Woodstock

Woodstock (1970) hollywood : Michael Wadleigh ♥♥♥♥

สารคดีระดับมหากาพย์ความยาวกว่าสามชั่วโมง! นำพาผู้ชมราวกับได้เข้าร่วมเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ที่สุด Woodstock Music and Art ระหว่างวันที่ 15-18 สิงหาคม ค.ศ. 1969 ณ Bethel, New York คว้ารางวัล Oscar: Best Documentary Film

ทศวรรษ 60s ในสหรัฐอเมริกา คือช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย เต็มไปด้วยปัญหาการเมือง สงครามเวียดนาม การเหยียดผิว ฯ นั่นทำให้วัยรุ่น หนุ่มสาว ปฏิเสธวิถีชีวิตของคนรุ่นก่อน รับเอาวัฒนธรรมดนตรีร็อค การสูบกัญชา ปล่อยผมยาวรุงรัง ทดลองเสพ LSD รวมถึงมีเพศสัมพันธ์อย่างเสรี … มีคำเรียกวัฒนธรรมต่อต้าน (Counterculture)

หลังจาก Richard Nixon ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1968 พร้อมคำมั่นสัญญาจะยุติสงครามเวียดนาม แต่ทว่าที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ Henry Kissinger กลับยังคงฝักใฝ่เวียดนามใต้ แถมเตรียมรุกรานลาว กัมพูชา ไม่เห็นวี่แววความสงบสุขจะบังเกิดขึ้นเสียที! ทำให้การชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามยังคงดำเนินต่อไป และในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1969 การมาถึงของเทศกาลดนตรี Woodstock มีผู้คนมาร่วมงานหลายแสน (บางแหล่งข่าวคุยโวหลักล้าน) นั่นถือเป็นการแสดงจุดยืนของคนรุ่นใหม่ ตามสโลแกนความรักและสันติภาพ (Love and Peace)

จริงอยู่ว่า Woodstock คือเทศกาลดนตรีน่าจะยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งมนุษยชาติ แต่เหตุผลสำคัญทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงได้รับการกล่าวขวัญถึงเพราะสารคดี Woodstock (1970) ไม่ใช่แค่บันทึกการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปิน ยังร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆก่อน-หลัง เบื้องหน้า-หลัง พูดคุยกับผู้เข้าร่วม ฯ ซึ่งต้องยกเครดิตให้ Thelma Schoonmaker และ Martin Scorsese ค้นพบวิธีการยัดเยียดทุกสิ่งอย่างด้วยเทคนิค Split Screen (สองสามหน้าจอปรากฎขึ้นพร้อม) และด้วยความยาวเกินกว่าสามชั่วโมง ทำให้สารคดีเรื่องนี้มีความโคตรๆยิ่งใหญ่ระดับมหากาพย์ หนึ่งใน “Concert Film” ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล!

Woodstock is a beautiful, complete, moving, ultimately great film, and now that many years have come to pass and the Woodstock generation is attacked for being just as uptight as all the rest of the generations, it’s good to have this movie around to show that, just for a weekend anyway, that wasn’t altogether the case.

Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Woodstock Music and Art Fair เรียกย่อๆ Woodstock เทศกาลดนตรีจัดขึ้นระหว่าง 15-18 สิงหาคม ค.ศ. 1969 ณ ฟาร์มของ Max Yasgur ตั้งอยู่ยัง Bethel, New York ห่างจากเมือง Woodstock ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 60 ไมล์ (95 กิโลเมตร)

จุดเริ่มต้นเกิดจาก Michael Lang (ผู้มีประสบการณ์จัดงาน 1968 Miami Pop Festival ) และ Artie Kornfeld (โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง) ช่วงต้นปี ค.ศ. 1969 นำเสนอโปรเจคเทศกาลดนตรีที่ Woodstock ต่อสองนักธุรกิจ Joel Rosenman และ John P. Roberts ประเมินงบประมาณ $250,000 เหรียญ สำหรับผู้ชม 50,000 คน

สำหรับสถานที่จัดงาน แรกเริ่มวางแผนจะจัดในเมือง Woodstock แต่ชาวบ้านละแวกนั้นไม่ยินยอมพร้อมใจ, ต่อมาเดินทางไปยัง Winston Farm ตั้งอยู่ Saugerties ก็ถูกเจ้าของตอบปฏิเสธ, Mills Industrial Park ที่ Wallkill ก็เฉกเช่นกัน (ขนาดว่าหน่วยงานท้องถิ่นออกกฎหมายห้ามมีการชุมนุมเกินกว่า 5,000 คนในละแวกชุมชน), ท้ายที่สุดได้ฟาร์มของ Max Yasgur ตั้งอยู่ Bethel, New York พื้นที่ 15 เอเคอร์ (ประมาณ 38 ไร่)

พอเริ่มตระเตรียมสถานที่ ติดต่อวงดนตรี โปรโมทเทศกาล ค่าใช้จ่ายก็เบิกบานออกไป และการจำหน่ายตั๋วล่วงหน้า ซื้อวันเดียว $7 ดอลลาร์, สามวัน $18 ดอลลาร์ พบว่ามียอดจองทั้งหมด 186,000 ใบ (ตลอดสามวัน) นั่นเกินกว่าตัวเลขประมาณการณ์ไว้หลายเท่าตัว! ทำให้ Rosenman & Roberts ต้องกู้ยืมธนาคารเพิ่มอีก $800,000 เหรียญ ก็ยังไม่เพียงพอสักเท่าไหร่

ด้วยเหตุนี้ Kornfeld จึงต้องติดต่อสตูดิโอภาพยนตร์ Warner Bros. ชักชวนมาร่วมลงทุนถ่ายทำสารคดี ในตอนแรกได้รับคำตอบปฏิเสธเพราะ ‘concert film’ ไม่เคยทำเงินกลับคืนมา (สถานการณ์การเงินตอนนั้นของ WB ก็กำลังย่ำแย่ขีดสุด) แต่หนึ่งในผู้บริหาร Fred Weintraub ยินยอมควักเงินส่วนตัวก้อนแรก $40,000 เหรียญ ก่อนต่อรองสตูดิโอจนยินยอมจ่ายเพิ่มเติมรวมๆแล้ว $100,000 – 120,000 เหรียญ

รวมๆค่าใช้จ่ายตลอดเทศกาลประมาณ $2.4-3.1 ล้านเหรียญ (เทียบเท่า $15-19 ล้านเหรียญในปี ค.ศ. 2019) ก็ได้แค่คาดหวังว่าค่าตั๋วหน้างานจะสามารถทำกำไร คืนทุนก็ยังดี แต่กลับไม่สามารถควบคุมฝูงชนเรือนแสน มุดรอด/ปีนป่ายข้ามรั้วลวดหนาม เลยจำยินยอมต้องปล่อยให้เข้าชมฟรี ขาดทุนย่อยยับ ที่เหลือคือประวัติศาสตร์


ด้วยความที่ผู้จัดงานไม่ได้มีเงินทุนมากมาย จึงไม่สามารถติดต่อผู้กำกับชื่อดัง เลยตัดสินใจเลือกตากล้อง Michael Wadleigh เพราะความประทับใจจากผลงานก่อนหน้า และถือว่าเป็นบุคคลมากด้วยประสบการณ์ รับรู้จักคนในแวดวงแถวๆ New York ช่วยสรรหาทีมงานเจ็ดสิบกว่าคน ต่อรองไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างตอบแทน แต่การันตีว่าถ้าออกฉายแล้วประสบความสำเร็จจะคืนโบนัสสองเท่าตัว!

Michael Wadleigh (เกิดปี ค.ศ. 1939) ตากล้อง/ผู้กำกับสารคดี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Akron, Ohio โตขึ้นตั้งใจจะเรียนแพทย์ ประสาทวิทยา Columbia University of Physicians and Surgeons แต่ทนอยู่ได้สองปีลาออกมาเป็นตากล้อง ถ่ายทำสารคดี/ภาพยนตร์ทุนต่ำ David Holzman’s Diary (1967), Who’s That Knocking at My Door (1967) [ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Martin Scorsese], Mingus: Charlie Mingus (1968), No Vietnamese Ever Called Me Nigger (1969) ฯ

เกร็ด: แม้สารคดีได้รับอนุมัติจาก Warner Bros. ก็ใช่ว่าจะได้รับเงินโดยทันที Wadleigh ยินยอมควักเนื้อส่วนตัว 50,000 เหรียญ สำรองจ่ายค่าอุปกรณ์ ฟีล์ม 16mm เทปอัดเสียง ฯ

ผมไม่สามารถหาข้อมูลที่ถูกต้องว่าสารคดีเรื่องนี้ใช้กล้องถ่ายทำทั้งหมดกี่ตัว บางแหล่งข่าวบอก 12, อีกแหล่งบอก 16, บทสัมภาษณ์ของ Martin Scorsese (ถูกลากตัวให้ไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ) บอกระหว่าง 14-18 ตัว? แต่เครดิตถ่ายภาพขึ้นแค่ 5 คน และมี Additional Photographer อีก 7 คน คงจะสลับๆกันถ่ายทำกระมัง

We had 14 to 18 cameras at Woodstock, counting wild cameras. And when those three days were over, we came back with 50 miles of film. One hundred and twenty hours of film. it took us more than two weeks just to look at the rushes.

Martin Scorsese

ช่วงก่อนเริ่มงาน ตากล้องและช่างเสียงจะออกเดินทางไปพบปะผู้คน พูดคุยสัมภาษณ์ แอบถ่ายโน่นนี่นั่น, พอการแสดงคอนเสิร์ตเริ่มขึ้น ผกก. Wadleigh และผู้ช่วย Marty จะคอยบัญชาการอยู่ด้านหลังเวที ติดต่อผ่านอุปกรณ์สื่อสาร ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย แต่ลำโพง(16 ตัว)ดังกระหึ่ม ใครจะได้ยินเสียงอะไร

Once the music started, I couldn’t hear a thing, and I put my headset down. Marty’s an excitable guy, and he just started screaming. I couldn’t hear a word of it, and I think we kind of winged the whole shoot… But he wasn’t Martin Scorsese yet, he was just some schmuck from Little Italy.

ตากล้อง Richard Chew

แซว: เทศกาลดนตรีมีทั้งหมดสามวัน ทีมงานส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้หลับได้นอน (ตั้งแต่ก่อนวันเริ่มงานด้วยซ้ำ) ประมาณค่ำคืนที่สองต่างก็ต้องเพิ่งพาสารเสพติด “We were really just going on adrenaline… and we didn’t want to miss it.”

ไม่ใช่ทุกวงดนตรีจะอนุญาตให้มีการถ่ายทำบนเวที Pete Townshend จากวง The Who ขนาดว่าถีบผกก. Wadleigh ตกลงจากเวที “Fuck off my fucking stage!” เฉกเช่นเดียวกับ Neil Young พูดออกมาว่า “One of you fuckin’ guys comes near me and I’m gonna fuckin’ hit you with my guitar.”

ตอนถ่ายทำไม่มีใครครุ่นคิดเรื่องลิขสิทธิ์เพลง แต่พอเข้าสู่กระบวนการตัดต่อถึงค่อยตระหนักว่าไม่ได้มีการขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยเหตุนี้หลังสิ้นสุดเทศกาลดนตรีจึงต้องออกล่าลายเซ็นต์ แล้วมันมีผู้จัดการหัวหมอ Albert Grossman ของ The Band และ Janis Joplin ปฏิเสธให้ศิลปินในสังกัดตอบตกลง “We can really fuck them. Let’s get all of our acts together and threaten that if they don’t sign with a large amount, we all walk.” วิธีแก้ปัญหาง่ายๆก็คือตัดออก ง้อทำไม ตัวเลือกมากมาย “Hopefully we’ll use the rest on the 50th anniversary.” – นักตัดต่อ Kurt Galvao เบื้องหลังของแถม Untold Stories และ Woodstock: From Festival to Feature


ผมไม่สามารถหาข้อมูลปริมาณฟุตเทจถ่ายทำทั้งหมด มีตั้งแต่ความยาว 50-120 ไมล์ แต่ระยะเวลาเกินร้อยชั่วโมงอย่างแน่นอน แถมไม่มีการจัดแยก ไม่มีการซิงค์เสียง (บันทึกเสียงแยกจากการถ่ายภาพ) ต้องใช้เวลาถึงสองสัปดาห์รับชมฟุตเทจทั้งหมด และอีกสองเดือนกว่าจะซิงค์ภาพ-เสียงได้ทั้งหมด

ทีมตัดต่อนำโดย Thelma Schoonmaker พร้อมผู้ช่วยอีก 5 คน (รวมถึงผกก. Michael Wadleigh และผู้ช่วยผกก. Martin Scorsese) ช่วยกันระดมสมอง ครุ่นคิดหาวิธีการจะยัดเยียดฟุตเทจถ่ายทำให้ได้มากที่สุด ก่อนได้ข้อสรุปเทคนิค ‘Split Screen’ เพราะกล้องทุกตัวถ่ายทำพร้อมๆกัน มันจึงสามารถนำมาผสมรวม 2-3 หน้าจอจากคนละทิศทาง จอหนึ่งฉายภาพนักร้อง อีกจอฉายปฏิกิริยาผู้ชม ฯ

เกร็ด: ผมอ่านเจอว่าบุคคลที่ทำการเสนอแนะเทคนิค ‘Split Screen’ ไม่ใช่ใครอื่นคือ Martin Scorsese

แต่ในบรรดาลูกเล่น ‘Split Screen’ ที่ต้องกล่าวชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ คือการฉายภาพสะท้อนจอแรกกับจอสอง (หรือจอสาม) มันให้ผลลัพท์ดูละลานตา ละม้ายคล้ายกับกล้องสลับลาย (Kaleidoscope) ช่วยสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับบทเพลงนั้นๆเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ผมขอไม่ลงรายละเอียดบทเพลงเพราะมันเยอะชิบหาย ถ้าจะเขียนคงเสียเวลาเป็นวันๆ และสารคดีเรื่องนี้แตกต่างจาก Monterey Pop (1968) และ Gimme Shelter (1970) ที่เลือกบทเพลงเคลือบแฝงนัยยะบางอย่าง, Woodstock (1970) แค่บันทึกภาพการแสดงคอนเสิร์ต ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น

No.ศิลปิน/วงดนตรีบทเพลงหมายเหตุ
1.Crosby, Stills & NashLong Time Goneเปิดเพลงจากอัลบัม
2.Canned HeatGoing Up the Countryเปิดเพลงจากอัลบัม
3.Crosby, Stills & NashWooden Shipsเปิดเพลงจากอัลบัม
4.Richie HavensHandsome Johnny
5.Richie HavensFreedom ดั้นสดโดยได้แรงบันดาลใจจาก Sometimes I Feel Like a Motherless Child
6.Canned HeatA Change Is Gonna Comeเฉพาะฉบับ Director’s Cut 
7.Joan BaezJoe Hill
8.Joan BaezSwing Low Sweet Chariot
9.The WhoWe’re Not Gonna Take It เล่นคู่กับ See Me, Feel Me
10.The WhoSummertime Blues
11.Sha-Na-NaAt the Hop
12.Joe Cocker and the Grease BandWith a Little Help from My Friends
13.ฝูงชนร้อง-เล่น-เต้น เริงระบำท่ามกลางสายฝน
14.Country Joe and the FishRock and Soul Music
15.Arlo GuthrieComing Into Los Angeles
16.Crosby, Stills & NashSuite: Judy Blue Eyes
17.Ten Years AfterI’m Going Home
18.Jefferson AirplaneSaturday Afternoon เล่นคู่กับ Won’t You Tryเฉพาะฉบับ Director’s Cut 
19.Jefferson AirplaneUncle Sam’s Bluesเฉพาะฉบับ Director’s Cut 
20.John SebastianYounger Generation
21.Country Joe McDonaldThe ‘Fish’ Cheer/I-Feel-Like-I’m-Fixin’-to-Die Rag
22.SantanaSoul Sacrifice
23.Sly and the Family StoneI Want to Take You Higher และ Music Lover (เฉพาะท่อน “Higher”)
24.Janis JoplinWork Me, Lordเฉพาะฉบับ Director’s Cut 
25.Jimi HendrixVoodoo Child (Slight Return) (ในสารคดีเหมือนจะพิมพ์ชื่อผิด Voodoo Chile)เฉพาะฉบับ Director’s Cut 
26.Jimi HendrixThe Star-Spangled Banner
27.Jimi HendrixPurple Haze
28.Jimi HendrixWoodstock Improvisationเฉพาะฉบับ Director’s Cut 
29.Jimi HendrixVillanova Junction
30.Crosby, Stills, Nash & YoungWoodstock เปิดเพลงจากอัลบัม
31.Crosby, Stills, Nash & YoungFind the Cost of Freedomเฉพาะฉบับ Director’s Cut 

เกร็ด: บทเพลง Woodstock แต่งขึ้นโดย Joni Mitchell แม้ได้รับการชักชวนให้มาร่วมเทศกาลดนตรี Woodstock แต่ไม่ได้มาเพราะติดพันออกรายการ The Dick Cavett Show (1968) เดือนถัดมาเธอจึงแต่งเพลงนี้ ทั้งร้องเองและให้วงของแฟนหนุ่ม Crosby, Stills, Nash & Young บันทึกเสียงรวมอยู่ในอัลบัม Déjà Vu i (1970) … สรุปคือเพลงชื่อ Woodstock แต่กลับไม่ได้ทำการแสดงในเทศกาลดนตรี Woodstock

เทศกาลดนตรีสมัยใหม่ (Modern Music Festival) เริ่มต้นที่ 1967 Monterey International Pop Festival พอดิบดีตรงกับช่วงเวลา Summer of Love ปรากฎการณ์ทางสังคมเมื่อบรรดาคนหนุ่มสาว ชาวฮิปปี้ (Hippies) บีทนิก (Beatniks) วัยรุ่น Love Generation ต่อต้านสังคมในทศวรรษ 60s มารวมตัวโดยมิได้นัดหมาย! บางคนเพียงเดินทางมาฟังเพลง, บางคนต้องการพบปะเพื่อนใหม่, บางคนทำการประท้วงเรียกร้องให้ยุติสงครามเวียดนาม รวมถึงต่อต้านวิถีชีวิตบริโภคนิยม (Anti-consumerism)

จุดสูงสุดของฤดูร้อนแห่งรักก็คือเทศกาลดนตรี Woodstock Music and Art ใครซื้อตั๋วล่วงหน้าก็ซวยไป (คิดเสียว่าเป็นค่าจัดงาน) ใครมาตายเอาดาบหน้าก็โชคดีมีชัย ฟรีคอนเสิร์ตสามวันสามคืน ฝูงชนจึงแห่กันมาเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ทำลายสถิติตลอดกาล … ตัวเลขมันสรุปแน่นอนไม่ได้ เพียงประมาณด้วยสายตา 460,000+ คน รวมสามวันก็หลักล้าน!

สิ่งที่ทำให้เทศกาลดนตรี Woodstock ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญขนาดนั้น เพราะมันเป็นสามวันแห่งความรักและสันติภาพ (Love and Peace) ทุกคนต่างมึนเมาด้วยความสุข สนุกหรรษา เฮฮาสังสรรค์ ช่วยเหลือกันและกัน ไม่เคยปรากฎมาก่อนที่คอนเสิร์ตจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ/บุคคลภายนอกมากเพียงนี้ … ที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมหาศาลจนเกินควบคุม

และสิ่งที่ทำให้ Woodstock กลายเป็นตำนานอย่างแท้จริงก็คือสารคดีเรื่องนี้ Woodstock (1970) ทำออกมาให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ ไม่เพียงบันทึกภาพการแสดงคอนเสิร์ตบนเวที ยังร้อยเรียงสารพัดเหตุการณ์ต่างๆบังเกิดขึ้นรอบงาน สร้างความรู้สึกเหมือนผู้ชมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสามวันสามคืนนั้น

แต่ระหว่างรับชม Woodstock (1970) ผมเกิดข้อคำถามจากภาพพบเห็น มันควรได้รับการยกย่องเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ที่สุดจริงๆนะหรือ? ผู้จัดงานไม่ได้มีการตระเตรียมความพร้อมสักเท่าไหร่ เต็มไปด้วยหายนะ ไร้อาหาร ไร้เครื่องดื่ม ไร้ที่พักอาศัย ไร้สถานที่ปลดทุกข์ แถมมาพร้อมพายุฝน ดินกลายเป็นโคลนเลน มีคนประสบอุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย สูญหาย และพอจบงานทิ้งกองขยะไว้มากมาย … มันสมควรถูกเรียกว่าภัยพิบัติ (Disaster) มากกว่าความสำเร็จด้วยซ้ำนะ!

ก็เอาเถอะ! การรวมตัวของฝูงชนมากมายมหาศาลขนาดนั้น สามารถถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ หมุดหมายแห่งวงการเพลง การแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ของวัยรุ่น หนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ต่อต้านสังคม-สงคราม โหยหาอิสรภาพให้กับชีวิต

ปล. จนถึงปัจจุบัน Woodstock Music and Art แม้ยังคงได้รับการยกย่องว่าคือเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันมันมีหลากหลายเทศกาลที่ก้าวข้ามผ่านตัวเลขของ Woodstock เท่าที่ผมลองสอบถามบรรดา AI พบเจออย่าง

  • Summer Jam at Watkins Glen (1973) ณ Watkins Glen, New York ผู้เข้าร่วมประมาณ 600,000+ คน
  • Rock in Rio (1985) ณ Rio de Janeiro ตอนจัดครั้งแรกประมาณผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.38 ล้านคน!
  • Detroit Electronic Music Festival (2000) ณ Detroit, Michigan ปีแรกมีผู้ร่วมงาน 1.1-1.5 ล้านคน
  • หรือเทศกาลดนตรีที่คนไทยน่าจะรู้จักเยอะสุดในปัจจุบัน Coachella Valley Music & Arts Festival ณ Empire Polo Club ตั้งอยู่ Indio, California ปีล่าสุด ค.ศ. 2025 ประมาณการผู้เข้าร่วมสัปดาห์ละ 125,000 คน

เข้าฉายวันแรกเพียง 7 โรงภาพยนตร์ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทำรายรับถึง $41,633 เหรียญ ประมาณการณ์ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $16.4 ล้านเหรียญ (สูงสุดอันดับ 5 ประจำปี ค.ศ. 1970) รวมทั่วโลกไม่น้อยกว่า $50 ล้านเหรียญ (เทียบค่าเงิน ค.ศ. 2024 = $405 ล้านเหรียญ) … กล่าวคือเทศกาลดนตรีขาดทุนย่อยยับ แต่สารคดีเรื่องนี้กลับประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

ด้วยเสียงตอบรับดียอดเยี่ยม ช่วงปลายปีจึงมีโอกาสได้เข้าชิง Oscar จำนวนสามสาขา สามารถคว้ามาหนึ่งรางวัล

  • Best Documentary Feature **คว้ารางวัล
  • Best Film Editing
  • Best Sound

ความสำเร็จของสารคดีเรื่องนี้ ทำให้เมื่อครบรอบการเฉลิมฉลองเมื่อไหร่ Warner Bros. ก็เข็นฉบับพิเศษออกมาจัดจำหน่าย เห็นว่ายังมีฟุตเทจอีกมากมายหมักดองไว้ (เพราะศิลปินบางวงไม่ได้เซ็นอนุญาต ต้องรอคอยจนกลายเป็นสิทธิ์สาธารณะถึงค่อยๆทะยอยปล่อยออกมา ฉบับครบรอบห้าสิบปีก็อาจมีฟุตเทจใหม่ๆเพิ่มอีก)

  • 25th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 1994 มีฉบับ Director’s Cut ความยาว 224 นาที
  • 40th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2009 ได้ทำการ Remaster คุณภาพ High-Definition พร้อมกับของแถม
    • Untold Stories 18 การแสดง 143 นาที
    • Woodstock: From Festival to Feature 77 นาที
  • The Director’s Cut & 40th Anniversary Revisited เมื่อปี ค.ศ. 2014 [เอาจริงๆเรียก 45th Anniversary ก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ] พร้อมกับของแถมเพิ่มเติม
    • Untold Stories Revisited 16 การแสดง 73 นาที
    • Woodstock: From Festival to Feature Revisited 32 นาที

สำหรับคนยังไม่เคยรับชมสารคดีเรื่องนี้ ผมแนะนำให้เริ่มต้นจากฉบับ Original Cut ความยาว 185 นาที ถ้าคุณไม่ชอบก็จบ แต่ถ้าหลงใหลคลั่งค่อยขวนขวายหา Director’s Cut แล้วค่อยต่อด้วยบรรดาของแถม ดูกันจนตาเปียกตะแฉะ

ส่วนตัวนั้นรอบเดียวพอ ขอแค่ได้รับประสบการณ์ พบเห็นว่าเทศกาลดนตรีและสารคดีเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ยังไงก็เหลือเฟือแล้วละ เพราะผมรู้จักศิลปินแค่ไม่กี่คน (แอบเสียดายตัดทิ้งการแสดงของ Ravi Shankar) เลยไม่ค่อยอินกับคอนเสิร์ตสักเท่าไหร่ ยาวเกินไป มากเกินไป หลากหลายเกินไป … Monterey Pop (1968) หรือ Gimme Shelter (1970) ยังมิกซ์เพลงได้กลมกล่อมกว่า

แม้สารคดีเรื่องนี้จะไม่ได้มีเนื้อหาสาระสมควรค่าแก่การ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังตัวยง โหยหาประสบการณ์ภาพยนตร์ Woodstock (1970) ไม่ว่าฉบับตัดต่อไหน แนะนำต้องหามารับชม และถ้ามีโอกาสเข้าฉายโรงหนัง ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด!

จัดเรต 13+ กับวิถีบุปผาชน เล่นยา โป๊เปลือย เมามาย

คำโปรย | นำพาผู้ชมราวกับได้เข้าร่วมเทศกาลดนตรี Woodstock Music and Art Fair สุดยิ่งใหญ่!
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ยิ่งใหญ่จริงๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: