
You Only Live Once (1937)
: Fritz Lang ♥♥♥♥
ได้แรงบันดาลจากคู่รักอาชญากร Clyde Barrow และ Bonnie Parker (Bonnie and Clyde) แต่การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ในยุคสมัยกองเซนเซอร์ Hays Code โดนสั่งห้ามโน่นนี่นั่น ถูกหั่นออกไปกว่า 15 นาที ถึงอย่างนั้นกลับยังได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ กลายเป็นต้นแบบหนังนัวร์ (early Film Noir)
no flash of a man’s face contorted with agony, no showing of a woman lying on the sidewalk, no hurling of bombs, no cop lying on the street, his face contorted with pain, no truck crushing out the life of a cop, no terrible screaming, no shots of bodies lying around, no figure of a little girl huddled in death, no shrieks.
Joseph Breen
ต้นฉบับหนังความยาว 100 นาที ถูกสั่งตัดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่มีความรุนแรง ล่อแหลม สุ่มเสี่ยงขัดต่อหลักศีลธรรมจรรยา ความถูกต้องเหมาะสมในยุคสมัยนั้น จนหลงเหลือเพียง 85 นาที! (ฟุตเทจถูกหั่นทิ้งสูญหายตามกาลเวลา) นี่ถือเป็นช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ของกองเซนเซอร์ Hays Code บุคคลโชคร้ายคือผกก. Lang จะว่าไปประสบโชคชะตาไม่แตกต่างจากตัวละครของ Henry Fonda
เมื่อตอนผมเขียนถึง Bonnie and Clyde (1967) ก็ได้รับรู้จัก You Only Live Once (1937) เรียนรู้ว่าคือครั้งแรกของหนังคู่รักอาชญากร บังเกิดความฉงนสงสัยว่าได้รับอนุญาตผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code ได้อย่างไร? ผกก. Lang ดูแล้วก็น่าจะไม่รับรู้ตัวเช่นกัน จนกระทั่งตัดต่อหนังเสร็จ ผลลัพท์ก็อย่างที่อธิบายไป … Hays Code เพิ่งเริ่มมีอำนาจในปี ค.ศ. 1934 (ใกล้ๆกับตอน Nazi ขึ้นมาเรืองอำนาจ) บรรดาโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ จึงยังไม่ตระหนักรับรู้อิทธิฤทธิ์ขององค์กรนี้สักเท่าไหร่
แม้หลายสิ่งอย่างจะถูกปรับเปลี่ยนจากวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของผกก. Lang แต่ลูกเล่น ลีลาภาพยนตร์ มุมกล้องแปลกๆ จัดแสงประหลาดๆ สร้างบรรยากาศ German Expressionism ยังคงโดดเด่นชัดเจน! ผู้ชมสามารถสัมผัสอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม ผู้คนรอบข้าง หล่อหลอมให้ตัวละครหันเข้าหาด้านมืด ก่ออาชญากรรม ปล้น-ฆ่า โหยหาอิสรภาพ … หนังคละคลุ้งกลิ่นอายหนังนัวร์อย่างชัดเจน!
Friedrich Christian Anton ‘Fritz’ Lang (1890-1976) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary มารดาเป็นชาว Jewish ก่อนเปลี่ยนมา Catholicism ส่วนบิดาทำงานก่อสร้าง บุตรชายอยากดำเนินรอยตามด้วยการเข้าศึกษาวิศวกรรมโยธา Technische Hochschule Wien, Vienna แต่ไม่นานก็หันเหความสนใจมาร่ำเรียนศิลปะ จากนั้นออกเดินทางท่องยุโรป ฝึกฝนวาดรูปที่ Paris, ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาสาสมัคร Imperial Austrian Army สู้รบกับ Russian และ Romania ได้รับบาดเจ็บสูญเสียการมองเห็นดวงตาขวา ระหว่างพักรักษาตัวอยู่กับ Red Cross ได้รับชมละคอนเวทีของ Max Reinhardt จึงเริ่มสนใจการแสดง ต่อด้วยภาพยนตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเดินทางสู่ Berlin ทำงานเขียนบท กำกับหนังเงียบเรื่องแรก The Halfbreed (1919), ผลงานเด่นๆ อาทิ Destiny (1921), Dr. Mabuse the Gambler (1922), Die Nibelungen (1924), Metropolis (1927), เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด M (1931), The Testament of Dr. Mabuse (1933), การเรืองอำนาจของ Nazi Germany แล้วได้ยิน Joseph Goebbels กล่าวว่า “Mr. Lang, we decide who is Jewish and who is not.” ค่ำคืนนั้นตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศ กำกับหนังฝรั่งเศส Liliom (1934) ก่อนมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา กำกับหนัง Hollywood เรื่องแรก Fury (1936)
แม้เสียงตอบรับของ Fury (1963) จะค่อนข้างดี ทำกำไรนิดๆหน่อยๆ แต่สตูดิโอ M-G-M กลับเลือกไม่ต่อสัญญา เพราะไม่แน่ใจทัศนคติทางการเมืองของผกก. Lang จะสรรค์สร้างภาพยนตร์ไปในทิศทางไหน? จนกระทั่งนักแสดงสาว Sylvia Sidney ทำการเร่งเร้าโปรดิวเซอร์ Walter Wanger (เพิ่งแยกตัวออกมาตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Walter Wanger Productions, Inc.) เพราะอยากร่วมงานผู้กำกับคนโปรดอีกสักครั้ง!
ขณะนั้นผกก. Lang สุ่มพัฒนาโปรเจค (Working Title) Three Time Loser ใช้เวลาสี่สัปดาห์ร่วมกับสองนักเขียน Gene Towne และ C. Graham Baker โดยนำแรงบันดาลใจจากคู่รักอาชญากร Clyde Barrow และ Bonnie Parker ปล้น-ฆ่า ลักพาตัว เวียนวนอยู่ในย่าน Central United States ช่วงระหว่างภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ Great Depression (1929-39) และเพิ่งถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี ค.ศ. 1934
ความตั้งใจดั้งเดิมของผกก. Lang ต้องการนำเสนอสิ่งเรียกว่าผลกระทบทางสังคม (Social Implications) ชายหนุ่มเข้าสู่แวดวงอาชญากรรมเนื่องจากอิทธิพลแวดล้อม การแสดงออกของผู้คนรอบข้าง หล่อหลอมให้เขาบังเกิดอคติ แสดงพฤติกรรมต่อต้านขนบวิถี กฎหมายบ้านเมือง แต่พอยื่นบทหนังให้กองเซนเซอร์ Hays Code ก็ถูกสั่งปรับเปลี่ยนหลายสิ่งอย่าง กลายมาเป็นอดีตนักโทษเพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ … นี่ขนาดว่าบทหนังผ่านการแก้ไขจนได้รับอนุมัติสร้าง แต่พอตัดต่อหนังเสร็จยังถูกหั่นโน่นนี่นั่นออกไปอีก
ปล. เผื่อคนไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของกองเซนเซอร์ Hays Code ก่อนการสร้างภาพยนตร์ทุกเรื่องจะต้องส่งบทหนังไปให้ตรวจสอบ ถ้าได้รับการอนุมัติถึงสามารถเริ่มต้นโปรดักชั่น และพอตัดต่อเสร็จก็ต้องส่งให้พิจารณาอีกรอบ … นี่มันต่างอะไรกับเผด็จการเบ็ดเสร็จ/Nazi Germany?
เรื่องราวของ Eddie Taylor (รับบทโดย Henry Fonda) เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ วาดฝันชีวิตรัก แต่งงานกับแฟนสาว Joan Graham (รับบทโดย Sylvia Sidney) แต่การเป็นอดีตนักโทษ ทำให้ใครต่อใครตีตราว่าร้าย ครุ่นคิดว่าไม่ใช่คนดี ถูกไล่ออกจากงาน ใส่ร้ายป้ายสีว่าคือโจรปล้นธนาคาร ตัดสินโทษประหารชีวิต
แฟนสาว Joan จากเคยมีความเชื่อมั่นในระบอบยุติธรรม หลังแฟนหนุ่มถูกจับกุม ตัดสินโทษประหารชีวิต ทำให้เธอตกอยู่ในความสิ้นหวัง หลังจากเขาหลบหนีออกจากเรือนจำ จึงร่วมออกเดินทางจากรัฐหนึ่งสู่รัฐหนึ่ง ใช้ชีวิตหลงเหลืออย่างคุ้มค่าที่สุด
Henry Jaynes Fonda (1905-82) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Grand Island, Nebraska ในครอบครัว Christian Scientist วัยเด็กเป็นคนขี้อาย ชอบว่ายน้ำ เล่นสเก็ต และวิ่งแข่ง โตขึ้นวาดฝันอยากทำงานสายข่าว เข้าศึกษาต่อ University of Minnesota แต่ไม่ทันเรียนจบกลายมาเป็นนักแสดงที่ Omaha Community Playhouse อาศัยอยู่ร่วมห้องพักเดียวกับเพื่อนสนิท James Stewart, เริ่มมีชื่อเสียงจาก Broadway เรื่อง The Farmer Takes a Wife (1934) กลับมารับบทเดิมในฉบับภาพยนตร์ปี 1935, ติดตามด้วย You Only Live Once (1937), Jezebel (1938), Young Mr. Lincoln (1939), Jesse James (1939), ผลงานขึ้นหิ้ง อาทิ The Grapes of Wrath (1940), The Lady Eve (1941), The Ox-Bow Incident (1943), My Darling Clementine (1946), War and Peace (1956), 12 Angry Men (1957), How the West Was Won (1965) ฯ
เกร็ด: Henry Fonda ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #6
รับบท Eddie Taylor ก่อนหน้านี้เคยลักเล็กขโมยน้อย ติดคุกมาแล้วสามครั้ง ตั้งใจว่ากลับออกไปรอบนี้จะทำงานสุจริต หาเงินแต่งงานกับแฟนสาว Joan แต่การเป็นอดีตนักโทษจึงถูกมองในแง่ร้าย บุคคลเชื่อถือไม่ได้ โดนไล่ออกจากงาน เข้าใจผิดว่าเป็นโจรปล้นธนาคาร โชคชะตาเล่นตลกศาลตัดสินโทษประหาร จึงพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหลบหนี
ในตอนแรกสตูดิโออยากได้ Spencer Tracy หวนกลับมาประกบ Sylvia Sidney ต่อจากภาพยนตร์ Fury (1936) แต่เจ้าตัวประกาศกร้าวไม่ขอร่วมงานผกก. Lang, เห็นว่า Sidney เป็นคนเลือก Henry Fonda ประทับใจจากการร่วมงาน The Trail of the Lonesome Pine (1936) ได้รับบทนำครั้งแรก แม้หนังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถือว่าแจ้งเกิดในวงการ
มันไม่ใช่ว่า Tracy เล่นไม่ดี ผมแค่รู้สึกว่าหน้าโหดไปนิด ไม่ค่อยเหมาะกับฉากหวานแววโรแมนติก แต่ครึ่งหลังของ Fury (1936) ถือว่าใช่เลย สำแดงอารมณ์เกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น พร้อมโต้ตอบเอาคืนอย่างรุนแรง, ตรงกันข้ามกับ Fonda หน้าละอ่อน เสียงหวานๆ น้ำตาลขึ้นมด ชวนให้ผู้ชมเคลิบเคลิ้มหลงใหล แล้วพอตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง อาจคลุ้มคลั่งไม่เทียบเท่า แต่ผู้ชมจักรู้สึกสงสารเห็นใจ ลุ้นระทึก เป็นกำลังใจให้สามารถเอาตัวรอดปลอดภัย
บทบาทนี้ของ Fonda ถูกมองว่าเป็นต้นแบบ (Prototype) ก่อนกาลมาถึงของ Tom Joad ภาพยนตร์ The Grapes of Wrath (1940) ชายผู้มีจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ก่อนถูกปัจจัยแวดล้อมรอบข้างทำให้แปดเปื้อน ต้องมลทิน ไม่ชอบความรุนแรง แต่ท้ายที่สุดมิอาจอดกลั้นฝืนทนต่อความอยุติธรรมในสังคม
Sylvia Sidney ชื่อจริง Sophia Kosow (1910-99) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ The Bronx, New York ในครอบครัวผู้อพยพ Russian-Romanian Jewish พออายุห้าขวบ บิดา-มารดาหย่าร้าง ได้รับการเลี้ยงดูจากบิดาบุญธรรม Sigmund Sidney (เลยใช้นามสกุลบิดามาตั้งแต่นั้น) แม้วัยเด็กมีนิสัยขี้อาย แต่ตัดสินใจเลือกอาชีพนักแสดง Theater Guild’s School for Acting ก่อนปรากฎตัวประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก The Sorrows of Satan (1926), ผลงานเด่นๆ อาทิ City Streets (1931), Madame Butterfly (1932), Sabotage (1936), Fury (1936), You Only Live Once (1936), Dead End (1937), Summer Wishes, Winter Dreams (1973), Beetlejuice (1988) ฯ
รับบท Joan ‘Jo’ Graham เลขาสาว ทำงานสำนักทนายของรัฐ (Public Defender) ตกหลุมรักแฟนหนุ่ม Eddie Taylor แม้อีกฝ่ายติดคุกมาแล้วสามครั้ง ยังพยายามให้การปกป้อง เชื่อมั่นว่าเป็นคนดี พอเขาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโจรปล้นธนาคาร ร้องขอให้เข้ามอบตัว ก่อนได้รับบทเรียนความอยุติธรรม สูญสิ้นความเชื่อมั่นต่อระบบ ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อหนีตามไปกับเขา
ตรงกันข้ามกับ Spencer Tracy ประกาศกร้าวไม่ขอร่วมงาน, ตัวจริงของ Sidney ก็ไม่แตกต่างจากตัวละครในหนัง จิตใจดีงาม ราวกับแม่พระ ให้ความช่วยเหลือผกก. Lang จนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้!
ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของ Joan เรียกร้องขอให้แฟนหนุ่มเข้ามอบตัว ทำให้ Eddie ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต นั่นทำให้เธอตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง (อารมณ์เดียวกันเป๊ะกับ Fury (1936)) แต่คราวนี้ยังหมดสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้เขาหลบหนีออกจากเรือนจำ แล้วออกติดตามไปทุกแห่งหน เป็นตายฉันไม่สน ขอเพียงเราสองได้อยู่เคียงข้าง ใช้ชีวิตหลงเหลืออย่างคุ้มค่าที่สุด
หายนะของหนังเรื่องนี้ (ล้มเหลวทั้งรายรับและเสียงของนักวิจารณ์) รวมถึงความเผด็จการในกองถ่ายของผกก. Lang จึงไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย ก่อนจะได้ Sidney ช่วยเหลือครั้งสุดท้าย “three-time loser” กับภาพยนตร์ You and Me (1938) แต่ผลลัพท์ “my first real flop” – Fritz Lang
ถ่ายภาพโดย Leon Shamroy (1901-74) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City บิดาอพยพจากรัสเซีย เปิดกิจการร้านขายยา แต่บุตรชายใฝ่ฝันอยากเป็นวิศวกร พอครอบครัวย้ายสู่ Los Angeles ได้รับรู้จัก D. W. Griffith เข้าทำงานห้องแลปสตูดิโอ Fox ก่อนกลายเป็นตากล้องหนังทดลอง The Last Moment (1928), ติดตาม Robert J. Flasherty เดินทางสู่ Mexico ถ่ายทำ Acoma, the Sky City แต่ฟีล์มหนังถูกไฟไหม้เสียหายย่อยยับ, ผลงานเด่นๆ อาทิ You Only Live Once (1937), The Young in Heart (1938), Twelve O’Clock High (1949),The Robe (1953), The King and I (1956), South Pacific (1958), The Agony and the Ecstasy (1965), Planet of the Apes (1968), เป็นเจ้าของสถิติเข้าชิง Oscar: Best Cinematography สูงสุด 18 ครั้ง คว้ามา 4 รางวัล The Black Swan (1942), Wilson (1944), Leave Her to Heaven (1945), Cleopatra (1963)
งานภาพของหนังเต็มไปด้วยมุมกล้องแปลกๆ จัดแสงฟุ้งๆ คละคลุ้งหมอกควัน เต็มไปด้วยภาพระยะกลาง-ใกล้ (Medium & Close-Up Shot) เพื่อให้พบเห็นปฏิกิริยาอารมณ์ของนักแสดงอย่างชัดเจน … นี่เป็นสิ่งที่กองเซนเซอร์ Hays Code ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ สั่งให้ตัดออกพอสมควร เพราะมองว่าทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจอาชญากร!
เกินกว่าครึ่งถ่ายทำตอนกลางคืน ละเล่นกับแสงสว่าง-เงามืด กลิ่นอายหนังนัวร์ชัดเจนมากๆ แต่เมื่อไหร่ที่ Eddie อยู่เคียงข้าง Joan มักทำออกมาให้มีบรรยากาศฟุ้งๆ เหมือนฝัน ช่วงเวลาแห่งความสุข(กระสันต์)ของคู่รัก … สไตล์ผกก. Lang รับอิทธิพลมาจาก (German) Expressionism หลายๆช็อตฉากจึงลักษณะเหมือนการสำแดงอารมณ์ (Expressionism)
ผกก. Lang ได้รับอนุญาตจากโปรดิวเซอร์ Walter Wanger มอบอิสระในการทำงาน “permitting to do just as he pleases” ผลลัพท์ก็คือแย่งหน้าที่ตากล้อง ลงมาจัดรายละเอียด แสงสว่าง-เงามืด รายละเอียดในเฟรมด้วยตนเอง (Shamroy มีหน้าที่แค่ Camera Operation) ด้วยเหตุนี้งานภาพของหนังจึงถือเป็นวิสัยทัศน์ของผู้สร้างอย่างแท้จริง!
[Lang] directs the setting up of the camera instead of leaving it largely to the photographer. Thus far the camera has not rested once on a stationary tripod, always being mounted on a crane, and when the characters aren’t moving, the lens is.
บทความจาก New York Times
หนังใช้เวลาโปรดักชั่น 44 วัน ช่วงปลายปี ค.ศ. 1936 แล้วพอส่งไปให้กองเซนเซอร์ Hays Code วันสิ้นปี 31 ธันวาคม ค.ศ. 1936 ได้รับการตอบกลับให้หั่นฉากโน่นนี่นั่นประมาณ 15 นาที ช่วงต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 1937 จึงมีการถ่ายซ่อมอย่างเร่งรีบเพื่อให้ทันฉายปลายเดือน
ภาพแรกของหนัง ฉายประตูทางเข้า Hall of Justice (ศาลยุติธรรม?) แต่แทนที่จะถ่ายภาพสถานที่จริง กลับเป็นฉากสร้างขึ้นในสตูดิโอ ราวกับจะสื่อถึงการไม่มีอยู่จริง? และอีกสิ่งน่าสนใจก็คือถ่ายมุมเงย (มักสื่อถึงอำนาจบาดใหญ่) หันกล้องเอียงๆ มันช่างดูบิดๆเบี้ยวๆ (กลิ่นอาย German Expressionism)

คำพร่ำบ่นของพ่อค้าขายผลไม้นี่ก็น่าสนใจ ตำรวจต่างอะไรจากอาชญากร? สวมเครื่องแบบหรู อ้างปฏิบัติตามกฎหมาย หน้าที่ปกป้องพลเรือน แต่การแอบหยิบแอปเปิ้ล (=ผลไม้ในสวนอีเดน) วันละลูกสองลูก บางคนอาจมองว่าสินน้ำใจ พอรวมๆปีหนึ่งสามร้อยกว่าลูก ต่างอะไรจากเรียกค่าไถ่? ไปร้องเรียนหน่วยงานไหนต่างเพิกเฉยเฉื่อยชา มองว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ตรงไหนกัน? … ความคอรัปชั่นเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น เพิกเฉย ทำทองไม่รู้ร้อน ก่อนมันจะบานปลายเป็นเรื่องใหญ่โดยไม่รู้ตัว
แอปเปิ้ล ผลไม้ในสวนอีเดน ถูกพระเจ้าสั่งห้าม แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ รวมถึงถูกล่อลวงโดยสิ่งชั่วร้าย พอได้กัดกินก่อบังเกิดองค์ความรู้ ขณะเดียวกันก็ทำให้ถูกขับไล่ออกจากสรวงสวรรค์ … นัยยะของ Knowledge, Immortality, Temptation และ The Fall of Man and Sin

ระหว่างที่พัศดีกล่าวคำอำลา เทศนาสั่งสอน Eddie ก่อนได้รับการปล่อยตัว มันจะมีขณะหนึ่งที่เขาหยิบผลไม้ขึ้นมารับประทาน ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเชอรี่หรืออะไร? … แอบเสียดายน่าจะใช้แอปเปิ้ล เพื่อต่อยอดนัยยะที่เพิ่งอธิบายไป สามารถสะท้อนความคอรัปชั่นของหน่วยงานรัฐได้เป็นอย่างดี
ส่วนฟากฝั่งของ Eddie นอกจากเงากรงขังลางๆด้านหลัง สิ่งน่าสนใจก็คือต้นกระบองเพชร นี่อาจสื่อแทนสัญลักษณ์ตัวละคร หนามแหลมสะท้อนสถานะอดีตคนคุก มักถูกมองว่าเป็นภัยต่อสังคม คนไม่กล้าเข้าใกล้ หวาดกลัวจะถูกกระทำร้าย … แต่ตัวตนแท้จริงของเขาแม้หนามแหลม แต่ไร้พิษภัย


ระหว่างร้อยเรียงภาพถ่ายในเรือนจำ มันจะมีช็อตนี้ที่เลือกมุมกล้องได้แปลกตา เงยขึ้นเกือบจะ 90 องศา น่าจะต้องการสื่อว่าไม่มีใครสามารถหลบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้ … แต่เพราะมันไม่ใช่ 90 องศา จึงมีโอกาสที่ใครบางคนจักสามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้สำเร็จ! (นี่ไม่ใช่สื่อถึงการปล่อยตัวนะครับ)

มันไม่ใช่ว่า Eddie อดรนทนไม่ไหวจึงรีบวิ่งเข้าหา โอบกอดจูบแฟนสาว Joan ตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวออกจากเรือนจำ แต่มันสามารถสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา ตลอดทั้งเรื่องล้วนมีบางสิ่งอย่างพยายามกีดขวางกั้น (ทั้งในเชิงรูปธรรม-นามธรรม) ไม่ให้ทั้งสองครองคู่รัก

ป้ายทางเข้าโรงแรม Valley Tavern ถ่ายภาพย้อนแสง ปกคลุมด้วยความมืด ท้องฟ้าด้านหลังก็ดูขมุกขมัว นี่แอบบอกใบ้สถานที่แห่งนี้ที่ไม่ได้สวยเลิศหรู ผู้ดูแลทั้งสองเต็มไปด้วยอคติ ขลาดเขลา หวาดกลัว หลังรับรู้ว่าอีกฝ่ายเคยต้องโทษติดคุก จึงทำการขับไล่ ผลักไส ไม่แม้แต่จะให้โอกาสใดๆ
แต่แม้สภาพแวดล้อมจะไม่เป็นมิตรกับคู่รักหนุ่ม-สาว แต่พวกเขาพรอดรักในสวน เต็มไปด้วยดอกไม้ ใบหน้าอาบฉาบแสงสว่าง สร้างบรรยากาศเหมือนฝัน ดูราวกับสรวงสวรรค์ (สวนอีเดน?) ที่มีเพียงเราสองคนเคียงคู่กัน



ผมไม่ได้สนใจเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้ากบสักเท่าไหร่ แต่ภาพสะท้อนพื้นน้ำ และตอนผืนน้ำพริ้วไหว (เลือนลางระหว่างหนุ่ม-สาว & กบตัวผู้-เมีย) เป็นการบอกใบ้โชคชะตาตอนจบของพวกเขา “If one dies, the other dies.”


หลังจากถูกไล่ออกจากงานเพียงเพราะมาถึงปั๊มน้ำมันช้ากว่ากำหนด ซีนถัดมาฉายภาพใครบางคนนอนสูบบุหรี่บนเตียงนอนของ Eddie ไม่มีคำสนทนาอะไรใดๆ แต่หลังจากคุยโทรศัพท์กับภรรยา Joan พอหวนกลับมาที่ห้องชายคนนี้ก็สูญหายตัวไป
ผมคาดว่าน่าจะเป็นอิทธิฤทธิ์ของกองเซนเซอร์ Hays Code สั่งห้ามไม่ให้มีการพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการปล้นธนาคาร นี่จึงเป็นวิธีที่ผกก. Lang นำเสนอหัวขโมยคนนี้ (ฉากในเรือนจำ ชายคนนี้บอกกับ Eddie ว่าจะติดตามหาหลังตนเองได้รับการปล่อยตัว) แล้วพอตอบปฏิเสธเขาเลยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


จริงๆแล้ว Joseph Breen สั่งให้ตัดทิ้งทั้งซีเควนซ์ปล้นธนาคาร “The censor boards will not allow it. It likewise violates our Code, suggestively, at least, because of excessive brutality and gruesomeness.” แต่โปรดิวเซอร์ Walter Wanger แนะนำให้ผกก. Lang แทรกใส่กลับเข้ามาเมื่อเข้าฉายบางรัฐอย่าง Ohio ที่มีหน่วยงานเซนเซอร์ของตนเองที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อ Hays Code … ซีเควนซ์นี้เลยหลงเหลือมาให้ชมถึงปัจจุบัน
ซึ่งลีลาการปล้นต้องชมเลยว่ามีความสไตล์ลิสต์อย่างมากๆ ไม่ฉายให้เห็นใบหน้าผู้ลงมือ ภาพถ่ายระยะใกล้ หรือตำรวจได้รับบาดเจ็บ (ตามคำสั่งของกองเซนเซอร์) แล้วพอมันมีหลักฐานบางอย่าง ตัวอักษรย่อบนหมวก E.T. ทั้งตำรวจและผู้ชมย่อมหลงครุ่นคิดว่า Eddie Taylor ต้องมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ครั้งนี้!



Bonnie (รับบทโดย Jean Dixon) พี่สาวของ Joan พยายามโน้มน้าวสามีทนายความ Stephen Whitney (รับบทโดย Barton MacLane) ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับคดีของ Eddie สังเกตว่าช็อตนี้ถ่ายมุมก้ม ติดโคมไฟ (ขวางหูขวางตาโดยแท้) สื่อถึงการถูกกดทับ สถานการณ์ไม่มีวันชนะ แต่เขาไม่มีวันยอมแพ้เพราะตระหนักถึงผลกระทบที่จะบังเกิดขึ้น … ถ้า Eddie ถูกประหารชีวิต Joan คงไม่เหลือกระจิตกระใจมีชีวิตต่อไป

ตลอดทั้งซีเควนซ์เวลาถ่ายภาพ Joan (และบาทหลวง) กล้องตั้งอยู่ภายในห้องขัง เคลื่อนเลื่อนผ่านลูกกรง น่าจะสื่อว่าเธอไม่สามารถทำอะไรได้ในสถานการณ์นี้ ตั้งใจจะแอบเอาปืนมอบให้ Eddie แต่พอเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detector) คนสมัยนั้นน่าจะยังไม่ค่อยรับรู้จัก เธอจึงแสดงอาการสับสน มึนงง ไม่รับรู้ว่าบังเกิดอะไรขึ้น … ร้อยเรียงภาพ Montage ระหว่างสัญญาณเตือนดังขึ้นได้อย่างน่าประทับใจ
เกร็ด: You Only Live Once (1937) น่าจะคือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉายให้เห็นการทำงานของเครื่องตรวจจับโลหะ!


Father Dolan ช่วยโกหกให้ Joan สามารถเอาตัวรอดจากการถูกตรวจค้น จากนั้นจึงพาเธอมายังห้องทำงานของตน ผมเพิ่งสังเกตการออกแบบวงกบโค้ง ยอดแหลม แลดูเหมือนสถาปัตยกรรม Gothic ที่พบเห็นบ่อยใน German Expressionism

ห้องขังของ Eddie เป็นอีกภาพที่แปลกประหลาด แต่มีความงดงาม ตราตะลึง ตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง โดดเดี่ยวเดียวดาย เฝ้ารอคอยความตาย ขณะนี้ยังไร้หนทางหลบหนี

คงเพราะ Eddie มีเส้นสายในเรือนจำ ซุกซ่อนปืนอยู่ในเตียงห้องพยาบาล ระหว่างพยายามหลบหนีบริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิดและหมอกควัน แสงสว่างเลือนสาดส่องมาจากด้านหลังบาทหลวง (สัญญะถึงบุคคลให้แสงสว่างนำทาง) แต่ในสถานการณ์นี้เขาหมดสูญสิ้นศรัทธาต่อทุกสรรพสิ่งอย่าง

แสงสว่างลอดผ่านบานเกร็ด พบเห็นเงาเลือนลางที่แลดูเหมือนลูกกรง ราวกับตัวละครถูกกักขัง ไม่สามารถหาหนทางหลบหนี/แก้ปัญหาเหตุการณ์บังเกิดขึ้นขณะนี้ … นี่คือหนึ่งในลายเซ็นต์หนังนัวร์ แต่เอาจริงๆลูกเล่นดังกล่าวพบเจอมาตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ผกก. Lang เคยถ่ายภาพลักษณะนี้มาตั้งแต่ German Expressionism


Joan ตัดสินใจร่วมหลบหนีไปกับสามี Eddie ออกเดินทางบุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้อย ตั้งใจจะข้ามชายแดนสู่ Canada แต่ทั้งหมดเป็นการสร้างฉากถ่ายทำภายในสตูดิโอ สถานที่ไม่มีอยู่จริง … สามารถตีความถึงการเดินทางของจิตวิญญาณ ทั้งสองต่างปลดปล่อยตนเอง ไม่ยินยอมก้มหัวศิโรราบให้ใคร หรือสิ่งใดพลัดพรากเราสองไปจากกัน


ทารกน้อย ถือกำเนิดขึ้นหลังจาก Eddie & Joan ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง หมดสูญสิ้นความเชื่อมั่นต่อระบบ กลายเป็นคู่รักอาชญากร กระทำสิ่งนอกกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันนั่นคือสัญญะของการปลดปล่อย จิตวิญญาณล่องลอยสู่อิสรภาพ ไม่ต่างจากการถือกำเนิด เกิดใหม่ (Rebirth)

“The gates are open!” ประโยคสุดท้ายของหนัง เหมือนจะหูแว่ว ไม่รู้ดังมาจากไหน แถมเบื้องหน้าถ่ายให้เห็นภาพผืนป่า ไม่มีประตูสักบาน? แต่นี่ย้อนรอยตอนที่ Eddie หลบหนีออกจากคุก จับกุมตัวประกันเรียกร้องให้พัศดีเปิดประตูเรือนจำ นั่นอาจเรียกว่าอิสรภาพทางร่างกาย
ตอนจบของหนังถือเป็นการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ! ความตายของ Eddie และ Joan ที่แม้เคยกระทำสิ่งชั่วร้าย ปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม แต่นั่นคือความผิดทางโลก ทางกฎหมายที่ออกโดยคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจ เกิดจากสภาพแวดล้อมพาไป จิตวิญญาณของทั้งสองจึงยังถือว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้แปดเปื้อนมลทิน ประตูสู่สรวงสวรรค์จึงเปิดออก (น่าจะเสียงของ Father Dolan) เชื้อเชิญพวกเขาหวนกลับสวนอีเดน


ตัดต่อโดย Daniel Mandell (1895-97) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่หนังเงียบ ได้รับเครดิตตัดต่อครั้งแรก The Turmoil (1924), ผลงานเด่นๆ อาทิ Holiday (1930), Dodsworth (1936), You Only Live Once (1937), Wuthering Heights (1939), The Little Foxes (1941), Meet John Doe (1941), Ball of Fire (1941), Guys and Dolls (1955), Witness for the Prosecution (1957), คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing ทั้งหมดสามครั้ง The Pride of the Yankees (1942), The Best Years of Our Lives (1946), The Apartment (1960)
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองคู่รัก Eddie Taylor และ Joan Graham ทั้งสองมีช่วงเวลาอยู่ร่วมกันไม่มาก ส่วนใหญ่มักมีเรื่องให้ต้องพลัดพรากแยกจาก บางสิ่งอย่างกีดขวางกั้น (ดำเนินเรื่องคู่ขนานได้ยอดเยี่ยม) แต่ท้ายที่สุดแล้วไม่มีสิ่งใดทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขา
- คู่รัก Eddie Taylor และ Joan Graham
- Joan ทำงานเลขานุการสำนักทนายของรัฐ (Public Defender) กำลังเตรียมตัวออกไปรับแฟนหนุ่ม
- Eddie คือนักโทษกำลังได้รับการปล่อยตัว
- ค่ำคืนนี้ Eddie แต่งงานกับ Joan แต่ระหว่างฮันนีมูนถูกขอให้ออกจากโรงแรม
- ความพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ Eddie
- Eddie ตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ เพื่อจะได้อาศัยอยู่กับ Joan
- แต่ไม่ทันไร Eddie ถูกไล่ออกจากงาน
- Eddie มีความสองจิตสองใจ แต่หลังจากคุยโทรศัพท์กับ Joan โน้มน้าวไม่ให้หวนกลับใช้ชีวิตอย่างเก่า จึงตอบปฏิเสธไม่ร่วมปล้นธนาคาร
- Eddie พยายามโน้มน้าวหัวหน้าเพื่อขอกลับเข้าทำงาน แต่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธ
- เกิดเหตุการณ์ปล้นธนาคาร
- Eddie ตกเป็นผู้ต้องสงสัย Joan โน้มน้าวให้เขามอบตัวพิสูจน์ความบริสุทธิ์
- ความผิดที่ไม่ได้ก่อ
- Eddie ถูกตัดสินว่ามีความผิด ต้องรับโทษประหารชีวิต
- Joan พยายามให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทาง
- ในวันประหารชีวิต Eddie แสร้งคลุ้มคลั่งเพื่อเข้ารักษาตัวในห้องพยาบาล
- Eddie หลบหนีออกจากห้องขัง
- You Only Live Once
- Joan ตัดสินใจหนีตาม Eddie วางแผนข้ามชายแดนสู่ Canada
- หลังคลอดบุตร ส่งมอบให้กับครอบครัวพี่สาว
- ก่อนถูกวิสามัญฆาตกรรม
เพลงประกอบโดย Alfred Newman (1900-70) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ New Haven, Connecticut ในครอบครัว Russian-Jewish บิดาเป็นพ่อค้าพืชผักผลไม้ แต่มีความหลงใหลในบทเพลง เลยส่งบุตรชายคนโตไปร่ำเรียนเปียโนตั้งแต่อายุห้าขวบ ก่อนค้นพบว่าเป็นอัจฉริยะ จนมีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของ Sigismund Stojowski และ Alexander Lambert, ช่วงวัยเด็กรับจ้างเล่นเปียโน พอโตขึ้นได้เป็นวาทยากรละคอนเวที Broadway การมาถึงของยุคหนังพูดจึงเดินทางสู่ Hollywood ทำเพลงประกอบหนังเรื่องแรก Street Scene (1931), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Charlie Chaplin ว่าจ้างให้ดัดแปลงออร์เคสตรา City Light (1931) และ Modern Times (1936), ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Wuthering Heights (1939), Gunga Din (1939), The Grapes of Wrath (1940), How Green Was My Valley (1941), The Song of Bernadette (1943), Wilson (1944), Twelve O’Clock High (1949), All About Eve (1950), The Robe (1953), The King and I (1956), The Diary of Anne Frank (1959), How The West Was Won (1962), Camelot (1967), Airport (1970) ฯ
เมื่อตอนสร้าง Fury (1936) ผมรู้สึกว่าผกก. Lang ยังให้ความสำคัญกับเสียงประกอบ (Sound Effect) มากกว่าเพลงประกอบ (Soundtrack) อย่างฉากปล้นธนาคาร เสียงปืน เสียงสายฝน เสียงกรีดร้องผู้คน ฯ ก็เพียงพอสร้างความตึงเครียดให้กับผู้ชม แต่คราวนี้เหมือนเขาเพิ่งเรียนรู้ว่ามันสามารถผสมเพลงประกอบเข้าด้วยได้ แล้วผลลัพท์ยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นลุ้นระทึกเพิ่มขึ้นทวีคูณ
งานเพลงของ Newman จัดเต็มวงออร์เคสตรา บรรเลงท่วงทำนองโรแมนติกหวานฉ่ำ น้ำตาลขึ้นมด แม้เรื่องราวจะนำพาคู่รักหนุ่ม-สาว ก้าวเข้าสู่ด้านมืด กระทำสิ่งชั่วร้าย กลายเป็นอาชญากรผิดกฎหมาย แต่นั่นคือเส้นทางเลือกของพวกเขา โบยบินสู่อิสรภาพ ไม่มีใคร/สิ่งใดจักพลัดพรากเราสองไปจากกัน
You Only Live Once (1937) นำเสนอเรื่องราวของอดีตนักโทษได้รับการปล่อยตัว แม้ต้องการกลับตัวกลับใจ เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่สภาพแวดล้อม ผู้คนรอบข้าง ต่างเต็มไปด้วยอคติต่อต้าน แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ ปิดกั้น ไม่ให้การยินยอมรับ เหมารวมคนคุกว่าโฉดชั่วร้าย บุคคลอันตราย ต้องตีตนออกให้ห่างไกล
มุมมองของผู้ชมในปัจจุบัน คงรู้สึกว่าทัศนคติดังกล่าวมันช่างเฉิ่มเชยล้าหลัง แต่เราต้องเข้าใจบริบททางสังคมยุคสมัยนั้น ยังแบ่งแยกขาว-ดำ คนดีต้องไม่กระทำชั่ว คนเลวไม่มีวันหวนกลับมาเป็นคนดี เรียกว่ามีความสุดโต่ง โลกแคบ ไม่พยายามครุ่นคิดถึงหัวอกคนอื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา จนกว่าบุคคลนั้นจักคือคนรักหรือลูกหลาน ถึงเรียนรู้การยกโทษให้อภัย พร้อมมอบโอกาสเริ่มต้นใหม่
เราสามารถเปรียบเทียบตัวละคร Eddie Taylor = ผกก. Lang แม้ไม่ใช่อดีตนักโทษ แต่คือบุคคลที่มักถูกเข้าใจผิด เต็มไปด้วยอคติต่อต้าน เพราะอพยพมาจาก (Nazi) Germany จึงโดนเหมารวมว่ามีทัศนคติทางการเมืองที่เป็นภัยคุกคาม และช่วงเวลาที่ไม่สามารถหาโปรดิวเซอร์/นายทุนสร้างภาพยนตร์ ก็แทบไม่แตกต่างจากได้รับโทษประหาร
เมื่อตอน Fury (1936) ผมเคยเขียนอธิบายมุมมองของผกก. Lang ต่อสหรัฐอเมริกา ไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อน ผู้คนถูกกดทับด้วยปัจจัยแวดล้อมมากมาย ตัวเขาก็เป็นคนหนึ่งที่โหยหาอิสรภาพ ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎกรอบข้อบังคับ การควบคุมครอบงำของใคร ครุ่นคิดว่าอเมริกันคือดินแดนเสรี … แต่การอพยพจาก (Nazi) Germany กลับทำให้เขามาพบเจอกองเซนเซอร์ Hays Code หนีเสือปะจระเข้ เสียอย่างนั้น!
ผมครุ่นคิดว่าผกก. Lang พยายามแล้วที่จะปรับตัว เริ่มต้นชีวิตใหม่ใน Hollywood (แบบเดียวกับ Eddie ต้องการทำงานสุจริต) แต่คงไม่ทันตั้งตัวกับกองเซนเซอร์ Hays Code ทำราวกับเขาคือบุคคลโฉดชั่วร้าย ถ่ายทำฉากมากมายที่ยินยอมรับไม่ได้ บีบบังคับให้หั่นฉากโน่นนี่นั่นทิ้งมากถึง 15 นาที (ยุคสมัยนั้นอาจเป็นรองแค่ Freaks (1932) ที่หายไปเกือบครึ่งชั่วโมง) นี่ย่อมสร้างความผิดหวัง หัวใจแตกสลาย ไม่ต่างจากการพบเห็นคนรักถูกสังหาร/วิสามัญฆาตกรรม หลงเหลือเพียงคราวตายของตนเอง
เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะมีโอกาสสร้างสรรค์ภาพยนตร์ได้อีกมากน้อยแค่ไหน You Only Live Once ยังอาจถือว่าสะท้อนอุดมการณ์ทำงานของผกก. Lang ในกองถ่ายพยายามเรียกร้อง โหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนวิธีการ เพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาตรงตามวิสัยทัศน์มากที่สุด! จะได้ไม่รู้สึกสูญเสียดาย ชีวิตนี้มีแค่หนเดียวเท่านั้น!
ด้วยทุนสร้าง $575,000 เหรียญ เสียงตอบรับตอนออกฉายไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เพราะจับต้องประเด็นละเอียดอ่อนในสังคมสมัยนั้น (ขนาดว่าถูกกองเซนเซอร์หั่นออกไป 15 นาทีแล้วนะ!) จึงทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้เพียง $628,000 เหรียญ ถือว่าขาดทุนย่อยยับ!
แต่กาลเวลาทำให้ You Only Live Once (1937) ได้รับการยกย่องสรรเสริญ “One of the most beautiful movies ever made.” “The finest of Lang’s American movies.” สร้างอิทธิพลให้หนังนัวร์ และกลายเป็นต้นแบบคู่รักอาชญากร They Live by Night (1949), Gun Crazy (1949), Bonnie and Clyde (1967), Pierrot le fou (1965), Badlands (1973) ฯ
หนังได้รับการบูรณะตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 แต่ผมไม่สามารถหารายละเอียดใดๆ (เพียงขึ้นข้อความ NEW RESTORATION) สามารถหาซื้อแผ่น Blu-Ray ของค่าย ClassicFlix หรือ Imprint
แม้หนังจะถูกกองเซนเซอร์หั่นออกหลายนาที แต่เรื่องราวและลีลานำเสนอของผกก. Lang มีความลงตัวกลมกล่อม สมเหตุสมผลกว่า Fury (1936) โดยเฉพาะการแสดงของ Henry Fonda และแม่พระ Sylvia Sidney สร้างความสงสารเห็นใจ ชีวิตหนเดียวที่คุ้มค่า งดงามตราตรึง
จัดเรต 13+ ทัศนคติต่ออดีตคนคุก


ใส่ความเห็น