Fahrenheit 9/11 (2004)

Fahrenheit 9/11

Fahrenheit 9/11 (2004) hollywood : Michael Moore ♥♥♥

จากเคยได้รับคำชมล้นหลาม ต่อการตีแผ่เบื้องหลังความจริงบ้าง-ไม่จริงบ้างของ ปธน. George W. Bush ต่อสงครามอิรัก จนสามารถคว้ารางวัล Palme d’Or แถมกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีทำเงินสูงสุด แต่กาลเวลาทำให้ทัศนคติสุดโต่งซ้ายจัดของ Michael Moore ดูไม่ค่อยน่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่

แม้แต่ Quentin Tarantino ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลของเทศกาลหนังเมือง Cannes ปีนั้น หลายปีถัดมาให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็น

“That was a movie of the moment!”

–  Quentin Tarantino

แต่ชัยชนะรางวัล Palme d’Or ได้รับคำยืนยันจาก Tarantino ไม่ใช่เพราะหนังเกี่ยวกับการเมือง หรือได้รับการยืนปรบมือ 15-20 นาที (ยาวนานสุดในประวัติศาสตร์เทศกาล)

“I just want you to know it was not because of the politics that you won this award. You won it because we thought it was the best film that we saw”.

บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยชื่นชอบสารคดีลักษณะนี้สักเท่าไหร่ มันดูเหมือน ‘Modern Propaganda Film’ ภาพยนตร์ที่พยายามโน้มน้าว ชี้ชักนำ ชวนเชื่อให้เห็นพ้องคล้องตาม ไปกับข้ออ้างหลักฐาน สมมติฐานผู้สร้าง โดยไร้ซึ่งความเป็นกลาง นำเสนออีกด้านมุมข้อเท็จจริง และให้อิสระผู้ชมครุ่นคิดตัดสินด้วยตัวตนเอง


Michael Francis Moore (เกิดปี 1954) นักข่าว/นักเคลื่อนไหว/ผู้กำกับสร้างสารคดี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Flint, Michigan, ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบการแสดงและโต้วาที ได้เป็นสมาชิก Boy Scouts of America ประดับยศ Eagle Scout โตขึ้นเข้าเรียน University of Michigan–Flint แต่แค่ปีเดียวก็ออกมาก่อตั้งนิตยสารรายสัปดาห์ The Flint Voice ก่อนเปลี่ยนเป็น The Michigan Voice หลังจากถูกนายทุนถอนตัวให้ต้องปิดกิจการ ได้ทำงานบรรณาธิการ Mother Jones แต่แค่สี่เดือนก็ถูกไล่ออก ยื่นฟ้องผิดสัญญาได้เงินค่าปิดปาก $58,000 เหรียญ นำมาสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรก Roger & Me (1989) ได้รับคำชมพอสมควร, Bowling for Columbine (2002) คว้ารางวัล Oscar: Best Documentary Feature, โด่งดังสุดก็คือ Fahrenheit 9/11 (2004)

จุดเริ่มต้นของ Fahrenheit 9/11 ก็คงตามชื่อ เกิดขึ้นหลังจากเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001 การโจมตีพลีชีพสี่ครั้งของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงอัลกออิดะฮ์ (al-Qaeda) จี้เครื่องบินโดยสาร สองลำแรกพุ่งชนตึกแฝด World Trade Center, Manhattan ตามด้วยอาคารเพนตากอน, Virginia และลำที่สี่ United Airline Flight 93 ตกบริเวณใกล้กับ Shanksville, Pennsylvania ก่อนถึงเป้าหมายพุ่งชนอาคารรัฐสภา, Washington D.C.

คงเป็นคำถามที่ค้างคาใจผู้กำกับ Moore หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมดังกล่าว ทำไมผู้นำประเทศ ปธน. George W. Bush ดูจะไม่ใคร่สนใจ แคร์ยี่หร่า แสดงความจริงจังต่อการแก้ไขปัญหาก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเลยสักนิด?

