ้นเวทีร่วมกับครอบครัวเป็นครั้งแรก โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงที่ Centre du Spectacle de la Rue-Blanche ตามด้วย Paris Conservatoire มี Jean-Louis Barrault เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ผลงานการแสดงเรื่องแรก Rendez-vous de juillet (1949) ของผู้กำกับ Jacques Becker เห็นว่าบทบาทนี้เขียนขึ้นเพื่อ Ronet โดยเฉพาะ
ผลงานเด่น อาทิ The Talented Mr. Ripley (1960), Purple Noon (1960), Le feu follet (1963), Le scandale (1966), La femme infidèle (1968)
รับบท Julien Tavernier ชู้รักของ Florence ที่ยินยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอ แต่เพราะความซวยหรือกรรมตามทัน ทำให้เขาติดอยู่กึ่งกลางระหว่างลิฟท์ขณะไฟดับ ไม่สามารถหาทางแทรกตัวออกไปได้ ซึ่งระหว่างนั้นชื่อของเขาก็ถูกนำไปใช้ กลายเป็นฆาตกรโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าของ Ronet มีความเคร่งเครียดจริงจัง คงเพราะความร้อนรนจากการลงมือฆาตกรรม ทำให้เกิดความประมาทเลินเล่อ หลงลืมโน่นนี่นั่นจนเกิดความผิดพลาดรุนแรง,
Georges Poujouly (1940 – 2000) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส จากเด็กน้อยที่มีชื่อเสียงจาก Forbidden Games (1952), Les Diaboliques (1955), And God Created Woman (1956) กับหนังเรื่องนี้อายุ 18 เติบโตเป็นหนุ่มหล่อเร้าใจทีเดียว
รับบท Louis เด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อึดอัด เบื่อหน่ายต่อโลกสังคมและชีวิต นี่เป็นสภาพทางจิตใจที่พบเจอได้บ่อยๆ คล้ายๆตัวละครของ James Dean เรื่อง Rebel Without a Cause (1955) ต้องการค้นหาความเป็นตัวของตนเอง แต่เมื่อไม่พบก็แสดงความก้าวร้าว โมโหโทโส ต่อทุกสิ่งรอบข้าง
ทั้งตัวละคร Louis และ Poujouly ต่างเป็นคนที่น่าเห็นอกเห็นใจ ชีวิตเติบโตขึ้นหลังสงครามโลก พบเจอยุคสมัยโรคระบาด Great Depression กับคนที่สามารถดิ้นรน ปรับเอาตัวรอดได้กับสังคมแบบนี้มีน้อยนัก, Poujouly พอพ้นวัย 20 ก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการแสดงยุคสมัยใหม่ได้ ผันตัวไปเป็นนักแสดงละครโทรทัศน์ ให้เสียงอนิเมชั่น หายหน้าหายตาจากวงการไปเลย
Yori Bertin (เกิดปี 1940) นักแสดงหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Bidart, Pyrénées-Atlantiques ในครอบครัวศิลปินนักออกแบบ, ปู่ทวดเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ Opéra de Paris พ่อเป็นนักออกแบบภายใน แม่เขียนบทความลงนิตยสารออกแบบ ฯ, ตั้งแต่เด็กสนใจการเต้น แต่ก็เปลี่ยนมาเป็นการแสดง เริ่มต้นจากละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Les Amants de Montparnasse (1958) เป็นชีวประวัติปีสุดท้ายของจิตรกร Amedeo Modigliani
รับบท Véronique แฟนสาวของ Louis รักมากจนให้อภัยทุกอย่าง แม้ตอนแรกจะไม่เต็มใจกับการกระทำขโมยรถของเขา แต่เธอเป็นตัวตั้งตัวตีในการปลอมชื่อเป็น Julien Tavernier
ขณะที่ Louis ผ่านช่วงเวลา Great Depression อย่างยากลำบาก Véronique กลับโลกสวยไร้เดียงสา ยิ้มแย้มแจ่มใส การมีตัวตนของเธอทำให้หนังมีชีวิตชีวา สดชื่นร่าเริง ไม่เคร่งเครียดเกินไป น่าเสียดาย Yori Bertin อยู่ในวงการไม่นาน ย้ายไปอยู่อเมริกา แต่งงาน และทำงานเป็นนักออกแบบตามรอยครอบครัวของเธอ
ถ่ายภาพโดย Henri Decaë ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของ Jean-Pierre Melville, Louis Malle, Claude Chabrol มีผลงานเด่นอย่าง The 400 Blows (1959), Les Sept péchés capitaux (1962), La Ronde (1964), Le Samouraï (1967) ฯ
สไตล์งานภาพของหนังเรื่องนี้ Malle ได้อิทธิพลพอสมควรจากหนังของ Robert Bresson ทั้งการเคลื่อนไหว ทิศทาง มุมกล้อง Close-Up เรียกว่าเก็บรายละเอียดเล็กๆของการเคลื่อนไหวอย่างครบถ้วน,
ฉากแรกของหนัง Close-Up ใบหน้าของสองตัวละครหลัก Julien และ Florence ตัดสลับไปมาพร้อมกับ Opening Credit นี่เปรียบได้กับการประจันหน้าซึ่งกันและกัน ยืนยันความรู้สึก และสิ่งที่พวกเขากำลังจะทำต่อไป
ไฮไลท์งานภาพคือแสงไฟจากร้านค้า ที่ฉายอาบใบหน้าของ Julien ขณะเดินล่องลอยอย่างไร้แก่นสานไปตามท้องถนน กล้องเคลื่อนติดตาม (Tracking Shot) นี่ชวนให้ผมระลึกถึงหนังเรื่อง The Lost Weekend (1946) แต่นั่นตัวละครล่องลอยเพราะขาดสุรา ส่วนเรื่องนี้ล่องลอยเพราะขาดความรัก
ตัดต่อโดย Léonide Azar หนังมี 3 เรื่องราวเล่าคู่ขนาน แต่พวกเขาจะแค่พบเจอผ่านตา แทบไม่ได้พูดคุยสื่อสารกันเท่าไหร่ (Julien กับ Florence ไม่ได้พบเจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ)
– เรื่องราวของ Julien เสียเวลาส่วนใหญ่ติดอยู่ในลิฟท์
– เรื่องราวของ Florence เสียเวลาส่วนใหญ่กับการเดินไร้จุดหมาย
– เรื่องราวของคู่รักหนุ่มสาว Louis กับ Véronique ขับรถเล่นอย่างไร้จุดหมาย, พอได้เข้าพัก Motel ก็ได้สนทนาเรื่อยเปื่อย, กระทำการอันไร้สาระ, และช่วงท้ายมองว่าชีวิตไร้ค่าจึง…
โดดเด่นมากๆเรื่องความต่อเนื่อง ส่งไม้ต่อ Julien เดินลงมาสตาร์ทรถ คู่รักหนุ่มสาว Louis กับ Véronique กำลังจีบกันอยู่เบื้องหลัง เมื่อ Julien รีบร้อนย้อนกลับไป Louis กระโดดขึ้นรถ ขับขโมยนี้ ผ่านหน้า Véronique ที่นั่งรออยู่, ดูเป็นความสัมพันธ์ที่ยุ่งเยิง ขณะเดียวกันก็สามารถเรียงร้อยลำดับสานต่อได้อย่างลงตัว
เพลงประกอบ ทรัมเป็ต/Jazz เพราะๆของ Miles Davis (1926 – 1991) นักดนตรีผิวสีสัญชาติอเมริกัน ที่จะทำให้คุณโหยหวน ล่องลอย อ้างว้าง ซึมเศร้า ทุกข์ทรมาน อาจถึงขั้นน้ำตาเล็ดไหล ความไพเราะตราตรึงของบทเพลง ถือว่าระดับ Groundbreaking เลยละ
เรื่องราวของหนังเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวละครทั้งหลายต่างสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้น
– Simon Carala สามีของ Florence เป็นนายหน้าค้าอาวุธ เขาจะทำธุรกิจได้เช่นไรถ้าโลกไม่มีสงคราม
– Julien Tavernier นักกระโดดร่มแห่งโชคชะตา เสี่ยงดวงต้องการหนีออกจากธุรกิจ(สงคราม)นี้ แต่กลับติดอยู่กึ่งกลางลิฟท์ ไม่สามารถหาทางหนีออกไปได้
– การเดินของ Florence ล่องลอยโหยหาสิ่งยึดเหนี่ยว อาจแทนได้ด้วย จิตวิญญาณของผู้คนหลังสงครามโลก ที่เคว้งคว้าง เรื่อยเปื่อย ไร้เป้าหมาย
– เด็กชายหนุ่ม Louis ที่เติบโตขึ้นช่วงหลังสงครามโลก แต่กลับได้รับผลกระทบจาก Great Depression รู้สึกชีวิตไร้ค่า ต้องการกระทำบางสิ่งอย่าง เพื่อค้นหาเป้าหมายของตนเอง
– นักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ทั้งๆที่สงครามก็จบสิ้นไปสักพักใหญ่แล้ว แต่ยังคงถูกมองเป็นผู้ร้าย
สิ่งของสัญลักษณ์อย่าง รถที่ขโมย, เสื้อโค้ท, อาวุธปืน, บทเพลง Jazz ฯ สังเกตว่าล้วนเป็นของชาติอเมริกัน ซึ่งเราสามารถมองเป็นนัยว่าคือ อิทธิพลของการการครอบคลุม คลอบงำ ทั้งแนวคิด การแสดงออกและวิถีปฏิบัติ ที่ส่งผลต่อชาวฝรั่งเศส
ใจความของหนังเป็นการสะท้อนสถานะของฝรั่งเศส/ยุโรป หลังผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาน่าจะเกิน 10 ปี ผลกระทบ/ความคิดที่เกิดขึ้นต่อสภาพจิตใจของผู้คน จนป่านนี้ประเทศเรายังไม่สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้เท่าไหร่ แต่กลับได้รับอิทธิพลภายนอกมากมายโดยเฉพาะจากชาติอเมริกา
ด้านมืดในจิตใจของมนุษย์ มักมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะสงครามที่ส่งอิทธิพลไม่ใช่แค่กับผู้เข้าร่วม ผ่านมาในช่วงเวลานั้น แต่ยัง Generation ถัดมา ผลกระทบจากความถดถอยของสังคม เศรษฐกิจ ความคิด ค่านิยม, ไม่แน่ใจผมเคยอ่านเจอจากไหน ‘เกิดสงครามใหญ่ขึ้นครั้งหนึ่ง ส่งผลกระทบนานนับศตวรรษ’ หนังเรื่องนี้แค่ทศวรรษเดียวผ่านมาเองนะครับ
ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ กับ direction ของผู้กำกับ ที่ลีลาเร้าใจ ลูกเล่นมีชั้นเชิง เทคนิคตระการตา แม้ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Malle ผมยังมองไม่เห็นชัดนัก แต่ก็รับรู้ได้ว่าคือเขาคือหนึ่งในผู้กำกับยอดฝีมือแห่งยุค
แนะนำกับคอหนังนัวร์ ชื่นชอบแนวสะท้อนตีแผ่ด้านมืดในจิตใจมนุษย์ ผลกระทบจากสงครามโลก, หลงใหล ทรัมเป็ต Jazz ของ Miles Davis, แฟนๆผู้กำกับ Louis Malle และนักแสดงนำ Jeanne Moreau ห้ามพลาดเด็ดขาด
จัดเรต 13+ กับบรรยากาศ ฆาตกรรม และความตึงเครียด



ใส่ความเห็น