Halloween

Halloween (1978) hollywood : John Carpenter ♥♥♥

ภาพยนตร์แนว Slasher Horror ที่ไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรรองรับนัก แต่สามารถสร้างบรรยากาศหลอนๆ หวาดสะพรึง เพลงประกอบชวนให้สยึ๋มกึ๋ย รับชมในเทศกาล Halloween กระตุ้นต่อมความกลัวได้มาก

Halloween คงเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความเหน็ดเหนื่อยหน่ายให้กับผู้ชมค่อนข้างมาก คือทำการหลอกล่อ ยั่ว-ยื้อ-ยัก ลุ้นระทึกเมื่อไหร่ฆาตกรเวรประลัย Michael Myers มันจะลงมือสังหารใครสักที ความยาวหนังชั่วโมงครึ่ง ไม่นับอารัมบทก็โน่นเลย 20 นาทีสุดท้าย ทำเอาแทบขาดอากาศ หัวใจวายตาย!

ถึงโดยรวมผมจะไม่ชื่นชอบความไร้สาระของหนังสักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ได้ต้องชมไดเรคชั่นของ John Carpenter ที่สามารถกำกับอารมณ์ของผู้ชมให้สนองเป้าหมาย คือเกิดความหวาดสะพรึง ขนหัวลุก หัวใจสั่นระริก ไม่สงบสติลงโดยง่าย จนถึงปัจจุบันแม้เกิดภาคต่อ สร้างใหม่ นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็มิอาจเทียบเคียงได้เท่าต้นฉบับภาคแรก คลาสสิก โคตรหลอกหลอนที่สุดแล้วกระมัง

จุดเริ่มต้นของ Halloween เกิดจากสองโปรดิวเซอร์อินดี้ Irwin Yablans และ Moustapha Akkad หลังจากรับชม Assault on Precinct 13 (1976) ของ Carpenter เกิดความประทับใจอย่างยิ่งยวด ติดต่อชักชวนมาสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตที่มีความสนใจพี่เลี้ยงเด็กโดยเฉพาะ คิดค่าตัวเพียง $10,000 เหรียญ (พร้อม 10% ของกำไร) และได้รับสิทธิ์สร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่

“I was thinking what would make sense in the horror genre, and what I wanted to do was make a picture that had the same impact as The Exorcist.”

– Irwin Yablans

John Howard Carpenter (เกิดปี 1948) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Carthage, New York พ่อเป็นศาสตราจารย์ด้านดนตรี ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบภาพยนตร์แนว Western ของ Howard Hawks กับ John Ford และหนังไซไฟทุนต่ำแห่งยุค 50s อาทิ The Thing from Another World (1951), Forbidden Planet (1956) ฯ เข้าเรียนที่ Western Kentucky University (ที่พ่อตนเองสอนอยู่) ก่อนย้ายไป University of Southern California เพื่อเรียนสร้างภาพยนตร์ แต่ตัดสินใจลาออกกลางคันหลังสร้างหนังสั้น The Resurrection of Broncho Billy (1970) คว้ารางวัล Oscar: Best Live Action Short Film, ตามด้วย Feature-Length เรื่อง Dark Star (1974), Assault on Precinct 13 (1976)

ร่วมงานกับว่าที่แฟนสาวขณะนั้น Debra Hill ตั้งชื่อหนังแรกว่า The Babysitter Murders ต่อมาโปรดิวเซอร์ Yablans เสนอให้เรื่องราวดำเนินขึ้นในค่ำคืนวัน Halloween คงสร้างความสนใจได้มากทีเดียว, ใช้เวลาเพียง 10 วันในการพัฒนาบทภาพยนตร์

“… the idea was that you couldn’t kill evil, and that was how we came about the story. We went back to the old idea of Samhain, that Halloween was the night where all the souls are let out to wreak havoc on the living, and then came up with the story about the most evil kid who ever lived. And when John came up with this fable of a town with a dark secret of someone who once lived there, and now that evil has come back, that’s what made Halloween work”.