หลายๆภาพยนตร์สารคดีก่อนหน้านี้ของผู้กำกับ Moore ได้รับทุนสร้างจาก Icon Productions บริษัทของ Mel Gibson แต่ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงกลับลำถอนตัวออกไป แต่ใช้เวลาไม่นานก็ได้สตูดิโอใหม่ Miramax Films และ Wild Bunch พร้อมจ่ายให้ $6 ล้านเหรียญ

เจ้าของ Miramax ขณะนั้นคือพี่น้อง Weinstein ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัด Walt Disney พอข่าวการสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไปเข้าหู CEO โทรเรียกตัว Harvey Weinstein สั่งให้ยกเลิกการสร้าง แต่ถูกข้ออ้างสตูดิโอแม่ไม่มีสิทธิ์เข้าแทรกแซงในกรณีทุนสร้างต่ำกว่าข้อตกลง (ไม่มีตัวเลขระบุ แต่คาดคิดว่าน่าจะ $10 ล้านเหรียญกระมัง)

Fahrenheit 9/11 นำเสนอเรื่องราวของ ปธน. George W. Bush แห่งพรรค Republican นับตั้งแต่ได้รับชัยชนะเหนือ Al Gore ผู้สมัครพรรค Democratic เมื่อการเลือกตั้งใหญ่ ค.ศ. 2000 พานผ่านเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ไปจนถึงประกาศทำสงคราม Iraq War วันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2003


หนังมีส่วนผสมของคลิปข่าว บทสัมภาษณ์ ตัดบางส่วนจากภาพยนตร์ (เพื่อใช้เปรียบเทียบ/ล้อเลียนถึง) และผู้กำกับ Michael Moore ลงสถานที่จริง เข้าไปมีส่วนร่วมหลายๆเหตุการณ์

การดำเนินเรื่องใช้เสียงบรรยายของ Moore เล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ชักชวนให้ผู้ชมตั้งข้อสังเกต บางครั้งอธิบายความคิด/สมมติฐานของตนเอง โดยมักมีลักษณะเสียดสี ล้อเลียน หรือใส่เข้ามาทางภาษาภาพยนตร์

หัวข้อใหญ่ๆของสารคดีประกอบด้วย
– อารัมบทการเลือกตั้ง
– ชีวิตประจำวันของ George W. Bush
– เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001
– เบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว Bush, ตระกูล bin Laden และประเทศ Saudi Arabia
– ประกาศสงครามกับ Afghanistan
– ประกาศกฎหมายใหม่ Patriot Act
– ประกาศสงคราม Iraq War
– เบื้องหลังแห่งชัยชนะ
– ปัจฉิมบท, ทำการทดลองค้นหา จะมีสมาชิกรัฐสภาคนไหนยินยอมให้บุตรหลานสมัครเป็นทหารไปสงครามอิรัคบ้าง?

ถึงผู้กำกับ Moore จะพยายามวางตัวเป็นกลางอยู่หลายครั้ง ไม่พูดชี้นำ ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตามจากภาพเนื้อหาที่นำเสนอ แต่วิธีการและสิ่งปรากฎผ่านภาษาภาพยนตร์ มันโดดเด่นชัดเจนเลยว่าได้สอดแทรกใส่ทัศนคติ ความคิดเห็น ตัวตนเองลงไปด้วย นี่ตั้งแต่อารัมบทการเลือกตั้ง คำพูดประโยคแรกของหนัง

“Was it all just a dream?”

นั่นคือความคิดเห็นส่วนตัว มุมมองของเขาต่อสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในยุคสมัย George W. Bush ได้รับการเลือกตั้งเป็น ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ช่วงของ Opening Credit ก็มีความโจ่งแจ้ง เด่นชัดเจนมากๆถึงการล้อเลียน ต่อต้าน ประชดประชัน, ตัดสลับไปมาระหว่างเครดิตผู้สร้าง กับภาพการแต่งหน้า ทำผม เล่นคิ้วหลิ่วตาของ ปธน. Bush และสมาชิกรัฐสภาฝั่ง Republican ขณะเตรียมตัวกำลังให้สัมภาษณ์ … นัยยะของการเริ่มต้นแบบนี้ คือการปั้นแต่งสีหน้า เตรียมพร้อมสวมหน้ากาก หลอกลวงประชาชน

