Gimme Shelter

Gimme Shelter (1970) hollywood : Albert Maysles, David Maysles, Charlotte Zwerin ♥♥♥♥

บันทึกภาพฟรีคอนเสิร์ต The Rolling Stones ระหว่างออกทัวร์สหรัฐอเมริกา ณ Altamont Speedway เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1969 ประมาณผู้เข้าร่วมกว่า 300,000+ คน จนได้รับการกล่าวขวัญ “Woodstock West” แต่ทว่าปรากฎการณ์ครั้งนี้กลับจบลงด้วยหายนะ

ในขณะที่เทศกาลดนตรี Woodstock Music and Art Fair เพิ่งจัดขึ้นไม่กี่เดือนก่อนหน้า 15-18 สิงหาคม ค.ศ. 1969 กลายเป็นหมุดหมาย ปรากฎการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลง สัญลักษณ์แห่งความรัก สันติภาพ และต่อต้านสงคราม(เวียดนาม) … The Rolling Stones ไม่ได้เข้าร่วมงาน

Altamont Speedway Free Festival แม้จะเริ่มต้นด้วยความตั้งใจเดียวกัน แต่ทว่าโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้น ความตายของ Meredith Hunter สะท้อนจุดจบยุคสมัย Love Generation (คำเรียกวัยรุ่นทศวรรษ 60s) ปลุกตื่นจากความฝัน ขึ้นมาพบเจอโลกความจริงอันโหดร้าย

ในตอนแรกสองพี่น้อง Albert & David Maysles ได้รับมอบหมายเพียงถ่ายทำการแสดงคอนเสิร์ตของวง The Rolling Stones แต่บังเอิ้ญญญ มีตากล้องสามารถบันทึกภาพโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้น นั่นทำให้ Gimme Shelter (1970) กลายเป็นตำนานโดยพลัน!

เอาจริงๆไม่ใช่แค่เหตุการณ์วินาทีนั้น Gimme Shelter (1970) ยิ่งใหญ่ได้เพราะลีลาตัดต่อของ Charlotte Zwerin ไม่จำเป็นต้องมี ‘split screen’ เหมือนสารคดี Woodstock (1970) ก็สามารถเก็บรายละเอียดทุกสิ่งอย่าง สร้างความรู้สึกเหมือนผู้ชมคือส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ต และไฮไลท์คือการแทรกใส่ภาพปฏิกิริยาของ Mick Jagger ระหว่างรับชมฟุตเทจโศกนาฎกรรม แววตาไอ้หนุ่มหน้าหล่อ (Jagger ได้รับฉายา “pretty boy”) มันช่างหม่นหมอง เหนื่อยอ่อนล้า “Who’s fighting, and what for?”


Albert Maysles (1926-2015) และ David Maysles (1931-87) สองพี่น้องผู้สร้างสารคดี สัญชาติอเมริกัน ต่างเกิดที่ Boston, Massachusetts ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นผู้อพยพชาว Ukraine ส่วนมารดามาจาก Poland

  • Albert หลังรับใช้ชาติ U.S. Army Tank Corps ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี Syracuse University ต่อด้วยปริญญาโทสาขาจิตวิทยา Boston University และได้เป็นอาจารย์อยู่สามปี และผู้ช่วยวิจัยโรงพยาบาลจิตเวช Massachusetts General Hospital ระหว่างนั้นมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานประเทศรัสเซีย ถ่ายทำสารคดี Psychiatry in Russia (1955) ให้กับสถานีโทรทัศน์ CBS (แต่ออกอากาศทาง WGBH-TV ของ NBC) เลยครุ่นคิดหันมาเอาดีด้านนี้
  • David ดำเนินตามรอยพี่ชาย สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี-โท สาขาจิตวิทยา Boston University แล้วอาสาสมัครเป็นทหารหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประจำการอยู่ West Germany หลังครบกำหนดกลับมาได้งานเป็นผู้ช่วยโปรดักชั่นในกองถ่าย Bus Stop (1956), The Prince and the Showgirl (1957) แล้วเกิดความเบื่อหน่ายสไตล์ภาพยนตร์ Hollywood

สองพี่-น้องด้วยความที่มีความสนใจด้านเดียวกัน เลยร่วมงานถ่ายทำสารคดีสั้น Russian Close-Up (1957), Youth in Poland (1957) ออกอากาศทางช่อง NBC สร้างชื่อให้กับพวกเขาจนมีโอกาสเข้าร่วม Drew Associates ถ่ายทำสารคดี Primary (1960), Adventures on the New Frontier (1961) บุกเบิกแนวคิด “Direct Cinema” ก่อนแยกวงออกมามาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่น Maysles Films ผลงานเด่นๆ อาทิ Salesman (1969), Gimme Shelter (1970), Grey Gardens (1975) ฯ

เมื่อตอนที่ The Rolling Stones ออกทัวร์คอนเสิร์ตสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969, ผู้จัดการทัวร์ Ronnie Schneider ต้องการให้มีการบันทึกภาพการแสดงคอนเสิร์ตแบบเดียวกับ Dont Look Back (1967) ในตอนแรกพยายามติดต่อหา D. A. Pennebaker, Richard Leacock แต่ทั้งสองคิวไม่ว่าง Robert Downey Sr. ก็เช่นเดียวกัน

สองพี่น้อง Maysles น่าจะเป็นตัวเลือกท้ายๆเลยกระมัง เพราะกว่าจะได้เข้าร่วมก็โปรแกรมแสดงคอนเสิร์ต(เกือบ)สุดท้ายที่ Madison Square Garden, New York ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969, ตอนแรกตกลงกันแค่ว่าจะทำเป็นรายการพิเศษ (TV Special) ความยาว 30-45 นาที แต่หลังจากสมาชิกวงตัดสินใจทำฟรีคอนเสิร์ตทิ้งทวน จึงวางแผนขยับขยายกลายเป็นหนึ่งชั่วโมง

แม้ทัวร์สหรัฐอเมริกาครั้งนี้จะสามารถขายตั๋วได้กว่าล้านใบ แต่ด้วยราคาตั๋วใบละ $3 – $8 ดอลลาร์ ยุคสมัยนั้นถือว่าสูงมากๆ (เมื่อเทียบกับตั๋วล่วงหน้าของเทศกาลดนตรี Woodstock วันละ $8 ดอลลาร์ แต่คอนเสิร์ตมีทั้งวันทั้งคืน สามวันสามสิบกว่าวงถือว่าถูกกว่ามากๆ) ฟรีคอนเสิร์ตจึงเป็นความตั้งใจสัมนาคุณของสมาชิกวง The Rolling Stones ที่พอประกาศออกไป กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับชาติ!

ในตอนแรกตั้งใจจะจัดคอนเสิร์ตยัง San Jose State University ทว่าทางการของ San Jose ปฏิเสธไม่ให้ใช้สถานที่, ต่อมาติดต่อ Golden Gate Park (San Francisco) แต่วันที่เล็งไว้มีการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ณ สนาม Kezar Stadium ระหว่าง Chicago Bears vs. San Francisco 49ers ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกล (มันจะแย่งผู้ชมกันเอง), จากนั้นมีคนแนะนำ Sears Point Raceway ใกล้ๆกับ Sonoma Country เห็นว่าเจ้าของเรียกร้องขอให้จ่ายเช่าค่าสถานที่ $300,000 เหรียญ, และท้ายที่สุดนักธุรกิจ Dick Carter อนุญาตฟรีๆให้ใช้ Altamont Speedway ตั้งอยู่ Tracy, California ทำการแสดงวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1969

ด้วยความที่ข่าวฟรีคอนเสิร์ต ณ Altamont Speedway เพิ่งประกาศออกไปเมื่อค่ำคืนวันที่ 4 ธันวาคม แล้วจะจัดงานขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า การเตรียมการจึงไม่ความพร้อมสักสิ่งอย่าง ครุ่นคิดว่าคนดูคงมาไม่เยอะ แต่ที่ไหนได้ ประมาณด้วยสายตาไม่น้อยไปกว่า Woodstock Music and Art Fair

ปล. เทศกาลดนตรี Woodstock จัดขึ้นที่ Bethel, New York ซึ่งอยู่ฟากฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา, ตรงกันข้ามกับ Altamont Speedway จัดขึ้นที่ Tracy, California ฟากฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา … ด้วยความที่ชื่อของ Woodstock คือหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ดนตรี คอนเสิร์ตที่ Altamont Speedway จึงถูกตั้งชื่อในเชิงเปรียบเทียบ “Woodstock West”


The Rolling Stones วงดนตรีร็อค สัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1962 โดยหัวหน้าวงดั้งเดิมคือ Brian Jones ประกอบด้วยนักร้อง Mick Jagger, มือกีตาร์ Keith Richards, มือเบส Dick Taylor และนักเปียโน Ian Stewart ทำการแสดงครั้งแรก ณ Marquee Club, London วันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1962

เกร็ด: ชื่อวง The Rolling Stones นำจากบทเพลง Rollin’ Stone (1950) ของ Muddy Waters

ต่อมา Dick Taylor ถอนตัวออกไป แล้วได้มือเบสคนใหม่ Bill Wyman รวมถึงมือกลอง Charlie Watts ผลงานในช่วงแรกๆจะเป็นการคัฟเวอร์เพลงเก่าๆ Blues, Rock & Roll นำมาขับร้องใหม่ ออกอัลบัมแรก The Rolling Stones (1964) ยังไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ แต่พอค้นพบสไตล์ของตนเองออกอัลบัม Out of Our Heads (1965) ได้รับความนิยมถล่มทลาย (I Can’t Get No) Satisfaction (1965), Get Off of My Cloud (1965) ล้วนไต่ถึงอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100

ความสำเร็จจากหลายอัลบัมทำให้ชีวิตของผู้นำวง Brian Jones ประสบความยุ่งเยิ่ง ติดเหล้าเมายา อีกทั้งความขัดแย้งกับ Jagger & Richards ในเรื่องทิศทางของวง ทำให้ถูกไล่ออกเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1969 (แทนที่ด้วย Mick Taylor) ก่อนเสียชีวิต(คาดว่าเสพยาเกินขนาด แล้วจมน้ำตาย)ในอีกเดือนถัดมา

สำหรับ 1969 US Tour ของ The Rolling Stones หลังจากห่างหายไปนานสามปี (ครั้งสุดท้ายออกทัวร์อเมริกาคือปี ค.ศ. 1966) จุดประสงค์หลักๆเพื่อโปรโมทอัลบัมใหม่ Let It Bleed (1969) ซึ่งทางผู้จัดจงใจเลือกสนาม/อาคารขนาดใหญ่ คิดค่าตั๋วใบละ $3 – $8 ดอลลาร์ เรียกได้ว่าต้องการขูดเลือดขูดเนื้อผู้ชม แต่กลับขายหมด (Sold-Out) ตลอดทั้ง 24 รอบการแสดง ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969 (ไม่นับรวมฟรีคอนเสิร์ต)

(แผนการดั้งเดิมนั้น การแสดงรอบสุดท้ายคือวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969 ณ Madison Square Garden แต่ต่อมามีเพิ่มรอบที่ Boston Garden และ Palm Beach International Raceway ก่อนทิ้งท้ายฟรีคอนเสิร์ต Altamont Speedway วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1969)


โดยปกติแล้วสไตล์การทำงานของสองพี่น้อง Maysles มีคำเรียก “Direct Cinema” กล่าวคือ Albert แบกกล้อง, David ถือไมค์ ทั้งกองถ่ายมีเพียงแค่สองคน พยายามทำตัวเล็กลีบ เหมือนไร้ตัวตน ไม่เคยพูดคุยสอบถามอะไรใคร เพียงบันทึกภาพเหตุการณ์บังเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีปรุงแต่งอะไร

แต่สำหรับสารคดีคอนเสิร์ตนั้นแตกต่างออกไป การใช้กล้อง+ไมค์เพียงตัวเดียวย่อมไม่สามารถจัดเก็บภาพบรรยากาศ รายละเอียดการแสดงได้ทั้งหมด จึงมีความจำเป็นต้องว่าจ้างตากล้อง+ช่างเสียง ผมไม่แน่ใจตัวเลขแน่นอน เท่าที่นับเครดิต Camera Operator มีทั้งหมด 23 คน หนึ่งในนั้นคือ George Lucas (แต่เห็นว่ากล้องเสียกลางคัน เลยไม่มีฟุตเทจไหนปรากฎในสารคดี)

จากคำบอกกล่าวของผกก. Albert Maysles บุคคลที่บันทึกภาพวินาทีชุลมุนคือ Baird Bryant ขณะนั้นถืออยู่บนเวที หันกล้องถ่ายผู้ชมอยู่พอดี แต่อีกแหล่งข่าวให้เครดิต Eric Saarinen ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีตากล้องมากกว่าหนึ่งคนบันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าว

เกร็ด: คอนเสิร์ตครั้งนี้มีไม่ได้มีผู้เสียชีวิตแค่คนเดียว นอกจาก Meredith Hunter ถูกแทงหน้าเวที ยังมีอีกสองคนถูกรถชน (Hit-and-Run) และอีกหนึ่งพลัดตกคูน้ำแล้วช่วยไม่ทัน

ตัดต่อโดย Charlotte Zwerin พร้อมผู้ช่วยอีกสี่คน Joanne Burke, Robert Farren, Ellen Giffard (Hovde) และ Kent McKinney

เราสามารถแบ่งสารคดีเรื่องนี้ออกเป็นสององก์ใหญ่ๆ ครึ่งแรกคือคอนเสิร์ต(เสียเงิน)ที่ Madison Square Garden และครึ่งหลังจัด(ฟรี)คอนเสิร์ต ณ Altamont Speedway

  • คอนเสิร์ต(เสียเงิน)ถ่ายทำภายใน Madison Square Garden บทเวทีจัดจ้านด้วยแสงสี ลีลาการแสดง ทุกสิ่งอย่างมีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี
  • (ฟรี)คอนเสิร์ต เริ่มตั้งแต่การพูดคุย ติดต่อหาสถานที่ พอได้ข้อสรุปยัง Altamont Speedway ค่ำคืนนั้นถึงมีการตระเตรียมเวที ขึ้นเฮลิคอปเตอร์พบเห็นฝูงชนมากมาย ร้อยเรียงภาพเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ตัดสลับกับการแสดงของ The Rolling Stones

ไม่ใช่แค่บันทึกภาพการแสดงของ The Rolling Stones แต่หลังสิ้นสุดคอนเสิร์ต Altamont Speedway สองพี่น้อง Maysles ยังได้นำฟุตเทจถ่ายทำ รวมถึงโศกนาฎกรรมมาเปิดให้รับชม แล้วบันทึกภาพปฏิกิริยาของ Mick Jagger, Keith Richards และสมาชิกคนอื่นๆในวง นำมาแทรกใส่ตามช่องว่างระหว่างบทเพลง

สิ่งที่ถือเป็นไฮไลท์การตัดต่อ คือความแนบเนียนระหว่างรอยต่อ! ทุกครั้งเมื่อจบหนึ่งหรือสองเพลง มักแทรกใส่บางสิ่งอย่างคั่นแบ่ง ฉายภาพปฏิกิริยาสมาชิกวง ร้อยเรียงความวุ่นๆวายๆของผู้ชม ฯ เรียกได้ว่าช่วงเวลาพักหายใจ เตรียมความพร้อมก่อนนำเข้าสู่บทเพลงถัดไป … สารคดี Woodstock (1970) ก็ใช้แนวคิดเดียวกัน


จริงๆแล้วคอนเสิร์ต (ทั้งที่ Madison Square Garden และ Altamont Speedway) ไม่ได้มีแค่ The Rolling Stones แต่เพราะสารคดีเรื่องนี้ต้องการบันทึกภาพการแสดงของวง ถึงอย่างนั้นยังมีการแทรกใส่บทเพลงของศิลปินอื่นมาสองสามเพลง

  • Jumpin’ Jack Flash แต่งโดย Jagger–Richards วางจำหน่ายเป็นซิงเกิ้ลเมื่อปี ค.ศ. 1968, แม้ไต่อันดับสูงสุด #3 ชาร์ท US Billboard Hot 100 แต่น่าจะเป็นบทเพลงเล่นบ่อยครั้งสุดของวง ได้รับการโหวตติดอันดับ #144 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2021)
  • (I Can’t Get No) Satisfaction แต่งโดย Jagger–Richards ประกอบอัลบัม Out of Our Heads (1965), เพลงฮิตแรกๆของ The Rolling Stone ติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 นานสี่สัปดาห์ และได้รับการโหวตติดอันดับ #31 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2021)
    • เนื้อร้องเพลงนี้สามารถสื่อถึงอาการคับข้องใจทางเพศ (Sexual Frustration) รวมถึงความไม่พึงพอใจต่อลัทธิบริโภคนิคม (Commercialism) ที่ไม่รู้จัก Satisfaction เสียที!
  • You Gotta Move แต่งโดย Fred McDowelll & Gary Davis (aka. Reverend Gary Davis) บทเพลงแนว Spiritual Song ของชาว African-American ต้นฉบับขับร้องโดย Mississippi Fred McDowell ประกอบอัลบัม You Gotta Move (1965) ซึ่ง Jagger นำมาขับร้องระหว่าง 1969 US Tour ด้วยสำเนียง Southern Black ภายหลังนำมารวมอยู่ในอัลบัม Sticky Fingers (1971)
  • Wild Horses แต่งโดย Jagger–Richards ฉบับที่ได้ยินคือเดโม่บันทึกเสียงในสตูดิโอ Muscle Shoals ทว่าสมาชิกวงรู้สึกไม่ประทับใจเพลงนี้สักเท่าไหร่ เลยส่งต่อให้ The Flying Burrito Brothers วางจำหน่ายปี ค.ศ. 1970 สงสัยเพราะความสำเร็จของสารคดีเรื่องนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจนำมารวมอยู่ในอัลบัม Sticky Fingers (1971) ไต่อันดับสูงสุด #28 ชาร์ท US Billboard Hot 100 นานสี่สัปดาห์ และได้รับการโหวตติดอันดับ #193 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2021)
  • Brown Sugar แต่งโดย Mick Jagger วันว่างๆระหว่างแสดงภาพยนตร์ Ned Kelly (1969) เขียนคำร้องโดยมีภาพของชู้รัก Marsha Hunt (เธอมีสามีอยู่แล้ว แต่ก็ยังแอบสานสัมพันธ์แล้วมีบุตรสาวร่วมกัน ก่อนแยกย้ายคนละทาง), ติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 และได้รับการโหวตติดอันดับ #495 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2010)
  • Love in Vain แต่งโดย Robert Johnson บันทึกเสียงเมื่อปี ค.ศ. 1937 ซึ่งพอบทเพลงนี้กลายเป็นสิทธิ์สาธารณะ (Public Domain) Keith Richards ก็นำมาปรับปรุงสำหรับโชว์ดีดกีตาร์ รวมอยู่ในอัลบัม Let It Bleed (1969)

บทเพลงระหว่างการแสดงฟรีคอนเสิร์ตที่ Altamont Speedway ประกอบด้วย

  • I’ve Been Loving You Too Long (To Stop Now) บทเพลงแนว Soul แต่งโดย Otis Redding & Jerry Butler, บันทึกเสียงครั้งแรก Otis Blue: Otis Redding Sings Soul (1965), ฉบับในสารคดีทำการแสดงโดย Ike & Tina Turner รวมอยู่ในอัลบัม Outta Season (1969)
  • The Other Side of This Life ต้นฉบับแต่ง/ขับร้องโดย Fred Neil รวมอยู่ในอัลบัม Bleecker & MacDougal (1965), ส่วนฉบับในสารคดีทำการแสดงโดย Jefferson Airplane
  • Six Days on the Road แต่งโดย Earl Green & Carl B. Montgomery, ต้นฉบับขับร้องโดย Dave Dudley ซิงเกิ้ลวางจำหน่ายปี ค.ศ. 1963, ส่วนฉบับในสารคดีทำการแสดงโดย The Flying Burrito Brothers
  • Honky Tonk Women แต่งโดย Jagger–Richards วางจำหน่ายเป็นซิงเกิ้ลเมื่อปี ค.ศ. 1969 ติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 นานสี่สัปดาห์ และได้รับการโหวตติดอันดับ #116 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2010)
    • ก่อนจะกลายเป็น Honky Tonk Woman เพลงนี้เคยใช้ชื่อเพลง Country Honk รวมอยู่ในอัลบัม Let It Bleed (1969)
    • Honky Tonk Woman คือคำเรียกหญิงสาวเต้นระบำใน Western Bar (หรือ Honky-Tonk) บาร์ที่เปิดเพลงแนว Country พบเจอได้บ่อยในรัฐทางตอนใต้ (South) และตะวันตกเฉียงใต้ (Southwest)

Street Fighting Man แต่งโดย Jagger–Richards เริ่มต้นวางจำหน่ายเป็นซิงเกิ้ลเมื่อปี ค.ศ. 1968 แม้ไต่อันดับสูงสุด #48 ชาร์ท US Billboard Hot 100 แต่กลายเป็นบทเพลงฮิตเหนือกาลเวลา ได้รับคำวิพากย์วิจารณ์ (Controversial) มากที่สุด! ได้รับการโหวตติดอันดับ #295 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2004) และท่อนไฮไลท์ของบทเพลงนี้คือ “what can a poor boy do Except to sing for a rock and roll band?” ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ “one of the Greatest Rock and Roll Lines of All Time”

Jagger ได้แรงบันดาลใจบทเพลงนี้จากการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามที่ Grosvenor Square, London เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1968 มีผู้คนออกมาร่วมเดินขบวนกว่า 10,000+ คน (อีกแหล่งข่าวประมาณตัวเลข 25,000+ คน) ไปหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โชคยังดีไม่มีใครเสียชีวิต … ด้วยเหตุนี้หน้าปกซิงเกิ้ลฉบับจัดจำหน่ายสหรัฐอเมริกา เป็นภาพตำรวจรุมกระทำร้ายประชาชน บทเพลงนี้เลยถูกแบนห้ามขาย ห้ามเปิดในวิทยุ เลยไต่อันดับ US Billboard สูงสุดแค่ #48

เกร็ด: นี่ถือเป็นบทเพลงสุดท้ายที่ Brian Jones มีส่วนร่วมเล่นดนตรีกับวง (ก่อนถูกไล่ออก) โดยใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านอินเดีย Sitar และ Tamboura

Sympathy for the Devil แต่งโดย Jagger–Richards รวมอยู่ในอัลบัม Beggars Banquet (1968) ด้วยเหตุผลเดียวกับ Street Fighting Man เป็นเพลงที่ถูกแบนในสหรัฐอเมริกา เลยติดอันดับเพียง #97 ชาร์ท US Billboard Hot 100 แต่ได้รับการโหวตติดอันดับ #32 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2004)

Jagger ได้แรงบันดาลใจบทเพลงนี้จากบทกวีลัทธิสัญลักษณ์นิยมของ Charles Baudelaire และนวนิยาย Master and Margarita (1928) ประพันธ์โดยนักเขียนชาวรัสเซีย Mikhail Bulgakov (ได้รับจาก Marianne Faithfull)

It’s a very long historical figure – the figures of evil and figures of good – so it is a tremendously long trail he’s made as personified in this piece.”

Mike Jagger

เนื้อร้องเพลงนี้นำเสนอผ่านมุมมองของปีศาจ/ซาตาน ผ่านเหตุการณ์พิพากษาและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู, สงครามศาสนาในยุโรป (Hundred Years’ War), การปฏิวัติรัสเซีย (1917 Russian Revolution), การสังหารหมู่ราชวงศ์ Romanov, สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง รวมถึงการลอบสังหารพี่น้อง Kennedy (คำร้องดั้งเดิมจะแค่ “Who killed the John F. Kennedys?” แต่หลังจาก RFK ถูกลอบสังหารเช่นกันเลยเปลี่ยนเป็น “Who killed the Kennedys?”) มันเลยไม่แปลกจะถูกแบนในสหรัฐอเมริกา

เกร็ด: ในระหว่างการบันทึกเสียงอัลบัม Beggars Banquet (1968), ผกก. Jean-Luc Godard ได้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการทำงานของวง The Rolling Stone ดั้งเดิมใช้ชื่อว่า 1+1 แต่โปรดิวเซอร์ทำการปรับเปลี่ยนตอนจบและเลือกใช้ชื่อ Sympathy for the Devil (1968)

เป็นความเข้าใจผิดๆของผู้ชมหลายคน ครุ่นคิดว่าเหตุการณ์โศกนาฎกรรม ณ Altamont Speedway เกิดขึ้นขณะ The Rolling Stone กำลังขับร้อง Sympathy for the Devil แต่แท้จริงแล้วเพลงนั้นเล่นตอนต้นๆคอนเสิร์ต แล้วสารคดีนำมาเรียงลำดับใหม่ ด้วยความจงใจ!

แท้จริงแล้ว The Rolling Stone กำลังเล่นบทเพลง Under My Thumb ขณะเกิดเหตุการณ์โศกนาฎกรรม ผมอ่านเจอว่า Jagger มองเห็นเพียงลางๆ (เพราะมันมืดมาก) ไม่ได้ครุ่นคิดว่าจะมีความรุนแรงขนาดนั้น แต่ก็แอบเปลี่ยนเนื้อคำร้องจาก “It feels all right.” มาเป็น “I pray that it’s all right.” ก่อนมีคนเข้ามากระซิบกระซาบ เหตุการณ์บานปลายสู่หายนะ

Under My Thumb แต่งโดย Jagger–Richards รวมอยู่ในอัลบัม Aftermath (1966), เป็นอีกบทเพลงโคตรฮิตของวง แต่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการโหยหาอำนาจของบุรุษเพศ (Sexual Power Struggle) ต้องการจะควบคุมครอบงำ อยู่เหนือสตรีเพศ เปรียบเทียบพวกเธอกับสัตว์เลี้ยว แมวไทย (Siamese Cat) ต้องก้มหัวศิโรราบอยู่แทบเท้า … เพลงนี้จึงถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่ม Feminist

บทเพลงทิ้งท้ายระหว่าง Closing Credit และถูกนำมาใช้เป็นชื่อสารคดี Gimme Shelter แต่งโดย Jagger–Richards รวมอยู่ในอัลบัม Let It Bleed (1969) ด้วยความที่ไม่ได้วางแผงซิงเกิ้ลในสหรัฐอเมริกา เลยไม่ติดอันดับ US Billboard แต่ได้รับการโหวตติดอันดับ #13 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time (2021) … ถือเป็นบทเพลงอันดับสูงสุดของวง The Rolling Stones ทิ้งห่าง (I Can’t Get No) Satisfaction ติดอันดับ #31

Richards เริ่มแต่งทำนองกีตาร์ระหว่าง Jagger ถ่ายทำภาพยนตร์ Performance (1970) กับแฟนสาว(ของ Richards) Anita Pallenberg นั่นทำให้เขาเกิดความหวาดระแวง เคลือบแคลงสงสัย ทั้งสองแอบสานสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกันหรือเปล่า (จริงๆแล้วไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะว่า Jagger กำลังคบหาอยู่กับ Marsha Hunt) แถมวันนั้นท้องฟ้ามืดครึม พายุดฝนกำลังมา ผู้คนต่างกำลังมองหาสถานที่หลบภัย

I had been sitting by the window of my friend Robert Fraser’s apartment on Mount Street in London with an acoustic guitar when suddenly the sky went completely black and an incredible monsoon came down. It was just people running about looking for shelter – that was the germ of the idea.

Keith Richards

หลังถ่ายทำหนังเสร็จ Jagger ก็หวนกลับมาเขียนคำร้อง ได้แรงบันดาลใจไม่ใช่แค่จากสงครามเวียดนาม ยังรวมถึงสารพัดความไม่สงบต่างๆนานาในสังคม (Social Unrest) เคลือบแฝงนัยยะเดียวกันคือ ผู้คนต่างโหยหาสถานที่หลบภัย (Shelter) สำหรับพักผ่อนกาย-ใจ

Well, it’s a very rough, very violent era. The Vietnam War. Violence on the screens, pillage and burning. And Vietnam was not war as we knew it in the conventional sense. The thing about Vietnam was that it wasn’t like World War II, and it wasn’t like Korea, and it wasn’t like the Gulf War. It was a real nasty war, and people didn’t like it. People objected, and people didn’t want to fight it … That’s a kind of end-of-the-world song, really. It’s apocalypse; the whole record’s like that.

Mick Jagger

ก่อนหน้าจะรับชมสารคดีเรื่องนี้ ผมรู้จักบทเพลงของ The Rolling Stones แค่ไม่กี่เพลง (ก็รู้จักจากชาร์ทนิตยสาร Rolling Stone นี้แหละ) เคยชื่นชอบ (I Can’t Get No) Satisfaction แต่หลังจากทำความเข้าใจเนื้อหาอันลึกซึ้ง ก็ต้องยอมรับเลยว่า Gimme Shelter คืออันดับหนึ่งตลอดกาลของวงนี้!

Ooh, a storm is threatening
My very life today
If I don’t get some shelter
Ooh yeah I’m gonna fade away

War, children
It’s just a shot away
It’s just a shot away
War, children
It’s just a shot away
It’s just a shot away

Ooh, see the fire is sweepin’
Our streets today
Burns like a red coal carpet
Mad bull lost its way

War, children
It’s just a shot away
It’s just a shot away
War, children
It’s just a shot away
It’s just a shot away

Rape, murder, it’s just a shot away
It’s just a shot away
Rape, murder, yeah, it’s just a shot away
It’s just a shot away
Rape, murder, it’s just a shot away
It’s just a shot away

Mmm, a flood is threatening
My very life today
Gimme, gimme shelter
Or I’m gonna fade away

War, children
It’s just a shot away
It’s just a shot away
It’s just a shot away
It’s just a shot away
It’s just a shot away

I tell you love, sister
It’s just a kiss away
It’s just a kiss away
It’s just a kiss away
It’s just a kiss away
It’s just a kiss away
Kiss away, kiss away

ผมลองสอบถามบรรดา AI ถึงจุดเริ่มต้นเทศกาลดนตรีสมัยใหม่ (Modern Music Festival) บางแหล่งเสนอแนะว่า Newport Jazz Festival (1954) หรือ Newport Folk Festival (1959) แต่สองเทศกาลนี้ยังจำเพาะเจาะจงสไตล์ดนตรี Jazz, Folk ต้องรอคอยจนถึง Monterey International Pop Festival จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน ค.ศ. 1967 ที่ทำการรวบรวมหลากหลายสไตล์ศิลปิน (แนะนำให้รับชมสารคดี Monterey Pop (1968)) และพอดิบพอดีตรงกับช่วงเวลา Summer of Love

เกร็ด: Summer of Love คือปรากฎการณ์ทางสังคมเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1967 เมื่อบรรดาคนหนุ่มสาว ชาวฮิปปี้ (Hippies) บีทนิก (Beatniks) วัยรุ่น Love Generation ต่อต้านสังคมในทศวรรษ 60s ประมาณการณ์เรือนแสนมุ่งสู่ Haight-Ashbury, San Francisco โดยมิได้นัดหมาย! บางคนเพียงเดินทางมาฟังเพลง (มีการจัดฟรีคอนเสิร์ต) บางคนต้องการพบปะเพื่อนใหม่ บางคนทำการประท้วงเรียกร้องให้ยุติสงครามเวียดนาม รวมถึงต่อต้านวิถีชีวิตบริโภคนิยม (Anti-consumerism)

หลายคนอาจครุ่นคิดว่า Woodstock Music and Art Fair คือจุดสูงสุดของเทศกาลดนตรี แต่เอาจริงๆมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง กลายเป็นต้นแบบให้บรรดานายทุน ผู้จัดงาน (Organize) เล็งเห็นโอกาสในการขยับขยายธุรกิจด้านดนตรี ปรับเปลี่ยนวิธีจัดงานคอนเสิร์ต ทำอย่างไรให้แสวงหาผลกำไรมากที่สุด

1969 U.S. Tour ของวง The Rolling Stones ก็ชัดเจนถึงพฤติกรรมเห็นแก่เงินของนายทุน/ผู้จัดการทัวร์ คิดค่าตั๋วใบละ $3-$8 ดอลลาร์ ยุคสมัยนั้นถือว่าสูงมากๆ แต่เมื่อมีอุปสงค์ย่อมมีอุปทาน ยังสามารถขายตั๋วได้กว่าล้านใบ … นี่สะท้อนให้เห็นถึงสหรัฐอเมริกากำลังก้าวสู่ยุคสมัยบริโภคนิยมอย่างเต็มตัว

“What can a poor boy do Except to sing for a rock and roll band?” นั่นคือสิ่งที่สมาชิกวง The Rolling Stones ก็ไม่สามารถโต้ตอบทำอะไร เพราะตนเองก็ได้รับค่าตอบแทน จะให้สำแดงอารยะขัดขืนต่อผู้จัดการ ผู้บริหารค่ายเพลงก็ใช่เรื่อง เมื่อแฟนๆจ่ายเงินค่าตั๋วเข้าชม ก็ต้องแสดงคอนเสิร์ตให้สมราคา … สิ่งเดียวที่สมาชิก The Rolling Stones สามารถต่อรอง คือร้องขอจัดฟรีคอนเสิร์ตวันสุดท้าย ของแถม สัมมนาคุณ ทิ้งทวนการออกทัวร์สหรัฐอเมริกา

ความตั้งใจจะจัดฟรีคอนเสิร์ต Altamont Speedway ก็ไม่ได้ครุ่นคิดว่ามันเกิดเหตุการณ์เลวร้าย วุ่นๆวายๆ ผู้คนมากมายหลายแสน มันจึงไม่มีการวางแผน ตระเตรียมการล่วงหน้าอะไรใดๆ ประกาศคืนวันพฤหัส แล้วขึ้นแสดงวันเสาร์ ผลลัพท์จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดถึง

Altamont Speedway Free Festival คือเทศกาลดนตรีสุดท้ายในทศวรรษ 60s (จัดตอนต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1969) ซึ่งโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้น วัยรุ่นตีกัน มีคนตาย กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับชาติ นั่นทำให้ฟรีคอนเสิร์ตลักษณะนี้ถูกสังคมต่อต้าน ตั้งข้อครหา อีกทั้งบรรดาวัยรุ่นหนุ่ม-สาว บุปผาชนก็เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ “หมดเวลาสนุกแล้วสิ” มันเลยถูกมองเป็นจุดสิ้นสุดยุคสมัย Love Generation … สารคดีเรื่องนี้ Gimme Shelter (1970) ก็ได้บันทึกภาพลมหายใจเฮือกสุดท้าย

วัยรุ่นหนุ่มสาว ชาวดอกไม้ บุปผาชน (Flower Child) คนรุ่น Love Generation ในช่วงทศวรรษ 60s มักถูกมองเป็นพวกอุดมคติเพ้อฝัน (Idealism) รวมกลุ่มกันปาร์ตี้ เล่นยา มั่วกาม แล้วบอกว่านั่นคืออิสรภาพชีวิต แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน พอพวกเขาเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็จักค่อยๆเรียนรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา หายนะบังเกิดขึ้นกับ Meredith Hunter จึงไม่ต่างจากการปลุกตื่น ฟื้นกลับสู่โลกความจริง

หายนะจาก Altamont Speedway Free Festival คือบทเรียนครั้งสำคัญให้บรรดานายทุน ผู้จัดงานเทศกาลดนตรีใหม่ๆ จะทำให้อะไรต้องวางแผนให้รอบคอบ เตรียมความพร้อม ปลอดภัย และครุ่นคิดหาช่องทางทำกำไร … แต่มันต้องแลกกับการสูญเสียจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ถูกกลืนกินโดยระบอบทุนนิยม/บริโภคนิยม ใครกันจะยินยอมจัดงานแล้วขาดทุน?


เสียงตอบรับของ Gimme Shelter (1970) ถือว่าดียอดเยี่ยม ถึงขนาดได้รับเชิญไปฉายนอกสายการประกวด (Out-of-Competition) เทศกาลหนังเมือง Cannes, ประมาณรายรับในสหรัฐอเมริกา $1.6 ล้านเหรียญ คงพอไปวัดไปวา

แต่ความยิ่งใหญ่ของสารคดีเรื่องนี้อยู่เหนือกาลเวลา ได้รับการโหวตติดอันดับ “Greatest Documentary of All-Time” จากหลายๆสำนัก

  • Premiere Magazine: The 25 Most Dangerous Movies Ever Made (2007) ติดอันดับ #20
  • Sight & Sound: Critics’ 50 Greatest Documentaries of All Time (2019) ติดอันดับ #28 (ร่วม)
  • Paste Magazine: The 100 Best Documentaries of All Time (2022) ติดอันดับ #41
  • Vouge: The 82 Best Documentaries of All Time (2023) ไม่มีอันดับ
  • TIMEOUT: 68 Best Documentaries of All Time (2025) ติดอันดับ #23

ปัจจุบันสารคดีได้รับการสแกนใหม่ ‘digital transfer’ จากต้นฉบับฟีล์ม 16mm ให้กลายเป็น High-Definition เมื่อปี ค.ศ. 2009 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel

ผมไม่ใช่แฟนเพลง The Rolling Stones แค่พอรับรู้จักสองสามเพลงเลยไม่ได้อินกับคอนเสิร์ตมากนัก แต่ทว่าลีลาตัดต่อ และภาพโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา นั่นคือเหตุผลให้ Gimme Shelter (1970) กลายเป็นสารคดีคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ สามารถทียบเคียงหรืออาจเหนือกว่า Woodstock (1970) เสียด้วยซ้ำ!

จัดเรต 15+ กับหายนะการจัดฟรีคอนเสิร์ต

คำโปรย | Gimme Shelter บันทึกภาพการแสดงฟรีคอนเสิร์ตของวง The Rolling Stones ที่จบลงด้วยหายนะ ปลุกตื่นวัยรุ่น Love Generation สู่โลกความจริงอันโหดร้าย
คุณภาพ | ลุตื่
ส่วนตัว | ห่อเหี่ยวใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: