Election (1999)

Election

Election (1999) hollywood : Alexander Payne ♥♥♥♥

การเลือกตั้งประธานนักเรียน ที่สื่อได้ถึงการ’เลือก’ใช้ชีวิต ระหว่างทำทุกสิ่งอย่างเพื่อชัยชนะโดยไม่สนถูกผิด หรือปล่อยให้อะไรๆเกิดขึ้นดำเนินไปตามโชคชะตา, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

แน่นอนว่าการเลือกตั้งประธานนักเรียน สามารถสะท้อนถึงระดับมหภาคของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน/วุฒิสภา นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดี, ขณะเดียวกันก็ยังย่อหดระดับจุลภาค ถึงการ’เลือก’ใช้ชีวิต กระทำสิ่งดี-ชั่ว ถูก-ผิด ยึดหลักศีลธรรม-อ้างผลประโยชน์ ก็อยู่ที่ตัวคุณเองจะตัดสินใจเข้าข้างฝั่งไหน

Election ถือเป็นภาพยนตร์ทรงคุณค่าเกือบๆถึงระดับ Masterpiece จัดจ้าน สไตลิสต์ เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ลายเซ็นต์ผู้กำกับ Alexander Payne -เพิ่งผลงานลำดับที่สองเองนะเนี่ย!- และเรื่องราวแฝงข้อคิดการเลือกใช้ชีวิต พร้อมเสียดสีโลกทุกวันนี้ได้อย่างเจ็บแสบ ตรงไปตรงมา


Constantine Alexander Payne (เกิดปี 1961) ผู้กำกับ/เขียนบท สร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Omaha, Nebraska ต้นตระกูลเป็นชาวกรีก โตขึ้นเข้าเรียน Brownell-Talbot School ตามด้วย Creighton Prep เข้าชมรมหนังสือพิมพ์ เขียนคอลัมน์ตลก และเป็นบรรณาธิการหนังสือ Yearbook, ต่อด้วย Standord University จบสาขาภาษาสเปนและประวัติศาสตร์ จากนั้นเข้าเรียนภาพยนตร์ยัง UCLA School of Theater, Film and Television ทำ Thesis เรื่อง The Passion of Martin (1990) เข้าตาสตูดิโอ Universal จับเซ็นสัญญาพัฒนาบท About Schmidt แต่กลับถูกบอกปัดปฏิเสธ เลยซุ่มพัฒนา Citizen Ruth (1996) เข้าฉายเทศกาล Sundance Film Festival

Payne มีความชื่นชอบหลงใหลนวนิยาย Election (1998) แต่งโดย Tom Perrotta นักเขียนสัญชาติอเมริกา ที่มีอีกผลงานเด่นคือ Little Children (2004) รีบร้อนติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงตั้งแต่มกราคม 1997 ก่อนหน้าจะรวมเล่มตีพิมพ์เสียอีก!

Perrotta ได้แรงบันดาลใจนวนิยายเรื่องนี้จากสองเหตุการณ์ใหญ่ๆ
– การเลือกตั้งใหญ่ประจำปี 1992, ผู้สมัคร Bill Clinton จากพรรค Democratic สามารถเอาชนะ ปธน. George H. W. Bush ในการลงชิงชัยสมัยสองในนามพรรค Republican และมี Ross Perot ตัวแทนพรรค Independent เป็นมือที่สาม
– ในปีเดียวกันนั้นที่ Memorial High School ณ Eau Claire, Wisconsin มีนักเรียหญิงซึ่งตั้งกำลังครรภ์ ได้รับเลือกให้เป็น ‘Homecoming Queen’ แต่บรรดาครูอาจารย์กลับประกาศผู้ชนะคนอื่น แล้วเผาใบลงคะแนนเพื่อทำลายผลโหวต

Payne ร่วมงานดัดแปลงบทภาพยนตร์กับ Jim Taylor นักเขียนขาประจำตั้งแต่ Citizen Ruth (1996) ตามด้วย About Schmidt (2002), Sideways (2004) ฯ

เรื่องราวมีพื้นหลัง Omaha, Nebraska ครูหนุ่ม Jim McAllister (รับบทโดย Matthew Broderick) ที่แม้ปากอ้างว่ามีความสุขในการสอนหนังสือ และชีวิตแต่งงานที่สมบูรณ์แบบ แต่การมาถึงของ Tracy Enid Flick (รับบทโดย Reese Witherspoon) นักเรียนสาวไฟแรงต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานนักเรียน ทำให้เขาหงุดหงิดหัวเสีย ไม่ต้องการคนที่สนเพียงชัยชนะโดยละทิ้งทุกสิ่งอย่าง เลยโน้มน้าวชักจูง Paul Metzler (รับบทโดย Chris Klein) หนุ่มสุดฮอตประจำโรงเรียนให้มาเป็นคู่แข่ง สถานการณ์ทั้งคู่ค่อนข้างสูสีจนกระทั่งการมาถึงของ Tammy Metzler (รับบทโดย Jessica Campbell) น้องสาวไม่แท้ของ Paul อิจฉาริษยาพี่ชายฉกแย่งชิงแฟนสาว แม้จะเรียกเสียงปรบมือท่วมท้นเมื่อตอนปราศัย แต่กลับถูกครูใหญ่หาวิธีขับไล่ไสส่ง ตัดสิทธิ์ในการลงรับสมัครโดยทันที!


Matthew Broderick (เกิดปี 1962) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City พ่อ-แม่ต่างเป็นนักแสดง โตขึ้นตัวเขาเจริญตามรอยเท้าด้วยการเข้าเรียน HB Studio เริ่มต้นแสดงละครเวที Off-Broadway ภาพยนตร์เรื่องแรก Max Dugan Returns (1983), เริ่มมีชื่อเสียงจาก WarGames (1983), Ferris Bueller’s Day Off (1986), Glory (1989), พากย์เสียง Simba อนิเมชั่น The Lion King (1994), Godzilla (1998), The Producers (2005) ฯ

รับบท Jim McAllister อาจารย์หนุ่มไฟแรง มีความยึดถือมั่นในกฎระเบียบ ศีลธรรม ปฏิบัติตามกิจวัตรประจำวันอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งรับทราบสัมพันธ์สวาทระหว่างเพื่อนครู Dave Novotny (รับบทโดย Mark Harelik) และลูกศิษย์ Tracy Flick ลึกๆแม้เกิดอคติแต่กลับทำให้เขาเริ่มหมกมุ่น ครุ่นคิดมาก เริ่มทำอะไรนอกกรอบแผนการ จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ช่างแม้งทุกสิ่งอย่าง ขอแค่ให้ได้ทำสิ่งสมประสงค์ดั่งความต้องการก็เพียงพอแล้ว … นั่นแลกมาด้วยราคาแสนแพงเลยทีเดียว

ภาพลักษณ์ของ Broderick วางตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดี ดูมีความซื่อสัตย์สุจริต ได้รับการเคารพนับถือจากลูกศิษย์ แต่พอถูกผึ้งต่อยตาบวมเป่ง กลายเป็นจิ๊กโก๋มาดนักเลงหัวไม้ ท่วงท่าทางลุกลี้ร้อนรนวุ่นวาย แปรสภาพกลับกลายเป็นคนละคน!

เรื่องราวของตัวละครนี้ จากเคยเป็นเหมือนหนอนหนังสือ กบในกะลา วันหนึ่งเมื่อมากระทำสิ่งผิดพลาดชั่วร้าย เหตุให้ต้องทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างแล้วไปแสวงหาโอกาสสองเริ่มต้นใหม่ ชีวิตปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง


Laura Jeanne Reese Witherspoon (เกิดปี 1976) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New Orleans, Louisiana, ในครอบครัว Episcopalian วัยเด็กเรียนเก่ง ชื่นชอบอ่านหนังสือ ได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ โตขึ้นเข้าเรียนสาขาวรรณกรรมภาษาอังกฤษ Standford University ไม่ทันจบได้รับคัดเลือกแสดง The Man in the Moon (1991), ตามมาด้วย Freeway (1996), Pleasantville (1998), ได้รับคำชมล้นหลาามกับ Election (1999), โด่งดังระดับนานาชาติ Legally Blonde (2001), และคว้า Oscar: Best Actress เรื่อง Walk the Line (2005)

รับบท Tracy Enid Flick หญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน โหยหาความสมบูรณ์แบบรอบด้าน มีความใฝ่ฝันต้องการชนะการเลือกตั้งประธานนักเรียน ทีแรกไร้คู่แข่งก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว แต่การมาถึงของ Paul Metzler ทำให้จริตร้ายภายในค่อยๆได้รับการเปิดเผยออก แท้จริงแล้วเธอหาใช่คนดีมีคุณธรรมประการใด แค่ต้องการทำทุกสิ่งอย่างให้ได้ดั่งใจ ไม่สนวิธีการดี-ชั่ว ถูก-ผิด เท่านั้นเอง!

แซว: ว่ากันว่าตัวละครนี้ ได้แรงบันดาลใจจาก Hillary Clinton ผมก็ไม่รู้เหมือนกันใกล้เคียงมากน้อยแค่ไหน

ใบหน้า/ภาพลักษณ์ของ Witherspoon มีลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้เธอดูเหมือนลูกคุณหนู เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง จองหอง ทะนงตน ใส่จริตอันจัดจ้าน เร่าร้อนแรง จากควรเป็นนางเอกแปรสภาพสู่ตัวร้าย ใครๆต่างรู้สึกอยากให้เธอพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพื่อให้มีโอกาสเรียนรู้ว่า ‘ชัยชนะไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง’

ตัวละครนี้สามารถมองถึงประเด็น Feminist ตัวแทนอิสตรีผู้มีความแน่วแน่ เด็ดเดี่ยว มั่นคงต่อเป้าหมาย/ความต้องการของตนเอง ไร้พันธการยึดเหนี่ยวจากบุรุษ แถมมองเป็นบันไดสำหรับไต่เต้า ขณะที่ Sex ก็แค่การกระทำไม่ใช่ความสัมพันธ์ ฉันพร้อมพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแลกกับความสำเร็จ … ในมุมผู้ชายส่วนใหญ่คงเห็นว่าคืออคติ แต่สำหรับผู้หญิงเพศเดียวกัน คงมีความกระยิ่มยิ้ม ยกย่องสรรเสริญอยู่ในใจเล็กๆ


Frederick Christopher Klein (เกิดปี 1979) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brookfield, Illinois ตั้งแต่เด็กชื่นชอบการขึ้นเวที ร้องเพลง การแสดง ช่วงมัธยมปลายย้ายมาเรียน Millard West High School ที่ Omaha เลยได้เข้าตาผู้กำกับ Alexander Payne แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Election (1999), แจ้งเกิดโด่งดังกับแฟนไชร์ American Pie (1999)

รับบท Paul Metzler หนุ่มหล่อสุดฮอตประจำโรงเรียน นิสัยซื่อๆตรงไปตรงมา เดิมเป็นนักกีฬาแต่ประสบอุบัติเหตุต้องพักรักษาตัวหนึ่งปีเต็ม ทำให้ชีวิตเคว้งคว้าไร้หลักเป้าหมาย จนกระทั่งได้รับคำเสี้ยมสั่งสอนจากอาจารย์ Jim McAllister ชักชวนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานนักเรียน เลยมีโอกาสได้ทำสิ่งไม่เคยครุ่นคาดคิดถึงมาก่อน

หล่อไหม? ไม่รู้เหมือนกัน แต่ความเป๋อๆ เร๋อๆ ซื่อบื้อเสียจนไม่สามารถติดตามใครได้ทัน แค่บังเอิญว่าหล่อ ฮอต เพื่อนๆต่างกรูเข้าหา สาวๆพยายามไขว่คว้า แม้สุนทรพจน์สุดห่วยกลับยังได้คะแนนเสียงมากมายล้นหลาม!

นี่ก็แปลว่าตัวละครนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ หล่อ เท่ห์ ดูดี ความสามารถไม่มีก็มิใช่ปัญหา แถมได้รับการส่งเสริมผลักดันจากเบื้องบน/ผู้มีอำนาจ/อาจารย์ แทบจะการันตีชัยชนะแม้เสียงโหวตพ่ายแพ้ก็ตามที!


Jessica Campbell (เกิดปี 1982) อดีตนักแสดงเด็ก เกิดที่ Tulsa, Oklahoma, มาคัดเลือกได้รับบท Election (1999) แม้อนาคตสดใสแต่เจ้าตัวกลับไม่ได้รับโอกาสสักเท่าไหร่ มีผลงานอีกสามสี่เรื่องแล้วก็ตัดสินใจรีไทร์ออกจากวงการ

รับบท Tammy Metzler น้องสาวไม่แท้ของ Paul เป็นคนไม่ยอมรับตนเองว่าคือเลสเบี้ยนแบบปกปิด เมื่อแฟนสาวทอดทิ้งไปจีบพี่ชาย เลยตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานนักเรียน มิได้ใคร่สนใจอะไรอื่นนอกจากก่อกวน ตอนหาเสียงก็พูดอย่างตรงไปตรงมา แทงใจดีถูกในเพื่อนพี่น้องจนได้รับการยืนปรบมือ แต่นั่นกลับสร้างความไม่เห็นด้วย/อคติต่อบรรดาครูอาจารย์ใหญ่ ใช้ลูกเล่นสกปรกเมื่อผลักไสขับไล่ให้พ้นทาง

แม้มิได้บทบาทมากเท่าสามนักแสดงหลัก แต่ Campbell โผล่ออกมาแย่งซีนความโดดเด่นไปเต็มๆ ทั้งสีหน้าอิจฉาริษยา และคำพูดหาเสียงกล่าวถึงความจริงแบบตรงไปตรงมา ในมุมการเมืองเรียกว่าประชานิยม แต่ดันไปขัดขาผู้มีอำนาจไม่เห็นด้วย เลยถูกใส่ร้ายป้ายสี เขี่ยตกให้พ้นทาง

เปรียบเทียบการเมืองไทยใกล้เคียงสุดๆก็คือ ทษช. แม้ประชาชนครึ่งประเทศอาจเห็นพ้องสมควรถูกยุบพรรค แต่อีกครึ่งหนึ่งย่อมส่ายหัวเพราะมันเร่งรีบร้อนจนเกินไป ชัดเจนเลยว่าเป็นความพยายามกีดกัน ขัดขวาง ซ่อนลับลมคมใน


ถ่ายภาพโดย James Glennon (1942 – 2006) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Payne ตั้งแต่ Citizen Ruth (1996), Election (1999), About Schmidt (2002) ฯ

ผู้กำกับ Payne เกิดเติบโตขึ้นที่ Omaha, Nebraska เลยไม่แปลกจะเลือกเมืองนี้คือพื้นหลังของหนัง หลังจากออกค้นหาโรงเรียนน่าสนใจ ค้นพบ Papillion-La Vista Senior High School มีความใกล้เคียงมากที่สุด

ไดเรคชั่นการถ่ายภาพเต็มไปด้วยความจัดจ้าน สไตลิสต์ มากด้วยเทคนิคตระการตา ผสมผสานเข้ากับการตักต่ออย่างลงตัว ซึ่งล้วนมีนัยยะซ่อนเร้นเคลือบแฝงอยู่เสมอ

ช็อตแรกของหนัง ภาพของเครื่องฉีดพ่นน้ำที่จะถูกกระแทกเป็นจังหวะ สามารถตีความได้ถึง
– สะท้อนเรื่องราวของหนัง, กระแสน้ำแห่งชีวิตกำลังดำเนินไหลไปเบื้องหน้า แต่กลับถูกขัดจังหวะตลอดเวลา (Tracy กำลังจะได้รับชัยชนะเลือกตั้ง แต่ถูก Jim เข้ามาแทรกแซงขัดขวาง)
– คิดแบบเสื่อมๆ นี่คือจังหวะของการมี Sex

นิสัยส่วนตัวของ Jim McAllister อะไรที่เป็นส่วนเกิน ไม่จำเป็น จักถูกควบคุม/นำออกจากชีวิต นี่เป็นการเปรียบเทียบเข้ากับหยิบทิ้งขยะจากตู้เย็น แต่ก็มีบางชิ้นโยนไม่ลงถัง สร้างความไม่พึงพอใจให้กับภารโรงอย่างอาฆาตแค้น

เทคนิคพบเห็นบ่อยในช่วงแนะนำตัวละคร คือ Freeze Frame ก่อนทำการเล่าประวัติปูมหลัง, ซึ่งในมุมมองของอาจารย์ Jim มักครุ่นคิดถึง Tracy ด้วยใบหน้าอันบูดบิดเบี้ยวเช่นนี้เสมอ

ช็อตเล็กๆที่แสนหื่น แม่ของ Tracy เลียซองจดหมายที่ส่งไปขอคำแนะนำจากบุคคลมีชื่อเสียง, นี่ดูยังไงก็มีลักษณะของการ Blowjob เพื่อสร้างความพึงพอใจ(ทางเพศ)ให้ผู้อื่น(และตนเอง) นั่นสะท้อนถึงค่านิยมของผู้หญิง ที่ยังคงต้องคอยเลียแข้งเลียขา เดินตามหลังผู้ชาย ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่อยากให้ลูกสาวต้องดำเนินตามรอยเท้าของตนเอง

“9 times out of 10, they say you have to hold onto your dreams no matter what”.

คอลเลคชั่นหนังโป๊ของ Jim McAllister เก็บซ่อนในหีบสมบัติ ซุกอยู่ห้องเก็บของที่มีความลึกลับ นั่นสะท้อนถึงสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ภายในความต้องการของเขา จำต้องปกปิดไว้เพราะภรรยาช่างราวกับไข่ในหิน หัวโบราณเสียจริง

เกร็ด: สำหรับหนังที่ Jim รับชม คือเรื่อง The Big Election … เข้ากับชื่อหนังดีแท้!

แอปเปิ้ล เป็นสิ่งสัญลักษณ์ที่พบเห็นบ่อยครั้งมากในหนัง แน่นอนว่าสะท้อนถึงผลไม้ที่อดัมกับอีฟเด็ดกินในสวนอีเดน ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก องค์ความรู้เกี่ยวกับโลก และต่อมาถูกตะเพิดออกจากสรวงสวรรค์

คำแนะนำของ Jim เกี่ยวกับผลแอปเปิ้ลก็คือ ถ้าเราเบื่อหน่ายต่อความซ้ำซากจำเจ ไม่ลองหาอะไรใหม่ๆทำดูบ้าง … นี่เหมือนพูดกับตนเองอยู่เหมือนกันนะ

Sex Scene กับภรรยา Diana แต่กลับจินตนาการถึง Linda และตามด้วย Tracy นี่สะท้อนถึงจิตใต้สำนึกของ Jim ความต้องการทางเพศที่ถูกเก็บกด หมกมุ่น จนต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อระบายความอึดอัดอั้นนั้นออกมา

สังเกตมุมกล้องขณะปราศัยหาเสียงของสามผู้สมัคร
– Tracy Flick ถ่ายมุมเงยขึ้นพบเห็นธงชาติสหรัฐอเมริกา สะท้อนความเย่อหยิ่ง ทะเยอทะยาน หวังสูง ต้องการได้รับชัยชนะเท่าน้น
– Paul Metzler เพราะไมค์อยู่ต่ำกว่าตนจึงต้องโน้มตัวก้มลง อ่านจากคำสุนทรพจน์ที่ตระเตรียมไว้ เริ่มต้นด้วยเสียงปรบมือแต่สุดท้ายใครๆต่างมึนงง นี่นะหรือคนจะมาเป็นประธานนักเรียนของเรา
– Tammy Metzler ยืนตัวตรง ถ่ายด้านหน้าระดับสายตา กล้องค่อยๆถอยซูมออก เพราะสิ่งที่เธอพูดบอกคือความจริง สิ่งที่ใครๆต้องการจากการเลือกตั้งประธานนักเรียนครั้งนี้!

ความน่าสนเท่ห์ของช็อตนี้ เมื่อ Tracy เกิดความคลุ้มคลั่ง หงุดหงิดหัวเสียควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่ กล้องจะหยุดยืนค้างตำแหน่งนี้ไว้และ Cross-Cutting (หรือ Jump Cut แบบเฟด) จนกระทั่งพอเริ่มคืนสติ ยืนหยุดนิ่ง กล้องจะค่อยๆเคลื่อนเข้าหาโดยก้มถ่ายภาพพื้นเรียงรายเศษขยะ และ Tilt Up จับจ้องใบหน้าของเธอ

ไดเรคชั่นการถ่ายภาพดังกล่าว สะท้อนสถาวะทางจิตใจของ Tracy
– กล้องหยุดนิ่งคือสติสูญหาย
– ค่อยๆเคลื่อนเข้าหาคือเรียกสติกลับคืนมา

มุมกล้องตำแหน่งนี้เจ๋งมากๆ ในสายตาของทารกน้อย/คนรุ่นใหม่ ล้วนจับจ้องพบเห็นการกระทำทุกสิ่งอย่างของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะดี-ชั่ว ถูก-ผิด จดจำฝังใจและมีแนวโน้มสูงมากๆที่จะลอกเลียนแบบตามเมื่อเติบโตขึ้น

ผมละชอบความมโนเพ้อภพของ Jim เสียจริง! แค่ได้ร่วมรัก Linda ก็จินตนาการความสุขไปไกลลิบ จากเคยขับรถโกโรโกโส กลายมาเป็นเจ้าพ่อมาเฟียสวมสูท/แว่นดำ เปิดประทุน ซึ่งช็อตนี้มีการใช้เทคนิคพิเศษ (น่าจะ Blue Screen) ซึ่งสามารถสังเกตได้โดยง่ายว่าเป็นความจงใจ ให้ออกมาดูเหมือนเพ้อฝันไม่ใช่โลกความจริง

ผึ้งบินอยู่รอบต้นแอปเปิ้ล แต่ความซวยบัดซบของ Jim ก็แค่เดินผ่าน ไม่รู้คิดว่ายุงหรือไงเลยตบเข้าให้ ถูกเข็มพิษแทงเข้าไปตาบวมเป่ง (แบบนี้มันควรต้องไปหาหมอแล้วนะ!)

ผึ้ง คงคือสัตว์สัญลักษณ์ที่ใช้แทนการขับไล่ Jim ให้ออกจากสรวงสวรรค์ โลกแห่งศีลธรรมที่เขาจมปลักอยู่มากกว่า, ซึ่งอาการตาบวมเป่งจนแทบปิดไปข้าง นั่นคือมองไม่เห็นแล้วว่าการกระทำของตนเอง มันดี-ชั่ว ถูก-ผิด ประการใด

ค่ำคืนหมาหอน ทุกคนต่างสวดอธิษฐานภาวนา พบเห็นกล้องจะค่อยๆเลื่อนขึ้นกลายเป็น Bird Eye View รายกับมุมของเทพเทวดา พระผู้เป็นเจ้า อำนวยอวยพรให้พวกเขาประสบความสำเร็จสมหวังดั่งใจ

ภาพแรกของเช้าวันเลือกตั้ง เป็นความยียวนกวนประสาทของผู้กำกับ Payne แทรกภาพรถบรรทุกขนขยะ นี่สามารถตีความตรงๆได้เลยว่า Shitty Day/Trash Day พยากรณ์ความบัดซบวุ่นวาย บังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

นี่เช่นกัน อาจารย์ Jim มาคุยโทรศัพท์ข้างๆที่หน้าห้องน้ำ โถฉี่สามอันนี้สามารถแทนได้ด้วยสามคนที่เขาทิ้งขว้างในชีวิต ภรรยา Diane, เพื่อนสนิท Dave, แฟนเพื่อน Linda

อาการดีใจล่วงหน้าของ Tracy สร้างความขุ่นเคือง ขยะแขยง รับไม่ได้ให้กับอาจารย์ Jim ซึ่งการค้างภาพช็อตนี้ไว้ พบเห็นรูปถ่ายขึ้นข้อความ ‘The Freedom’ แต่กลับเป็นรถเพลิงไหม้ มันช่างย้อนแย้งกันดีเชียว

วินาทีหลังจาก Jim ยืนกรานต่อลูกศิษย์ว่าเขานับคะแนนผิดพลาด สังเกตว่ามุมกล้องมีการเอียงเล็กน้อย (Dutch Angle) สะท้อนถึงโลกที่บิดเบี้ยว ความจริงถูกบิดเบือน

ผมสังเกตทันข้อความด้านหลังพอดิบพอดี ชายคนนี้ช่าง ‘ILL MAN’ จริงๆเสียด้วย

พบเห็นในอนิเมะญี่ปุ่นเสียเยอะ ไม่ยักรู้ว่าหนังอเมริกาก็มีเหมือนกัน! เมื่อเกิดความขุ่นเคืองไม่พึงพอใจอะไร ก็ใช้กำลังความรุนแรงกับตู้ขายของอัตโนมัติที่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ … โคตรจะลูกผู้ชายสุดๆเลย

ทุกสายตาจับจ้องมองมาที่ Jim McAllister เต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด ผิดหวัง คาดคิดไม่ถึง ซึ่งหนังก็จะมีการเน้นย้ำต่อด้วยช็อต Close-Up ร้อยเรียงใบหน้าของทุกคนตัดสลับไปมา สร้างความกดดัน จบสิ้นหวัง หมดสิ้นอนาคตโดยทันที!

ตอนจบดั้งเดิมของหนังอ้างอิงจากนวนิยาย, Jim ทำงานเป็นคนขายรถ หลายปีถัดมาได้พบเจอกับ Tracy ที่กำลังต้องการซื้อรถคันแรก นำไปทดลองขับด้วยกันแล้วเขาพูดขอโทษถึงสิ่งเคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเธอก็ยินยอมให้อภัยเขา

ว่ากันว่าได้มีการถ่ายทำตอนจบนี้ไว้เสร็จสิ้น แต่พอรอบทดลองฉายกลับได้เสียงตอบรับย่ำแย่ เพราะคงดูโลกสวยเกินจริง! ผู้กำกับ Payne เลยครุ่นคิดตอนจบใหม่ ไม่มีใครสมควรได้รับการยกโทษ/พูดให้อภัยต่อกัน Democrat-Republican ก็หาได้กินเส้นกันอยู่แล้ว จะให้มาจูบปากรักกันได้เช่นไร

ตัดต่อโดย Kevin Tent อีกหนึ่งขาประจำของผู้กำกับ Payne ร่วมงานกันตั้งแต่ Citizen Ruth (1996), ได้เข้าชิง Oscar: Best Edited เรื่อง The Descendants (2011)

หนังดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยาย/มุมมองตัวละคร Jim McAllister เป็นหลัก โดยจักมีอีกสามผู้สมัครเลือกตั้งประธานนักเรียน สอดแทรกเรื่องราวเข้ามา(พร้อมเสียงบรรยาย) Tracy Flick, Paul Metzler และ Tammy Metzler

ทั้งสี่ตัวละครต่างมีจุดหมุนความสัมพันธ์ร่วมคือ การเลือกตั้งประธานนักเรียน ซึ่งจะมีการลำดับไล่เรียงเรื่องราวอย่างมีสไตล์
– องก์แรก แนะนำตัวละคร เริ่มต้นจาก Jim McAllister, Tracy Flick, Paul Metzler และ Tammy Metzler
– องก์สอง เรื่องวุ่นๆของการหาเสียง
– องก์สาม วันเลือกตั้ง/นับคะแนน
– องค์สี่ หลังการเลือกตั้ง ชีวิตหลังจากนั้น ไล่ย้อนกลับจาก Paul Metzler, Tammy Metzler, Tracy Flick และจบที่ Jim McAllister

กับคนที่ช่างสังเกตคงรับรู้ว่า เรื่องราวชีวิตของ Jim McAllister มีความสอดคล้องเข้ากับสถานการณ์การเลือกตั้งอย่างเหมือนเปะๆ
– แรกเริ่ม Jim มีภรรยา Diane, เพื่อนสนิท Dave, แฟนเพื่อน Linda = ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามคน Tracy, Paul, Tammy
– Dave ถูกภรรยาขับไล่ออกจากบ้าน, Tammy ถูกกีดกันขับไล่ออกจากโรงเรียน
– Jim พยายามมีชู้กับ Linda, และพยายามทำให้ Paul ได้รับชัยชนะเลือกตั้ง
– Jim โดนภรรยาจับได้ว่านอกใจเลยถูกขับไล่ออกนอกบ้าน, Jim ถูกจับได้ว่าโกงการเลือกตั้งเลยจำต้องยื่นใบลาออกจากโรงเรียน
ฯลฯ


สำหรับเพลงประกอบ แทบทั้งหมดล้วนนำจาก Archive Music ไม่ก็ขอลิขสิทธิ์จากศิลปินชื่อดัง Pop, Rock, Jazz, Western ฯ ได้ยินปุ๊ปเกิดความรู้สึกยียวนกวนประสาท เตลิดจินตนาการผู้ชมให้เข้าถึงสิ่งอยู่ภายในจิตใจตัวละคร/อารมณ์ของผู้กำกับต้องการถ่ายทอดออกมา

หนึ่งในท่วงทำนองที่ถ้าใครดูหนังแนว Western มาเยอะน่าจะจดจำได้ Main Theme จากเรื่อง Navajo Joe (1966) แต่งโดย Ennio Morricone, มักดังขึ้นจังหวะที่ตัวละครพานพบเจอเหตุการณ์บางสิ่งอย่าง ครุ่นคิดคาดไม่ถึง อ้าปากค้าง!

ทั้งอัลบัม ผมมีความชื่นชอบบทเพลงนี้เป็นพิเศษเลยนำมาแถมให้ฟังกัน Jennifer Juniper (1968) แต่ง/ขับร้องโดย Donovan ประกอบอัลบัม The Hurdy Gurdy Man

Election คือเรื่องราวของการเลือก … เลือกตั้ง, เลือกรัก-เกลียด, เลือกกระทำดี-ชั่ว นอกใจเมีย โกงผู้ชนะ ฯลฯ แต่ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะลงเอยฝั่งฝ่ายไหน ล้วนไม่มีคำตอบถูก-ผิดประการใด แค่สิ่งเกิดขึ้น/ผลลัพท์ตามมาต่างหาก จะทำให้คุณตระหนักถึงว่ามีความพึงพอใจ เศร้าโศก หรือรับรู้สึกประการใด

มนุษย์มักถูกค่านิยมทางสังคม/การเมือง ควบคุมครอบงำความคิดที่ว่า จักต้องเลือกเข้าข้างฝั่งฝ่ายใดหนึ่ง ซ้ายหรือขวา แถมเมื่อไม่ใช่พวกข้าย่อมต้องคือศัตรูตรงกันข้าม … ผมว่าคนเกิดในเมืองพุทธ น่าจะสามารถเข้าใจได้ว่ายังมีทางสายกลาง ไม่จำเป็นที่เราต้องเข้าข้างฝักใฝ่ฝ่ายใด

ผู้กำกับ Payne เข้าใจดีถึงทางเลือกที่สาม ซึ่งก็ได้ใส่เข้ามากับตัวละคร Tammy Metzler แต่ความตรงไปตรงมาของเธอ กลับสร้างความรังเกียจเดียดฉันท์ ยินยอมรับไม่ได้ของบรรดาผู้มีอำนาจครอบงำ, เช่นเดียวกับคะแนนการเลือกตั้ง สังเกตว่าปริมาณคนไม่ออกเสียงมีมากกว่าของผู้สมัครอีกนะ! (นี่หมายถึงผู้ชนะจริงๆในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ไม่ออกเสียง), ก็อย่างที่ผมอธิบายไปย่อหน้าบน โลกทัศนคติของชนชาวตะวันตก ไม่ซ้ายก็ต้องขวา กึ่งกลายเป็นสิ่งไม่สามารถยินยอมรับได้

ความโชคร้ายของ Jim McAllister หลายคนอาจรู้สึกว่าเขาถูกทรยศหักหลัง แต่หนังเรื่องนี้สอดแทรกประเด็น Feminist นอกจากตัวละคร Tracy Enid Flick ก็ยังมี Diane และ Linda สองสาวผู้ปฏิเสธเสียงขันแข็งต่อการกระทำอันผิดจารีตประเพณี สามีนอกใจต้องตอบโต้ขับไล่ไม่ให้เชิดหน้าลอยตาในสังคมอีก!

แต่เดี๋ยวก่อนนะ หลังจากที่ Jim ตัดสินใจอพยพย้ายออกจาก Omaha, Nebraska ไปปักหลักตั้งถิ่นฐานใหม่ยัง New York City กลับกลายเป็นว่าเขาได้พบเจอโลกใบใหม่ ออกจากกบในกะลาครอบ … นี่แปลว่า การเลือกกระทำตามหลักศีลธรรม-มโนธรรม มันไม่ได้มีความหมายใดๆในอุดมคติแห่งสหรัฐอเมริกา ‘อิสรภาพ’ ต่างหากคือสิ่งสำคัญสูงสุด

หนึ่งคะแนนแพ้-ชนะของ Paul Metzler คงต้องการสะท้อนความสำคัญของการเลือกตั้ง! เอาจริงๆมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยนะ! แค่ในบริบทของหนังเรื่องนี้ คงเพื่อเน้นย้ำเตือนต่อผู้ชม คนที่รักในสิทธิ์เสียงประชาธิปไตย แค่แต้มเดียวก็สำคัญมีค่า สามารถปรับเปลี่ยนโฉมหน้าผู้ชนะได้เลย!

ผู้ชนะการเลือกตั้ง มันไม่จำเป็นว่าต้องคือ คนดีสุด เก่งสุด แค่ว่าได้รับกากบาทเลือกเยอะ ความนิยมมากสุดเท่านั้นเอง ซึ่งบุคคลที่มีอุดมคติแห่งประชาธิปไตย ย่อมสมควรต้องสามารถยินยอมรับผลลัพท์ดังกล่าวได้! แต่ในโลกความจริงไม่ว่าประเทศไหน ฝั่งฝ่ายศัตรูได้รับชัยชนะมักไม่คิดจะยินยอมให้อภัย ประณีประณอมเลยกลายเป็นสิ่งจำเป็น เว้นเสียแต่พวกหมกมุ่นมักมากในอุดมการณ์ ‘ฆ่าได้หยามไม่ได้’ นี่ถือเป็นเผด็จการ ปรปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตยโดยแท้

ส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยสนการเมือง/เลือกตั้งสักเท่าไหร่ เพราะรับรู้ความจอมปลอมของประชาธิปไทย ดิ้นรนไปก็มีแต่เหน็ดเหนื่อยหน่ายทุกข์ใจไปเสียเปล่าๆ สิ่งที่ผมใคร่สนใจสุดคือสัจธรรมหนึ่งเดียวในจักรวาลแห่งนี้ ‘กฎแห่งกรรม’ ทำอะไรไว้ย่อมต้องได้รับผลนั้นตอบคืนสนอง อาจหลีกพ้นในชาตินี้แต่มิใช่ตลอดชั่วกาลนาน คอรัปชั่นภาษีประชาชน โกงกินประเทศชาติ ไม่ต้องไปสาปแช่งเดรัจฉานพวกมันหรอก ตายไปเดี๋ยวก็รู้สึกได้เอง


ด้วยทุนสร้างสูงถึง $25 ล้านเหรียญ แม้ได้เสียงตอบรับดีล้นหลามจากนักวิจารณ์ แต่กลับทำเงินในอเมริกาได้เพียง $14.9 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $17.2 ล้านเหรียญ ขาดทุนย่อยยับเยิน!

ช่วงปลายปีได้ลุ้นรางวัล
– Academy Award: Best Adapt Screenplay
– Golden Globe Award: Best Actress – Comedy or Musical (Reese Witherspoon)
ฯลฯ

กาลเวลาไม่เชิงทำให้หนังได้กระแส Cult เพิ่มเติมขึ้นมา แต่ทุกๆการเลือกตั้งต้องมีกล่าวเอ่ยถึงแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะตัวละคร Tracy Enid Flick ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอๆ … และอาจเพราะ ปธน. Barrack Obama ยกให้คือหนึ่งในภาพยนตร์เกี่ยวกับการเมืองเรื่องโปรดก็ด้วยนะ

ส่วนตัวชื่นชอบหนังมากๆ ประทับใจการแสดงของ Reese Witherspoon เรื่องราวและไดเรคชั่นผู้กำกับ Alexander Payne แม้ไม่ถึงขั้นสไตลิสต์เท่า Wes Anderson แต่สามารถสัมผัสจับต้องได้ เสียดสีสังคมได้เจ็บแสบถึงกึ๋นกว่ามาก!

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” สำหรับวัยรุ่นหนุ่ม-สาว ภาพยนตร์เรื่องนี้คงเสี้ยมสั่นสอน ปลูกฝังแนวคิดดีๆเกี่ยวกับการ’เลือก’ใช้ชีวิตได้มาก สำหรับผู้ใหญ่คงแสบๆคันๆถึงอำนาจประชาธิปไตย อาจทำให้มุมมอง/ทัศนคติ ปรับเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย!

จัดเรต 15+ กับประเด็นชู้สาว ความคอรัปชั่น ตัวละครไร้จิตสำนึกมโนธรรม

คำโปรย | ผู้กำกับ Alexander Payne ได้ทำการเลือก Election ให้มีความจัดจ้าน สไตลิสต์ เป็นตัวของตนเอง
คุณภาพ | จัจ้ลิต์
ส่วนตัว | ชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of