ฟุตเทจที่ถือว่าทรงคุณค่ามากๆของสารคดีเรื่องนี้ คือวินาทีที่ George W. Bush รับทราบข่าวก่อการร้าย โจมตีตึก World Trade Center แทนที่จะมีอาการลุ่มร้อนรน แล้วเร่งรีบเดินทางกลับไปประกาศสภาวะฉุกเฉิน กลับวางตัวเพิกเฉยราวกับไม่มีอะไรบังเกิดขึ้น เสียงบรรยายของ Moore พยายามตั้งคำถาม ชักนำผู้ชมให้ครุ่นคิดตาม สีหน้าแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง? นี่ผู้นำประเทศไม่ใคร่แคร์ยี่หร่าต่อความเดือนร้อนของประชาชนในชาติบ้างเลยหรือ?

แซว: มันช่างเป็นความบังเอิญที่น่าทึ่งของภาพนี้ ด้านหลังมีชอล์กเขียนข้อความว่า “Reading Makes A Country Great!”

สำหรับบทเพลงประกอบ ต้องชมเลยว่าคัดเลือกสรรค์ได้อย่างมีสไตล์ (และยียวนกวนประสาท) ถ้าไม่ท่วงทำนองสะท้อนจังหวะอารมณ์ ก็เนื้อคำร้องเสียดสีล้อเลียนกับเหตุการณ์นั้นๆอย่างตรงไปตรงมา อาทิ
– ปธน. George W. Bush พบเห็นวันๆเอาแต่พักผ่อน เลยได้ยินบทเพลง Vacation (1982) ขับร้องโดย The Go-Go’s
– We Gotta Get Out of This Place (1965) แต่งโดย Barry Mann และ Cynthia Weil
– เมื่อ Bush คนพ่อ จับมือกับกษัตริย์ซาอุดิอาราเบีย Shiny Happy People (1991) ขับร้องโดย R.E.M.
– Main Theme จากหนังเรื่อง The Magnificent Seven (1960) แต่งโดย Elmer Bernstein ดังขึ้นเมื่อสหรัฐอเมริกาทำสงครามกับ Afghanistan
– Main Theme จากหนังเรื่อง Peter Gunn (1958) แต่งโดย Henry Mancini
– Santa Claus is Coming to Town (1934) ขับร้องโดย Bing Crosby and The Andrews Sisters เมื่อทหารอเมริกาออกลาดตระเวนอิรัคยามค่ำคืน(วันคริสต์มาส)
ฯลฯ

ชื่อหนัง Fahrenheit 9/11 ได้แรงบันดาลใจจากนวนิยาย Fahrenheit 451 (1953) แต่งโดย Ray Bradbury ที่นำเสนอมุมมอง Dystopian ต่ออนาคตของสหรัฐอเมริกา, ปรับเปลี่ยนแค่ตัวเลขข้างหลัง สื่อถึงเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน หรือที่ใครๆเรียกชื่อย่อ 9/11

แซว: เห็นว่า Ray Bradbury ผู้แต่ง Fahrenheit 451 ไม่ค่อยพึงพอใจการเลือกชื่อนี้ของผู้กำกับ Michael Moore สักเท่าไหร่


เมื่อตอน Fahrenheit 9/11 ใกล้เสร็จสิ้น Harvey Weinstein พยายามนำหนังไปฉายให้ผู้บริหาร Disney เพื่อปรับเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ แต่กลับกลายยิ่งหนักข้อขัดแย้งจนมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล (Disney เป็นสตูดิโอที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเด็กๆ และผู้ชมทุกเพศทุกวัย ซึ่งหนังเรื่องนี้มันสุดโต่งเกินไปเสียหน่อย)

ผลลัพท์สุดท้ายคือ Weinstein ก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า Fellowship Adventure Group (ก่อนต่อมาจะกลายเป็น The Weinstein Company) ร่วมกับ Lions Gate Entermaint และ IFC Films สามารถนำออกฉายในสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ

แต่ก่อนหน้านั้นก็เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Palme d’Or ถือเป็นครั้งที่สองของภาพยนตร์สารคดี ถัดจาก The Silent World (1956) Le monde du silence (1956) ของผู้กำกับ Jacques Cousteau และ Louis Malle

โดยปกติแล้วภาพยนตร์สารคดีมักไม่ทำเงินสักเท่าไหร่ แต่ Fahrenheit 9/11 (2004) กลับประสบความสำเร็จล้นหลาม ไต่ขึ้นอันดับหนึ่งทำเงินได้ $23.9 ล้านเหรียญ สิ้นสุดโปรแกรม $119.1 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $222.4 ล้านเหรียญ

จริงๆหนังถือเป็นตัวเต็งหนึ่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Documentary Feature แต่เนื่องจากระเบียบจำกัดไว้ว่า หลังจากเข้าโรงภาพยนตร์ ห้ามนำออกฉายสื่ออื่นระยะเวลา 9 เดือน  ซึ่งผู้กำกับ Moore มองว่ายาวนานเกินไปจึงยอมเสียสละสิทธิ์ เพราะต้องการให้สารคดีฉายโทรทัศน์ก่อนหน้าการเลือกใหญ่ปลายปี เผื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งสมัยสองของ George W. Bush (แต่ก็มิได้เป็นผลกระทบใดๆสักเท่าไหร่)

เกร็ด: กฎดังกล่าวถูกยกเลิกในปีถัดมา แต่ก็ได้สร้างข้อตกลงใหม่ จะฉายโทรทัศน์เลยก็ได้ แต่ต้องเข้าฉายโรงภาพยนตร์อย่างน้อย 25 แห่ง และขั้นต่ำ 15 รัฐ ถึงมีสิทธิ์เข้าร่วมชิงชัย Oscar

ผมว่าไม่มีใครอยากรับชมภาคต่อของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้หรอกนะครับ แต่ไปการมาถึงของ ปธน. Donald Trump แทบจะดำเนินเดินตามรอยเท้า เลยมิใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดใจสำหรับผู้กำกับ Moore จะขอสร้าง Fahrenheit 11/9 (2018) แต่ก็เป็นไปได้ยากจักประสบความสำเร็จเทียบเท่า

ส่วนตัวบอกเลยว่าไม่ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ เบื่อหน่ายในอคติสุดโต่ง แม้มันอาจเป็นความจริง/สิ่งถูกต้องทั้งหมดก็เถอะ เพราะทำให้ผู้ชมขาดวิจารญาณในการครุ่นคิด เกิดความเข้าใจปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวตนเอง

กาลเวลาทำให้คุณค่าของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เสื่อมถดถอยลง เพราะมันเพียงบันทึกประวัติศาสตร์/สมมติฐานความคิดเห็นผู้สร้างช่วงขณะหนึ่ง เมื่อหลักฐานใหม่ปรากฎ, George W. Bush ครบวาระดำรงตำแหน่ง, ทศวรรษหน้าความทรงจำต่อ 9/11 ค่อยๆเลือนลางหาย, และศตววรษถัดไปไม่มีใครจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้ … Fahrenheit 9/11 คงจะกลายเป็นแค่หนังแห่งช่วงเวลาเท่านั้นเอง

แนะนำคอหนังการเมือง(สหรัฐอเมริกา), ใคร่สนใจแนวคิด สมมติฐานก่อการร้าย เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001, คนทำสารคดี ลองศึกษาวิธีการครุ่นคิด ถ่ายทอดนำเสนอของผู้กำกับ Michael Moore น่าจะได้ประโยชน์ล้นหลาม

จัดเรต 18+ กับทัศนคติสุดโต่ง ภาพความรุนแรง สงคราม และความตาย

คำโปรย | Fahrenheit 9/11 คือโลกทัศน์ด้านเดียวของผู้กำกับ Michael Moore ยอดเยี่ยมเมื่อตอนออกฉาย เสื่อมคลายเมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน
คุณภาพ | เคยยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | ไม่ชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of