ค่ำคืนวัน Halloween ปี 1963 เมืองสมมติ Haddonfield, Illinois เด็กชายอายุหกขวบ Michael Myers แต่งชุดตัวตลกกลับมาบ้าน พบเห็นการกระทำบางอย่างของพี่สาวยินยอมรับไม่ได้ จึงหยิบมีดจ้วงแทงเธอจนเสียชีวิต

15 ปีถัดมา Dr. Samuel Loomis (รับบทโดย Donald Pleasence) จิตแพทย์ประจำตัว Michael Myers ขณะกำลังวางแผนไม่ให้เขาได้รับการปล่อยตัวจากสถานบำบัดจิตเวช กลับสามารถหลบหนีออกมาภายนอก ขโมยรถขับกลับมายัง Haddonfield เป็นเหตุให้ต้องรีบแจ้นติดต่อตำรวจท้องที่เพื่อค้นหาติดตามตัว ไม่เช่นนั้นอาจมีโศกนาฎกรรมร้ายแรงเกิดขึ้น

นำแสดงโดย Jamie Lee Curtis (เกิดปี 1958) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของฉายา ‘Scream Queen’ เกิดที่ Santa Monica, California เป็นลูกของสองนักแสดงชื่อดัง Tony Curtis และ Janet Leigh โตขึ้นเข้าเรียน University of the Pacific, Stockton ตั้งใจจะทำงานเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม แต่มาทดสอบหน้ากล้อง Halloween แล้วได้รับบทนำแจ้งเกิดโดยทันที, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Fog (1980), Prom Night (1980), A Fish Called Wanda (1988), True Lies (1994) ฯ

รับบท Laurie Strode หญิงสาววัยรุ่นอายุ 17 ปี ในค่ำคืนวัน Halloween ปี 1978 ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก รับอาสาดูแลเด็กชาย Tommy Doyle ตั้งแต่เช้าหัววัน เธอพบเห็นใครคนหนึ่งท่าทางผิดสังเกต คอยจับจ้องมองอยู่ไม่ห่าง นั่นอาจแค่ภาพหลอนครุ่นคิดไปเอง แต่ค่ำคืนนั้นในที่สุดก็เจอดี เอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิดเจียนตัว จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งมาช่วยเหลือ

เกร็ด: ใครที่เคยรับชม Halloween II (1981) จะรู้ว่า Laurie คือน้องสาวแท้ๆอีกคนหนึ่งของ Michael Myers

Curtis ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของ Carpenter แต่คือ Anne Lockhart ที่ตอบปฏิเสธเพราะติดงานอื่น ซึ่งพอผู้กำกับรับรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวแท้ๆของ Janet Leigh ก็ตกลงปลงใจทันที

“Jamie Lee wasn’t the first choice for Laurie. I had no idea who she was. She was 19 and in a TV show at the time, but I didn’t watch TV. [Then] I knew casting Jamie Lee would be great publicity for the film because her mother was in Psycho”.

นี่ไม่ใช่บทบาทขายการแสดงนัก แต่สิ่งโดดเด่นของ Curtis ก็สมฉายาเธอนะแหละ ‘Scream Queen’ เป็นคนที่เวลาทำหน้าตาตื่นตระหนก หวาดสะพรึงกลัว กรีดร้องลั่น แล้วยังสวยดูดี มีความน่ารักน่าชัง น่าสงสารเห็นใจอย่างมาก ผู้ชมเห็นแล้วไม่อยากให้เธอถูกฆ่าตาย ลุ้นระทึกให้สามารถเอาตัวรอดได้จนหนังจบ

เพราะความที่หนังถ่ายทำแบบไม่เรียงลำดับ (out-of-sequence) ทำให้ค่อนข้างยากในการถ่ายทอดระดับความหวาดกลัวออกมา ซึ่ง Carpenter ได้ครุ่นคิดสิ่งที่เรียกว่า ‘Fear Meter’ บ่งบอกระยะความกลัวในแต่ละวัน (ไร้ซึ่งความกลัว 0-10 กลัวสูงสุด) ซึ่งสีหน้าอารมณ์ของ Curtis ก็ได้รังสรรค์ให้มีความแตกต่างออกไป (ตามแต่ละระดับมิเตอร์ความกลัว)

แซว: ว่าไปเค้าโครงหน้าของ Curtis คล้ายคลึงกับ Vera Farmiga [นางเอก The Conjuring] สงสัยนี่จะเป็นภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่เหมาะกับการเล่นหนัง Horror ที่สุดแล้วกระมัง!

สำหรับพระเอกของหนัง Michael Myers บ้างเรียกว่า The Shape
– สวมใส่หน้ากากโดย Nick Castle ผู้กำกับ/นักเขียนบทภาพยนตร์ เพื่อนสนิทของ Carpenter
– ตอนถอดหน้ากากรับบทโดย Tony Moran รับค่าตัวเพียง $250 เหรียญ และไม่เคยกลับมาปรากฎตัวอีกเลย (ภาคสอง ปรากฎตัวใน Recap เท่านั้นนะครับ)
– และวัยเด็ก อายุ 6 ขวบ โดย Will Sandin

หนังไม่ได้ให้คำอธิบายมากมายเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตตนนี้ แต่ Long-Take ของ Sequence แรก ถือว่าคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งอย่าง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ปม Trauma ที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ มีสาเหตุจากการพบเห็นพี่สาวแท้ๆ กอดจูบร่วมรักกับชายแปลกหน้า คงจะรับไม่ได้รุนแรงจึงต้องการทำบางสิ่งอย่าง ฆาตกรรมโดยสันชาตญาณ ไม่ล่วงรู้ตัวด้วยซ้ำว่านั้นเป็นสิ่งถูกผิดประการใด

Sexuality Repressed น่าจะเป็นคำจำกัดความตัวละครนี้ได้ตรงสุดแล้ว เป้าหมายการฆาตกรรมมักพุ่งเป้าไปยังหญิงสาววัยแรกรุ่น พี่เลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะขณะกำลังจะร่วมรักหลับนอนกับแฟนหนุ่ม อดรนทนไม่ได้เมื่อพบเห็นพวกเขากำลังกระทำการบัดสีบัดเถลิง (ในความคิดของตัวละคร) ด้วยเหตุนี้เพื่อนๆของ Laurie Strode จึงไม่มีใครรอดพ้นหายนะ และความที่เธอยัง Virgin จึงสามารถดิ้นรนขัดขืน เอาตัวรอดได้หลายครั้งครา

ใช้มีดเป็นอาวุธ? ถ้ามองประเด็นในเรื่อง Sexual Repression นี่จะเป็นสิ่งสัญลักษณ์แทนลึงค์ อวัยวะเพศชาย มีความแหลมคม ใช้ทิ่มแทงหญิงสาวให้ได้รับความเจ็บปวดจนขึ้นสู่สรวงสวรรค์ชั้นเจ็ด (ความตาย)

ทำไมถึงต้องสวมใส่หน้ากาก? พบเห็นตั้งแต่เด็กที่ขณะเดินขึ้นไปยังห้องพี่สาว หยิบหน้ากากตัวตลกตกอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมใส่ เพื่อเป็นข้ออ้างปกปิดตัวตนแท้จริง ฉันไม่ใช่คนบ้าฆาตกรโรคจิต ก็แค่เด็กชายทั่วๆไปที่ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา กระนั้นการกระทำของเขาเมื่อกลายเป็น Trauma ปัจจัยเลยต้องครบ สวมหน้ากากเพื่อกลายร่างเป็นปีศาจ แถมฆ่ายังไงก็ไม่ตาย (สงสัยหน้ากากมันจะกันกระสุน)

เกร็ด: สำหรับหน้ากากดังกล่าว Tommy Lee Wallace แผนก Production Designer ซื้อจากร้านค้า Hollywood Boulevard ราคา $1.98 ตอนแรกหยิบมาสองแบบให้ผู้กำกับเลือก อันแรกหน้ากากตัวตลกของ Weary Willie ส่วนที่ได้ใช้ในหนังจากใบหน้าของ Captain Kirk (ฉบับ William Shatner) แฟนไชร์ Star Trek

ความเป็นอมตะของตัวละคร สะท้อนแนวคิด ‘ปีศาจไม่มีวันตาย’ ความหวาดสะพรึงกลัวไม่มีวันหมดสิ้นสูญไปจากจิตใจของมนุษย์

ถ่ายภาพโดย Dean Cundey ผู้มีความเชี่ยวชาญหนังแนว Horror ขาประจำของ Carpenter อาทิ Halloween (1978), The Fog (1980), Escape from New York (1981), The Thing (1982) ฯ เข้าชิง Oscar: Best Cinematography จากเรื่อง Who Framed Roger Rabbit (1988)

ด้วยความเป็นหนังทุนต่ำ อะไรๆก็มักใช้การหยิบยืม เน้นของราคาไม่แพง ด้วยเวลาถ่ายทำ 20 วันจาก 4 สัปดาห์ ปักหลักอยู่ South Pasadena, California ไม่ไกลจาก Hollywood สักเท่าไหร่

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำด้วย Panaglide กล้องที่มีอุปกรณ์คล้ายๆ Steadicam น้ำหนักเบา สามารถยกถือเคลื่อนย้ายโดยง่าย แต่เป็นการสวมใส่ติดกับร่างกาย (เหมือนเป้อุ้มเด็ก) ให้ตากล้องสามารถขยับเคลื่อนไหวตามการเดิน, เรื่องแรกที่ใช้อุปกรณ์กล้องตัวนี้คือ Days of Heaven (1978) แต่เหมือนจะไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่เพราะค่อนข้างขาดความคล่องตัว ยุ่งยากวุ่นวายกว่า Steadicam อย่างยิ่งเลยละ

4 นาทีแรกของหนัง รับอิทธิพลแรงบันดาลใจจาก Touch of Evil (1958) เป็น Long-Take มุมมองบุคคลที่ 1 (Point-of-View) ของเด็กชาย Michael Myers พบเห็นทุกสิ่งในสายตาของเขา อันเป็นชนวนสาเหตุให้เกิดครั้งแรก จุดเริ่มต้นของฆาตกรโรคจิตต่อเนื่อง

ถึงหนังนำเสนอให้ผู้ชมพบเห็นสิ่งที่อยู่ในสายตาของเด็กชาย แต่ก็มิได้ทำให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกครุ่นคิด เพราะเหตุใด ทำไม ถึงกระทำเช่นนั้น? ทั้งหมดที่ผมวิเคราะห์ไปแล้วล้วนเกิดจากการสังเกตวิเคราะห์ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่า ภายในของเขาอาจกลวงโบ๋ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร บริสุทธิ์ไร้เดียวสา ทุกการกระทำล้วนเกิดจากแรงผลักของสันชาตญาณ

สิ่งที่โดดเด่นมากๆในการถ่ายภาพ คือการใช้ประโยชน์จากความกว้าง Panavision (Anamorphic Widescreen) 2.39:1 ได้อย่างคุ้มค่าสุดๆ โดยเฉพาะระยะห่างของตัวละคร (กับฆาตกรโรคจิต) อย่างช็อตนี้ที่พื้นหลังพบเห็นรถขโมยมาของ Michael Myers กำลังเคลื่อนจากทางแยกฝั่งซ้ายไปด้านขวาของตัวละคร

ประเด็นคือเมื่อผู้ชมเห็นรถผู้ร้ายก็จักเกิดความคาดหวัง ลุ้นให้ชายคนนี้มองเห็นขณะจอดติดไฟแดงอยู่ฝั่งซ้ายของภาพ แต่พี่แกดันหันมองด้านขวา ซะงั้น! และเมื่อรถกำลังขับเคลื่อนไป มันจะจังหวะหันสวนทางกันพอดี คลาดกันอย่างหวุดหวิด สร้างความหงุดหงิด คลุ้มคลั่ง แม้เจ้าโว้ย!!

ผมเคยเขียนถึง The Thing from Another World (1951) โดยย่อๆไปแล้วครั้งหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเห็นในหนังเรื่อง แถมผู้กำกับ Carpenter ยังได้สร้างใหม่/ตีความใหม่ The Thing (1982) แสดงว่ารักคลั่งระดับเรื่องโปรดเลยสินะ!

แนะนำว่าให้ลองไปหา The Thing from Another World (1951) มารับชมดูเองดีกว่า จักได้เข้าใจว่าสอดคล้องเข้ากับหนังเรื่องนี้เช่นไร

เป็นช็อตที่ทำให้หวนระลึกถึง The Exorcist (1973) โดยเฉพาะการจัดแสงรอบข้างให้มืดมิดสนิท พบเห็นความสว่างสาดส่องจากบ้าน(ผีสิง) เงาลางๆของใครคนหนึ่งที่โคตรน่าสงสัย สร้างบรรยากาศหวาดสะพรึง ขนหัวลุกซู่ อันตรายกำลังค่อยๆย่างกรายเข้ามา

ว่าไปการจัดแสงของหนังถือว่ามีความโดดเด่นมากๆเช่นกัน โดยเฉพาะฉากกลางคืนสลัวๆลางๆ บางสิ่งอย่างหลบซ่อนอยู่ในเงามืด เน้นโทนน้ำเงินมอบสัมผัสอันเย็นยะเยือก ผสานกับเพลงประกอบด้วยแล้วยิ่งทำให้ขนลุกชูชัน เขย่าขวัญ สั่นประสาท

เป็นการหลบซ่อนตัวที่โง่บรม ในตู้เสื้อผ้าเนี่ยนะ! ประเด็นคือสถานที่นี้มันแฝงนัยยะถึงภายในจิตใจของมนุษย์,

ตู้เสื้อผ้า สถานที่เก็บอาภรณ์ ประดับแต่งตัว หรือหน้ากาก สวมใส่เพื่อปกปิดบังเรือนร่าง/ตัวตนแท้จริง ซึ่งการเข้าไปหลบซ่อนเร้นอยู่ภายใน สะท้อนถึงสภาวะการเก็บกด ขลาดเขลา ไม่ต้องการเผชิญหน้าต่อความจริง เกิดอาการหวาดสะพรึงกลัว แต่เมื่อมันพยายามพังทลายเข้ามารุกราน ใช้ไม้แขวนเสื้อที่เป็นลวด ดัดให้ตรงแล้วทิ่มแทงจนมีดหล่น สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธต่อสู้เอาตัวรอดได้ชั่วคราว

ไม้แขวนเสื้อ ถูกดัดแปลงสภาพให้กลายเป็นอาวุธ ด้วยลักษณะแหลมคมของมันสื่อความได้เฉกเช่นเดียวกับอาวุธมีดของ Michael Myers สัญลักษณ์แทนลึงค์ แต่ในกรณีของเพศหญิง มันคือการทิ่มแทงโต้ตอบสวนกลับ แสดงความเก็บกดอัดอั้น ‘Sexual Repression’ ของเธอ ประมาณว่าฉันก็เงี่ยนอยากร่วมรักผู้ชายเช่นกัน แต่กลับไร้ซึ่งวันเวลาและโอกาส ยังคงบริสุทธิ์อยู่ … ว่าไป การต่อสู้ระหว่าง Laurie Strode กับ Michael Myers ไม่แตกต่างอะไรกับการมี Sex แทงของสองคนชาย-หญิง!

พระเอกมาทำห่าไรตอนจบ! มันกลายเป็นว่า ผู้หญิงคือเหยื่อ ‘Damsel in Distress’ ไม่สามารถต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเองได้ ต้องรอคอยให้วีรบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือเสมอ

ตัวละคร Dr. Sam Loomis (ชื่อคุ้นๆกับตัวละครหนึ่งใน Psycho) ของ Donald Pleasence ทั้งๆเป็นตัวเลือกแรกของผู้กำกับ แต่ระหว่างถ่ายทำถูกเพิกเฉยโดยสิ้นเชิง ปล่อยให้มีลักษณะล่องลอยไปมาอย่างไร้แก่นสาน เสมือนพ่อ/ผู้ปกครอง คอยเสนอหน้าเฉพาะเวลาลูกๆตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เข้าด้ายเข้าเข็ม (ประมาณหนุ่ม-สาว กำลังร่วมรักใกล้ถึงจุดไคลน์แม็กซ์ ถูกพ่อ-แม่ เปิดประตูเข้ามา เรือรบก็เสียกระบวนหมดละสิ!)

ตัดต่อโดย Charles Bornstein, Tommy Wallace รายหลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับ Halloween III: Season of the Witch (1982), หนังไม่ได้เล่าเรื่องโดยใช้มุมมองของใครเป็นพิเศษ แต่หลักๆคือสามตัวละครไล่เรียงสลับไปมา Michael Myers, Dr. Sam Loomis และ Laurie Strode

ลีลาการตัดต่อถือว่ารับอิทธิพลจาก Alfred Hitchcock พอสมควร คือมักร้อยเรียงภาพสลับไปมาแบบ Montage เริ่มจากใบหน้าตัวละครพบเห็นอะไรบางอย่าง -> ภาพนั้นในมุมมองตัวละคร (มุมมองบุคคลที่ 1) -> ตัดกลับมาแสดงสีหน้าปฏิกิริยา -> จับจ้องมองอีกครั้ง สิ่งอย่างนั้นกลับหายลับจากไปแล้ว -> สีหน้าผ่อนคลาย เพราะคิดว่าคงแค่ลวงตาไม่เห็นมีอะไร

ไดเรคชั่นดังกล่าวเป็นการสร้างความหวาดหวั่น วิตกจริต สะพรึงกลัวให้กับผู้ชม มันจะมีอะไรบางสิ่งอย่างเกิดขึ้นไหมหนอ สะสมความอึดอัดอั้น ลุ้นระทึกตื่นเต้นเมื่อไหร่จะมีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น

คือถ้าเป็นหนัง Horror ยุคสมัยนี้ มันจะมีการตายของตัวละครเกิดขึ้นทุกๆ 5-10-15 นาที สูตรสำเร็จเพื่อสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึกหลายๆครั้ง ทวีความรุนแรงเร้าใจขึ้นเรื่อยๆ แต่หนังสมัยก่อนชอบที่จะลากยื้อกันยาวๆ แล้วปลดปล่อยทีเดียว 5-10-15 นาทีสุดท้าย เพื่อให้ผู้ชมคลุ้มคลั่งน้ำลายฟูมปาก ถึงจุดสูงสุดไคลน์แม็กซ์ไปพร้อมๆกับหนัง

เพลงประกอบโดย John Carpenter ที่คงไม่อยากสิ้นเปลืองงบประมาณ และอาจเพราะมีท่วงทำนองต้องการอยู่แล้วในใจ จึงใช้เวลาแต่งเพียง 3 วัน, กระนั้น Carpenter เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ‘แม้ตนเองเล่นดนตรีได้แต่ไร้ความสามารถในการจดบันทึก หรืออ่านโน๊ตเพลง’ จึงไหว้วาน Dan Wyman ให้มาช่วยเรียงเรียงเขียนโน๊ต และรวมกลุ่มเพื่อนๆอดีตวง The Coupe De Villes ในการบันทึกดนตรีประกอบ

กลิ่นแรกที่ผมสัมผัสได้เมื่อรับฟังเพลงประกอบ คืออิทธิพลจาก The Exorcist (1973) โดยเฉพาะ Tubular Bells ประกอบเสียงเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (คีย์บอร์ด, กีต้าร์ไฟฟ้า) มอบสัมผัสอันสยิว สยอง ระทึกขวัญ สั่นประสาท แต่ท่วงทำนองก็ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเท่าไหร่ เหตุนี้กระมังเลยติดหูจดจำง่าย ระลึกได้ทันทีเมื่อเพลงดัง

บทเพลงประกอบ มีส่วนช่วยเสริมสร้างบรรยากาศของหนังอย่างมาก เน้นย้ำถึงบางสิ่งอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา เปิดทุกโสตประสาท สันชาติญาณ ลุ้นระทึกตื่นเต้นแทนตัวละคร จักสามารถหาหนทางเอาตัวรอดพ้นจากอันตราย มิได้คาดหมาย ทันล่วงรู้ตัวหรือเปล่า!

ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ (Horror) ที่เป็นแนวไล่ล่าเข่นฆ่าแทง (Slasher Film) ผู้ร้ายคือฆาตกรโรคจิต กระทำรุนแรงต่อวัยรุ่นหนุ่มสาวผู้ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม มักนับจุดเริ่มต้นที่ Psycho (1960) และ Peeping Tom (1960) อันส่งอิทธิพลให้เกิดแขนง Sub-Genre อาทิ Splatter, Krimi, Giallo

แม้ว่าก่อนหน้านี้ Slasher Film ของ Hollywood จะมีเกิดขึ้นพอสมควร The Texas Chain Saw Massacre (1974), The Hills Have Eyes (1977) แต่ก็ไม่กระเพื่อมความสนใจของผู้ชม/ผู้สร้างภาพยนตร์เทียบเท่า Halloween (1978) ที่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นยุคทอง ‘Golden Age of Slasher Film’ ระหว่างปี 1978 – 84

อาจเพราะว่าหนังเรื่องนี้เป็นการเล่นกับความกลัวใกล้ตัวผู้ชม เทศกาล Halloween คือช่วงเวลาที่ใครๆต่างรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ จนมองข้ามแนวโน้มอันตรายอาจเกิดขึ้นได้ คนใส่หน้ากากในช่วง 30-31 ตุลา ใครๆก็นึกว่าเล่น Cosplay ปลอมตัวเป็นผีมาหลอกหลอน นั่นแหละครับมันเลยสร้างความตื่นตระหนักให้กับทุกๆคน โดยเฉพาะพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง ก็ขนาดว่าปีนั้นตอนหนังออกฉาย หลายๆครอบครัวไม่อนุญาตให้ลูกหลานออกไปเล่น Trick-or-Treat หลังพระอาทิตย์ตกดิน

ว่าไป Halloween ของชาวตะวันตก คล้ายๆลอยกระทงของบ้านเรา คือเทศกาลตอนกลางคืน และมีค่านิยม ‘ค่ำคืนแห่งการเสียตัว’ (ผมคุ้นๆว่าเคยเห็นผลสำรวจ หนุ่ม-สาวเสียตัววันลอยกระทง มากกว่าวาเลนไทน์เสียอีกนะ!) เพราะผู้ใหญ่มักอนุญาตให้วัยรุ่นโตแล้ว สามารถออกไปเที่ยวเล่นได้ตามอำเภอใจ พวกเขาจึงชอบมุ่งสู่มุมมืดมิด ทำอะไรผิดๆก็ได้ที่อยากทำ โดยขาดการครุ่นคิด ตระเตรียม ไตร่ตรองการ ระแวดระวังให้รอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูแล้วน่าจะด้วยความตั้งใจ เป็นข้อคิดคติสอนวัยรุ่นไม่มากก็น้อย แต่ส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจในความคิดเห็นของผู้กำกับ John Carpenter บอกว่าสร้างหนังเรื่องนี้ ไม่ได้สนมุมมองจริยธรรมใดๆแม้แต่น้อย

“The one girl who is the most sexually uptight just keeps stabbing this guy with a long knife. She’s the most sexually frustrated. She’s the one that’s killed him. Not because she’s a virgin but because all that sexually repressed energy starts coming out. She uses all those phallic symbols on the guy”.

นี่แปลว่าแท้จริงแล้ว บุคคลผู้เป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริง (ในมุมมองผู้กำกับ Carpenter) ไม่ใช่ฆาตกรโรคจิต Michael Myers แต่คือ Laurie Strode หญิงสาวผู้ยังมีความบริสุทธิ์ ไม่เคยผ่านมือชาย เก็บกดคลุ้มคลั่งอยู่ภายใน ย่อมมากด้วยแรงผลักดันให้กล้ากระทำทุกสิ่งอย่าง ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อมีชีวิต รอดพ้นจักได้ตอบสนองตัณหา ราคะ ใคร่ร่าน ความต้องการส่วนบุคคล

ด้วยทุนสร้างประมาณ $300,000 เหรียญ ทำเงินในอเมริกา $47 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $70 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนัง Indy ประสบความสำเร็จสูงสุดในขณะนั้นโดยทันที

แม้ส่วนตัวจะค่อนข้างประทับใจในไดเรคชั่นหนัง บรรยากาศหลอนๆ หวาดสะพรึง รับชมปัจจุบันยังคงน่ากลัวไม่เสื่อมคลาย แต่ผมกลับไม่ค่อยชื่นชอบโลกทัศนคติของผู้กำกับ John Carpenter สักเท่าไหร่ มองผู้หญิงดั่งวัตถุทางเพศ ทิ่มๆแทงๆ ร่านราคะ โหยหา Sex สายตาที่มองผ่านฆาตกรโลกจิต ราวกับว่าเขากำลังแทนตนเองด้วยตัวละครนั้น กลัดมันอยากเข่นฆ่าพวกกระหรี่เหล่านี้ให้หลากจำ

แนะนำแฟนๆหนัง Slasher Horror ฆาตกรต่อเนื่อง, เหมาะรับชมในเทศกาล Halloween, แฟนๆผู้กำกับ John Carpenter และนักแสดงนำ Jamie Lee Curtis ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ ทิ่มๆแทงๆ ร่านราคะ โหยหา Sex

TAGLINE | “John Carpenter นำเสนอด้านมืด ‘ฆาตกรโรคจิต’ ของตนเองถ่ายทอดผ่านเทศกาล Halloween”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: