
Fury (1936)
: Fritz Lang ♥♥♥♡
ผู้กำกับ Fritz Lang ตัดสินใจหลบหนีจาก Nazi Germany เดินทางมาสรรค์สร้างภาพยนตร์ Hollywood (เรื่องแรก) ระบายอารมณ์เกรี้ยวโกรธผ่านตัวละครของ Spencer Tracy เมื่อตำรวจจับผิดตัวแล้วถูกม็อบรุมประชาทัณฑ์ พอความจริงเป็นที่ประจักษ์ ใครจักคือผู้รับผิดชอบหายนะบังเกิดขึ้น?
เมื่อกล่าวถึง Fritz Lang หลายคนคงมีภาพจำปรมาจารย์ผู้กำกับหนังเงียบแห่งยุคสมัย German Expressionism ผลงานเด่นๆ อาทิ Dr. Mabuse the Gambler (1922), Metropolis (1927), รวมถึงหนังพูดยุคแรก M (1931) หลังจากนั้นแทบไม่มีใครเอ่ยกล่าวถึง เป็นตายร้ายดี ทำมาหากินอะไรก่อนปรากฎตัวภาพยนตร์ Le Mépris (1963)
คำตอบคือผกก. Lang อพยพหลบหนี Nazi Germany มาปักหลักอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา สรรค์สร้างภาพยนตร์ Hollywood ยี่สิบกว่าเรื่องได้ ช่วยบุกเบิกแนวอาชญากรรม และหนังนัวร์ จนได้รับฉายา “Master of Darkness” นี่คือเรื่องที่ผมตั้งใจอยากจะเขียนถึง Fury (1936), You Only Live Once (1937), The Woman in the Window (1944), Scarlet Street (1945) และ The Big Heat (1953)
Fury (1936) ภาพยนตร์ Hollywood เรื่องแรกของผกก. Lang เลือกเรื่องราวเกี่ยวกับชายผู้บริสุทธิ์ ถูกม็อบรุมประชาทัณฑ์ เลยตัดสินใจแกล้งตายให้เกิดการฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาล เพื่อเสี้ยมสอนการใช้อารมณ์ของสาธารณชน ทำตัวเหมือนศาลเตี้ยไม่ใช่สิ่งที่สังคมควรให้การยินยอมรับ
Friedrich Christian Anton ‘Fritz’ Lang (1890-1976) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary มารดาเป็นชาว Jewish ก่อนเปลี่ยนมา Catholicism ส่วนบิดาทำงานก่อสร้าง บุตรชายอยากดำเนินรอยตามด้วยการเข้าศึกษาวิศวกรรมโยธา Technische Hochschule Wien, Vienna แต่ไม่นานก็หันเหความสนใจมาร่ำเรียนศิลปะ จากนั้นออกเดินทางท่องยุโรป ฝึกฝนวาดรูปที่ Paris, ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาสาสมัคร Imperial Austrian Army สู้รบกับ Russian และ Romania ได้รับบาดเจ็บสูญเสียการมองเห็นดวงตาขวา ระหว่างพักรักษาตัวอยู่กับ Red Cross ได้รับชมละคอนเวทีของ Max Reinhardt จึงเริ่มสนใจการแสดง ต่อด้วยภาพยนตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเดินทางสู่ Berlin ทำงานเขียนบท กำกับหนังเงียบเรื่องแรก The Halfbreed (1919), ผลงานเด่นๆ อาทิ Destiny (1921), Dr. Mabuse the Gambler (1922), Die Nibelungen (1924), Metropolis (1927), เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด M (1931), The Testament of Dr. Mabuse (1933), การเรืองอำนาจของ Nazi Germany แล้วได้ยิน Joseph Goebbels กล่าวว่า “Mr. Lang, we decide who is Jewish and who is not.” ค่ำคืนนั้นตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศ กำกับหนังฝรั่งเศส Liliom (1934) ก่อนมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา
เมื่อมาถึงสหรัฐอเมริกา Lang ใช้เวลาขวบปีในการเดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศ ซึมซับวัฒนธรรม ฝึกฝนภาษาอังกฤษ ก่อนตกลงเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M แล้วทำการขุดคุ้ยค้นหาโปรเจคเก่าเก็บขึ้นหิ้ง ค้นพบบทร่าง (Treatment) เกี่ยวกับการรุมประชาทัณฑ์ (Lynching) ดูมีความน่าสนอกสนใจ
Look, there is one idea—we can make a picture about lynching in the United States.
Fritz Lang
บทร่างดังกล่าวชื่อว่า Mob Rule พัฒนาขึ้นโดย Joseph L. Mankiewicz จากคำแนะนำของ (Original Story) Norma Krasna ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1933 อาชญากรสองคนลักพาตัวและลงมือฆาตกรรม Brooke Hart บุตรชายเจ้าของห้างสรรพสินค้า Hart’s Department Store ณ San Jose, California พอพวกเขาถูกจับกุม ฝูงชนมากมายกรูเข้ามารุมประชาทัณฑ์
เกร็ด: Norma Krasna เพียงพูดเสนอเรื่องราวจากเหตุการณ์บังเกิดขึ้นให้กับ Samuel Marx และ Joseph L. Mankiewicz โดยไม่ได้เขียนข้อความอะไรสักประโยค ยุคสมัยนั้นก็ได้รับค่าตอบแทน และขึ้นเครดิตเรื่องดั้งเดิม (Original Story) แถมเข้าชิง Oscar: Best Writing, Original Story
ผกก. Lang นำเอาบทร่างดังกล่าวไปพัฒนาบทหนังร่วมกับ Bartlett Cormack ในตอนแรกตั้งใจให้พระเอกเป็นชายผิวสี เพื่อสอดแทรกประเด็น Racism ก่อนถูกปัดตกโดยทันที, พอได้ตัวนักแสดงนำ Spencer Tracy ก็ครุ่นคิดว่าภาพลักษณ์เหมาะกับอาชีพทนายความ แล้วพอ Mankiewicz ได้รับแต่งตั้งเป็นโปรดิวเซอร์ (ครั้งแรก) เสนอแนะว่าตัวละครนี้ควรเป็นบุคคลธรรมดาๆที่ผู้ชมสามารถจับต้องได้ “It must be somebody with whom the audience can identify himself.”
(เหตุผลที่ M-G-M เลือก Mankiewicz มาเป็นโปรดิวเซอร์ เพราะสามารถสื่อสารภาษา German พูดคุยกับผกก. Lang ที่ยังไม่เก่งอังกฤษนัก)
เกร็ด: สำหรับชื่อหนัง Mob Rule, The Mob, ท้ายที่สุดเลือกใช้ Fury ดั้งเดิมคือชื่อเรื่องสั้นของ Edmund Goulding ที่สตูดิโอ M-G-M เคยซื้อลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1932 แล้วไม่เคยทำอะไรกับมัน ขุดคุ้ยพบเจอในกองลิ้นชัก (แบบเดียวกับตอนพบเจอบทร่างหนังเรื่องนี้) เลยนำมาใช้เป็นชื่อหนังแทน
เรื่องราวของ Joe Wilson (รับบทโดย Spencer Tracy) เจ้าของกิจการปั๊มน้ำมัน ระหว่างขับรถเดินทางไปหาคู่หมั้น Katherine Grant (รับบทโดย Sylvia Sidney) ถูกตำรวจจับกุมด้วยความบังเอิญ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยลักพาตัวเด็กชาย เมื่อข่าวซุบซิบแพร่กระจายวงกว้าง ฝูงชนต่างรวมกลุ่ม ใช้ความรุนแรง เรียกร้องต้องการประชาทัณฑ์ จุดไฟเผาสถานีตำรวจมอดไหม้ในกองเพลิง
แม้ว่า Joe จะบังเอิญเอาตัวรอดชีวิต หลบหนีออกจากห้องขังได้สำเร็จ แต่ด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้น จึงบงการน้องๆให้ทำการฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาล ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเรียกร้องการรับผิดชอบของสาธารณชน สังคมไม่ควรเห็นชอบต่อการประชาทัณฑ์
Spencer Bonaventure Tracy (1900-67) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Milwaukee, Wisconsin วัยเด็กเป็นคนสมาธิสั้น บิดาเลยส่งไปโรงเรียนสอนศาสนา ก่อนค้นพบความสนใจในภาพยนตร์, พออายุ 18 สมัครทหารเรือ ปลดประจำการโดยไม่เคยออกทะเลจริงสักครั้ง! จากนั้นตามคำร้องขอบิดา เข้าศึกษาเภสัชศาสตร์ Ripon College แต่เอาเวลาว่างทุ่มเทให้กับการแสดง สามารถออดิชั่นเข้าร่วม American Academy of Dramatic Arts (AADA) ย้ายไปปักหลักอยู่ New York City กลายเป็นนักแสดงขาประจำของ George M. Cohen, กระทั่งการมาถึงของหนังพูดได้เซ็นสัญญาสตูดิโอ Fox เข้าตาผู้กำกับ John Ford รับบทนำภาพยนตร์ Up the River (1930) [บทบาทแรกของ Humphrey Bogart ด้วยเช่นกัน], เริ่มเข้าตานักวิจารณ์จาก The Power and the Glory (1933), พอย้ายค่ายมา MGM ประสบความสำเร็จกับ Fury (1936), San Francisco (1936), บุคคลแรกคว้ารางวัล Oscar: Best Actor สองปีติดจาก Captains Courageous (1937) และ Boys Town (1939), ผลงานเด่นๆ อาทิ Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Woman of the Year (1942), A Guy Named Joe (1943), Adam’s Rib (1949), Father of the Bride (1950), Bad Day at Black Rock (1955), The Old Man and the Sea (1958), ช่วงบั้นปลายชีวิตกลายเป็นขาประจำ Stanley Kramer ตั้งแต่ Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), Guess Who’s Coming to Dinner (1967) ฯ
รับบท Joe Wilson ชายหนุ่มผู้มีความใฝ่ฝันเพียงอยากแต่งงานกับคู่หมั้นสาว ตั้งใจทำงานเก็บเงิน แต่โชคชะตาจับพลัดจับพลูให้ถูกเข้าใจผิด ครุ่นคิดว่าคืออาชญากรลักพาตัว จนเกือบโดนฝูงชนรุมประชาทัณฑ์ เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ ไม่พึงพอใจ ต้องการล้างแค้นเอาคืน ต้องมีผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น
ช่วงแรกๆผมไม่ค่อยมักคุ้น Tracy เล่นบทพ่อหนุ่มนักรัก หวานกุ๊กกิ๊ก น้ำตาลขึ้นมด แต่พอตำรวจจับผิดคน เกือบถูกฝูงชนรุมประชาทัณฑ์ แปรสภาพจากหน้าเป็นหลัง ชายผู้มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์กลายเป็นอาฆาตแค้น (Revenger) สำแดงอารมณ์โกรธเกลียด เกรี้ยวกราด พร้อมทำลายล้างทุกสรรพสิ่งอย่าง … สำแดงศักยภาพการเป็นนักแสดงเจ้าบทบาท
Spencer Tracy มีปัญหาขัดแย้งผกก. Lang ตลอดทั้งการถ่ายทำ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการสื่อสาร วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่าง (ในอเมริกาต้องมีหยุดรับประทานอาหารกลางวัน แต่ผกก. Lang ไม่รับรู้ ไม่ยอมพักเสียที Tracy เข้าไปพูดคุย “1:30 pm and the crew had yet to take their break.” ได้รับคำตอบ “I will call lunch when I think it should be called.” พอได้ยินเช่นนั้นจึงทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้หยุดพักการถ่ายทำ) ภายหลังประกาศกร้าวว่าจะไม่ขอร่วมงานกันอีก! … นั่นกระมังคือแรงกระตุ้นอารมณ์เกรี้ยวโกรธที่แสดงออกมาผ่านตัวละคร
Sylvia Sidney ชื่อจริง Sophia Kosow (1910-99) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ The Bronx, New York ในครอบครัวผู้อพยพ Russian-Romanian Jewish พออายุห้าขวบ บิดา-มารดาหย่าร้าง ได้รับการเลี้ยงดูจากบิดาบุญธรรม Sigmund Sidney (เลยใช้นามสกุลบิดามาตั้งแต่นั้น) แม้วัยเด็กมีนิสัยขี้อาย แต่ตัดสินใจเลือกอาชีพนักแสดง Theater Guild’s School for Acting ก่อนปรากฎตัวประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก The Sorrows of Satan (1926), ผลงานเด่นๆ อาทิ City Streets (1931), Madame Butterfly (1932), Sabotage (1936), Fury (1936), You Only Live Once (1936), Dead End (1937), Summer Wishes, Winter Dreams (1973), Beetlejuice (1988) ฯ
รับบท Katherine Grant คู่หมั้นของ Joe Wilson เฝ้ารอวันจะได้แต่งงาน แต่พอวันนั้นมาถึงกลับเกิดเหตุการณ์สิ้นหวัง ครุ่นคิดว่าพบเห็นชายคนรักถูกไฟครอกเสียชีวิต ถึงอย่างนั้นเธอไม่ได้มีความโกรธเกลียดเคียดแค้นผู้ใด พร้อมยกโทษให้อภัย และเมื่อรับรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ จึงพยายามโน้มน้าวให้ล้มเลิกความอาฆาตแค้น
Sidney มีความกระตือลือล้นอยากร่วมงานผกก. Lang เห็นว่าคือบุคคลช่วยให้เขาได้เซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M และยังยินยอมลดค่าตัว (ขณะนั้นเธอคือหนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงสุดใน Hollywood) เพื่อโอกาสแสดงภาพยนตร์สามเรื่องติดๆ Fury (1936), You Only Live Once (1937) และ You and Me (1938)
ภาพลักษณ์ของ Sidney มีความร่าเริง บริสุทธิ์สดใส คนมองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นชายคนรักไม่มีวันกระทำสิ่งชั่วร้าย แต่เหตุการณ์วันนั้นทำให้เธอตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง หมดสูญเสียเรี่ยวแรงกำลังใจ ถึงอย่างนั้นเมื่อฟื้นคืนสติ สามารถยกโทษให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง ตำหนิต่อว่า Joe ที่ไม่ยินยอมครุ่นคิดถึงหัวอกผู้อื่น … การแสดงของเธอแทบจะแบบเดียวกันเปี๊ยบกับภาพยนตร์ Sabotage (1936)
ถ่ายภาพโดย Joseph Ruttenberg (1889-1983) ตากล้องสัญชาติ Russian เกิดที่ Berdychiv, Zhytomyr oblast (ปัจจุบันคือ Ukraine) ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพสู่สหรัฐอเมริกันเมื่อปี ค.ศ. 1895, เริ่มทำงานเป็นช่างภาพนิตยสาร Boston Globe ก่อนเข้าร่วมสตูดิโอ Fox Film Coperation ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1915 ถ่ายทำหนังเงียบ แต่เพิ่งมามีชื่อเสียงในยุคหนังพูด Fury (1936), A Day at the Races (1937), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Ziegfeld Girl (1941), Gaslight (1944), Julius Caesar (1953), และสามารถคว้า Oscar: Best Cinematograpy มากถึง 4 ครั้ง The Great Waltz (1938), Mrs. Miniver (1942), Somebody Up There Likes Me (1956) และ Gigi (1958)
สำหรับคนที่ไล่เรียงรับชมผลงานของผกก. Lang ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ พอมาถึง Fury (1936) คงรู้สึกผิดแผกแตกต่างจากเดินพอสมควร นั่นเพราะงานสร้างกลายเป็นโปรดักชั่น Hollywood ผิดแผกแตกต่างจากตอนทำงานอยู่ Germany ที่มีอิสรภาพในความคิดสร้างสรรค์ทุกสิ่งอย่าง! แต่ก็พยายามรักษาเอกลักษณ์ของตนเองผ่านวิธีการนำเสนอ การจัดแสง-เงามืด และพอมีกลิ่นอาย German Expressionism อยู่เล็กๆ
ผกก. Lang ขึ้นชื่อว่าเป็นเผด็จการในกองถ่าย โหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ไม่พึงพอใจอะไรก็ขึ้นเสียงด่าทอทีมงาน/นักแสดง หนังเรื่องนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน มีปัญหาขัดแย้งนักแสดง Spencer Tracy แค่การกินถั่วลิสง (Peanuts) เพียงซีนเดียวต้องถ่ายซ้ำ 13 เทคกว่าจะพึงพอใจ … ไม่น่าแปลกใจที่ Tracy จะปฏิเสธหวนกลับร่วมงานกันอีก
หนังทั้งเรื่องถ่ายทำในสตูดิโอ Metro-Goldwyn-Mayer Studios ระยะเวลาถ่ายทำสามเดือนระหว่างพฤศจิกายน ค.ศ. 1935 – กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1936
หนังเริ่มต้นด้วยการชวนเชื่อทุนนิยม สร้างค่านิยมความฝันอเมริกัน (American Dream) คู่รักหนุ่ม-สาวยืนมองร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ห้องนอนที่มีความหรูหรา เกิดความลุ่มหลงใหล เพ้อใฝ่ฝัน วางแผนทำงานเก็บเงิน เพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ และเลื่อนระดับจากชนชั้นแรงงาน (Working Class) สู่ชนชั้นกลาง (Middle Class)

เสื้อโค้ทของ Joe คงเกี่ยวอะไรสักอย่างฉีกขาด Katherine จึงลงมือเย็บซ่อมแซมด้วยด้ายสีน้ำเงิน นี่ไม่เพียงช่วยเธอตระหนักถึงบางสิ่งอย่างช่วงท้ายของหนัง (ว่าเขายังมีชีวิตอยู่) เรายังสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ หญิงสาวจักคือผู้ประสานรอยร้าว/หายนะบังเกิดขึ้นกับเขา ให้หวนกลับมาเป็นผู้เป็นคน ตัดสินใจทำสิ่งถูกต้องเหมาะสม

เจ้าสุนัขสายพันธ์ Cairn Terrier ในหนังชื่อว่า Rainbow, ตัวจริงคือ Terry (1933-45), อีกสองสามปีถัดมาจะได้แสดงภาพยนตร์ The Wizard of Oz (1939) รับบท Toto
ผมมองสุนัขตัวนี้คือตัวแทนความรัก/จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของ Joe แรกพบเจอยังสถานีรถไฟ (จะมองว่ามันคือตัวแทน Katherin ก็ได้เช่นกัน) เพราะความเฉลียวฉลาดจึงตัดสินใจรับเลี้ยง พาร่วมออกเดินทาง ก่อนเสียชีวิตระหว่างการประชาทัณฑ์ … ความตายของ Rainbow คือเสี้ยวส่วนหนึ่งที่ทำให้ Joe เกิดอารมณ์เกรี้ยวโกรธ ต้องการล้างแค้น หาบุคคลมารับผิดชอบหายนะทางใจครั้งนี้

To the buryin’ groun’
Massa don’t you cry
Oh carry me ‘long
There’s no more trouble for meI’m gonna roam to a happy home
Where all the doggies am free
I’ve worked long in the fields
I’ve handled many a hoeI’ll turn my eye before I die
And see the sugarcane grow
น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถหารายละเอียดบทเพลงนี้นอกจากชื่อ There’s No More Trouble for Me ขับร้องโดย Edna Mae Harris (1914-97) นักร้อง/นักแสดงเชื้อสาย African-American อาจจะเป็นบทเพลงพื้นบ้านของชาวผิวสี แต่เนื้อคำร้องรำพันความรู้สึก Katherine เชื่อมั่นอีกไม่นานจักได้ครองคู่แต่งงานกับชายคนรัก … แต่นี่มัน Death Flag ชัดๆเลย!

ระหว่างรับชมผมไม่ทันสังเกตสักเท่าไหร่ แต่พออ่านเจอว่าผกก. Lang เคยครุ่นคิดอยากให้พระเอกคือชายผิวสี แต่ยุคสมัยนั้นความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์ยังคงรุนแรง Hollywood คือดินแดนของคนขาว นักแสดงผิวสีเป็นได้เพียงคนใช้ รับจ้างขัดรองเท้า (Shoeshine) … ภาพช็อตนี้สำแดงสถานะทางสังคมได้อย่างชัดเจน!

People get funny impulses. If you resist them, you’re sane. If you don’t, you’re on your way to the nuthouse or the pen.
คำกล่าวของช่างตัดผมเกี่ยวกับแรงกระตุ้น (impulse) เป็นการอธิบายไม่ใช่แค่เหตุผลการก่ออาชญากรรม แต่ยังเหมารวมถึงการเกิดขึ้นของม็อบ ฝูงชนรวมกลุ่มเรียกร้องโน่นนี่นั่น ก่อความไม่สงบ ใช้ความรุนแรง ต้องการรุมประชาทัณฑ์อาชญากร … ถ้าคุณสามารถขัดขืนแรงกระตุ้น สันชาตญาณดังกล่าว แสดงว่ายังมีความเป็นมนุษย์, แต่ถ้าปล่อยตัวปล่อยใจ ปล่อยให้อารมณ์นำพาไป นั่นไม่ต่างจากพฤติกรรมของสัตว์เดรัจฉาน

มันช่างย้อนแย้งกันดี จุดเริ่มต้นการแพร่กระจายข่าวสารเกิดขึ้นจากช่างตัดผมคนนี้ (ที่เป็นคนพูดอธิบายเรื่อง ‘impulse’) ไม่สามารถอดกลั้นต่อแรงกระตุ้น เสือกเรื่องชาวบ้าน ได้ยินข่าวสารก็เร่งรีบโทรศัพท์หาภรรยา (ภาพในกระจกสะท้อนสันดานธาตุแท้ตัวตน) บอกว่าตำรวจสามารถจับกุมตัวชายผู้ต้องสงสัยว่าคืออาชญากรลักพาตัว

จริงๆสัตว์สัญลักษณ์ของการซุบซิบมันควรเป็นนก (นกแก้ว, นกสาลิกา) แต่ผกก. Lang เลือกใช้การ Cross-Cutting ฉายภาพเจ้าไก่ เอาว่ามันคือสัตว์ปีกเหมือนกัน ส่งเสียงจิกๆ จู้จี้ขี่บ่น … นี่เป็นลูกเล่นที่จักค่อยๆเลือนหายไปในผลงานยุคหลังๆของผกก. Lang อาจเพราะมันเหมาะกับหนังเงียบมากกว่า พอมาใส่ในหนังพูดมันดูไม่กลมกล่อมสักเท่าไหร่

อิทธิพลภาพยนตร์ของผกก. Lang คือการนำเสนอสาธารณะชน ด้วยการร้อยเรียงภาพบุคคลลุกขึ้นมาพูดคุย แสดงความคิดเห็น โต้ตอบกันไปมา แต่เราไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักพวกเขาเหล่านั้น คือใคร มาจากไหน ทำอาชีพอะไร? แค่เพียงรับฟังเสียง พบเห็นการกระทำ นำพาสู่เหตุการณ์บางอย่าง



เฉกเช่นเดียวกับสองคนนี้ ใครกัน? จู่ๆก็ปรากฎขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีการแนะนำตัวอะไรทั้งนั้น แต่ผู้ชมสามารถสังเกตจากบทสนทนา รายละเอียดรอบข้าง น่าจะนักการเมือง เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้มีอำนาจออกคำสั่ง/หยุดยับยั้งไม่ให้ส่งกองกำลัง National Guard เข้าปราบปรามการชุมนุม เพราะกลัวจะสูญเสียคะแนนโหวต
พอหลังหายนะบังเกิดขึ้น หนังจะหวนกลับมาหาพวกเขาอีกครั้ง ทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดพร่ำบ่น เอามือปิดหน้า เดินไปเดินมา คาดหวังว่าสาธารณะจะหันเหความสนใจสู่ประเด็นอื่น … ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่มีใครกล่าวโทษนักการเมือง/เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ไม่ส่ง National Guard เข้ามาปราบปรามการชุมนุม หันเหความสนใจสู่การพิจารณาคดี พุ่งเป้าโจมตีประชาชนที่ก่อการประชาทัณฑ์ ซะงั้น


ผมชอบช็อตที่มีเพียงเตียงนอน แล้วแสงสว่างจากภายนอกฉายเงาเข้ามาให้เห็นว่า Joe กำลังถูกควบคุมขังในเรือนจำ สะท้อนความรู้สึกภายในจิตใจที่ไร้หนทางออก ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ฉันทำผิดอะไรถึงถูกสังคมประชาทัณฑ์?
ทุกครั้งเมื่อ Joe เดินมาเกาะลูกกรงตรงหน้าต่าง สังเกตว่ามุมกล้องจะถ่ายเงยขึ้นเล็กน้อย ทิศทางเอียงๆ เฉียงๆ (Dutch Angle) เพื่อสื่อถึงความผิดปกติที่บังเกิดขึ้น ชายคนนี้ไม่ได้ทำอะไร กลับถูกจับกุม คุมขัง สังคมรุมประชาทัณฑ์ เปลวไฟกำลังมอดไหม้ทั้งภายนอกและจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเขา


กองไฟกำลังลุกมอดไหม้สถานีตำรวจ Katherine วิ่งเข้ามาพบเห็นด้วยสีหน้าตกตะลึง ดวงตาลุกโพง ก่อนร้อยเรียงภาพโคลสอัพใบหน้าชาวเมืองคนอื่นๆ ปกคลุมด้วยความมืดมิด พวกเขาดูกระหยิ่มยิ้ม สำแดางความภาคภูมิใจ ครุ่นคิดว่าได้กำจัดภัยพาล สร้างคุณูประโยชน์ต่อสาธารณชน แต่มันดูช่างเหี้ยมโหด โฉดชั่วร้ายยิ่งนัก … ใบหน้าของ Katherine เป็นบุคคลเดียวที่ไม่ถูกความมืดเข้าปกคลุม



แม้โชคดีว่า Joe สามารถหลบหนีออกจากเรือนจำได้ทันท่วงที แต่พอหวนกลับบ้าน พบเจอน้องๆทั้งสอง ภาพลักษณ์และจิตวิญญาณของเขาได้ปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง! เสื้อคลุมดูสีเข้มขึ้น ยืนหันหลังให้แสงสว่าง สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง (หนวดขึ้นนิดหน่อย) อัดแน่นด้วยความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น สำแดงเจตจำนงค์ว่าต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อทวงคืนความยุติธรรม ต้องมีบุคคลรับผิดชอบต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น


สองน้องชายของ Joe เดินทางไปเยี่ยมเยียน Katherine นั่งอยู่ตัวคนเดียวในห้องมืดมิด (หลังสูญเสียชายคนรัก โลกของเธอก็ปกคลุมอยู่ในความมืดมิด) สายตาดูล่องลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ปฏิเสธพูดคุยกับใคร แต่พอ Charlie จุดไม้ขีดไฟ บางคนอาจมองว่าเป็นการสะกดจิต แต่ภาพซ้อน Joe ในห้องขัง(ที่กำลังมอดไหม้) แสดงถึงบาดแผลทางใจ (Trauma) หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว (หรืออาจจะตีความว่าเธอค้นพบแสงสว่าง ก้าวออกมาจากความมืดมิดนั้น)


การประชาทัณฑ์ในอดีตมักไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิด เพราะมันไม่มีหลักฐานมัดตัว ชาวบ้านสามารถรวมหัว ไม่รู้ไม่เห็น ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แต่ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนผ่าน การมาถึงของสื่อภาพยนตร์ สามารถบันทึกภาพ แอบถ่ายทำสารคดี … Fury (1936) คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้ฟีล์มข่าว (Newsreel) เป็นหลักฐานสำหรับพิจารณาคดีความ!
เกร็ด: ในชีวิตจริงเพิ่งเริ่มมีการใช้ฟุตเทจภาพเคลื่อนไหว (Surveillance Footage) เป็นหลักฐานในศาลครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1935 ที่ Chesterfield, UK … จริงๆก่อนหน้านี้ก็เคยมีความพยายามหลายครั้ง แต่ศาลยังไม่ยินยอมรับเพราะมันสามารถจัดฉาก ทำการแสดง ส่วนคดีความดังกล่าวตำรวจคือผู้แอบถ่าย มีประจักษ์พยานรู้เห็นมากมาย

ค่ำคืนก่อนวันประกาศผลการพิพากษา Katherine แอบติดตามมาพบเจอ Joe ที่ยังมีชีวิตอยู่! มันช่างพอดิบพอดีฟ้าแลบ+ฟ้าผ่า ราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางใจ เป็นการใช้สภาพอากาศสะท้อนความรู้สึกจิตใจ เขาไม่อยากให้เธอเห็นตนเองในสภาพเช่นนี้ แต่พอมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอะไรยังไง

Joe ถูกหลอกหลอน พบเจอลางสังหรณ์ รวมถึงภาพซ้อนคนตายผู้กระทำความผิดทั้งหลาย ว่ากันตามตรงแม้งโคตรไม่สมเหตุสมผล! แต่ยุคสมัยนั้นภาพยนตร์ต้องก้มหัวให้กองเซนเซอร์ Hays Code เผด็จการที่ใช้ข้ออ้างความถูกต้องเหมาะสมทางศีลธรรม พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ฆ่าคนตายจึงไม่สมควรได้รับโทษทัณฑ์ พระเอกผู้เกรี้ยวโกรธ/ผกก. Lang จึงจำยินยอม ประณีประณอม ก็ต้องศิโรราบตามคำสั่ง

ผมไม่ได้สนใจสุนทรพจน์ตอนจบสักเท่าไหร่ แค่บังเอิญพบเห็นความแตกต่างของสองภาพนี้ สังเกตจากทรงผม และการจัดแสงด้านหลัง เหมือนถ่ายคนละวัน! (ระหว่างสองช็อตนี้จะมีแทรกภาพ Katherine รู้สึกซาบซึ้งที่เขายินยอมออกมาพูดความจริง)
ความแตกต่างเล็กๆน้อยๆนี้อาจสะท้อนถึงมุมมองตัวละครที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป จากเคยอคติ อาฆาตแค้น ปัจจุบันสามารถปล่อยละวาง มองโลกมุมกว้างขึ้น และบังเกิดแสงสว่างด้านหลัง


ตัดต่อโดย Franklin Starbuck Sullivan (1896-1972) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ St. Paul, Minnesota เป็นน้องชายของนักเขียน C. Gardner Sullivan, เริ่มเป็นนักตัดต่อตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ผลงานเด่นๆ อาทิ Mata Hari (1931), Fury (1936), Babes in Arms (1939), The Philadelphia Story (1940), Woman of the Year (1942), Joan of Arc (1948) ฯ
เรื่องราวของหนังเริ่มต้นจากคู่รัก Joe Wilson และ Katherine Grant เฝ้ารอคอยจะได้ครองคู่อยู่ร่วมกัน พอวันนั้นมาถึงฝ่ายชายกลับถูกตำรวจจับกุม ครุ่นคิดว่าอาจคืออาชญากรลักพาตัว พอข่าวซุบซิบแพร่กระจายไปทั่ว ฝูงชนจึงรวมกลุ่มห้อมล้อมหน้าสถานีตำรวจ เรียกร้องต้องการทำประชาทัณฑ์ หลังจากความจริงเป็นที่ประจักษ์ Joe คือผู้บริสุทธิ์ จึงเกิดการฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาล มันต้องผู้รับผิดชอบต่อหายนะบังเกิดขึ้น!
- Joe Wilson & Katherine Grant
- ระหว่างเวลาขึ้นรถไฟ Joe & Katherine เดินพรอดรัก พร่ำความฝัน สักวันเราสองจะแต่งงานกัน
- Joe และน้องชายทั้งสองเปิดกิจการปั๊มน้ำมัน เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อรถคันใหม่
- Joe ผู้โชคร้าย
- Joe ขับรถออกเดินทางไปรับ Katherine แต่ระหว่างทางถูกตำรวจจับกุม
- ด้วยความบังเอิญหลายๆอย่าง Joe กลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าคืออาชญากรลักพาตัว
- ร้อยเรียงภาพชาวเมืองซุบซิบนินทา
- จากนั้นรวมกลุ่มกันหน้าสถานีตำรวจ เรียกร้องขอประชาทัณฑ์อาชญากรผู้นั้น
- ฝูงชนเริ่มใช้ความรุนแรงบุกเข้าไปในสถานีตำรวจ
- Katherine พอทราบข่าวเร่งรีบออกเดินทางมาหา
- ก่อนพบเห็นฝูงชนจุดไฟเผาสถานีตำรวจ และ Joe น่าจะถูกไฟครอกตาย
- Joe ผู้เกรี้ยวโกรธ
- Joe หวนกลับหามาน้องชาย เรียกร้องขอให้พวกเขาหาทนาย ทำการฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาล
- น้องชายของ Joe แวะเวียนมาหา Katherine ที่มีสภาพแน่นิ่ง ก่อนสามารถฟื้นตื่นขึ้นมา
- การพิจารณาคดีโดยพยานฝั่งจำเลยช่วยกันปกป้องตนเอง แสร้งทำทองไม่รู้ร้อน
- แต่พอทนายฉายฟีล์มภาพยนตร์ พวกเขาเหล่านั้นก็แทบจำนนต่อหลักฐาน
- Katherine ขึ้นให้การ แต่เธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจากน้องชายของ Joe
- Katherine เดินทางไปยังเผชิญหน้ากับ Joe เรียกร้องขอให้เขาเปิดเผยตนเอง
- ค่ำคืนก่อนการอ่านคำพิพากษา Joe เกิดความหวาดระแวง เห็นภาพหลอน
- วันถัดมาก่อนผู้พิพากษากำลังจะอ่านคำตัดสิน Joe ตัดสินใจปรากฎตัวต่อหน้าศาล
Fury (1936) มักได้รับการเปรียบเทียบกับ M (1931) ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับศาลเตี้ย ประชาทัณฑ์ (ประชาชนไม่เชื่อมั่นในกฎหมาย/การทำงานของตำรวจ) และวิธีการนำเสนอที่จะมีช่วงหนึ่งดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสาธารณะชน ร้อยเรียงภาพผู้คนแสดงความคิดเห็น รวมกลุ่มกันเพื่อทำบางสิ่งอย่าง … อาจจะเรียกภาคต่อทางจิตวิญญาณได้เลยกระมัง
เพลงประกอบโดย Franz Waxman หรือ Franz Wachsmann เกิดที่ Königshütte, German Empire (ปัจจุบันคือ Chorzów, Poland) ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เมื่อตอนสามขวบถูกน้ำร้อนลวก ทำให้ตาซ้ายบอดสนิท โตขึ้นเข้าเรียนการแต่งเพลง/กำกับวงดนตรี Dresden Music Academy จบออกมากลายเป็นวาทยกรให้กับภาพยนตร์ The Blue Angel (1930), ได้รับเครดิตครั้งแรก Burglars (1930), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Liliom (1934), การมาถึงของ Nazi Germany จึงตัดสินใจอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกา สรรค์สร้างผลงานเด่นๆมากมายนับไม่ถ้วน Bride of Frankenstein (1935), Fury (1936), Captains Courageous (1937), The Philadelphia Story (1940), Rebecca (1940), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Suspicion (1941), Sunset Boulevard (1950), Night and the City (1950), A Place in the Sun (1951), Rear Window (1954), The Nun’s Story (1959) ฯ
ผกก. Lang เข้าสู่วงการตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหนังพูด เมื่อตอนสรรค์สร้าง M (1931) ก็มีเพียง Non-Diegetic (ดังขึ้นจากแหล่งกำเนิดเสียง) แสดงถึงความยังไม่ค่อยมักคุ้นการใช้เพลงประกอบภาพยนตร์
Fury (1936) แม้พอมีการใช้ ‘diegetic music’ ระหว่างหนุ่มสาวพรอดรัก (โรแมนติก), ฝูงชนเริ่มต้นรวมกลุ่มเดินขบวนไปหน้าสถานีตำรวจ (ลุ้นระทึก) และช่วงท้ายเมื่อ Joe เกิดอาการหวาดระแวง พบเห็นภาพหลอน (ขนหัวลุกพอง), แต่ผมรู้สึกว่าผกก. Lang ดูจะหลงใหลกับการใช้เสียงประกอบ (Sound Effect) โดยเฉพาะซีเควนซ์การประชาทัณฑ์ จุดไฟเผาไหม้โรงพัก สร้างความสับสนวุ่นวาย ไม่จำเป็นต้องแทรกใส่บทเพลงใดๆ
งานเพลงของ Waxman เริ่มต้นด้วยเสียงเครื่องเป่าแปร้น แปร้น ทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงความเกรี้ยวโกรธ (Fury) แทบจะโดยทันที (ถ้าเอาท่วงทำนองนี้ไปใส่ระหว่างการประทัณฑ์ น่าจะทำให้หนังทรงพลังยิ่งๆขึ้นอีก) ก่อนจะผันสู่ท่วงทำนองโรแมนติกหวานฉ่ำ น้ำตาลขึ้นมด เหตุการณ์เลวร้ายบังเกิดขึ้น ประเดี๋ยวมันก็จักพานผ่านไป
Fury (1936) นำเสนอเรื่องราวอันโชคร้ายของชายหนุ่มบ้านๆ แค่เพียงคนธรรมดาสามัญ ถูกตำรวจจับผิดตัว ใครต่อใครเลยครุ่นคิดว่าคืออาชญากรจึงรวมกลุ่มเพื่อรุมประชาทัณฑ์ แต่เมื่อความจริงเป็นที่ประจักษ์ คนเหล่านั้นกลับทำทองไม่รู้ร้อน มันสมควรต้องมีการตัดสินโทษทัณฑ์อะไรบางอย่างต่อพวกเขาเหล่านั้น!
ยุคสมัยก่อนที่ยังล้าหลัง บ้านป่าเมืองเถื่อน กฎหมายเข้าไม่ถึงทุกชุมชน ศาลเตี้ย ประชาทัณฑ์ (Lynching) คือรูปแบบหนึ่งในการพิพากษาตัดสิน ใครกระทำความผิด ขัดต่อหลักศีลธรรม/สามัญสำนึก จนผู้คนหมู่มากยินยอมรับไม่ได้ ก็จักถูกลงโทษทัณฑ์ตามความเหมาะสมของสังคมนั้นๆ, แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน บ้านเมืองมีขื่อมีแปร กฎหมายถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการพิพากษาตัดสิน ด้วยเหตุนี้วิธีการประชาทัณฑ์ จึงถูกมองว่าเฉิ่มเชย ล้าหลัง ไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมอีกต่อไป!
ถึงอย่างนั้นช่วงต้นศตวรรษที่ 20th เรื่องราวอย่าง Fury (1936) ยังเป็นสิ่งพบเจอได้ทั่วๆไป (ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา) ปัญหาสังคมที่ไร้หนทางออก หรือมีข้อกฎหมายรองรับ ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามชักชวนผู้ชม และผู้มีอำนาจเบื้องบน ให้ช่วยครุ่นคิดหาหนทางแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำรอย ไม่รู้จักจบจักสิ้น
เมื่อตอนผกก. Lang สรรค์สร้าง M (1931) ได้สะท้อนสภาพตกต่ำของสาธารณรัฐไวมาร์ (เยอรมันก่อนการมาถึงของ Nazi) ความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนรวมกลุ่มกันใช้ศาลเตี้ย เผชิญหน้าจับกุมฆาตกรต่อเนื่อง, Fury (1936) ที่มองผิวเผินมีพล็อตเรื่องราวละม้าย ประชาชนไม่ไว้ใจตำรวจจึงรวมกลุ่มกันรุมประชาทัณฑ์อาชญากร แต่เนื้อหาแท้จริงนั่นเป็นการสะท้อนสภาพสังคมอเมริกันที่อัดแน่นด้วยความเกรี้ยวโกรธ บันดาลโทสะ พร้อมระเบิดระบายอารมณ์ออกมาได้ทุกขณะ
ก่อนหน้าเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M, ผกก. Lang ใช้เวลาขวบปีออกเดินทางทัวร์สหรัฐอเมริกา ซึมซับวัฒนธรรม พบเห็นวิถีชีวิต สภาพเป็นจริงของดินแดนแห่งนี้ที่ไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อน ผมก็ไม่รู้เขาพบเจออะไรมาบ้าง แต่ความตั้งใจดั้งเดิมต้องการให้ตัวละครของ Spencer Tracy คือชายผิวสีที่ถูกเข้าใจผิดแล้วโดนรุมประชาทัณฑ์ มันก็พอเห็นภาพรากเหง้าทางอารมณ์ มีที่มาที่ไปจากอะไร
นอกจากสะท้อนสภาพสังคมอเมริกัน ผมยังครุ่นคิดว่า Fury (1936) ยังคืออารมณ์เกรี้ยวโกรธของผกก. Lang ต่อการขึ้นมาเรืองอำนาจของ Nazi ไม่ต่างจากตัวละครของ Tracy ฉันไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ต้องตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศ อพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกา เฝ้ารอคอยวันเวลาล้างแค้น โต้ตอบทวงคืนความยุติธรรม
น่าเสียดายตอนจบของหนังจำต้องประณีประณอมต่อวิถี Hollywood (อาจรวมถึงกองเซนเซอร์ Hays Code) เลยจบลงด้วยสาระข้อคิด วิธีการถูกต้องเหมาะสม และให้ผู้ชมเดินออกจากโรงภาพยนตร์ด้วยรอยยิ้ม Happy Ending … แต่ผู้ชมสมัยใหม่จะรู้สึกค้างๆคา จบแบบอารมณ์ไม่ได้รับการเติมเต็ม
ด้วยทุนสร้าง $604,000 เหรียญ สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $685,000 เหรียญ รวมทั่วโลกประมาณ $1.3 ล้านเหรียญ มีรายงานจากสตูดิโอ M-G-M ว่าได้กำไรประมาณ $248,000 เหรียญ ไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ก็ยังดีกว่าขาดทุนย่อยยับ
หนังได้เข้าชิง Oscar: Best Writing, Original Story ทั้งๆที่ Norman Krasna เพียงเสนอแนะไอเดีย ไม่ได้เขียนอะไรสักสิ่งอย่าง! แต่ก็พ่ายให้กับ The Story of Louis Pasteur (1936)
ปัจจุบันหนังได้รับการแสกนใหม่ ‘digital transfer’ คุณภาพ 4K แต่ทว่าแผ่น Blu-Ray ของค่าย Warner Archive Collection กลับเพียงแค่ HD-Transfer จัดจำหน่ายปี ค.ศ. 2021
เกร็ด: บรรดาภาพยนตร์ที่ผกก. Lang สรรค์สร้างใน Hollywood ชื่นชอบโปรดปรานมากที่สุดก็คือ Fury (1936)
ผมรู้สึกว่า Fury (1936) คือภาพยนตร์ Hollywood มีวิสัยทัศน์ใกล้เคียงผกก. Lang เมื่อครั้นเป็นปรมาจารย์หนังเงียบที่สุดแล้ว หลายสิ่งอย่างดูละม้ายคล้าย M (1931) แต่ขาดความกลมกล่อม บทพูดฟังดูเฉิ่มเฉย รู้สึกเหมือนถูกชักจูง บิดเบือน (Manipulative) และส่วนตัวไม่ชอบตอนจบสักเท่าไหร่ อย่างน้อยน่าจะมีบทลงโทษม็อบ ไม่ใช่เอาแค่ Happy (Hollywood) Ending … นั่นสร้างความเกรี้ยวโกรธยิ่งกว่าตอนถูกม็อบรุมกระท้ายเสียอีก!
จัดเรต 13+ กับความรุนแรงของม็อบ


ใส่ความเห็น