
F for Fake (1973)
,
,
: Orson Welles & François Reichenbach ♥♥♥♥
ก็ไม่รู้จัดเป็นภาพยนตร์? สารคดี? หรือเรียงความ (Essay Film)? นำเสนอชีวประวัตินักปลอมแปลงงานศิลปะชื่อดัง Elmyr de Hory หรืออัตชีวประวัติผู้กำกับ Orson Welles ก็ไม่รู้เหมือนกัน?
No, not a documentary — a new kind of film.
Orson Welles
เรื่องราวชีวิตของผกก. Welles ช่างเป็นการผจญภัยที่น่าอึ่งทึ่ง สรรค์สร้างผลงานเรื่องแรก Citizen Kane (1941) ได้รับยกย่องสรรเสริญ หนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล! แต่หลังจากนั้นกลับสาละวันเตี้ยลง ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อน ไร้ความประณีประณอม ขัดแย้งโปรดิวเซอร์/สตูดิโอ จนถูกแบล็กลิสต์จาก Hollywood เลยต้องระเหเร่ร่อนสู่ยุโรป … ความสำเร็จครั้งนั้นมันฟลุคหรือเปล่า? ชายคนนี้ไม่ต่างจากนักต้มตุ๋น สิบแปดมงกุฏ (Charlatan)
คนส่วนใหญ่ย่อมรับรู้ว่าความสำเร็จของ Citizen Kane (1941) ไม่ใช่เรื่องจอมปลอม หลอกลวง แต่มันคือมุมมองของผกก. Welles อาจจะเรียกว่าบทสรุปชีวิตตนเอง เอาจริงๆไม่ได้ตั้งใจให้เป็นผลงานเรื่องสุดท้าย แต่ใครกันจะสามารถกำหนดโชคชะตา
F for Fake (1973) ไม่ว่ามันจะเป็นภาพยนตร์ สารคดี เรียงความ (บางคนเรียกว่า ‘Documentary Essay’) แต่ต้องเรียกว่าผลงานสวอนซอง (เรื่องสุดท้าย) ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง ลีลาตัดต่ออันเหนือชั้น พยายามผสมผสานหลากหลายเรื่องราว ฟุตเทจเก่า-ใหม่ อดีต-ปัจจุบันกระโดดไปกระโดดมา มันอาจดูโคตรยากสำหรับคอหนังสมัยใหม่ (ต้องใช้ประสบการณ์ภาพยนตร์พอสมควร) เมื่อไหร่คุณสามารถขบไขปริศนา จักค้นพบว่านี่ไม่ใช่ความฟลุคอย่างแน่นอน!
เกร็ด: เมื่อตอนจะเข้าฉายสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 1976 ผกก. Welles ได้ถ่ายทำ Trailer ความยาว 9 นาที สำหรับโปรโมท F for Fake (1973) โดยมีทั้งฟุตเทจเก่า-ใหม่ แต่ลีลาตัดต่อละม้ายคล้าย และมีการตั้งคำถามอะไรบางอย่าง
George Orson Welles (1915-85) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kenosha, Wisconsin บิดาเป็นนักประดิษฐ์ Gadget แต่ติดเหล้าเลิกทำงาน ส่วนแม่เป็นนักเปียโน เคยชื่นชอบหลงใหลในดนตรี แต่หลังจากเธอเสียชีวิตเลยเลิกเอาดีด้านนี้, ครั้งหนึ่งเคยไปพักร้อนยังคฤหาสถ์หรูที่ Wyoming, New York เป็นเพื่อนเล่นของ Aga Khan และ Prince Aly Khan พบเห็นชีวิตชนชั้นสูงที่น่าอิจฉาริษยายิ่ง! โตขึ้นได้ทุนเข้าศึกษาต่อ Harvard University แต่เอาเงินที่ได้(และกองมรดก) ออกท่องเที่ยวยุโรป ระหว่างอยู่ Dublin สมัครเป็นนักแสดง Gate Theatre อ้างว่าตนเองเคยขึ้นเวที Broadway แม้ไม่มีใครเชื่อแต่ก็ต้องยินยอมรับความสามารถ จนได้รับโอกาสกลายเป็นนักแสดงละครเวทีจริงๆ, เมื่อหวนกลับอเมริกาเริ่มจากเขียนบท สร้างละครวิทยุ เข้าร่วม Federal Theatre Project (1935-39) แล้วออกมาก่อตั้ง Mercury Theatre จัดรายการ The Mercury Theatre on the Air โด่งดังจนเข้าตา Hollywood เซ็นสัญญา RKO Radio Pictures และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Citizen Kane (1941) ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม!
แต่ผลงานลำดับถัดๆมา The Magnificent Ambersons (1942), The Lady from Shanghai (1947) ต่างถูกแทรกแซงโดยสตูดิโอ จนทำให้ผกก. Welles หมดสิ้นศรัทธาใน Hollywood จึงตัดสินใจอพยพย้ายสู่ยุโรป รับงานแสดง กำกับภาพยนตร์/โทรทัศน์ ละคอนเวที ฯ แม้ไม่มีเงินทองมากมาย ขอแค่ได้รับอิสรภาพในการรังสรรค์ผลงาน
ผกก. Welles มีโอกาสรับรู้จัก François Reichenbach (1921-1993) ตากล้อง/ผู้กำกับสารคดี สัญชาติฝรั่งเศส ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ Is Paris Burning? (1966) พูดคุยกันถูกคอ อีกฝ่ายจึงขอสัมภาษณ์สารคดีฉายโทรทัศน์ Portrait: Orson Welles (1968)
เมื่อปี ค.ศ. 1970, Reichenbach ร่วมกับนักข่าวชาวอังกฤษ Richard Drewett ถ่ายทำสารคดี Elmyr: The True Pictures? (1970) ชีวประวัตินักปลอมแปลงงานศิลปะ Elmyr de Hory สัญชาติ Hungarian จึงได้ชักชวนผกก. Welles มาเป็นผู้ให้เสียงบรรยาย แม้ตอบปฏิเสธ แต่ภายหลังเกิดความสนใจในโปรเจคนี้
Reichenbach asked Welles to narrate it. Welles declined, but was predictably intrigued, on many levels, by the material. It touched him at many points: his own facility as a painter, his lifelong fascination with conjuring – with the art of illusion in all its forms, in fact – and his equally long-standing attraction (from Citizen Kane onwards) to biographical enquiry all chimed with him.
Simon Callow จากนิตยสาร Sight & Sound
มันมีสองเหตุการณ์ที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผกก. Welles เกิดความกระตือรือล้นในโปรเจคชีวประวัติ Elmyr de Hory
- หลังเหตุการณ์ไฟไหม้วิลล่าที่ Madrid, Spain เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1970 ทำลายเอกสาร บทหนัง รวมถึงฟีล์มภาพยนตร์ถ่ายทำไว้ มอดไหม้วอดวายในกองเพลิง นั่นทำให้ผกก. Welles ทำอะไรต่อไม่ถูกไปสักพัก!
- นักวิจารณ์ Paulie Kale เขียนบทความลงนิตยสาร The New Yorker ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1971 ต่อด้วยตีพิมพ์เป็นหนังสือ Rising Kane (1971) ตั้งข้อครหาถึงผู้อยู่เบื้องหลังบทหนัง Citizen Kane (1941) แท้จริงแล้วผกก. Welles ไม่ได้มีส่วนร่วม (แต่กลับขึ้นชื่อตนเอง) ทั้งหมดพัฒนาขึ้นโดย Herman J. Mankiewicz
- ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Mank (2020) กำกับโดย David Fincher ก็น่าจะพอเข้าใจปัญหาดังกล่าว
โดยเฉพาะเหตุการณ์หลังสร้างความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรงต่อผกก. Welles รู้สึกเหมือนตนเองถูกตีตราว่าเป็นนักต้มตุ๋น สิบแปดมงกุฏ (Charlatan) จึงติดต่อหา Reichenbach ขออนุญาตนำเรื่องราวของนักปลอมแปลงงานศิลปะ Elmyr de Hory มาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์
Reichenbach ไม่เพียงตอบตกลง แต่ยังช่วยสรรหาเงินทุนสำหรับถ่ายทำสารคดีความยาว 30 นาที (คงตั้งใจจะฉายทางโทรทัศน์) ผ่านสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Les Films du Prisme, เริ่มต้นออกเดินทางสู่ Ibiza (Spain) เพื่อพูดคุยสัมภาษณ์ Elmyr de Hory และนัดพบเจอ Reichenbach ถ่ายฉากสนทนาในร้านอาหารกรุง Paris
แต่ทว่าฟุตเทจทั้งหมดได้มา ผกก. Welles ยังรู้สึกไม่น่าพึงพอใจ ไม่รู้จะทำยังไง หมดความกระตือรือล้น ก็เลยเก็บเข้ากรุ ขึ้นหิ้งเอาไว้ก่อน จนกระทั่งเดือนมกราคม ค.ศ. 1972 มีอีกข่าวฉาวโฉ่เกี่ยวกับนักเขียน Clifford Irving ก่อนหน้านี้เพิ่งแต่งหนังสือชีวประวัติ Fake: The Story of Elmyr de Hory: The Greatest Art Forger of Our Time (1969) แต่คราวนี้ตีพิมพ์ Autobiography of Howard Hughes (1971) โดยไม่ได้ขออนุุญาตนักธุรกิจชื่อดัง Howard Hughes แถมมีการปลอมแปลงลายเซ็นต์ จนเกิดการฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาล ยินยอมรับสารภาพว่าทั้งหมดคือการปลอมแปลงขึ้นมา
ก็ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไรที่ผกก. Welles เอาแต่พบเจอเหตุการณ์ต้มตุ๋น ทุกสิ่งอย่างคือการหลอกลวง แต่นั่นทำให้เขาค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย แนวคิดสำหรับสรรค์สร้างผลงานเรื่องนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้น
This news that the faker’s biographer was himself a faker galvanised a delighted Welles, who instantly saw the potential for a movie in which nothing is as it seems – in which everything, in fact, is fake. This idea liberated him.
เกร็ด: ในตอนแรกผกก. Welles ตั้งใจจะชื่อเพียงแค่ “Fake” ต่อมาอยากเปลี่ยนเป็น “?” (เครื่องหมายคำถาม) ก่อนมาลงเอย F for Fake ไม่ใช่ Fraud หรือ Fault, และใช้ชื่อฝรั่งเศส Vérités et mensonges แปลว่า Truths and Lies
Elmyr de Hory ชื่อเกิด Elemér Albert Hoffmann (1906-76) จิตรกร/นักปลอมแปลงภาพวาดศิลปะ สัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest, Austria-Hungary อ้างว่าบิดาคือท่านทูต Austro-Hungarian ในตระกูลชนชั้นสูง แต่แท้จริงแล้วมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง เชื้อสาย Jewish บิดาเป็นพ่อค้าขายส่งสินค้าทำ
ตอนอายุสิบหกเดินทางไปฝึกฝนการวาดภาพยัง Nagybánya artists’ colony (ปัจจุบันคือประเทศ Romania) จากนั้นเดินทางสู่ Munich แล้วต่อด้วย Académie de la Grande Chaumière, Paris ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับ จำคุกอยู่ยัง Transylvanian Prison ตีสนิทกับผู้คุมด้วยการวาดภาพให้ฟรีๆจนได้รับการปล่อยตัว แต่ไม่นานก็ถูกทหารเยอรมันจับกุม (ข้อหาเป็นชาวยิว+รักร่วมเพศ) ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายกักกันนานนับปี ก่อนสามารถหลบหนีกลับสู่ Hungary
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ออกเดินทางสู่ฝรั่งเศส ในตอนแรกต้องทำอาชีพสุจริตแต่ไม่สามารถพัฒนาสไตล์ลายเส้น ก่อนค้นพบความสามารถแท้จริงในการเลียนแบบงานศิลปะของผู้อื่น เริ่มจากลูกค้าคนหนึ่งเข้าใจผิดว่าคือผลงานของ Picasso ก็เลยหันมาเอาจริงเอาจังด้านนี้
หลังทำการปลอมแปลงภาพวาดศิลปะมานับทศวรรษ Elmyr de Hory ก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ตัดสินใจลงหลักปักฐานยัง Ibiza (Spain) ถูกตำรวจจับกุมข้อหารักร่วมเพศ จำคุกสองเดือน แต่ทางการไม่สามารถตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงภาพวาด (Forgery) เพราะไม่มีหลักฐานว่ากระทำความผิดบนผืนแผ่นดินประเทศสเปน
เมื่อได้รับการปล่อยตัวก็บอกเล่าเรื่องราวของตนเองกับ Clifford Irving เขียนหนังสือชีวประวัติ Fake: The Story of Elmyr de Hory: The Greatest Art Forger of Our Time (1969), ออกรายการโทรทัศน์ และสารคดี F for Fake (1973), ช่วงปีท้ายๆอาศัยอยู่กับบอดี้การ์ดประจำตัว Mark Forgy ก่อนรับประทานยานอนหลับเกินขนาด เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล สิริอายุ 70 ปี … ตายจริงไม่ได้จัดฉาก!
Clifford Michael Irving (1930-2017) นักเขียน/นักข่าว สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City บิดาเป็นจิตรกรวาดภาพหน้าปกนิตยสาร Collier และเขียนการ์ตูนแถบ Pottsy, โตขึ้นเข้าเรียนสาขาภาษาอังกฤษ Cornell University เริ่มทำงานหนังสือพิมพ์ The New York Times, นวนิยายเล่มแรก On a Darkling Plain (1956)
ช่วงปี ค.ศ. 1962 อพยพย้ายสู่ Ibiza (Spain) ทำให้มีโอกาสรับรู้จัก Elmyr de Hory คงจะพูดคุยถูกคอ อีกฝ่ายเลยขอให้เขาเขียนหนังสือชีวประวัติ Fake: The Story of Elmyr de Hory: The Greatest Art Forger of Our Time (1969) กลายเป็นแรงบันดาลใจสารคดี F for Fake (1974)
เมื่อปี ค.ศ. 1970, Irving ได้พบเจอเพื่อนเก่า Richard Suskind ณ Palma de Mallorca, Spain ชักชวนกันปลอมแปลงหนังสือชีวประวัติ Howard Hughes ที่ปลีกวิเวก กักขังตัวอยู่ในห้องพักตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่สนใจโลกภายนอกแล้วกระมัง ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นคว้าหาข้อมูล ปลอมลายเซ็นต์ ทั้งยังต่อรองสำนักพิมพ์ McGraw-Hill จ่างเงินล่วงหน้า $765,000 เหรียญ กลายมาเป็น Autobiography of Howard Hughes (1971)
แม้ตอนหนังสือวางจำหน่ายจะมีการตั้งข้อครหา แต่ทั้งการตรวจสอบลายเซ็นต์ รวมถึงเครื่องจับเท็จ ก็ไม่สามารถเปิดเผยความจริงใดๆ จนกระทั่งวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1972, Howard Hughes จัดแจงโทรศัพท์พูดคุยกับนักข่าวเจ็ดคน (โดยไม่เปิดเผยใบหน้า) บอกว่าไม่เคยพบเจอบุคคลชื่อ Clifford Irving จากนั้นส่งทนายยื่นฟ้องศาล ท้ายที่สุดยินยอมรับสารภาพว่ากระทำการปลอมแปลงจริง ยินยอมคืนเงินทั้งหมดแก่สำนักพิมพ์ และรับโทษจำคุกสองปีครึ่ง (ติดจริง 17 เดือน) … ภายหลัง Irving เขียนหนังสือ The Hoax (1981) ตีแผ่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด
อีกบุคคลหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงก็คือ Oja Kodar ชื่อเกิด Olga Palinkaš (เกิดปี ค.ศ. 1941) นักเขียน/นักแสดง สัญชาติ Croatian เกิดที่ Zagreb, Kingdom of Yugoslavia (ปัจจุบันคือ Croatia) บิดาเป็นชาว Hungarian แรกพบเจอผู้กำกับ Orson Welles เมื่อปี ค.ศ. 1961 ระหว่างสำรวจสถานที่ถ่ายทำ The Trial (1962) แม้ขณะนั้นเขาแต่งงานอยู่กับภรรยาคนที่สาม Paola Mori แต่ก็มิอาจหักห้ามใจสาวสวย ตาคม ผมดำ (ตั้งชื่อในวงการ Oja Kodar)
การร่วมงานใน F for Fake (1973) ไม่ใช่แค่รับบทเป็นตัวตนเอง วัตถุทางเพศ (Object of Voyeuristic) เดินอ่อยเหยื่อให้บุรุษชายตามอง แต่เรื่องราว 17 นาทีสุดท้ายเกี่ยวกับการล่อหลอก Picasso และเรื่องราวของคุณปู่ ล้วนเกิดความครุ่นคิดของเธอทั้งหมด! … ความสัมพันธ์ระหว่าง Welles กับ Kodar ไม่ใช่แค่ชู้รัก แต่เธอยังมีส่วนร่วมในการเสนอแนะ แสดงความคิดสร้างสรรค์ (Artistic Partner)
Oja Kodar had been a part of Welles’s life since 1962, when he was directing The Trial. He remained married to Paola Mori, but their intimate life was over. Oja had quickly become an artistic partner as well as an emotional and sexual one. All the evidence suggests that in her Welles had at last found his soulmate – a woman with whom he could share his life at every level. From an early stage they started to collaborate on projects: The Deep was, to a large extent, designed to promote her career as an actress. Both The Other Side of the Wind (the title was hers) and F For Fake (ditto) are strongly influenced by Oja’s frank and uninhibited sexuality; both, indeed, might be said to showcase it.
Simon Callow จากนิตยสาร Sight & Sound
เกร็ด: Welles แอบสานสัมพันธ์กับ Kodar โดยที่ภรรยา Mori (และบุตรสาว Beatrice) ไม่เคยรับรู้เรื่องจนกระทั่งปีสุดท้าย ค.ศ. 1984 เลยขับไล่สามีออกจากบ้าน ไม่ทันหย่าร้างเขาก็เสียชีวิตจากไปก่อน แล้วเธอก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปีถัดมา
ถ่ายภาพโดย Christian Odasso (USA & Toussaint) และ Gray Foss Graver (France & Ibiza) รายหลังคือตากล้องคนสุดท้ายของผู้กำกับ Orson Welles ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ติดต่อขอร่วมงานโดยไม่เคยได้เงินสักแดง (แต่ได้รับสิ่งตอบแทนคือรางวัล Oscar ที่ผกก. Welles ได้จากภาพยนตร์ Citizen Kane (1941)) ถ่ายทำ The Other Side of the Wind, F for Fake (1973) และ Filming Othello (1978)
งานภาพของ F for Fake (1973) ประกอบด้วยฟุตเทจของ François Reichenbach (ถ่ายทำชีวประวัติ Elmyr de Hory) ผสมเข้ากับฟุตเทจจากคลัง (Archive Footage) ฟีล์มข่าว (Newsreel) ภาพนิ่ง/ภาพยนตร์ (ก็จากหนังของผกก. Welles เองนะแหละ) และฟุตเทจใหม่โดย Graver ถ่ายทำสำหรับใช้ในผลงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ฟุตเทจใหม่ของ Graver ก็ไม่ใช่ว่าแค่บันทึกการพูดคุยสนทนาเฉยๆ ยังเต็มไปด้วยลูกเล่น ลีลา มายากล (Trick Film) ทิศทางมุมกล้องที่ดูแปลกตา “Breaking the Fourth Wall” และเต็มไปด้วยลักษณะของการถ้ำแอบมอง (Voyeurism) เรือนร่างหญิงสาวราวกับวัตถุทางเพศ (Object of Desire)
สถานที่ถ่ายทำประกอบด้วย Ibiza (Spain), Paris (France), Rome (Italy), โรงแรม Beverly Hills Hotel & Bungalows, Los Angeles (สถานที่ปลีกวิเวกของ Howard Hughes), ห้องตัดต่อในวิลล่าของผกก. Welles ณ Orvilliers (France)
กุญแจคือสิ่งสำหรับไขอะไรสักสิ่งอย่าง ช่วงท้ายเรื่องจะมีคำตอบในเชิงรูปธรรม แต่นัยยะนามธรรม ประตูหัวใจ? นั่นกระมังคือเหตุผลที่แทรกใส่ภาพทีมงานเบื้องหลัง ผมรู้จักแค่ตากล้อง Gary Graver อีกสามคนที่เหลือคงเป็นผู้ช่วย+ช่างเสียง กระมังนะ!
ภาพยนตร์ไม่แตกต่างจากมายากล (Georges Méliès ได้รับฉายา Magician of Cinema) ซึ่งหนึ่งในกลของผกก. Welles เสกเงินขึ้นจากอากาศธาตุ ผมนึกเปรียบเทียบ/เสียดสีถึง Hollywood โรงงานขายฝัน สร้างสิ่งไม่มีอยู่จริงให้กลายเป็นเงินทอง ล่อหลอกผู้ชมให้หลงเชื่อสนิทใจ


สิ่งหนึ่งที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ คือภาพในภาพ (คล้ายๆกับ Play within Play หรือ Film within Film) ยกตัวอย่างระหว่าง Opening Credit ฉายภาพบุคคลบนท้องถนนกำลังแอบจับจ้องมอง Oja Kodar จากนั้นปรากฎภาพดังกล่าวบนจอมอนิเตอร์ นี่อาจดูเหมือนลูกเล่นของเพียงเพื่อสร้างความตลกขบขัน แต่มันสามารถสื่อถึงการซ้อนทับระหว่างชีวิตจริง-ภาพยนตร์ และหลายสิ่งอย่างของ F for Fake (1973) ก็ถูกทำให้เลือนลาง ซ้อนทับ (ภาพซ้อน) ผู้ชมต้องคอยสังเกต เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งอย่าง … นักปลอมแปลงภาพวาดศิลปะ Elmyr de Hory = นักเขียนชีวประวัติปลอม Clifford Irving = นักมายากล/ผู้กำกับ Orson Welles = หนัง/สารคดีเรื่องนี้ทำการต้มตุ๋นผู้ชม


ช่วงครึ่งแรกมักพบเห็นผกก. Welles อยู่ท่ามกลางฉากหลัง (สถานที่ที่มีเบื้องหน้า-หลัง ลับลมคมใน) ไม่ก็ม้วนฟีล์มภาพยนตร์ (ในห้องตัดต่อ) ไม่ก็ล้อมรอบด้วยหนุ่มๆสาวๆ (สนทนาระหว่างรับประทานอาหาร) มันมีคำพูดประโยคหนึ่งตอนต้นเรื่องที่บอกใบ้ทุกสิ่งอย่าง
Tell it by the fireside or in a marketplace or in a movie… almost any story is almost certainly … some kind of lie.
Orson Welles



When the flush of a newborn sun fell first on Eden’s green and gold,
The Conundrum of the Workshops (1890) บทประพันธ์ (Ballad) ของ Rudyard Kipling
Our father Adam sat under the Tree and scratched with a stick in the mold;
And the first rude sketch that the world had seen was joy to his mighty heart,
Till the Devil whispered behind the leaves: “It’s pretty, but is it Art?”
ภาพปลอมที่ Elmyr de Hory วาดให้กับ Orson Welles (ลงลายเซ็นต์ Orson Wells) คือรูปของ Michelangelo (1545) ที่วาดไม่เสร็จโดย Daniele da Volterra (1509-66) จิตรกรสัญชาติอิตาเลี่ยน ซึ่งเคยเป็นลูกมือช่วยงาน และภายหลังการเสียชีวิตของ Michelangelo ก็ได้รับการว่าจ้างให้สานต่อหลายๆโปรเจคที่ค้างๆคาๆ … เช่นนั้นอาจจะเรียกว่า Art Forger ก็ได้กระมัง
เราสามารถเปรียบเทียบผกก. Orson Welles ได้กับ Michelangelo แห่งวงการภาพยนตร์ได้ไหม?? ก็น่าคิดนะ??


ช่วงกลางเรื่องเมื่อผกก. Welles เริ่มเล่าชีวประวัติของตนเอง สมัยวัยรุ่นออกเดินทางท่องยุโรป ศิลปินไส้แห้ง พอเงินหมด ถึงจุดทางแยก “Winter was coming in…” ผมนำสองภาพมาให้เปรียบเทียบ ความเปลี่ยนแปลงจากแสงอบอุ่น กลายเป็นหนาวเหน็บเย็นยะเยือก ต้นไม้มีเพียงกิ่งก้านไร้ใบ สื่อถึงช่วงเวลาตกต่ำชีวิต ครุ่นคิดทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหาหนทางเอาตัวรอด นั่นอาจคือครั้งแรกเลยกระมังที่เขาโกหกคนอื่น อ้างว่าตนเองเคยเป็นนักแสดง Broadway เพื่อให้ได้งานการแสดงละคอนเวทีในฝรั่งเศส … จากนั้นบรรยากาศของสวนสาธารณะนี้ก็จักค่อยๆสว่างสดใสขึ้นมา


The War of the Worlds (1938) คือละคอนวิทยุ (Radio Drama) ให้เสียงบรรยายโดย Orson Welles ดัดแปลงจากนวนิยาย The War of the Worlds (1898) ออกอากาศทาง CBS Radio Network วันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1938 ตรงกันวันฮาโลวีน เริ่มต้นด้วยการเลียนแบบ “Breaking News” นั่นทำให้ผู้ฟังหลายคนเกิดอาการตื่นตระหนก ตกอกตกใจ ครุ่นคิดว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวกำลังบุกโลกจริงๆ
เกร็ด: ฟุตเทจที่ฉายในหนัง/สารคดีเรื่องนี้นำจากภาพยนตร์ Earth vs. the Flying Saucers (1956)

ตัวละคร Charles Foster Kane จากภาพยนตร์ Citizen Kane (1941) มีต้นแบบจากนักหนังสือพิมพ์ William Randolph Hearst (1863-1951) แต่ความตั้งใจแรกของผกก. Welles จากคำบอกเล่าของ Joseph Cotten วางแผนสร้างเรื่องราวของ Howard Hughes โดยให้ Cotten รับบทเป็น Hughes ถือเป็นโปรเจคที่น่าสนใจทีเดียว!

มันมีอยู่สองสามครั้งที่ฉายภาพผกก. Welles เดินทางไปสอดแนมยังโรงแรม Beverly Hills Hotel & Bungalows, Los Angeles สถานที่ปลีกวิเวกของ Howard Hughes แต่จะมีครั้งหนึ่งที่เขาเดินผ่านแมกไม้ ท้องฟ้าสลัวๆ (น่าจะยามเช้า) คละคลุ้งด้วยหมอกควัน สร้างบรรยากาศลึกลับ ก้าวสู่ดินแดนแห่งพิศวง สามารถสะท้อนถึงการกลายเป็นตำนาน (Mythical) ของ Hughes ที่ไม่มีใครรับรู้ว่ามหาเศรษฐีผู้นี้ ทำไมบั้นปลายถึงเลือกใช้ชีวิตเช่นนั้น?

กลับเข้าสู่เรื่องของ Oja Kodar เริ่มจากร้อยเรียงภาพวิหาร Cathédrale Notre-Dame de Chartres หรือ Cathedral of Our Lady of Chartres ตั้งอยู่ในเมือง Chartres ห่างจาก Paris ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร ก่อสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1194-1220 ด้วยสถาปัตยกรรม French Gothic และ High Gothic สำหรับอุทิศให้กับพระแม่มารี (เลยใช้ชื่อ Our Lady)
การเลือกสถานที่แห่งนี้น่าจะเพราะสถาปัตยกรรม Gothic โดยเฉพาะเลยละ! ภาพถ่ายตอนกลางวัน แสงจะฟุ้งๆ มุมเงยติดท้องฟ้า ตรงกันข้ามกับยามค่ำคืนก็ปกคลุมด้วยมืดมิดสนิท สร้างสัมผัสหลอนๆ บรรยากาศขนหัวลุกพอง การมาถึงของแวมไพร์สาว พร้อมจะกอบโกย ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองผลงานของ Pablo Piccaso


ซีนที่ผมขำหนักสุดก็คือ ‘Piccaso พิโรธ’ พอรับรู้ว่าข่าวการจัดแสดงผลงานตนเองที่ Oja Kodar แอบลักขโมย 22 ภาพ สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง มันช่างพอดิบพอดีวันนั้นเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ พายุฝนฟ้าคะนองถล่มฝรั่งเศสอย่างเว่อวังอลังการ … อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น!

ผกก. Welles พูดเล่าเรื่องขณะที่ Piccaso เดินทางมาถึงยังสถานที่จัดนิทรรศการของ Oja Kodar แล้วเกิดความตกตะลึง คาดไม่ถึง ภาพวาดทั้งหมดแม้มีความละม้ายคล้าย แต่กลับไม่ใช่ผลงานของตนเองสักชิ้น ได้ถูกลอกเลียน ดัดแปลงงานศิลปะโดยปู่นิรนามของ Oja
แต่แทนที่หนัง/สารคดีจะจัดแสดงภาพวาดเหล่านั้น ผกก. Welles เลือกใช้สถานที่แห่งความว่างเปล่า เพียงละเล่นทิศทางมุมกล้อง เดินไปเดินมา พูดคุยสนทนาท่ามกลางฉากพื้นหลังสีขาว ราวกับทุกสิ่งอย่างไม่มีตัวตน … แอบบอกใบ้ว่าเรื่องเล่าดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์จริง!



Pablo Picasso เสียชีวิตวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1973 เรื่องราวลวงโลกของ Oja Kodar คงเป็นการอุทิศให้เพื่อน/ศิลปิน บุคคลที่ผกก. Welles ยกย่องสรรเสริญ โดยเฉพาะภาพช็อตนี้หลังเสกคนตายกลายเพียงอากาศธาตุ ปรากฎภาพซ้อนวิญญาณ/ใบหน้า Piccaso เต็มหน้าจอ พร้อมคำกล่าวอำลา “To the memory of that great man who will never cease to exist…”

ตัดต่อโดย Marie-Sophie Dubus (Le Cercle Rouge, Possession) & Dominique Engerer และอีกสามผู้ช่วย Dominique Boischot, Anne-Marie Engerer, Elisabeth Moulinier
การตัดต่อถือเป็นไฮไลท์ของ F for Fake (1973) ใช้เวลาปีกว่าๆทำงานทุกวันตั้งแต่ตีห้าถึงห้าทุ่ม ไม่มีวันหยุด ผสมผสานหลากหลายฟุตเทจเข้าด้วยกัน กระโดดไปกระโดดมา ไม่เรียงตามลำดับเวลา (non-Chronological Order) ดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยายของผกก. Welles ซึ่งมีน้ำเสียงและลีลาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- อารัมบท,
- การแสดงมายากลของ Orson Welles
- ใครคือ Elmyr de Hory
- ถ้ำแอบมอง Oja Kodar
- อารัมบทนักเขียน Clifford Irving
- ธุรกิจการตุ้มตุ๋นหลอกลวง
- ผกก. Welles เดินทางสู่ Ibiza (Spain) เล่าประวัติความเป็นมาของ Elmyr de Hory
- สนทนาถึงธุรกิจการตุ้มตุ๋นหลอกลวง ไม่มีอุปสงค์หรือจะมีอุปทาน
- Elmyr de Hory เล่าเหตุผลการอนุญาตให้ Clifford Irving เขียนหนังสือ Fake (1969)
- ผกก. Welles ตั้งคำถามถึงการปลีกวิเวกของ Howard Hughes และหนังสือชีวประวัติปลอม
- ตั้งคำถามถึง Authorship vs. Authenticity อะไรคือของจริง?
- Elmyr de Hory เล่าถึงหุ้นส่วน/นายหน้าโกงเงิน
- Orson Welles
- ผกก. Welles เปรียบเทียบเรื่องราวของ Elmyr de Hory ไม่แตกต่างจากตนเอง
- ฉายภาพฟุตเทจ War of the World
- ฉายภาพประวัติของ Howard Hughes และการแถลงข่าวไม่เคยรับรู้จัก Clifford Irving จนทำให้อีกฝ่ายต้องออกมาสารภาพความจริง
- Elmyr de Hory กับชีวิตบั้นปลายที่ Ibiza (Spain)
- Oja Kodar
- Oja Kodar กับ Piccaso
- ปู่ของ Oja ปลอมแปลงภาพวาดของ Piccaso
- เปิดเผยเบื้องหลังความจริงทั้งหมด
- และมายากลส่งท้ายของผกก. Welles
ไม่ใช่แค่โครงสร้างการดำเนินเรื่องที่เอาอารมณ์ศิลปินเป็นที่ตั้ง ลีลาการตัดต่อในหลายๆครั้งก็ดูสนุกสนาน เพลิดเพลิน กระชับฉับไว โดยเฉพาะเรื่องราวของ Oja Kodar ตั้งแต่ถูกหนุ่มๆแอบจับจ้องมอง รวมถึงความสัมพันธ์(ปลอมๆ)กับ Picasso ทำให้ผู้ชมรู้สึกครึกครื้นเครง สัมผัสถึงความขี้เล่นซุกซนของผกก. Welles



เพลงประกอบโดย Michel Jean Legrand (1932-2019) สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรของนักแต่งเพลง/วาทยากรชื่อดัง Raymond Legrand มีอัจฉริยภาพด้านเปียโนตั้งแต่เด็ก พออายุ 10-11 ขวบ เข้าศึกษา Conservatoire de Paris ค้นพบความสนใจดนตรีแจ๊สและการประพันธ์เพลง จบออกร่วมทัวร์การแสดงของ Maurice Chevalier (เป็นนักเปียโน) จากนั้นออกอัลบัมแรก I Love Paris (1954) ได้รับความนิยมอย่างคาดไม่ถึง, สำหรับภาพยนตร์เริ่มต้นจาก Les Amants Du Tage (1954), โด่งดังกับ L’Amérique insolite (1958), A Woman Is a Woman (1960), The Umbrellas of Cherbourg (1964), The Young Girls of Rochefort (1966), The Go-Between (1971), และคว้ารางวัล Oscar: Best Score จากผลงาน Summer of ’42 (1971), The Thomas Crown Affair (1968), Yentl (1983)
มันอาจเป็นความรู้สึกแปลกๆที่ผลงานของผกก. Welles เลือกใช้ดนตรี Jazz (จริงๆก่อนหน้านี้ Touch of Evil (1958) ก็เคยทำการคลุกเคล้ากลิ่นอาย Latin-Jazz โดย Henry Mancini) แต่ก็ต้องถือว่าเข้ากับบรรยากาศของ F for Fake (1973) ที่มีลีลาตัดต่อกระโดดไปกระโดดมา คาดเดาอะไรไม่ค่อยได้ (เหมือนการดั้นสด improvised jazz) และการร้อยเรียงภาพถ่ายถ้ำมองหญิงสาว สไตล์ดนตรี Jazz ทำให้ดูเซ็กซี่อีโรติกขึ้นทันตา
งานเพลงของ Legrand ใน F for Fake (1973) มีลักษณะของ Upbeat Jazz ผสมเข้ากับดนตรีคลาสสิก สร้างสัมผัสฟุ้งเฟ้อชวนฝัน (Dreamy) ขี้เล่นซุกซน (Mischievous) ตามอำเภอใจของผู้สร้าง (Whimsy) บางครั้ง(จงใจ)เล่นถูกเล่นผิด ช่วยสร้างรอยยิ้มอิ่มหัวใจ … โดยปกติผลงานของผกก. Welles มักจะดราม่าเข้มข้น เรื่องนี้ฟังเพลงสบายๆ เพลิดเพลินผ่อนคลาย
เกร็ด: ก่อนเสียชีวิตผกก. Welles ยังมอบหมายให้ Michel Legrand ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย The Other Side of the Wind (2018) แต่กว่าจะออกฉายก็ 48 ปีให้หลัง (Posthumously)
ภาพยนตร์คือมายากล ตั้งแต่ยุคสมัยแรกเริ่ม Georges Méliès ก็ได้ร่ายคาถา เสกมนตรา ใช้สารพัดลูกเล่น (Trick Film) สร้างสิ่งไม่น่าเป็นไปได้ให้บังเกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์! มนุษย์เดินทางสู่ดวงจันทร์ A Trip to the Moon (1902), ออกสำรวจใต้มหาสมุทร Under the Seas (1907), เดินทางสู่อาณาจักรแฟรี่ The Kingdom of the Faries (1903) ฯ
ไม่ใช่แค่มายากล ภาพยนตร์ยังคือสื่อแห่งการต้มตุ๋นหลอกลวง ต่อให้อ้างว่านำเสนอเหตุการณ์ บันทึกภาพความจริง แต่ทิศทางมุมกล้อง ลีลาตัดต่อ ทุกสิ่งอย่างล้วนสะท้อน ‘มุมมอง’ ของผู้สร้าง ณ ช่วงวันเวลาและสถานที่หนึ่ง (Space & Time) ซึ่งมันอาจไม่ครอบคลุม ไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมด ขึ้นอยู่กับผู้ชมจะครุ่นคิดตัดสินจริง-เท็จ เชื่อ-ไม่เชื่อ ชอบ-ไม่ชอบ ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
Art is always a “lie” through which the artist and the recipient of art attempt to get closer to the truth.
Abbas Kiarostami
เรื่องราวของ F for Fake (1973) เริ่มต้นด้วยการนำเสนอชีวประวัตินักปลอมแปลงภาพวาดศิลปะ Elmyr de Hory แล้วต่อด้วยหนังสือชีวประวัติลวงโลกเขียนโดย Clifford Irving แต่ขณะเดียวกันมันคือการค้นพบ/ยินยอมรับตนเองของผกก. Welles ฉันไม่ได้แตกต่างอะไรจากนักต้มตุ๋น สิบแปดมงกุฎ ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆเคยแอบอ้างว่าเคยเป็นนักแสดง Broadways เพื่อให้ได้ทำงานในโรงละคอนเวทีที่ยุโรป, ต่อมาสรรค์สร้างละคอนวิทยุ The War of the Worlds (1938) ทำออกมาสมจริงจนผู้ฟังสมัยนั้นครุ่นคิดว่าคือเหตุการณ์จริง! และโดยเฉพาะข้อครหาเกี่ยวกับผู้พัฒนาบทหนัง Citizen Kane (1941)
At the end, naturally, I was the one making the picture, after all—who had to make the decisions. I used what I wanted of Mank’s and, rightly or wrongly, kept what I liked of my own.
Orson Welles กล่าวถึงเครดิตบทหนัง Citizen Kane (1941)
ความเป็นผู้นิพนธ์ (Authorship) vs. การรับรองความถูกต้อง (Authenticity) นี่คือข้อคำถามของ F for Fake (1973) ที่ไม่ใช่แค่งานศิลปะ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อภาพยนตร์ แต่สามารถเหมารวมได้ทุกสรรพสิ่ง บทความของ raremeat.blog ก็เฉกเช่นเดียวกัน! ปัจจุบันยังมีเรื่อง AI เลียนแบบภาพวาดสไตล์ Ghibli แน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมทางสามัญสำนึก/ศีลธรรม (อนาคตอาจมีกฎหมายเข้ามาร่วมด้วย) แต่ว่ากันตามตรงมันผิดอะไร? … การลอกเลียนแบบคือสิ่งที่ใครๆล้วนกระทำกัน
F for Fake (1973) ไม่ได้แค่นำเสนอชีวประวัติของบรรดานักต้มตุ๋น แต่ตัวหนังเองก็มีพฤติกรรมไม่แตกต่างสิบแปดมงกุฎ ตอนต้นเรื่องผกก. Welles กล่าวด้วยวาจาพร้อมลายลักษณ์อักษร ว่าจะพูดเล่าความจริงในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมง ใครไม่เอะใจย่อมถูกล่อหลอกเข้าเต็มซาลาเปา
มายากลสุดท้ายของผกก. Welles หลายคนอาจครุ่นคิดว่าจะทำการเสกคนตาย(ปู่ของ Oja Kodar)ให้ฟื้นคืนชีพ แต่ทว่าทุกสิ่งอย่างกลับสูญสลาย กลายเป็นความว่างเปล่า ไร้ตัวตน นั่นอาจเหมารวมถึงชีวิต ความตาย ทุกสรรพสิ่งอย่างล้วนคือมายา ภาพหลอกลวงตา … แอบเห็นโครงเหล็กลอยๆไหมเอ่ย?

เมื่อตอนออกฉายเสียงตอบรับมีความสุดโต่งพอสมควร ถ้าไม่ชื่นชมก็สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ในฝรั่งเศสมียอดจำหน่ายตั๋วเพียง 182,857 ใบ ดูแล้วคงจะไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่
แต่กาลเวลาก็ทำให้ F for Fake (1973) ได้รับยกย่องสรรเสริญจากฟากฝั่งสารคดี ติดชาร์ท “Greatest Documentary of All Time” ของนิตยสารหลายๆฉบับ
- Sight & Sound: Critics’ 50 Greatest Documentaries of All Time (2019) ติดอันดับ #15 (ร่วม)
- Paste Magazine: The 100 Best Documentaries of All Time (2022) ติดอันดับ #69
- Vouge: The 82 Best Documentaries of All Time (2023) ไม่มีอันดับ
- TIMEOUT: 68 Best Documentaries of All Time (2025) ติดอันดับ #49
ปัจจุบัน F for Fake (1973) ได้รับการสแกนใหม่ ‘digital transfer’ คุณภาพ High Definition ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 2014 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel
เวลารับชมภาพยนตร์ของผกก. Welles ผมจะค่อนข้างเครียดพอสมควร เพราะมันเต็มไปด้วยรายละเอียด ขบครุ่นคิดวิเคราะห์จนปวดขมับ แต่สำหรับ F for Fake (1973) เป็นผลงานที่สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ รู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย สนุกสนานร่าเริง ยียวนกวนประสาท ทดลองทำสิ่งแปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร แทบจะไม่เหลือสไตล์ลายเซ็นต์ Wellesian เอาจริงๆสมควรได้รับยกย่องเทียบเคียง Citizen Kane (1941)
จัดเรต pg กับการตุ้มตุ๋น หลอกลวง และสายตาถ้ำมองวับๆแวมๆ
Leave a Reply