Pain and Glory

Pain and Glory (2019) Spanish : Pedro Almodóvar ♥♥♥♥

ผู้กำกับวัยกลางคน Antonio Banderas ล้มป่วยสารพัดโรค จนหมดเรี่ยวแรงกาย-ใจ ไม่สามารถครุ่นคิดสร้างผลงานเรื่องใหม่ (อาการของ Writer’s Block หรือ Director’s Block) กระทั่งมีโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่า คนรักเก่า หวนระลึกความทรงจำเก่าๆ จึงก่อบังเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆขึ้นอีกครั้ง

Pedro Almodóvar has found a more intensely personal register than ever for his tender new movie about an ageing film director in retreat from his profession, facing ill health, depression and the decline of his powers. It’s Almodóvar’s 21st feature: maybe it could be called 20½.

นักวิจารณ์ Peter Bradshaw จาก The Guardian

ไม่ใช่แค่พล็อตของ Pain and Glory (2019) เกี่ยวกับผู้กำกับสมองตัน (Creative’s Block) ได้รับการเปรียบเทียบภาพยนตร์ 8½ (1963) กำกับโดย Federico Fellini, แต่ยังลีลาการนำเสนอ กระโดดไปกระโดดมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน โลกความจริง-ภาพยนตร์สรรค์สร้าง น่าจะยังคงมีความท้าทายสำหรับผู้ชมรุ่นใหม่อยู่กระมัง

โดยปกติแล้วผกก. Almodóvar โดดเด่นในการกำกับนักแสดงหญิง Penélope Cruz, Carmen Maura, Marisa Paredes, Cecilia Roth ฯ ถึงขนาดมีคำเรียก Almodóvar Girl (คล้ายๆกับ Hitchcock Blonde) นานๆครั้ง(นับนิ้วมือข้างเดียว)ถึงสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้ชาย และส่วนใหญ่นำแสดงโดยตัวตายตัวแทน Antonio Banderas … ผกก. Almodóvar คือผู้ค้นพบ Banderas ส่งให้โด่งดัง โกอินเตอร์ ก่อนหวนกลับมาร่วมงาน และคราวนี้สามารถคว้ารางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

Pain and Glory (2019) คือผลงานที่มีความเป็นส่วนตัวของผกก. Almodóvar สูงมากๆเรื่องหนึ่ง (แต่เจ้าตัวมักบอกว่าไม่ใช่อัตชีวประวัติ เพียงนำเรื่องราวบางส่วนจากชีวิตตนเอง) สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างออกไป คือเขาไม่เคยสมองตื้อตัน พัฒนาบทหนังเก็บขึ้นหิ้งไว้มากมาย ปัญหาจริงๆไม่มีเวลาจะสร้างเสียมากกว่า พออายุอานามเพิ่มขึ้น ร่างกายเจ็บปวดอิดๆออดๆ เรี่ยวแรงพละกำลังลดน้อยถอยลง มันจึงไม่สามารถเร่งรีบร้อนได้เหมือนเมื่อก่อน นั่นคงสร้างความเจ็บปวดทางใจ ยังมีอะไรอยากทำอีกมากมาย … ผมครุ่นคิดว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคบั้นปลาย (Later Year) ของผกก. Almodóvar ได้แล้วกระมัง


Pedro Almodóvar Caballero (เกิดปี ค.ศ. 1949) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Spanish เกิดที่ Calzada de Calatrava หมู่บ้านชนบทเล็กๆในจังหวัด Ciudad Real, ตอนอายุ 8 ขวบ ครอบครัวส่งไปโรงเรียนสอนศาสนายังเมือง Cáceres, Extremadura (ทางตะวันตกของสเปน) แต่วันๆกลับแวะเวียนเข้าโรงหนัง ได้อิทธิพลเต็มๆจากผลงานของ Luis Buñuel

Cinema became my real education, much more than the one I received from the priest.

Pedro Almodóvar

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967, Almodóvar หนีออกจากบ้านไปอยู่กรุง Madrid วาดฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ผู้นำเผด็จการ Francisco Franco สั่งห้ามทุกสิ่งอย่าง! เลยต้องศึกษาร่ำเรียนด้วยตนเอง (Self-Taught) รับจ้างทำงานสารพัด ขายของตลาดนัด เขียนบทความ/เรื่องสั้นลงนิตยสารต่างๆ เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อกล้อง Super 8 ถ่ายทำหนังสั้นนับสิบๆเรื่องร่วมกับคณะการแสดง Los Goliardos, กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Pepi, Luci, Bom and Other Girls on the Heap (1980)

สำหรับ Dolor y gloria (2019) แปลตรงตัว Pain and Glory มีจุดเริ่มต้นหลังจาก ผกก. Almodóvar เข้ารับการผ่าตัดหลังได้ไม่นาน ระหว่างทำกายภาพในสระน้ำ (เมื่ออยู่ในสระน้ำ กล้ามเนื้อไม่ต้องออกแรงมาก) จึงเริ่มครุ่นคิดพัฒนาบทหนังเกี่ยวกับความเจ็บปวด หวาดกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถสร้างภาพยนตร์ได้อีก

It came out of a critical moment in my life, where I had just had back surgery. It was a very delicate operation, and I was not sure how I was going to move on from that point as a filmmaker. Shooting a film is such a physical enterprise, so I was terrified. I was in a lot of pain, and it was only when I was in the swimming pool, suspended with a lack of gravity, that the pain would go away. 

เมื่อได้ภาพเริ่มต้นของหนัง ก็พลันครุ่นคิดถึงกระแสน้ำ (Stream of Water) ความทรงจำถึงช่วงเวลาวัยเด็ก (River of my childhood) มารดาและเพื่อนบ้านกำลังซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำ เสร็จแล้วลุกขึ้นมาร้องรำทำเพลง

I started there, writing about the situation of feeling like a ghost inside the water, alone with yourself, your mind and your memory. What immediately came to me was another stream of water: the river of my childhood, when I went with my mother and our neighbors while they washed clothes. They sang, they talked. I was maybe three or four, and it was the beginning of storytelling for me, because they told stories to one another and talked about the things that were happening in the rural place we were living in.

เกร็ด: นักวิจารณ์หลายคนมักขมวดรวม Law of Desire (1987), Bad Education (2004) และ Pain and Glory (2019) คือไตรภาคอัตชีวประวัติของผกก. Almodóvar เพราะต่างมีความเป็นส่วนตัว และนักแสดงนำคือผู้ชาย


เรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์ Salvador Mallo (รับบทโดย Antonio Banderas) ด้วยสุขภาพร่างกายย่ำแย่ ล้มป่วยสารพัดโรค ทำให้สมองตื้อตัน (Creative’s Block) ไม่สามารถครุ่นคิดพัฒนาโปรเจคเรื่องใหม่มาหลายปี

วันหนึ่งภาพยนตร์เรื่อง Flavor ผลงานเก่าของ Salvador สร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อนเพิ่งได้รับการบูรณะ กำลังจะนำออกฉายใหม่ ทางผู้จัดงานจึงชักชวนให้มาร่วมงานเสวนา พูดคุยหลังหนังฉาย เลยบังเกิดความคิดที่จะติดตามหานักแสดงนำ Alberto Crespo (รับบทโดย Asier Etxeandia) ต้องการจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นมาหลายปี

เหตุผลที่ Salvador ไม่เคยติดต่อหา Alberto มานับทศวรรษ! เพราะอีกฝ่ายเสพเฮโรอีนในกองถ่าย ทำให้การแสดงในหนังเรื่องนั้นออกมาไม่ตรงใจสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นการหวนกลับมาพบเจอกันครั้งนี้ Salvador กลับเป็นฝ่ายขอลิ้มลองเสพเฮโรอีน ก่อนค้นพบว่ามันสามารถช่วยผ่อนคลายความเจ็บปวดร่างกายได้ดีมากๆ

เมื่อครั้น Alberto แวะเวียนมาอพาร์ทเมนท์ของ Salvador ได้มีโอกาสอ่านบทละคอนเวทีองก์เดียวเรื่อง Addiction เกิดความชื่นชอบประทับใจ (เพราะมันสอดคล้องเข้ากับชีวิตตนเองที่เสพติดเฮโรอีน) จึงพยายามโน้มน้าว ขอดัดแปลงบทละคอนดังกล่าว และค่ำคืนหนึ่งระหว่างทำการแสดง พบเจอกับ Federico Delgado (รับบทโดย Leonardo Sbaraglia) บุคคลที่ต้นแบบตัวละคร/อดีตคนรักเก่าของ Salvador เลิกรากันมาหลายปีเช่นกัน

นั่นทำให้ Salvador มีโอกาสได้พบเจออดีตคนรัก Federico แม้ต่างฝ่ายยังคงเต็มไปด้วยเยื่อใยต่อกัน แต่ต่างคนต่างมีชีวิต/โลกใบใหม่ของตนเอง เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นแรงกระตุ้นผลักดัน ตัดสินใจละเลิกเสพเฮโรอีน หวนกลับมาพัฒนาบทหนังเรื่องใหม่ เล่าความทรงจำสมัยวัยเด็กกับมารดา และช่วงเวลาตื่นรู้ทางเพศ (Sexual Awakening) ของตนเอง


José Antonio Domínguez Bandera (เกิดปี ค.ศ. 1960) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Málaga, Andalusia วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นนักฟุตบอล แต่ตอนอายุสิบห้าข้อเท้าหัก จึงหันเหความสนใจสู่ด้านการแสดง เข้าร่วมคณะของ Guillermina Soto แล้วมีโอกาสศึกษาต่อ Escuela Superior de Arte Dramático de Málaga (ESAEM) ก่อนเข้าตาผู้กำกับ Pedro Almodóvar ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Labyrinth of Passion (1982), Matador (1986), Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Tie Me Up! Tie Me Down! (1989), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019) ฯ

รับบทผู้กำกับ Salvador Mallo ท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ล้มป่วยสารพัดโรคจนไร้เรี่ยวแรงครุ่นคิดทำอะไร ถ้าไม่เพราะมีการบูรณะหนังเคยสร้าง เลยมีโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์เพื่อนเก่า Alberto Crespo และยังได้พบเจอคนรักเก่า Federico Delgado กลายเป็นแรงกระตุ้นผลักดัน พัฒนาบทหนังเรื่องใหม่ได้อีกครั้ง!

เกร็ด: ชื่อตัวละคร Salvador Mallo เป็นการละเล่นคำให้สอดคล้องชื่อผู้กำกับ Pedro Almodóvar

I’m going to send you a script. You’re going to feel me in it, and you’re going to feel the references to many of the stories that we’ve lived in the past. You’re going to see some of the characters that we’ve put together.

Pedro Almodóvar

ในบรรดาภาพยนตร์ยี่สิบกว่าเรื่องของผกก. Almodóvar ตัวละคร Salvador Mallo มีความใกล้ตัวใกล้หัวใจ ใกล้ตัวตนเองมากที่สุด ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม อพาร์ทเม้นท์ คอลเลคชั่นงานศิลปะ ล้วนเป็นของเขาเองทั้งหมด

I even give my house, my collection of art, my clothes, and my hairstyle to Salvador Mallo. This makes him a sort of alter-ego, but this is not a confessional film. Everything I gave Antonio’s (Banderas) character which came from me came from a straight-forward and pragmatic decision. It sounds vulgar, but at first it was just a creative strategy. I had finished a script which I wasn’t very happy with, so I needed to start something new as fast as possible and I used myself. That way I could skip all the investigation process for the character—I just had to imagine a projection of myself.

ก็ขนาดว่าผกก. Almodóvar พยายามโน้มน้าวให้ Banderas เลียนแบบสิ่งต่างๆของตนเอง แต่เขาตอบปฏิเสธ! แล้วทำการสร้างตัวละคร Almodóvar ในมุมมองของตนเองขึ้นมา

Maybe some people would not believe it, but Antonio did not imitate me for a second. I told him he could do it if it helped him, but he refused. What he has done is something incredible. He has fictionalized me within the rules of my own universe as a writer. This is by far, I think, his best performance. He has worked against the kind of male-driven energy he has established as an actor. I really think this is a huge turning point for him. It was a big challenge, and he is absolutely sweeping.

การแสดงของ Banderas ชวนให้ผมนึกถึง Marcello Mastroianni ไม่ใช่จาก 8½ (1963) แต่คือภาพยนตร์ The Beekeeper (1986) เพิ่งรับชมไปเมื่อเดือนก่อน สีหน้าท่าทางดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องชักช้า สายตาเบลอๆ เหม่อล่องลอย มองเข้าไปเหมือนคนไร้ชีวิต/จิตวิญญาณ เจ็บป่วยทั้งร่างกาย-จิตใจ ทอดถอนลมหายใจทิ้งไปวันๆ

แต่หนังเรื่องนี้มีฉากไฮไลท์ในอาชีพนักแสดงของ Banderas คือตอนพบเจออดีตคนรัก หลายคนน่าจะน้ำตาไหลพรากๆระหว่างรับชมฉากนี้ ทว่านักแสดงทั้งสองกลับสามารถอดกลั้น พยายามไม่ให้มันไหลหลั่ง ตราตรึงทรงพลังพอๆกับ Penélope Cruz ตอนขับร้องบทเพลง Volver (ในภาพยนตร์ Volver (2006)) … เป็นการแสดงที่เติมเต็มคำพูดตัวละครของตนเอง

You must avoid sentimentalism. Control your emotions, don’t cry. You actors use any excuse to cry. The better actor is not the one that cries, but the one that fights the tears.

Salvador Mallo

ถ่ายภาพโดย José Luis Alcaine (เกิดปี ค.ศ. 1938) ตากล้องสัญชาติ Spanish เกิดที่ Tangier, Morroco หลังสำเร็จการศึกษา Instituto Español Severo Ochoa (ที่ Tangier) เดินทางสู่ Madrid ทำงานถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายหนังสั้น ผลงานเด่นๆ อาทิ El Sur (1983), ¡Ay, Carmela! (1991), Belle Époque (1992), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), Tie Me Up! Tie Me Down! (1989), Bad Education (2004), Volver (2006), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019), Parallel Mothers (2021) ฯ

งานภาพใน ‘สไตล์ Almodóvar’ โดดเด่นกับการออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม มีความฟรุ้งฟริ้ง (ภาษากะเทย แปลว่าระยิบระยับ ความสวยงามที่เกินจากความเป็นจริง) ละเลงแสง-สีสัน ลวดลายละลานตา ทุกช็อตฉากล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียด ยัดเยียดโน่นนี่นั่น แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์

สำหรับคนที่รับชมผลงานของผกก. Almodóvar ไล่เลียงมาตั้งแต่เรื่องแรกๆ น่าจะรู้สึกว่า Pain and Glory (2019) ไม่ได้มีความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียนเหมือนสมัยยังหนุ่มแน่น การดำเนินไปของภาพค่อนข้างจะเนิบนาบ ขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างเชื่องชักช้า แบบเดียวกับตัวละคร Salvador Mallo ร่างกายเจ็บป่วยอิดๆออดๆ ไม่ค่อยอยากทำอะไร แค่จะลุกนั่งยังทรมานแทบตาย

โปรดิวเซอร์ Agustín Almodóvar ประกาศผ่าน Twitter ว่าหนังเริ่มต้นโปรดักชั่นวันที่ 16 กรกฎาคม และปิดกล้องวันที่ 15 กันยายน (รวมระยะเวลา 44 วัน) โดยสถานที่ถ่ายทำหลักๆอยู่ในกรุง Madrid อาทิ อพาร์ทเม้นท์ของ Salvador Mallo (หรือก็คือของผกก. Almodóvar) ตั้งอยู่ย่าน Paseo Pintor Rosales, บ้านของ Alberto Crespo ตั้งอยู่ Calle Cesáreo Pontón 33, โรงภาพยนตร์ Cine Doré, โรงละคอน Escuela de Interpretación Cristina Rota, ขณะที่หมู่บ้านใต้ดินเดินทางไปถ่ายทำยัง Caves of Batán และ Tower of Paterna ตั้งอยู่ Paterna, Valencia


Opening Sequence ออกแบบโดยศิลปินขาประจำ Juan Gatti มีลักษณะคล้ายๆ Marbling Art ศิลปะที่เกิดจากการวาดลวดลายหรือสะบัดสีลงบนผิวน้ำ ให้มีลักษณะคล้ายชั้นของหินอ่อน ซึ่งการเคลื่อนไหลของสี สอดคล้องเข้าจิตวิญญาณของหนังที่เกี่ยวกับกระแสน้ำ (Stream of Water) ความทรงจำช่วงเวลาวัยเด็ก (River of my childhood)

หลังจาก Opening Credit ก็ปรากฎภาพของ Salvador กำลังล่องลอยคออยู่ในสระน้ำ นี่คือกายภาพบำบัดภายหลังการผ่าตัดหลัง (ภาพริ้วรอยแผลผ่าตัด นั่นน่าจะแผ่นหลังของผกก. Almodóvar เองเลยกระมัง) เพื่อให้น้ำช่วยผ่อนคลายแรงกดดันกล้ามเนื้อ รู้สึกสบายตัวขึ้นมานิดหนึ่ง

จากนั้นหนังฉายภาพความทรงจำของ Salvador (หรือจะมองว่าคือภาพยนตร์สรรค์สร้างในอนาคตก็ได้กระมัง) โดยใช้สระน้ำแน่นิ่ง (กล้องเคลื่อนเข้าหา Salvador) → แม่น้ำเคลื่อนไหล (Tilt Up จากผิวน้ำสู่ชายฝั่ง) คือสิ่งเชื่อมโยงระหว่างปัจจุบัน → อดีต

เพื่อนนักแสดง Zulema รับบทโดย Cecilia Roth นางเอกภาพยนตร์ All About my Mother (1999) รูปร่างหน้าตา ริ้วรอยเหี่ยวย่น ทำให้เธอดูเปลี่ยนไปพอสมควร ผมต้องเพ่งพินิจอยู่สักพักถึงนึกออกว่าใคร

ในคาเฟ่ที่ Salvador พบเจอกับ Zulema พอนักเปียโนเดินเข้ามาเล่นดนตรี พอตัดไปกำลังบรรเลงบทเพลง จากนั้นฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) เมื่อตอนเด็กชาย Salvador เข้าโรงเรียนประจำ กลายเป็นนักร้องคอรัส น้ำเสียงโซปราโนเด็ก (Child Soprano) … ใครเคยรับชม Bad Education (2004) ก็น่าจะมักคุ้นกับซีเควนซ์คล้ายๆเดียวกันนี้

เกร็ด: นักเปียโนคนแรกคือ Fernando Iglesias (ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับนักแต่งเพลง Alberto Iglesias) คู่ขา/คนรักของผกก. Almodóvar

บาทหลวงอีกคนที่นำพาเด็กๆมาซ้อมร้องเพลงก็คือโปรดิวเซอร์ Agustín Almodóvar น้องชายของผู้กำกับ Pedro Almodóvar ปรากฎตัวในหนังแทบจะทุกเรื่องเลยกระมัง

นี่เป็นอีกซีเควนซ์สร้างโดย Juan Gatti ประกอบด้วย Geography ร้อยเรียงภาพภูมิศาสตร์ การเดินทางจาก Spain ขึ้นเครื่องบินไปทั่วโลก, เปรียบเทียบ Anatomy กายวิภาพมนุษย์ กล้ามเนื้อ โครงกระดูก พรรณาความผิดปกติ สารพัดโรคที่ Salvador (ผกก. Almodóvar) กำลังอดรนทนต่อความเจ็บปวดทรมาน เป็นไปตามสังขารา

These things are hard to talk about. I was scared to make this film because I had to explain my clinical background and health status to the viewer, and at the same time, I wanted to run away from self pity and wailing. But I had to tell the viewer about the maladies and pains of my protagonist, so I made a list of them that could be said in 2.5 minutes. It’s not cinematic, but it is an essential information. It should never be an example in film schools because it is exactly what you must avoid in a script—long explanatory sequences–but fortunately, I had the talents of Juan Gatti and Alberto Iglesias on my side, working on the infographics and the music. Their work is so inspired. I was conscious of it being the most audacious sequence of the film.

Pedro Almodóvar

โปสเตอร์หนัง Sabor แปลว่า Taste/Flavour มีการใช้ภาพริมผีปากขนาดใหญ่ และลิ้นที่มีลวดลายเหมือนสตอร์เบอรี่ นั่นทำให้ผมครุ่นคิดถึงโคตรภาพยนตร์ Wild Strawberries (1957) ของผู้กำกับ Ingmar Bergman ที่เกี่ยวกับชายสูงวัยใกล้ลงโลง เดินทางไปรับรางวัล Nobel Prize แล้วได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับหลานสาว

ในห้องนั่งเล่นโปสเตอร์สีชมพู ผมแกะได้ข้อความ La Gata sobre el Tejado de Cinc แปลว่า Cat on a Hot Tin Roof บทละคอนเวทีสามองก์ของ Tennessee Williams เคยได้รับการดัดแปลงภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. 1958 นำแสดงโดย Elizabeth Taylor และ Paul Newman … ใครเคยรับชม Cat on a Hot Tin Roof น่าจะรับรู้ว่ามีฉากการเผชิญหน้าความตายที่น่าสนใจมากๆเรื่องหนึ่ง

ส่วนโปสเตอร์โครงกระดูกคือบทละคอน HAMLET ของ William Shakespeare ซึ่งใน Act 5, Scene 1 ฉากที่สุสาน Hamlet หยิบกระโหลกศีรษะของ Yorick อดีตตัวตลก (Jester) ที่เคยรับรู้จักขึ้นมาพร่ำรำพันถึงชีวิต อดีตเคยเป็นนักเล่าเรื่องผู้ยิ่งใหญ่ ปัจจุบันหลงเหลือเพียงโครงกระดูกไร้ค่า

Alas, poor Yorick! I knew him, Horatio: a fellow of infinite jest, of most excellent fancy; he hath borne me on his back a thousand times; and now, how abhorred in my imagination it is! my gorge rises at it. Here hung those lips that I have kissed I know not how oft. Where be your gibes now? your gambols? your songs? your flashes of merriment, that were wont to set the table on a roar? Not one now, to mock your own grinning? quite chap-fallen?

Hamlet: Act 5, Scene 1

แวบแรกที่ผมเห็นแม่-ลูก หลับนอนในสถานีรถไฟ ชวนนึกถึงภาพยนตร์ The Matrix Revolutions (2003) ที่เทพเจ้า Neo ติดหงักอยู่ในสถานีรถไฟ สถานที่เชื่อมต่อระหว่างทุกสรรพสิ่งอย่าง อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

อีกความน่าสนใจของฉากนี้คือเด็กชาย Salvador พบเจอหนังสือสติ๊กเกอร์รวมภาพนักแสดง Hollywood ส่วนใหญ่ล้วนเสียชีวิตไปนานแล้วยกเว้นเพียง Kirk Douglas ตอนหนังเรื่องนี้ออกฉายอายุ 102 ปี! ปู่แกยังมีชีวิตอยู่จนถึงกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 สิริอายุ 103 ปี!

หมู่บ้านใต้ดิน Coves del Bata แปลว่า Caves of Batán ตั้งอยู่ยัง Paterna, Valencia คือสถานที่เก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง (Middle Ages) เมื่อครั้นดินแดนแห่งนี้ถูกชาวมุสลิม Moors (จาก North Africa) ยึดครอบครองแล้วตั้งชื่อว่า Taifa of Valencia (ค.ศ. 1010-1238)

เหตุผลการเลือกใช้สถานที่แห่งนี้ เพราะการอาศัยอยู่ถ้ำใต้ดินในมุมมองชาว Spanish เป็นเรื่องน่าอับอาย เหมือนชนชั้นต่ำ เพื่อสื่อถึงยุคสมัยผู้นำเผด็จการ Francisco Franco ที่ตัวละคร(และผกก. Almodóvar)เติบโตขึ้นมา

I chose this space because I wanted to contrast the gloomy and humiliating memories that a poor mother has of the postwar period with the illusion of the child who is content to see the sun through the skylight of the cave.

Pedro Almodóvar

ในอพาร์ทเม้นท์/ห้องทำงาน Mercedes ผู้ช่วยของ Salvador สังเกตเห็นโปสเตอร์หนัง 8½ (1963) กันไหมเอย?

“I was the loneliest man death has ever seen.” คือคำอ่านจากหนังสือ Nothing Grows by Moonlight (1947) แต่งโดย Torborg Nedreaas (1906-87) นักเขียนหญิง สัญชาติ Norwegian, เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวแรกรุ่นตกหลุมรักครูสอนหนังสือสูงวัย แต่เธอกลับถูกกดขี่ข่มเหง ใช้ความรุนแรง บีบบังคับให้ทำแท้ง จนหัวใจแตกสลาย

เมื่อตอน Alberto เดินทางมาเยี่ยมเยียนอพาร์ทเม้นท์ของ Salvador แล้วจู่ๆสำลักเครื่องดื่ม มุมกล้องจงใจถ่ายติดภาพวาดพวงองุ่น El Racimo de Uvas (1944) แปลว่า The Bunch of Grapes ผลงานของ Maruja Mallo (1902-95) จิตรกรหญิง Surrealist สัญชาติ Spanish … เหมือนจะสื่อว่าเม็ดองุ่นติดคอ

หลังเอาตัวรอดจากการสำลักองุ่น Alberto และ Salvador นั่งเสพเฮโรอินบนโซฟา รับชมภาพยนตร์ The Holy Girl (2004) กำกับโดย Lucrecia Martel (โดยผกก. Almodóvar มีเครดิตเป็น Executive Producer) พบเห็นหญิงสาวกำลังล่องลอยในสระ นี่สามารถสื่อถึงทั้งสองพอเสพยา ก็มีสภาพล่องลอย ราวกับจิตวิญญาณโบยบินออกจากร่าง … ในกรณีของ Salvador เสพเฮโรอีนเมื่อไหร่ มักจมลงสู่ก้นเบื้อง จิตใต้สำนึก หวนระลึกความทรงจำวัยเด็ก

ละม้ายคล้ายกับ Broken Embraces (2009) ที่ผกก. Almodóvar นำเอาหลากหลายโปรเจคพัฒนาทิ้งไว้ มายั่วน้ำลายผู้ชม เผื่ออนาคตจะมีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์, Pain and Glory (2019) ก็เฉกเช่นเดียวกัน กล้องค่อยๆเคลื่อนไหลผ่านไฟล์คอมพิวเตอร์ หนึ่งในนั้น Extraña forma de vida กลายมาเป็นหนังสั้น Strange Way of Life (2023) นำแสดงโดย Ethan Hawke และ Pedro Pascal

ระหว่างที่ Alberto อ่านบทละคอนเวที La Adicción (The Addiction) มีการฉายภาพหนังสองเรื่องที่มีฉากเกี่ยวกับน้ำ/น้ำตก “Hearing the sound of the water made us kids want to pee really bad… My childhood movie theater always smells like pee.”

  • Splendor in the Grass (1961) กำกับโดย Elia Kazan นำแสดงโดย Warren Beatty ประกบ Natalie Wood
  • Niagara (1953) กำกับโดย Henry Hathaway นำแสดงโดย Marilyn Monroe ประกบ Joseph Cotten

Salvador ในสภาพสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่นหลังเสพเฮโรอีน ตอบปฏิเสธ Alberto ที่ร่ำร้องขอบทละคอนเวที The Addiction อ่านแล้วชื่นชอบ ต้องการนำมาดัดแปลง ทำการแสดง เพื่อที่จะ ‘Comeback’ ประสบความสำเร็จอีกครั้ง แต่ทว่ากลับได้รับตอบปฏิเสธ … ภาพช็อตนี้ถ่ายตรงระเบียง มันเหมือนมีบางสิ่งอย่างกีดกั้นขวางทั้งสอง ยังไม่สามารถยินยอมรับ รื้อฟื้นความสัมพันธ์ ให้อภัยกันและกัน

ภาพวาดตรงประตูอพาร์ทเม้นท์คือ El Rapto de los Sentidos (1983) แปลว่า The Rapture of the Senses ผลงานของ Guillermo Pérez Villalta จิตรกรสัญชาติ Spanish ที่เมื่อตอน The Skin I Live In (2011) ผกก. Almodóvar เคยนำเอาอีกผลงาน Dionysus found Ariadne on Naxos (2008) เพื่อตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์กับรูปลักษณ์ บุคคลในภาพวาดต่างไร้ใบหน้า “Ous face identited us.”

The Abduction of the Senses (1983) เป็นภาพที่น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก The Abduction of Europa (1632) ของ Rembrandt ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากมหากาพย์ Metamorphoses ของ Ovid เรื่องราวเกี่ยวกับ Zeus ลุ่มหลงในความงามของ Europa จึงวางแผนลักพาตัว (Abduction) ด้วยการปลอมตัวเป็นกระทิงขาว พาเธอข้ามทะเลจาก Phoenicia สู่ Crete แล้วได้ครองรัก มีบุตรร่วมกันสามคน

การตีความของ Villalta น่าจะเปลี่ยนจากกระทิงขาวมาเป็นแท่งไม้สี่เหลี่ยม เค้าโครงเหมือนมนุษย์ นำเสนอในเชิงนามธรรม (Abstraction) ตัดทิ้งเนื้อหนัง หลงเหลือเพียง ‘Senses’ สัมผัสของแก่นแท้ จิตวิญญาณ สนองตัณหาความต้องการ

หน้าโรงภาพยนตร์ที่ฉาย Flavour รอบปฐมทัศน์ ยังพบเห็นโปสเตอร์หนังคลาสสิกอีกสามเรื่อง (ไล่เรียงจากซ้ายไปขวา) ประกอบด้วย

  • Diferente (1961) กำกับโดย Luis María Delgado, เป็นหนังเกย์เรื่องแรกๆของประเทศ Spain ที่ไม่ถูกแบน ไม่ถูกเซ็นเซอร์ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่านำออกฉายในยุคสมัยผู้นำเผด็จการ Francisco Franco ได้อย่างไร?
  • El verdugo (1963) แปลว่า The Executioner กำกับโดย Luis García Berlanga, คุ้นๆว่านี่คือหนัง Spanish เรื่องโปรดของผกก. Almodóvar
  • Arrebato (1979) แปลว่า Rapture กำกับโดย Iván Zulueta (ภาพยนตร์เรื่องเดียวในชีวิต), หนังแนว Art House Horror ที่กลายเป็น Cult Classic ส่วนหนึ่งของกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña
    • Zulueta คือหนึ่งในเพื่อนสนิทของผกก. Almodóvar ต่างเคยให้ความช่วยเหลือกันและกันในภาพยนตร์ยุคแรกๆ ทั้งยังออกแบบโปสเตอร์หนัง Labyrinth of Passion (1982), Dark Habits (1983) และ What Have I Done to Deserve This? (1984)

เมื่อตอนเด็กชาย Salvador แสดงอารยะขัดขืน บอกกับมารดาไม่ต้องการไปโรงเรียนประจำ ไม่อยากเป็นบาทหลวง พบเห็นเขาปีนป่าย Torre de Paterna แปลว่า Tower of Paterna นี่ถือเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ (Historical Monument) ของเมือง Paterna, Valencia ความสูง 19.5 เมตร คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นช่วงตั้งแต่ยุคกลาง Taifa of Valencia (ค.ศ. 1010-1238) เฉกเช่นเดียวกับ Caves of Batán สำหรับเป็นหอคอยสอดส่องดูแลความปลอดภัย

ที่บ้านของ Alberto ยังมีอีกภาพหนึ่งที่ผมไม่ได้อธิบาย นั่นคือภาพพิมพ์ (Silk Screen) ลูกสาลีสีเขียว (La Pera) ผลงานของ Enzo Mari (1932-2020) นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ศิลปิน Modernist สัญชาติอิตาเลียน

ในขณะที่โปสเตอร์ Flavor ใช้ลูกสตรอว์เบอร์รีสีแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว, ลูกสาลีถือว่าตรงข้ามทุกสิ่งอย่าง เขียวตรงข้ามแดง รสชาติหวานจืดๆ สอดคล้องเข้ากับฉากนี้ที่เมื่อ Salvador หวนกลับมาหา Alberto เพื่อส่งมอบบทละคอน The Addiction สำแดงความประณีประณอม ยินยอมความ … ตอนมาครั้ง Salvador สวมใส่เสื้อสีส้มๆ (ใกล้เคียงกับโปสเตอร์ Flavor) มาคราวนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มๆ (ใกล้เคียงกับลูกสาลี่)

โปสเตอร์ทั้งหมดภายในหนัง รวมถึงละคอนเวที The Addiction ออกแบบโดย Juan Gatti รูปหัวใจถูกทิ่มแทงด้วยเข็มฉีดยา ผมรู้สึกมักคุ้นมากๆเลยลองสอบถาม AI มันกลับแนะนำว่าคือภาพพระหฤทัยของพระเยซู (Sacred Heart of Jesus) สัญลักษณ์ของความรักที่พระเป็นเจ้ามีต่อมนุษยชาติ โดยในงานศิลปะมักแสดงพระหฤทัยในรูปหัวใจที่มีไฟลุก รัศมีส่องสว่าง มงกุฎหนามล้อม ไม้กางเขนตั้งอยู่ และพระโลหิตไหลออกมา

ปล. ผกก. Almodóvar ไม่ได้มีความเชื่อศรัทธาศาสนา แต่ภาพนี้คงไม่ได้ตั้งใจจะเสียดสีล้อเลียน น่าจะสื่อถึงหัวใจแห่งความรัก ความเสียสละ และการสูญเสียมากกว่า

ภายหลังการแสดงของ Alberto ได้พบเจอชายแปลกหน้าคนหนึ่ง ซึ่งคืออดีตคนรักของ Salvador เลยโทรศัพท์ไปแจ้งข่าว แสร้งทำเป็นไม่ได้ให้ข้อมูลอะไร ก่อนอีกฝ่ายติดต่อหา ลุกขึ้นนั่งพบเห็นเงาสะท้อน และขณะก้าวออกเดินไปเดินมา เงามืด-แสงสว่างอาบฉาบใบหน้า สะท้อนสภาวะอารมณ์ที่ไม่รู้จะมีปฏิกิริยาอะไรยังไง สุขหรือทุกข์ ดีใจหรืออ้ำอึ้ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก จนกระทั่งพบเห็นอีกฝ่ายมายืนรอคอยอยู่หน้าประตูบ้าน

Salvador ขอเวลาสิบนาทีอาบน้ำแต่งตัว แต่ขณะกำลังจะเสพเฮโรอีน จู่ๆตัดสินใจเป่าทิ้ง นั่นเพราะเขาต้องการจดจำช่วงเวลาการพบเจอครั้งนี้ไว้ ไม่ให้มันหลงลืมเลือนหายไปกับอาการมึนเมาของฤทธิ์ยา

และหลังจากอาบน้ำแต่งตัว กำลังจะออกไปเปิดประตู ผมเหลือไปเห็น Crème Caramel หรือ Flan (มาจากภาษาละติน Flado แปลว่า Flat Cake) เคยอธิบายไว้ตอน Volver (2009) เวลาจะเสิร์ฟขนมชิ้นนี้ต้องพลิกกลับด้าน เพื่อสื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่ทุกสิ่งอย่างจะปรับเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้าม! … สังเกตเสื้อที่ตัวละครสวมใส่ ตอนตื่นนอนเสื้อคอกลมสีส้ม อาบน้ำเสร็จเป็นโปโล(มีปก)เขียวแกมน้ำเงิน (Teal) มันคือสีตรงกันข้าม

ระหว่าง Salvador พร่ำรำพัน หวนระลึกความหลังกับอดีตคนรัก Federico มุมกล้องขณะนี้ถ่ายติดภาพวาดด้านหลัง Artista viendo un libro de arte (2008) แปลว่า Artist looking at an art book ผลงานของ Guillermo Pérez Villalta … แค่ชื่อก็บ่งบอกใบ้ถึงความเชื่อมโยงในหัวข้อสนทนา

การหวนระลึกความหลังของทั้งสอง จะคือผลัดกันเล่าเรื่องของตนเอง ด้วยเหตุนี้มุมกล้องจึงมีการสลับหน้า-หลัง ซึ่งขณะนี้ฟากฝั่งของ Federico ถ่ายติดภาพวาด El olfato Santa Casilda (1986) แปลว่า The Sense of Smell – Saint Casilda ผลงานของ Sigfrido Martín Begué (1959-2010) สถาปนิก จิตรกรสัญชาติ Spanish หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña

ทีแรกผมนึกว่า Santa Casilda คือชื่อสุนัขดมกลิ่น ก่อนค้นพบว่าคือเจ้าหญิงมุสลิม บุตรีของกษัตริย์ Yahya ibn Ismail Al-Mamun แห่ง Taifa of Toledo (ที่มายึดครอง Valencia ในยุคกลาง) แต่พระองค์สำแดงความเห็นอกเห็นใจนักโทษชาวคริสเตียน มักเดินทางไปเยียมเยียนในเรือนจำ และแอบนำขนมปังซ่อนในกระโปรงสุ่ม พอใครต่อใครบังเกิดความสงสัย เธอเปิดกระโปรงสุ่มออกมากลายเป็นดอกกุหลาบ … ภายหลังเธอเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ และได้รับยกย่องในฐานะนักบุญ Saint Casilda of Toledo (950-1050)

ภาพวาดของ Sigfrido Martín Begué ดูมีความโมเดิร์น สมัยใหม่ แต่คงจะโอบรับแนวคิดดั้งเดิมคือ Santa Casilda แอบซ่อนขนมปังในกระโปรง แล้วสุนัขดมกลิ่นตรวจจับได้ … อาจสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Salvador และ Federico มีเพียงพวกเขาที่รับรู้กลิ่นกาย/รสนิยมทางเพศของกันและกัน

ผมไปพบเจอภาพเบื้องหลัง (ไม่พบเห็นช็อตนี้ในหนัง) เลยคาดว่าอาจเป็นซีนที่ถูกตัดต่อไป ตำแหน่งของ Salvadore และ Federico ต่างมีภาพพื้นหลังที่บ่งบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับพวกเขา … ทั้งสองภาพต่างเป็นผลงานของ Sigfrido Martín Begué

  • ฟากฝั่ง Salvadore คือภาพวาด Las costureras (1996) แปลตรงตัวก็คือช่างเย็บผ้า สามารถสะท้อนถึงอาชีพผู้กำกับ พัฒนาบทหนัง ควบคุมเบื้องหลัง ออกแบบทุกสิ่งอย่างในภาพยนตร์
  • ขณะที่ Federico อธิบายไปแล้วว่าคือภาพวาด El olfato Santa Casilda (1986) แต่ตำแหน่งของเขาช่างพอดิบพอดีกับเจ้าสุนัข สายพันธุ์อะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

ทุกครั้งเมื่อฉายภาพโคลสอัพใบหน้า Salvador ดูตัวละครแทบจะมิอาจอดกลั้นธารน้ำตา ส่วนสิ่งน่าสนใจคือภาพพื้นหลัง แม้ผมดูไม่ออกว่าคือสถานที่แห่งหนไหน แต่สังเกตจากสถาปัตยกรรมคลาสสิก อาจสะท้อนถึงความรู้สึกของเขาที่ยังคงครุ่นคิดถึง ห่วงโหยหาอดีตคนรัก Federico ไม่เคยเสื่อมสลาย ตราบจนวันตาย

เมื่อตอนที่ Salvador ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเลิกเสพเฮโรอีน ข้างๆอ่างล้านจานถ่ายติดภาพวาดอะไรก็ไม่รู้ ผลงานของ Dis Berlin ชื่อจริง Mariano Carrera จิตรกรชาว Spanish ผู้หลงใหลในการวาดภาพสิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน ตึกรามบ้านช่อง ภาพนี้เหมือนคือโบสถ์วิหาร สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สามารถเปลี่ยนแปลงเขาให้บังเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาในตนเอง

Salvador (และผู้ช่วย Mercedes) เดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อต้องการละเลิกเสพเฮโรอีน แวบแรกเหมือนกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สวนสาธารณะ แหงนมองท้องฟ้าสว่างสดใส แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพถ่าย (ในโรงพยาบาลจัดมุมนี้ไว้เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย) สามารถสื่อถึงจิตวิญญาณได้รับการปลดปล่อย … ร่างกายยังคงเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน แต่การได้พบเจออดีตคนรัก ทำให้ Salvador ราวกับถือกำเนิดใหม่ (Rebirth) บังเกิดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตขึ้นอีกครั้ง

จริงๆแล้วผกก. Almodóvar เขียนบท Salvador หวนระลึกถึงมารดาในช่วงบั้นปลายชีวิตแค่ฉากเดียว (น่าจะตอนส่งมอบไข่ไม้ และพูดบอกเตรียมพร้อมความตาย) แต่เพราะนักแสดง Julieta Serrano เล่นนี้มากๆ ถึงขนาดต้องเขียนเพิ่มบทให้อีกหลายฉาก ขโมยซีนโดดเด่นไม่แพ้ Penélope Cruz (รับบทเดียวกันเมื่อตอน Salvador ยังเป็นเด็กชาย)

นัยยะของไข่ไม้ (Wooden Egg) มันอาจไม่ได้มีราคาอะไร แต่ความสำคัญของมันคือมูลค่าจิตใจ ตัวแทนของมารดา ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากลำบากมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นส่งต่อจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง มอบให้กับบุตรชายเติบใหญ่ ใช้หวนระลึกความทรงจำวันวาน

เกร็ด: ก่อนหน้านี้ Julieta Serrano เคยรับบทมารดาของ Antonio Banderas มาแล้วสองครั้ง Matador (1986) และ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988)

มันไม่ใช่ว่าผกก. Almodóvar เมื่อตอนอายุเก้าขวบตกหลุมรักช่างก่ออิฐ แต่ต้องการสื่อถึงการตื่นรู้/ค้นพบรสนิยมทางเพศ (Sexual Awakening) เกิดความลุ่มหลงใหล จินตนาการเพ้อคลั่งถึงเรือนร่างผู้ชาย

ความท้าทายของฉากนี้คือผกก. Almodóvar พยายามถ่ายทำโดยที่นักแสดงทั้งสองไม่รับรู้ตัวว่ากำลังเข้าฉากการตื่นรู้ทางเพศ แต่ใช้ลูกเล่นภาพยนตร์ตัดสลับกลับไปกลับมา ทำเหมือนเด็กชาย Salvador จินตนาการถึงเรือนร่างช่างก่ออิฐ และวินาทีหยิบผ้าเช็ดตัวไปให้ พบเห็นร่างกายเปลือยเปล่าก็เป็นลมล้มพับอย่างสโลโมชั่น ใครๆย่อมครุ่นคิดว่าคืออาการลมแดด (Heatstoke) แต่มันใช่จริงๆนะหรือ? ดูเหมือนติดสัด (in heat) เสียมากกว่า!

The main difficulty was to combine the homosexual desire of a 9-year-old boy and a young bricklayer. It is an explosive combination, so the approach for me was to keep it as an innocent act. Which in fact it is. I had the Bad Education experience, where I filmed something similar, but this was more difficult to resolve and also more crucial to the story, because I had to express to the viewer the notion that there is a desire being born for the first time. Both characters are pure and innocent, and the actors didn’t have a clue what I was filming. I didn’t want them to know, and didn’t explain. I’m so happy with their work. They were great discoveries for me, César Vicente and Asier Flores, completely unknown actors who were born for the screen. But, without being filthy or dirty about the desire, I had to make clear that the desire comes from the boy to the bricklayer, and not the other way, which would be pedophilia. This never happened to me in my childhood. I never fell in love with a bricklayer. But I could have, so I can identify with that feeling.

Pedro Almodóvar

เหตุผลที่ Salvador มีอาการสำลัก เหมือนมีอาหารติดคอบ่อยครั้ง แท้จริงแล้วเกิดจากกระดูกงอก (Osteophyte) คือก้อนกระดูกที่งอกผิดปกติบริเวณขอบของกระดูก โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อ หรือกระดูกสันหลัง ถ้าไม่ทับเส้นประสาทก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ สามารถผ่าตัดเอาออกได้

การที่หนังเลือกนำเสนอโรคประหลาดๆนี้ คงต้องการสื่อนัยยะถึงพฤติกรรมดื้อรั้น ปิดกั้น ไม่เคยรับฟังอะไรใครของ Salvador แต่หลังจากต้องทนทุกข์ทรมาน พานพบเจอเพื่อนเก่า คนรักเก่า หวนระลึกความทรงจำเก่าๆ เขาก็พร้อมแล้วจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เอากระดูกงอกที่กั้นขวางช่องคอ/หลอดอาหารออกไป

ภาพวาดสีน้ำ เป็นผลงานของ Jorge Galindo จิตรกรสาดสี (Action Painting หรือ Gestural Abstraction) สัญชาติ Spanish อีกหนึ่งเพื่อนสนิทของผกก. Almodóvar เคยจัดแสดงนิทรรศกาลงานศิลปะร่วมกันชื่อว่า Flores de Periferia (Flowers from the Outskirts) เมื่อปี ค.ศ. 2021-22 … สารพัดภาพวาดดอกไม้ในอพาร์ทเม้นท์ หลายๆผลงานก็เป็นของศิลปินคนนี้

ผมมองภาพวาดนี้ไม่แตกต่างจากไข่ไม้ของมารดา คือภาพความทรงจำอันล้ำค่าของ Salvador ต้องการเก็บรักษา แต่ไม่ขวนขวายที่จะติดตามหา Eduardo นั่นสะท้อนตัวตนของผกก. Almodóvar เป็นคนไม่ยึดติดกับอดีตมากนัก โหยหาปัจจุบันเสียมากกว่า

ผู้ชมถูกล่อหลอกให้เข้าใจผิดมาโดยตลอดว่า Salvador หลับฝันถึงความทรงจำวัยเด็ก แต่แท้จริงแล้วมันกลับคือฟุตเทจภาพยนตร์ที่บังเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการเปิดเผย ณ ตอนจบของหนัง กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลังเห็นคนถือไมค์ ตอกสเลท และสถานที่ยังสถานีรถไฟ มันคือการเชื่อมโยงระหว่างอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต, ชีวิตจริง = ภาพยนตร์

The idea was to say to the spectator: All the flashbacks that you’re watching have been the movie that Salvador is making, and Penélope Cruz has been playing the mother. What I wanted also to convey is that when Salvador discovered the watercolor [of himself as a young child, drawn by a bricklayer whom he taught how to read and write], he felt the passion of telling that story. This is what he missed — the necessity of telling a story. And he found it in that image. So immediately he went home and started writing. This is what saved him. Because he thought making a new movie would have been impossible.

But I also wanted to, in that final shot, put the past and the present in the same place, united by the dolly shot. Here young Salvador is with his mother in the train station. He says, “Do you think there will be cinemas where we’re going?” She says, “First I would like to have a home.” This is what the movie is about — these two big necessities. That’s the past, but also here is Antonio, in front of a video monitor, watching the image, and the women around them recording the sound. It was tough because we didn’t have a lot of space, and I hate using big, open wide angles à la Terrence Malick. I’m glad that the shot works. Some other sequences come to you along the way, like in the fifth draft, or during the shooting. But I had this as the ending of the film ever since I started working on this script.

Pedro Almodóvar

แซว: แวบแรกที่ผมเห็นฉากนี้ ครุ่นคิดถึง Inland Empire (2006) ของผกก. David Lynch ซึ่งก็มีฉากที่กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง ก่อนเปิดเผยว่าเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ เลือนลางระหว่างชีวิตจริง-การแสดง

ในส่วนการตัดต่อ ผกก. Almodóvar เคยมีเพื่อนสนิท ใช้บริการขาประจำ José Salcedo มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกจนถึง Julieta (2016) ก่อนอีกฝ่ายเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 2017 เป็นเหตุให้ต้องมองหานักตัดต่อคนใหม่ Teresa Font Guiteras (เกิดปี ค.ศ. 1956) ผลงานเด่นๆ อาทิ Jamón, jamón (1992), The Day of the Beast (1995), The Man Who Killed Don Quixote (2018), Pain and Glory (2019), Parallel Mothers (2021), The Room Next Door (2024) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของผกก. Salvador Mallo ที่มักจะนอนหลับฝันถึงอดีต (หรือคือภาพยนตร์กำลังจะสรรค์สร้างในอนาคต) พอหวนกลับมาปัจจุบันมักเดินทางไปหาใครบางคน หรือมีคนมาเยี่ยมเยียนที่อพาร์ทเม้นท์ พูดคุยหวนระลึกความหลัง รื้อฟื้นความสัมพันธ์ โดยไม่รู้ตัวก่อบังเกิดกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตอีกครั้ง

  • Opening Credit
  • ผู้กำกับชื่อดัง Salvador Mallo
    • Salvador ทำกายภาพบำบัดอยู่ในสระน้ำ
    • (Flashback) หวนระลึกความทรงจำเมื่อครั้นวัยเด็ก ติดตามมารดามาซักผ้าริมน้ำ พบเห็นเธอร้องรำทำเพลงกับเพื่อนบ้าน
    • Salvador พบเจอกับเพื่อนนักแสดง Zulema ให้เบอร์ติดต่อ Alberto
    • (Flashback) Salvador วัยเด็กเป็นนักร้องโซปราโน (Child Soparno)
    • ภาพกราฟิกบรรยายสารพัดอาการป่วยของ Salvador
  • รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่า Alberto Crespo
    • Salvador เดินทางมาเยี่ยมเยียน Alberto ชักชวนไปร่วมงานฉายภาพยนตร์ Flavor
    • (Flashback) Salvador เสพกัญชาของ Alberto หลับฝันถึงตอนวัยเด็ก ตนเองกับมารดาย้ายมาอยู่อาศัยในบ้านใต้ดิน
    • Alberto เดินทางมาที่อพาร์ทเม้นท์ของ Salvador แล้วมีโอกาสอ่านบทละคอน The Addiction (จินตนาการตนเองทำการแสดง) แล้วพยายามโน้มน้าวขอให้ตนเองได้ทำการแสดงดังกล่าว
    • Salvador และ Alberto เบี้ยวงานฉายหนัง Flavor แต่ยังโทรศัพท์ไปให้สัมภาษณ์
    • Salvador เดินทางไปหาซื้อเฮโรอีนด้วยตนเอง
    • (Flashback) พบเจอกับ Eduardo ชายหนุ่มที่เป็นช่างก่ออิฐ ขอให้เด็กชาย Salvador เขียนจดหมาย ก่อนมารดาแนะนำให้เขามาเรียนหนังสือที่บ้าน
    • Salvador แอบผู้ช่วยส่วนตัว Mercedes เพื่อที่จะเสพเฮโรอิีน
    • (Flashback) ยายของ Salvador โน้มน้าวให้หลานชายเรียนต่อยังโรงเรียนสอนศาสนา ก่อนแสดงอารยะขัดขืนต่อมารดาด้วยการปีนป่าย Tower of Paterna
    • Salvador เดินทางไปมอบบทละคอน The Addition ให้กับ Alberto
  • พบเจออดีตคนรัก Federico Delgado
    • Alberto ซักซ้อมการแสดง เลือนลางกับการแสดงจริง
    • Federico เดินทางมารับชม แล้วตระหนักว่าการแสดงกล่าวถึงตนเอง
    • Federico มาพบกับ Alberto หลังเวที
    • Federico เดินทางมาที่อพาร์ทเม้นท์ของ Salvador พูดคุยรื้อฟื้นความหลัง
    • Salvador ตัดสินใจละเลิกเสพเฮโรอีน เดินทางไปโรงพยาบาลกับผู้ช่วย Mercedes
    • (Flashback) Salvador กับมารดาวัยชรา สั่งเสียทุกสิ่งอย่าง
  • รักครั้งแรกกับ Eduardo
    • ระหว่างรอคิวพบหมอ Salvador พบเห็นภาพวาดของศิลปินนิรนาม
    • (Flashback) หวนระลึกความหลังเมื่อตอน Eduardo วาดรูปดังกล่าวให้กับตนเอง ก่อนล้มป่วยฮีทสโตรก
    • หมอแจ้งข่าวก้อนเนื้อในลำคอที่เป็นเหตุผลให้ Salvador สำลักบ่อยครั้ง แนะนำให้ผ่าตัด
    • Salvador เดินทางไปซื้อภาพวาดดังกล่าว
    • Salvador เข้ารับการผ่าตัด
    • และถ่ายทำภาพยนตร์ฉากสุดท้าย

ใครเคยรับชม 8½ (1963) หรือเคยพานผ่านหลายๆผลงานของผกก. Almodóvar ก็น่าจะสามารถทำความเข้าใจหนังได้ไม่ยาก เพราะมีแค่สองเส้นเรื่องเล่าคู่ขนาน ตัดสลับไปมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน หรือจะมองว่าโลกความจริง-ภาพยนตร์สรรค์สร้าง


เพลงประกอบโดย Alberto Iglesias Fernández-Berridi (เกิดปี ค.ศ. 1955) นักแต่งเพลงสัญชาติ Spanish เกิดที่ San Sebastián, Basque Country โตขึ้นร่ำเรียนดนตรียัง Saint-Sébastien จากนั้นเดินทางสู่ Paris เรียนการแต่งเพลงกับ Francis Schwartz และสไตล์ดนตรี Electro-Acoustic กับ Gabriel Brnčić, ร่วมงานขาประจำผกก. Pedro Almodóvar ตั้งแต่ The Flower of My Secret (1995), ผลงานเด่นๆ อาทิ All About My Mother (1999), Talk to Her (2002), The Constant Gardener (2005), The Kite Runner (2007), Che (2008), The Skin I Live In (2011), Exodus: Gods and Kings (2014) ฯ

Pain and Glory (2019) เป็นอีกงานเพลงชิ้นเอกของ Iglesias ที่มีความไพเราะ ตราตรึง ซาบซึ้งกินใจ Salvador sumergido แปลว่า Submerged Salvador ดังขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น Opening Credit นำพาผู้ชมล่องลอยไปกับสายน้ำแห่งกาลเวลา ดำดิ่งสู่ก้นเบื้องจิตใต้สำนึก ความทรงจำของตัวละครและผกก. Almodóvar มอบสัมผัสโหยหาคร่ำครวญ (melancholy) วันเวลาแห่งความสุขได้เคลื่อนผ่านไป

บทเพลงที่สาวๆขับร้องระหว่างซักผ้าริมแม่น้ำชื่อว่า A tu vera (1961) แปลว่า By Your Side แต่งโดย Juan Solano และ Rafael de León, ต้นฉบับขับร้องโดย Ana María Rey, แต่ฉบับโด่งดังที่สุดเป็นของ Lola Flores

ฉบับในหนังร่วมขับร้องโดย Penélope Cruz และ Rosalía แต่เพราะไม่เคยมีการเข้าอัดเพลงนี้เต็มๆ ผมเลยนำฉบับของ Lola Flores มาให้รับฟังแทนก็แล้วกัน

ต้นฉบับ Spanishคำแปลอังกฤษ
A tu vera
A tu vera, siempre a la verita tuya
Siempre a la verita tuya
Hasta que por ti me muera

Que no mirase tus ojos
Que no llamase a tu puerta
Que no pisase de noche
Las piedras de tu calleja

A tu vera
Siempre a la verita tuya
Siempre a la verita tuya
Hasta que por ti me muera

Mira que dicen y dicen
Mira que la tarde aquella
Mira que si fue y si vino
De su casa a la alameda

Y así, mirando y mirando
Y así empezó mi ceguera
Y así empezó mi ceguera

A tu vera
Siempre a la verita tuya
Siempre a la verita tuya
Hasta que de amor me muera

Que no bebiese en tu pozo
Que no jurase en la reja
Que no mirase contigo
La luna de primavera

A tu vera
Siempre a la verita tuya
Siempre a la verita tuya
Hasta que de amor me muera

Ya pueden clavar puñales
Ya pueden cruzar tijeras
Ya pueden cubrir con sal
Los ladrillos de tu Puerta

Ayer, hoy, mañana y siempre
Eternamente a tu vera
Eternamente a tu vera

A tu vera
Siempre a la verita tuya
Siempre a la verita tuya
Hasta el día en que me muera
By your side
By your side, always by your side
Always by your side
Until I die for you

May I not look into your eyes
May I not knock at your door
May I not step at night
The stones of your alley

By your side
Always by your side
Always by your side
Until I die for you

Look what they say and say
Look at that afternoon
Look how she went and came
From her house to the avenue

And so, looking and looking
And so my blindness began
And so my blindness began

By your side
Always by your side
Always by your side
Until I die of love

May I not drink from your well
May I not swear at the grate
May I not look with you
The spring moon

By your side
Always by your side
Always by your side
Until I die of love die

Now they can stab
Now they can cross scissors
Now they can cover with salt
The bricks of your door

Yesterday, today, tomorrow, and forever
Eternally by your side
Eternally by your side

By your side
Always by your side
Always by your side
Until the day I die

Geografía y anatomía แปลว่า Geography and anatomy บทเพลงดังขึ้นระหว่าง Salvador Mallo พรรณาภูมิศาสตร์ร่างกายของตนเอง พร้อมภาพประกอบฉายภาพกายภาคเรือนร่างกาย อวัยวะภายในแสดงอาการผิดปกติโน่นนี่นั่น มันช่างเป็นลึกลับ พิศวง กลไกความชรา ทุกสิ่งอย่างทรุดเสื่อมโทรมตามกาลเวลา

ปล. ทีแรกผมตั้งใจจะนำคลิปจากหนังแต่ติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เลยทำได้แค่ฟังเพลงประกอบแล้วจินตนาการตามเองแล้วกัน

La cueva de Paterna แปลว่า The Paterna Cave, มารดานำพาบุตรชาย Salvador มาถึงบ้านหลังใหม่ เสียงไวโอลินกรีดกรายตอนต้นเพลงคงคือปฏิกิริยาตกอกตกใจ นี่ฉันต้องอาศัยอยู่ในถ้ำใต้ดินจริงๆหรือนี่? แต่พอออกเยี่ยมชมสถานที่ พบเห็นแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามา ก็ค่อยๆทำใจยินยอมรับ อยู่ถ้ำแห่งนี้ย่อมดีกว่าไม่มีสถานที่ซุกหัวนอน ปัดกวาดเช็ดถู หาอะไรมาประดับตกแต่งสักเล็กน้อย ประเดี๋ยวก็จักกลายเป็นบ้านหลังน้อยๆขึ้นมา

เมื่อตอน Alberto เริ่มอ่านบทละคอน The Addiction แล้วครุ่นคิดจินตนาการการแสดงของตนเอง บทเพลงนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน ราวกับคำสารภาพผิดที่ไม่สามารถทำให้ชายคนรักเลิกเล่นยา ยังคงห่วงหวง โหยหา ครุ่นคิดเธอ/เขาคนนั้น … บทเพลงแค่นาทีกว่าๆ แต่ฟังแล้วแทบมิอาจอดกลั้นธารน้ำตา

เสียงติ๊ด ติ๊ด ราวกับสัญญาณเตือนภัย หายนะบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา Fumar a escondidas แปลว่า Smoking in Secret เป็นการบอกใบ้ว่า Salvador เริ่มเสพติดเฮโรอีน ถึงขนาดแอบผู้ช่วย Mercedes สรรหาสรรพวิธีการเสพยา รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งดี (ท่วงทำนองบรรเลงก็มีความบิดๆเบี้ยวๆ) แต่มันคืออย่างเดียวช่วยบรรเทาความเจ็บปวด

Reconciliación แปลตรงตัว Reconciliation ภาษาไทยคือการคืนดีกัน ตลอดทั้งซีเควนซ์ที่ Salvador พบเจออดีตคนรัก Federico นี่เป็นบทเพลงเดียว เครื่องดนตรีเดียว เสียงเครื่องเป่าโหยหวน แทนความทรงจำร่วมกันของทั้งสอง มันอาจจะเลือนลาง ลมหายใจแผ่วเบาบาง แต่สายสัมพันธ์ยังคงเชื่อมโยงถึงกัน รักครั้งนั้นไม่มีวันเสื่อมสลาย ลบเลือนหาย ติดตราฝังอยู่ภายในจิตใจตราบจนวันตาย

เมื่อวัยวุฒิเพิ่มสูงขึ้น สังขารจึงเริ่มโรยรา Salvador Mallo และผกก. Almodóvar ต่างล้มป่วยอิดๆออดๆ เพิ่งผ่าตัดหลังมาไม่นาน เจ็บปวดทรมาน จึงเริ่มหวนระลึกนึกถึงอดีต ความทรงจำวันวาน อะไรผิดพลาดก็อยากหวนกลับไปแก้ไข รื้อฟื้นความสัมพันธ์เพื่อนเก่า/คนรักเก่า หนังเก่าบูรณะเหมือนใหม่ ก่อบังเกิดกำลังใจในการใช้ชีวิตขึ้นอีกครั้ง

มันเป็นเรื่องปกติเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ย่อมอยากหวนกลับไปแก้ไขอดีต หรือสิ่งใดเคยกระทำผิดพลาดไว้กับใคร เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ทุกสิ่งอย่างล้วนสามารถยกโทษให้อภัย! ผมเคยกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างผกก. Almodóvar และนักแสดงหญิง Carmen Maura เมื่อตอนถ่ายทำภาพยนตร์ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) ถึงขนาดปฏิเสธพูดคุย มองหน้ากันไม่ติด แต่หลายปีถัดมาพวกเขาก็สามารถรื้อฟื้นความสัมพันธ์ หวนกลับมาร่วมงานกัน Volver (2006) … แบบเดียวกับความขัดแย้งระหว่าง Salvador Mallo และ Alberto Crespo กาลเวลาช่วยเยียวยารักษาแผลใจ ท้ายที่สุดเพื่อนทั้งสองก็สามารถหวนกลับมาคืนดี

เรื่องราวของอดีตคนรักก็เฉกเช่นเดียวกัน ผกก. Almodóvar เคยนำเสนอเรื่องราวแฟนเก่าเสพติดยา Talk to Her (2002) เคยพยายามช่วยเหลือด้วยการพาออกจากกรุง Madrid แต่จนแล้วจนรอด ท้ายที่สุดจำใจต้องเลิกรา หลังจากเหตุการณ์นั้นเขาแต่งงาน มีบุตร ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ นานๆครั้งถึงหวนกลับมาพบเจอกัน

และเมื่อผกก. Almodóvar ตระหนักถึงความตายคืบคลานเข้ามา ก็ทำให้หวนระลึกถึงมารดาผู้ล่วงลับ (เสียชีวิตหลัง All About My Mother (1999) ออกฉายไม่กี่เดือน) ช่วงบั้นปลายชีวิตเธอเคยรำพันโน่นนี่นั่น พอฉันตายไปให้ทำอย่างนั่นโน่นนี่ ฟังแล้วอาจรู้สึกเศร้าสลดหดหู่หัวใจ แต่มันคือการเตรียมความพร้อมก่อนถึงเวลาของตนเอง

Pain and Glory is a film about what time, the passing of time, inflicts on our lives. It is a film about how my memory works, so I guess it was impossible to avoid nostalgia. This sense of permanent erosion and degeneration that affects me is also the maelstrom of our times. I look around and everything is falling apart—humanism, commitment to our planet’s future, fact-based truths that are constantly being twisted and ignored. Even cinema itself is disappearing from the big screen, which is crazy and makes me very sad. I’ve always been a positive person, but now I see very few reasons to be. I wish we lived in another era, really, because everywhere you look is dark. I’m 69 years old and I can’t fight against my body. I can’t fight against a world I don’t like either.

Pedro Almodóvar

ในขณะที่ 8½ (1963) ของผู้กำกับ Federico Fellini เกิดอาการสมองตื้อตัน (Creative’s Block) ครุ่นคิดอะไรไม่ออก แล้วดันบอกต่อสาธารณะถึงโปรเจคเรื่องถัดไป ทั้งๆไม่มีอะไรในหัวสักสิ่งอย่าง รู้สึกอับอายขายขี้หน้า แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี โชคยังดีบังเกิดแรงบันดาลใจ นำเอาประสบการณ์นั้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์แม้งเลย

แตกต่างจาก Pain and Glory (2019) ผกก. Almodóvar เป็นคนไม่เคยหมดแรงบันดาลใจ พัฒนาบทหนังขึ้นหิ้งค้างไว้นับสิบๆเรื่อง (บทหนัง Parallel Mothers โชว์ไว้ในภาพยนตร์ Broken Embraces (2009) ตอนนั้นก็ยังไม่ได้นำมาสรรค์สร้าง) แค่ว่าปัจจุบันนั้นอาการป่วยอิดๆออดๆ มันทำให้วิถีชีวิต กิจวัตรประจำวัน ความสามารถในการครุ่นคิด พัฒนาบทหนังลดน้อยถอยลง เกิดความหวาดกลัวว่าจะไม่มีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องถัดไป

Making cinema is a very physical thing, demands that you stay in shape. That image of John Huston shooting The Dead in a wheelchair touches me, but I’m not sure I could be able to do that. It is a fear I live in and which I have to manage.

นั่นคือเหตุผลที่ผกก. Almodóvar รีบเร่งสร้าง Pain and Glory (2019) เพื่อใช้ระบายความเจ็บปวด อารมณ์อัดอั้นภายใน … เห็นว่าตอนระหว่างทำโปรดักชั่น สารพัดอาการป่วยหายเป็นปลิดทิ้งอย่างงงๆ จนกระทั่งถ่ายทำหนังเสร็จสิ้น สารพัดโรคเหล่านั้นก็หวนกลับมาหาทันควัน

[When] I was on set, my pain disappeared; all the issues with my back were gone. Once the shoot was over, the pain returned. In essence, I found that the cure to my pain was being on a film shoot. That doesn’t mean that I use film as therapy. I really tried to avoid that. But in this particular case, the circumstances worked that way. There did come a point where I wondered whether I was exposing myself a little too much, and I thought about how I would feel talking to the press about things that were personal.

ปล. ผลงานเรื่องถัดไปของผกก. Almodóvar ยังไม่ใช่ Parallel Mothers (2021) แต่คือ The Human Voice (2020) หนังสั้นฉากเดียว องก์เดียว นักแสดงคนเดียว ดัดแปลงจากบทละคอน Monodrama ของ Jean Cocteau นำแสดงโดย Tilda Swinton, นี่ก็เป็นอีกโปรเจคที่ผกก. Almodóvar วาดฝันมาตั้งแต่หลายทศวรรษก่อน เคยทำเป็น ‘play within film’ ภาพยนตร์ Law of Desire (1987) และ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) ก่อนเพิ่งตระหนักว่าทำเป็นหนังสั้นก็ได้นี่หว่า และสงสัยบทละคอนเวที The Addiction น่าจะเป็นแรงกระตุ้นด้วยเช่นกัน


หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ช่วงเดือนมีนาคมในประเทศ Spain ก่อนเดินทางไปเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยม ได้รับการยืนปรบมือ (Standing Ovation) นานถึง 15 นาที (คุ้นๆว่าน่าจะนานที่สุดในปีนั้น) แม้พลาดรางวัล Palme d’Or ให้กับ Parasite (2019) แต่ยังสามารถคว้ารางวัล Best Actor

  • Best Actor (Antonio Banderas)
  • Cannes Soundtrack Award

ช่วงปลายปีหนังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศ Spain ส่งลุ้นรางวัล Oscar: Best International Feature Film (เป็นปีแรกที่เปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้) ผ่านเข้าถึงรอบห้าเรื่องสุดท้าย ก่อนพ่ายให้กับ Parasite (2019)

  • Academy Award
    • Best International Feature Film
    • Best Actor (Antonio Banderas)
  • Golden Globe Awards
    • Best Foreign Language Film
    • Best Actor – Motion Picture Drama (Antonio Banderas)
  • BAFTA Award: Best Film Not in the English Language
  • European Film Awards
    • European Film
    • European Director
    • European Actor (Antonio Banderas) ** คว้ารางวัล
    • Best Screenwriter
    • Best Production Designer ** คว้ารางวัล
    • EFA People’s Choice Award: Best European Film

ด้วยทุนสร้าง €9.6 ล้านยูโร (=$10.752 ล้านเหรียญ) ทำเงินในประเทศ Spain จำนวน €6.5 ล้านยูโร สูงสุดประจำปีนั้น! และสามารถทำกำไรจากการฉายทั่วโลกรวมแล้ว $36.3 ล้านเหรียญ

ภาพยนตร์ของผู้กำกับสูงวัย รำพันความชราภาพ อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ลีลาการนำเสนอสไตล์ Almodovariano (คำเรียกภาษา Spanish ของ Almodovarian) ทั้งลวดลาย แสง-สีสัน ช่างดูสดชื่น ร่มรื่น สร้างแรงบันดาลใจ บังเกิดแรงผลักดันภายใน และโดยเฉพาะการแสดงของ Antonio Banderas มันจะมีบทบาทอื่นยอดเยี่ยมไปกว่านี้ได้ยังไง!

จัดเรต 18+ เสพเฮโรอีน กับความสัมพันธ์ชาย-ชาย

คำโปรย | Pain and Glory ความเจ็บปวดคือแรงผลักดันให้ Pedro Almodóvar สู่ความรุ่งโรจน์ อมตะนิรันดร์
คุณภาพ | จ็ร้
ส่วนตัว | รุ่งโรจน์

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: