High Noon (1952)

High Noon (1952) hollywood : Fred Zinnemann ♥♥♥♥♡

‘หนัง Western สำหรับคนไม่ชอบแนว Western’ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายความหล่อเท่ห์ของพระเอก (Gary Cooper อายุเกิน 50 ปีแล้ว), ฉาก Action ดวลปืนลุ้นระทึก, หรือระเบิดภูเขาเผากระท่อมสนั่นหวั่นไหว แต่มีเรื่องราวสะท้อน เสียดสี อยากตะโกนออกมาให้ดัง (ของผู้เขียนบทตัวจริงที่กำลังถูก Blacklist) ของนายอำเภอผู้อุตส่าห์ย้อนคืนมาจัดการกับอดีตผู้ร้ายที่ได้รับการปล่อยตัว แต่กลับถูกขับไล่ไสส่งโดยชาวบ้านทุกคน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ในยุคสมัยสงครามเย็น มีสิ่งหนึ่งที่ชาวอเมริกันหวาดหวั่นกลัวกันมากคือ การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่อาจเป็นชนวนบ่อนทำลายล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของประเทศชาติ รัฐบาลจึงได้พยายามกีดกันต่อต้านการแสดงออกทุกรูปแบบ นำโดยวุฒิสมาชิก Joseph McCarthy มอบหมายให้ House Un-American Activities Committee (HUAC) เป็นผู้คอยตรวจสอบค้นหา ใครบ้างที่เคยเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ จากหนึ่งปากที่ให้การรับสารภาพ ซักทอดต่อได้อีกเป็นสิบเป็นร้อย (ราวกับแชร์ลูกโซ่) เกิดการ Boycott ไล่ล่าจับกุม หวาดระแวงคนใกล้ตัว

สำหรับ Hollywood เริ่มต้นปี 1946 เมื่อนิตยสาร The Hollywood Reporter ตีพิมพ์รายชื่อของกลุ่มคนที่คาดว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ นี่เป็นการแสดงออกที่เต็มไปด้วยก้าวร้าวรุนแรง ทำให้เกิดการรวมตัวของ Hollywood Ten สิบคนที่ยืนกรานจะไม่ให้การต่อหน้า HUAC (แต่พวกเขาทั้งหมดก็เป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จริงๆนะแหละ) หลายสตูดิโอใน Hollywood จึงทำการ Boycott พวกเขาหล่านี้ ห้ามไม่ให้ทำงานขึ้นชื่อเครดิตบนภาพยนตร์ แต่ก็มีหลายคนแอบเป็น Ghost Writer อยู่เบื้องหลัง

เกร็ด: Hollywood Ten ประกอบด้วยผู้กำกับ/นักเขียนบท/โปรดิวเซอร์ Alvah Bessie, Herbert Biberman, Lester Cole, Edward Dmytryk, Ring Lardner Jr., John Howard Lawson, Albert Maltz, Samuel Ornitz, Adrian Scott, และ Dalton Trumbo

เกร็ด2: เหตุการณ์ Hollywood Blacklist สิ้นสุดลงปี 1960 เมื่อ Dalton Trumbo ได้รับขึ้นเครดิตในหนังเรื่อง Exodus (1960)

Carl Foreman (1914 – 1984) นักเขียนบทสัญชาติอเมริกัน ขณะกำลังพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ถูกเรียกตัวจาก HUAC ให้การสารภาพว่าเคยเป็นสมาชิก American Communist Party เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วขณะยังเป็นวัยรุ่นไร้เดียงสา แต่ก็ได้ลาออกมานานแล้วเช่นกัน ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธที่จะซักทอดต่อชื่อสมาชิกที่เคยเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ถูกตราหน้าว่า ‘uncooperative witness’ หลังเสร็จจากหนังเรื่องนี้จึงถููก Hollywood Blacklist อพยพลี้ภัยไปอยู่ประเทศอังกฤษ ทำงานเป็น Ghost Writer อยู่หลายปี

Foreman ถือเป็นนักเขียนยอดฝีมือคนหนึ่งของ Hollywood ตลอดชีวิตเข้าชิง Oscar: Best Writing ทั้งหมด 5-6 ครั้ง ซึ่งเรื่องที่ชนะรางวัล The Bridge on the River Kwai (1957) กลับไม่ได้รับเครดิตเพราะยังติด Blacklist แต่ภายหลังมีการมอบ Posthumously ให้ย้อนหลังเมื่อเสียชีวิต

High Noon ดัดแปลงจากเรื่องสั้น The Tin Star ของนักเขียนสัญชาติอเมริกัน John W. Cunningham (1915 – 2002) ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Collier’s Magazine เมื่อปี 1947, ซึ่ง Foreman ได้ทำการสอดแทรกนัยยะสำคัญบางอย่าง พฤติกรรมของชาว Hollywood ต่อผู้ถูก Blacklist ในยุคสมัยนั้น

เรื่องราวมีพื้นหลังที่เมือง Hadleyville, New Mexico Territory นายอำเภอ Will Kane (รับบทโดย Gary Cooper) เพิ่งจะแต่งงานกับ Amy Fowler (รับบท Grace Kelly) เตรียมจะลาออกไปเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ เปิดร้านขายของเล็กๆในต่างเมือง แต่โทรเลขเพิ่งส่งมาถึง บอกว่า Frank Miller (รับบทโดย Ian MacDonald) อาชญากรที่ Kane เคยจับส่งเข้าคุกกำลังได้รับการปล่อยตัว จะมาถึงสถานีรถไฟรอบเที่ยงตรง (High Noon) พร้อมกับพรรคพวกที่รออยู่อีก 3 คน คงเพื่อเตรียมการชำระแค้นโดยเฉพาะ

เราสามารถมองได้ว่า เป็นเรื่องทางจิตสำนึก มโนธรรม ความยึดมั่นในภาระหน้าที่ของ Kane ต้องการจะปกป้อง(อดีต)เมืองของตน ให้ปลอดภัยจากคนที่มาร้ายแน่ๆ แต่ฮีโร่หนึ่งเดียวหรือจะเอาชนะหมาหมู่ จำต้องร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนในเมือง อาสาสมัคร กลับพลันได้รับการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย บ้างมองว่าคือความขัดแย้งส่วนตัวพวกฉันไม่เกี่ยว นายเองต่างหากที่ควรหนีเอาตัวรอด ไม่ควรนำพาตัวเองมาเสี่ยงชีวิตแบบนี้ แม้แต่ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานยังยื่นข้อเสนอเด็ดขาด ระหว่างฉันกับ Miller, ครอบครัวกับการงาน นี่เป็นสองสิ่งที่ไม่มีวันเข้ากันได้ สุดท้ายแล้ว Will Kane จะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนเองไว้ได้สำเร็จหรือเปล่า และสามารถต่อสู้จัดการกับพรรคพวกของ Frank Miller ได้หรือไม่

สร้างเป็นภาพยนตร์โดย Alfred ‘Fred’ Zinnemann (1907 – 1997) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austrian เกิดที่ Rzeszów (ปัจจุบันคือประเทศ Poland) ในครอบครัวชาว Jews ตอนเด็กมีความฝันต้องการเป็นนักดนตรี กลับเรียนจบกฎหมายที่ University of Vienna แล้วเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ในภาพยนตร์ เข้าเรียนต่อ Ecole Technique de Photographie et Cinématographie ที่ Paris จบมาทำงานเป็นตากล้องทำงานใน Berlin และขอครอบครัวอพยพย้ายสู่ Hollywood ครั้งหนึ่งเป็นตัวประกอบใน All Quiet on the Western Front (1930) กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Wave (1935) ถ่ายทำใน Mexico ใช้นักแสดงสมัครเล่น ถือเป็นหนังแนว Social Realism เรื่องแรกๆของโลก

พ่อ-แม่ ครอบครัวของ Zinnemann ถูกฆ่าล้างชาติพันธุ์โดย Nazi ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความเจ็บปวดชอกช้ำให้กับเขาเป็นอย่างมาก แต่เพราะติดสัญญาทาสกับสตูดิโอ MGM ทำให้สร้างหนังทิ้งๆขว้างๆอยู่ 2-3 เรื่อง จนกระทั่งได้รับอิสรภาพ มีโอกาสสร้างหนังเรื่อง Act of Violence (1949) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่สะท้อนปัญหาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมของสงคราม (Ethics of Wars)

สไตล์ความสนใจของ Zinnemann ในช่วงแรกๆคือ ‘Social Realism’ มักนำเสนอตัวละครที่มีความเชื่อมั่นในเกียรติศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของจริยธรรม ศีลธรรม มโนธรรม ของการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่มีความสนใจถนัดแนวหนังใดเป็นพิเศษ สร้างได้หมด อาทิ Thriller, Western, Film Noir หรือแม้แต่ดัดแปลงจากบทละครเวที ฯ

“His films are characterized by an unshakable belief in human dignity; a realist aesthetic; a preoccupation with moral and social issues; a warm and sympathetic treatment of character; an expert handling of actors; a meticulous attention to detail; consummate technical artistry; poetic restraint; and deliberately open endings.”

ผลงานเด่นๆของ Zinnemann อาทิ High Noon (1952), From Here to Eternity (1953)**, The Nun’s Story (1959), A Man For All Seasons (1966)**, Julia (1977) ฯ [** มีถึงสองเรื่องที่คว้า Oscar: Best Picture ควบ Best Director]

สำหรับนักแสดงนำแรกสุดติดต่อ John Wayne แต่ปฏิเสธทันทีเมื่ออ่านบท เพราะคาดคิดว่าเรื่องราวของหนังมีใจความแฝงต่อต้าน Hollywood Blacklist, คนถัดมาคือ Gregory Peck ที่บอกปัดเพราะมีความรู้สึกใกล้เคียงกับหนังเรื่อง The Gunfighter (1950), นักแสดงอื่น อาทิ Marlon Brando, Montgomery Clift, Charlton Heston

Gary Cooper ชื่อเดิม Frank James Cooper (1901 – 1961) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Helena, Montana ในครอบครัวฐานะร่ำราย มีที่นากว่า 600 เอเคอร์อยู่ติดกับแม่น้ำ Missouri วัยเด็กชื่นชอบขี่ม้า ล่าสัตว์ ตกปลา, โตขึ้นมีความสนใจวาดภาพ งานศิลปะ เข้าเรียน Grinnell College ที่ Iowa ผลการเรียนดีเยี่ยม แต่กลับไม่สามารถเข้าร่วมชมรม School Drama, เรียนจบย้ายมาอยู่ Los Angeles พบเพื่อนสองคน Jim Galeen กับ Jim Calloway ขณะนั้นทำงานเป็นตัวประกอบ Stuntman ขี่ม้าในหนัง Western ทุนต่ำ เกิดความสนใจเพราะต้องการตั้งตัวเองได้ เข้าร่วมทำงานเริ่มต้นได้เงินวันละ 5 ดอลลาร์ ด้วยทักษะขี่ม้าที่ยอดเยี่ยม ทำให้ได้ค่าจ้างสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง agent ส่วนตัว Nan Collins แนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็น Gary จากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง รับบทสำคัญใน The Winning of Barbara Worth (1926) ทำให้ได้เซ็นสัญญา 5 ปีกับสตูดิโอ MGM

Cooper เป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการภาพยนตร์อย่างยาวนาน มีทั้งช่วงที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่, กลายเป็น American Folk Hero, และช่วงถดถอยเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 ปี แต่ไม่นานนักก็สามารถฟื้นกลับคืนชีพ Comeback อย่างยิ่งใหญ่ได้กับหนังเรื่องนี้ คว้ารางวัล Oscar: Best Actor ตัวที่สองได้สำเร็จ [ครั้งแรกจากเรื่อง Sergeant York (1941)], การจัดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Stars นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษ 20 ซึ่ง Gary Cooper ติดอันดับ 11 ฝั่ง Male Legends

รับบท นายอำเภอ Will Kane ผู้มีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ตามหน้าที่ของตนเองอย่างแรงกล้า เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม แม้จะถูกปฏิเสธจากสังคมคนรอบข้าง แต่ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความตั้งใจแท้ของลูกผู้ชายตัวจริงคนนี้ได้ กระนั้นเราก็จะเห็นด้านอ่อนแอของเขา รำพันท้อแท้สิ้นหวังและร้องไห้ และเมื่อได้เวลาก็ถึงคราตัดสินใจ

เกร็ด: เดิมตัวละครนี้ชื่อว่า Will Doane แต่เพราะหนึ่งในนักแสดง Katy Jurado สัญชาติ Mexican ออกเสียงไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็น Will Kane ซึ่งในบทหนังอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น (Cooper อายุ 50 ปีเปะๆตอนถ่าย)

เหตุผลที่ Cooper ยินยอมรับบทนี้ เพราะทำให้เขาหวนระลึกถึงพ่อตนเองที่คอยพร่ำสอน ‘law enforcement was everybody’s job.’ การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่ของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเขามองตัวละครนี้ ว่าเป็นผู้เสียสละแบกรับทุกสิ่งอย่างไว้บนบ่าของตัวเอง อุดมการณ์ของลูกผู้ชายยิ่งใหญ่สำคัญที่สุด, การแสดงของ Cooper ถือว่าครบเครื่องทุกอารมณ์ สุขทุกข์ หวานขม เข้มแข็งแกร่ง-หยาบกระด้าง เย่อหยิ่ง-สิ้นหวัง ไฮไลท์อยู่ที่ความอิดโรยทุกข์ทรมานและการร้องไห้ แค่เพียงเวลาชั่วโมงกว่าๆ ชายคนนี้พบเจอกับทุกรสสัมผัสของชีวิต

ในงานประกาศรางวัล Oscar เนื่องจาก Cooper ติดถ่ายหนังอยู่ที่ยุโรป จึงฝากให้ John Wayne เป็นผู้ขึ้นรับรางวัลแทนถ้าชนะ ซึ่งคำสุนทรพจน์มีแอบแซวตัวเองด้วยที่ปฏิเสธรับบทนี้

“I’m glad to see they’re giving this to a man who is not only most deserving, but has conducted himself throughout the years in our business in a manner that we can all be proud of … Now that I’m through being such a good sport … I’m going back and find my business manager and agent … and find out why I didn’t get High Noon instead of Cooper …”

จริงๆ Wayne ไม่ได้มีความสนใจอะไรหนังเรื่องนี้เลยนะครับ ตรงกันข้ามกลับตำหนิต่อว่า

“High Noon the most un-American thing I’ve ever seen in my whole life”

จับมือร่วมงานกับ Howard Hawk สร้างหนังเรื่อง Rio Bravo (1959) เพื่อเป็นการตอบโต้หนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ

“I made Rio Bravo because I didn’t like High Noon, Neither did Duke [Wayne]. I didn’t think a good town marshal was going to run around town like a chicken with his head cut off asking everyone to help. And who saves him? His Quaker wife. That isn’t my idea of a good Western.”

– Howard Hawk

นี่ทำให้ Zinnemann แอบรำคาญเหมือนกัน โต้ตอบไปว่า “I admire Hawks very much. I only wish he’d leave my films alone!”

Grace Patricia Kelly (1929 – 1982) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา ที่ต่อมาได้กลายเป็น Princess of Monaco หลังจากได้แต่งงานกับ Prince Rainier III เมื่อปี 1956, เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania มีความสนใจด้านการแสดงและการเต้น ได้เข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts ที่ New York ระหว่างนั้นทำงานเป็นโมเดลลิ่ง และมีผลงานละครเวทีควบคู่ไปด้วย, เป็นโปรดิวเซอร์ Stanley Kramer ค้นพบ Kelly จากการแสดง off-Broadway ที่ Elitch Gardens ติดต่อขอให้เธอมาแสดงนำในภาพยนตร์เรื่องแรก [ก่อนหน้านี้เคยรับบทสมทบเล็กๆในเรื่อง Fourteen Hours (1951)]

ทั้งชีวิตของ Kelly มีผลงานภาพยนตร์ 10+1 เรื่องเท่านั้น แต่คว้าทั้ง Oscar/Golden Globe สาขา Best Actress จำเป็นต้องรีไทร์เพราะกลายเป็นเจ้าหญิง, การจัดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Stars นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษ 20 ซึ่ง Grace Kelly ติดอันดับ 13 ฝั่ง Female Legends

รับบท Amy Fowler ภรรยาสาวป้ายแดง ตัวเธอเป็นคริสเตียนกลุ่ม Quaker (ไม่ชื่นชอบการใช้ความรุนแรง) เพราะในอดีตครอบครัว/พี่ชายเคยถูกฆ่าตายด้วยปืน คาดหวังให้สามีแต่งงานแล้วเลิกเป็นนายอำเภอ เปิดร้านขายของเล็กๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น และเขาแน่วแน่อย่างยิ่งว่าต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เธอจึงตัดสินใจทิ้งเขา แต่เพราะต้องรอเดินทางรถไฟรอบเที่ยง ระหว่างนั้นจึงได้ค้นพบเบื้องหลังอะไรต่างๆมากมาย ซึ่งนั่นจะเพียงพอให้เธอเปลี่ยนใจได้หรือเปล่า

นี่ไม่ใช่การแสดงที่ยอดเยี่ยมเท่าไหร่ของ Kelly ราวกับว่ายังตื่นกล้อง กล้าๆกลัวๆ ลุกลี้ลุกรน แต่ก็สะท้อนความรู้สึกสับสนว้าวุ่นใจของตัวละครได้เป็นอย่างดี ขนาดว่า Alfred Hitchcock ยังแสดงความเห็นว่า ‘rather mousy and lacking in animation’ แต่ก็บอกต่อว่า ‘[but] she show her true star quality.’, เห็นว่าในกองถ่าย Kelly แอบขายขนมจีบให้กับ Cooper (ไม่ใช่แค่เรื่องนี้นะครับ ข่าวลือว่า Kelly ชอบอ่อยเหยื่อให้กับนักแสดงนำชายทุกคนที่ร่วมงานด้วย) แต่พอถ่ายทำเสร็จ จบแล้วก็จบเลยไม่ได้ข่าวคาวอะไรต่อจากนั้น

Katy Jurado (1924 – 2002) นักแสดงหญิงสัญชาติ Mexican มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค Golden Age of Mexican Cinema สู่ Hollywood โดยผู้กำกับ Budd Boetticher มีผลงานเด่นช่วงทศวรรษ 50s อาทิ High Noon (1952), Arrowhead (1953), Broken Lance (1954), One-Eyed Jacks (1960) ฯ เป็นนักแสดงละตินอเมริกาคนแรกที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress (จากเรื่อง Broken Lance) และคว้ารางวัล Golden Globe Award: Best Supporting Actress จาก High Noon

รับบท Helen Ramírez สาวใหญ่มีเงินสัญชาติ Mexican เป็นอดีตคนรักของ Frank Miller หลังถูกจับเคยกลายเป็นคนรักของ Will Kane ปัจจุบันกิ๊กกับ Harvey Pell (รับบทโดย Lloyd Bridges) ที่เหมือนจะไม่ได้คิดจริงจังเสียเท่าไหร่, เมื่อรับรู้ว่า Miller กำลังจะกลับมา สถานภาพของเธอจึงกลายเป็นกล้ำกลืน ไม่อยากเห็นอดีตคนรักทั้งสองต้องห่ำหั่นฆ่ากันให้ตายไปข้าง จึงตัดสินใจขายทิ้งทุกสิ่งอย่าง ซื้อตั๋วรถไฟเตรียมเดินทางออกจากเมืองแห่งนี้

การแสดงของ Jurado ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ อุปสรรคเรื่องภาษาเพราะคงกำลังหัดพูด เลยไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่การแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าท่าทางถือว่ายอดเยี่ยมใช้ได้ แกร่งนอกอ่อนใน และมีความอิจฉา Amy Fowler เป็นที่สุดเลย (มองเห็นได้ในดวงตาของเธอ)

ขอพูดถึงอีกหนึ่งนักแสดง Lee Van Cleef กับผลงาน Debut เรื่องแรก จริงๆแล้วผ่าน Audition ให้มารับบท Harvey Pell แต่เพราะใบหน้าของเขาโดยเฉพาะจมูก มันยังไงก็ไม่รู้นะ ถูกขอให้ไปทำศัลยกรรม เจ้าตัวไม่ยินยอมเลยถูกเปลี่ยนบทกลายเป็น Jack Colby หนึ่งในสามนักเลงที่มารอ Frank Miller ไม่มีบทพูดสักประโยค แต่ก็มีช็อตเท่ห์ๆในฉากแรกๆของหนัง

ถ่ายภาพโดย Floyd Crosby ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกา ผู้คว้า Oscar: Best Cinematography จากเรื่อง Tabu (1931) แต่เรื่องที่ได้รับการยกย่องสูงสุดคือ High Noon กลับไม่ได้แม้แต่จะเข้าชิง

แค่ช็อตแรกที่แคปมาด้านบน ก็ทำให้ผมขนลุกขนพองกับความสวยงามของการถ่ายภาพแล้ว นั่นเพราะ Zinnemann เคยเป็นตากล้องมาก่อน จึงมีความสนใจรู้เทคนิคใน Visual ของหนังเป็นอย่างมาก ใช้การจัดวางกรอบตำแหน่งอย่างลงตัว กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวชัดเจน มุมกล้อง (ก้ม/เงย) ระดับภาพ (มีครบหมดตั้งแต่ Long Shot/Medium Shot/ Close-Up) ทุกอย่างมีความหมายนัยยะสำคัญที่สามารถครุ่นคิดตามได้ทั้งหมด

ผมมองว่าเป็นความน่าสนเท่ห์ประการหนึ่ง คือลูกกระจ๊อกทั้งสามของ Frank Miller เรามักเห็นพวกเขาในช็อตเดียวกัน คือจะได้ไม่ต้องเคลื่อนกล้องหรือตัดต่อสลับไปมาให้เห็นพวกเขาทีละคนเป็นการเสียเวลา ใช้การจัดวางตำแหน่ง องค์ประกอบภายได้อย่างเรียบง่าย สะดวก ลงตัว (ตอนหลังที่ Miller มาร่วมแจมอีกคน จาก 3 คนในช็อตเดียว ก็จะกลายเป็น 4 คน ยืนเดินเรียงหน้ากระดาน)

ช่วงแรกๆภาพของช็อตพวกเขาทั้งสาม จะเห็นจากระยะไกล Long Shot แล้วจะค่อยๆเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลา Medium-Long Shot, Medium Shot พอเหลือไม่กี่นาทีรถไฟมาถึง ก็จะระดับ Close-Up เฉพาะใบหน้า, นี่เป็นการใช้ระยะภาพสะท้อนความกระชั้นชิดของเวลาและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร (พอใกล้ถึงเวลาตอนเที่ยง จะยิ่งตื่นเต้นอดใจรอไม่ไหว)

การจัดวางตำแหน่งของตัวละครและมุมกล้อง, ในบรรดาฉากที่ Kane ไปขอความช่วยเหลือจากกลุ่มคนต่างๆ สังเกตว่าตัวเขามักยืนตำแหน่งที่ แยกออกจากฝูงชน ราวกับเป็นต่างพวก คนนอก แปลกแยก มีระยะห่างที่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ เพราะความหวั่นวิตกกลัวจะกลายเป็นภัยเข้าสู่ตัวเอง

สังเกตทิศทางของตัวละคร อย่างช็อตนี้ Kane จะยืนหันตั้งฉากกับฝูงชน นี่แปลว่าพวกเขามีความคิดเห็นที่แตกต่างไม่เหมือนกัน, มีหลายช็อตทีเดียวที่ทิศทาง การหันหน้าของตัวละครมีนัยยะสำคัญนะครับ ลองไปสังเกตดูกันเอาเองเลย

ช็อตไฮไลท์ของหนังอยู่ช่วงท้าย เมื่อรถไฟขบวนเที่ยงได้มาถึงสถานีแล้ว Kane ออกเดินจากที่ว่าการอำเภอ กล้องบนเครนค่อยๆเคลื่อนยกขึ้น มองเห็นบ้านเรือน และท้องถนนอันว่างเปล่าในมุมสูงขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงพระเอกตัวคนเดียวที่กล้าออกเดินไปสู่เส้นทางแห่งอุดมการณ์ ต่อสู้ท้าความตายกับ Miller และพรรคพวก, เส้นทางสายนี้มันช่างโดดเดี่ยวอ้างว้างเสียเหลือเกิน เห็นแล้วขนลุกขนพอง นี่หรือคือความเห็นแก่ตัว สันดานแท้จริงของมนุษย์

เกร็ด: หนังถ่ายทำที่ Iverson Movie Ranch, Los Angeles ภูเขาที่เห็นด้านหลังลิบๆ นั่นคือ Hollywood Hills (ที่มีป้าย Hollywood ตัวใหญ่ๆ แต่คงมองไม่เห็นเพราะไกลมากๆ)

เกร็ด: สังเกตค้นหากันให้ดี ทุกฉากภายในของหนังจะมีนาฬิกาปรากฎอยู่ ซึ่งจะหมุนตรงกับระยะเวลาดำเนินไปของหนังระดับนาที

หนังเรื่องนี้ Zinnemann ตั้งใจสร้างขึ้นด้วยงานภาพขาว-ดำ (เพื่อสะท้อนด้านมืด สิ่งที่ชาวเมืองแห่งนี้กลายเป็น) พยายามต่อสู้ไม่ให้เกิดการ Colorization แต่ก็ไม่สำเร็จ สำหรับคนที่ตั้งใจรับชมฉบับภาพสี แนะนำให้หาฉบับขาว-ดำ มาดูดีกว่านะครับ จะได้อรรถรสตรงความตั้งใจของผู้สร้างเป็นที่สุด

ตัดต่อโดย Elmo Williams กับ Harry W. Gerstad, ในการตัดครั้งแรกโดย Williams ได้หนังความยาว 60 นาทีเปะ (เริ่มเวลา 11:15 ถึง 12:15) แต่ทั้งโปรดิวเซอร์ Kramer และผู้กำกับ Zinnemann ไม่พึงพอใจกับผลลัพท์นี้เท่าไหร่ จึงได้ว่าจ้าง Gerstad ให้มาตัดต่อเพิ่มเติมจนได้เวลา 84-85 นาทีเปะๆ (เริ่มเวลา 10:35 ถึง 12:15)

ผมค่อนข้างทึ่งกับความเปะๆในเวลาของหนัง แต่ใช่ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปโดยไม่มีการถ่วงเวลา บางคนอาจรู้สึกรำคาญกับการเดี๋ยวก็ตัดมาให้เห็นอีกแล้ว พ่อสามหนุ่มที่กำลังรอคอยรถไฟอย่างใจจดใจจ่อ ก็เล่นมาถึงล่วงหน้ากว่าชั่วโมง ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายได้อย่างไร ซึ่งเราสามารถมองการแทรกใส่พวกเขามาเป็นระยะๆนี้ว่า คือจังหวะของการหยุดพักหายใจจากเรื่องราวปกติ และเป็นการย้ำเตือนด้วยว่า นายอำเภอ Kane กำลังเร่งแข่งกับเวลาอย่างลุ้นระทึก

หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครใดเป็นพิเศษ เพราะบางครั้งจะมีเรื่องราวเฉพาะของ Helen Ramírez, Amy Fowler และ Harvey Pell แทรกใส่เข้ามาด้วย ไม่ใช่ของ Will Kane แต่เพียงผู้เดียว แล้วยังมีพ่อสามหนุ่มที่รอคอยรถไฟอีก, ซึ่งเราสามารถพิจารณามุมมองหลักของหนัง ได้คือเมือง Hadleyville, New Mexico Territory ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเฉพาะในเมืองแห่งนี้

เพลงประกอบโดย Dimitri Tiomkin คีตกวีสัญชาติรัสเซีย อีกหนึ่งตำนานของ Hollywood เข้าชิง Oscar 22 ครั้ง คว้ามา 4 รางวัล จาก High Noon (1952) 2 รางวัล [Best Original Score, Best Original Song], The High and the Mighty (1954), The Old Man and the Sea (1958)

บทเพลงแรกของหนัง Do Not Forsake Me, My Darling หรือบางทีเรียกว่า The Ballad of High Noon แนว Country-Western แต่งคำร้องโดย Ned Washington ขับร้องโดย Tex Ritter ถือเป็นบทเพลงแรกที่ไม่ได้มาจากหนังแนว Musical แล้วคว้ารางวัล Oscar: Best Original Song (แสดงถึงความเสื่อมนิยมของยุคหนังเพลง) และในการจัดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Songs บทเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดนิยม ติดอันดับ 25 สูงเป็นอันดับ 2 ของหนัง Western เป็นรองเพียงอันดับ 23 Raindrops Keep Fallin’ on My Head จากเรื่อง Butch Cassidy and the Sundance Kid (1969)

เพลงประกอบจะได้ยินคลอตลอดแทบทั้งเรื่อง โดยจะมีลักษณะคอยชี้ชักนำพาอารมณ์ของผู้ชมให้เกิดความคล้อยตาม ขณะนี้ควรพิศวงสงสัย สนุกสนานครึกครื้น เจ็บปวดรวดร้าว ตื่นเต้นลุ้นระทึก ฯ ไม่ใช่แค่เสริมสร้างบรรยากาศให้หนัง แต่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชมให้เป็นไปตามความต้องการของผู้กำกับ

เหมือนว่าหนังจะไม่มีเสียงติก-ติก-ติก ของนาฬิกานับถอยหลัง (แบบ Dunkirk) แต่จะเป็นทำนองของเครื่องเป่า ทรัมเป็ต/ทรัมโบน/ฮาร์โมนิก้า ที่มักบรรเลงเล่นรัวๆ ลงจังหวะปูด-ปูด-ปูด นี่ก็ถือว่าเป็นการสร้างสัมผัสนับถอยหลัง ลุ้นระทึกในระดับวินาทีได้เหมือนกัน ทำให้หัวใจของผู้ชมจะค่อยๆเต้นรัวแรงขึ้น อาจจะคอยจ้องมองหานาฬิกานับถอยหลังตาม ทุกอย่างจะสิ้นสิ้นสุดเมื่อเสียงหวูดรถไฟดังขึ้น เงยหน้าขึ้นมอง TIME UP!

เมื่อเวลาพระอาทิตย์ (สัญลักษณ์ของคุณความดี) ขึ้นถึงจุดสูงสุดอยู่เหนือศีรษะ High Noon มีเพียงชายคนหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่สามารถลุกขึ้นยืนต่อสู้เพื่อความถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียพ่ายแพ้ หรือไร้ซึ่งการสนับสนุนจากผู้อยู่เบื้องหลัง, มองในมุมนี้หนังพยายามนำเสนอว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และหน้าที่คือจุดสูงสุดของเรื่องราวและชีวิตมนุษย์

เกร็ด: มีอดีตประธานาธิบดีสหรัฐถึง 3 คน ที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากในมุมมองของการต่อสู้ยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย Dwight D. Eisenhower, Ronald Reagan และ Bill Clinton รายหลังสุดเห็นว่าจัดฉายในทำเนียบขาวตลอด 2 วาระ 8 ปี ให้แขกผู้มาเยือนถึง 17 รอบ

เราสามารถมองการแต่งงานระหว่าง Will Kane กับ Amy Fowler สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างนายอำเภอ กับผู้คนทั้งหลายในเมืองแห่งนี้, หญิงสาวตกหลุมรักแต่งงานกับชายหนุ่มด้วยความยินยอมสมัครใจ เช่นกันกับประชาชนที่ให้ความเคารพนับถือนายอำเภออย่างยำเกรง แต่เมื่อเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทั้งภรรยาและทุกผู้คนต่างปฏิเสธไม่ให้การช่วยเหลือ ต้องการตัดขาดความสัมพันธ์ที่เคยมีกันมาโดยสิ้นเชิง

มีเพียงชายตาบอด (ผู้ไร้วิสัยทัศน์), เด็กหนุ่มอายุ 14 (คนรุ่นใหม่ยังไม่รู้เดียงสา) ที่ขันอาสาช่วยเหลือ แต่นั่นย่อมเหมือน ‘คบเด็กสร้างบ้าน’ ไม่มีประโยชน์อะไร

การตัดสินใจย้อนกลับมาของ Amy Fowler มองในมุมทั่วๆไปคือภรรยาเคียงข้างสามี แต่ถ้าเปรียบกับจิตใจของมนุษย์ก็คือการรู้สำนึก ใครสักคนที่สามารถจะเข้าใจคุณค่าของอุดมการณ์ชีวิต, ในเมื่อชายหนุ่มคนรักมีความยึดมั่นในหน้าที่การงานของตนอย่างสูงสุด มีหรือเขาจะแปรพักตร์เปลี่ยนแปลงความรักไปจากเธอ

ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้วกับตอนจบ พระเอกของเราจะรับรู้รสชาติของการถูกหักหลัง ทุกสิ่งอย่างที่ทำไปมันไร้ค่า ดาวที่อยู่บนฟ้า/ติดอก ชะตากรรมของมันคือตกลงดิน (ดีนะไม่ถูกเหยียบย่ำจมมิด)

ในมุมมองของนักเขียนบท Carl Foreman เหมือนจะมีความตั้งใจเปรียบให้วุฒิสมาชิก Joseph McCarthy คือ Frank Miller ชายผู้ซึ่งสมควรถูกฆ่าให้ตายแต่กลับได้รับการปล่อยตัว (จากทางเหนือ มองได้คือ Washington D.C) กำลังจ้องจะล้างแค้นเอาคืน (กลุ่มพวกคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย) แต่ไร้ซึ่งผู้กล้าจะลุกฮือขึ้นต่อต้าน, ก็ไม่เชิงว่า Foreman แทนตัวเองด้วย Will Kane คงคาดหวังถึงใครสักคนที่มีความบ้าบิ่นมากพอจะสามารถลุกขึ้นยืนต่อสู่โดยไม่มีความหวาดกลัวเกรง แม้ไร้ผู้หนุนหลังสนับสนุนเลยก็ตาม

หนังยังสามารถมองมุมมองอื่นได้อีก อาทิ การเกิด Korean War (1950 – 1953) สงครามแบ่งแยกเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ที่อเมริกาและสหประชาชาติเข้าไปก้าวก่ายสนับสนุนเกาหลีใต้ ส่วนจีนและรัสเซียให้การหนุนหลังเกาหลีเหนือ นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะนำชาวอเมริกันเข้าไปพัวพันกับการสู้รบที่ก็ไม่รู้เกิดขึ้นมุมไหนของโลก (เปรียบกับหนังก็คือ ชาวเมืองทั้งหลายให้การปฏิเสธหนุนหลังให้การช่วยเหลือนายอำเภอ ในการไปต่อสู้รบตัวตายกับศัตรูคู่อาฆาตของตนเอง) ในประเด็นนี้สามารถมองว่าคือการชวนเชื่อไม่ให้ประชาชนเข้าข้าง เห็นด้วยกับการเข้าร่วมสงครามครั้งนี้

และสำหรับผู้กำกับ Zinnemann อาจมีเรื่องที่พ่อแม่และครอบครัวถูกฆ่าสังหารโหดจาก Nazi ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมด้วย ซึ่งใจความของหนังสะท้อนการตัดสินใจบางอย่างของเขา ‘fight rather than run’ แบบตัวละคร Will Kane ที่ต่อให้ไม่มีใครสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หลงเหลือเพียงฉันคนเดียว ก็ยังจะก้าวเดินต่อสู้ด้วยลำแข้งของตนเองตราบจนวันตาย

ด้วยทุนสร้าง $730,000 เหรียญ ทำเงินในอเมริกา $3.4 ล้านเหรียญในปีแรกที่ออกฉาย รวมจนถึงปัจจุบัน $12 ล้านเหรียญ เข้าชิง Oscar 7 สาขา ได้มา 4 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Picture
– Best Director
– Best Actor (Gary Cooper) ** คว้ารางวัล
– Best Writing, Screenplay
– Best Film Editing ** คว้ารางวัล
– Best Music, Scoring of a Dramatic or Comedy Picture ** คว้ารางวัล
– Best Music, Song (Do Not Forsake Me, Oh My Darlin’) ** คว้ารางวัล

ถือเป็นปีอัปยศเลวร้ายที่สุดของงานประกาศรางวัล Oscar
– High Noon เป็นตัวเต็งหนึ่งที่จะคว้า Best Picture โดยมี The Quiet Man ของ John Ford และ Moulin Rouge ของ John Huston ตามมาติดๆ แต่กลับพลาดให้กับ The Greatest Show on Earth ของ Cecil B. DeMille ไปอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง [เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกเรียกว่า เป็นการ SNUB ครั้งร้ายแรงสุดในประวัติศาสตร์ Oscar]
– เช่นกับกับ Best Director ที่กลายเป็น John Ford คว้ารางวัลตัวที่ 4 ไปครอง มันจะมากเกินไปหรือเปล่า!
– สาขา Best Writing พลาดให้กับ The Bad and the Beautiful ด้วยเหตุผลเพราะ Carl Foreman ถูก Hollywood Blacklist
– และหนังไม่ได้เข้าชิง Best Cinematography,ฺ Black and White

ผมเคยรับชม High Noon น่าจะ 2-3 รอบแล้ว จดจำพล็อตเรื่องคร่าวๆได้ แต่เพราะความที่ไม่ใช่หนังแนว Western ประเภทหล่อเท่ห์ ดวลปืนสุดมันส์ ระเบิดตูมตาม เลยไม่ค่อยตราติดอยู่ในใจสักเท่าไหร่ จนกระทั่งรับชมครั้งนี้ถึงเริ่มเข้าใจว่ามันไม่ใช่ลักษณะปกติของแนว Western อย่างที่ผู้กำกับบอกไว้

“The story of High Noon takes place in the Old West but it is really a story about a man’s conflict of conscience.”

กลับกลายเป็นหลงใหลคลั่งไคล้ชื่นชอบหนังขึ้นมาทันที เพราะใจความที่สะท้อนจิตสำนึกมโนธรรม สันดานความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ซึ่งอยู่ในความสนใจรสนิยมส่วนตัวพอดี เลยรู้สึกพึงพอใจอิ่มหนำเป็นพิเศษ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” หลังจากรับชมหนังเรื่องนี้ หลายๆคนคงตั้งมั่น คาดคิดหวังว่าถ้าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น จะไม่มีวันหัวหดหลบซ่อน ทำตัวแบบชาวเมืองนี้เป็นแน่ ขอเลือกต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แบบ Will Kane … แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ลองครุ่นขบคิดดีๆเสียก่อน แน่ใจแล้วหรือว่าคุณจะมีความกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่ออุดมการณ์แบบนั้น ผมขอยกตัวอย่างที่อาจทำให้คุณผงะทันที กล้าหรือเปล่าที่จะขันอาสาสมัครไปสู้รบกับโจรใต้, กลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS ฯ นี่คือสถานการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง ฝั่งโน้นมีความชั่วช้าสามานย์ โหดเหี้ยมทารุณ โอกาสไปตายสูงมากๆ ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าที่ คนสติดีๆแทบไม่มีใครทั้งนั้นคิดอยากไป

สิ่งที่ผมได้รับบทเรียนจากหนังเรื่องนี้ คือการค้นพบว่า “มนุษย์ทุกคนต่างมีความเห็นแก่ตัว” ไม่ใช่แค่ชาวบ้านทั้งหลายที่ปฏิเสธยืนกรานจะไม่ให้การช่วยเหลือ แต่รวมไปถึง Will Kane ที่ถือว่าหนักกว่าใครเพื่อน ด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง คนอื่นทักท้วงตักเตือนห้ามปลามมิยอมรับฟัง นี่ไม่เรียกว่าความเห็นแก่ตัวหรอกหรือ

แต่ผมไม่ขอชี้แนะ ว่าการกระทำของ Kane นั้นถูกต้องแล้วหรือเปล่า มองเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ ระหว่าง ครอบครัวvsการงาน, เพื่อตัวเองvsเสียสละ, ชีวิตvsอุดมการณ์ ฯ ถ้าเลือกได้เพียงหนึ่งเดียว เป็นคุณจะเลือกฝั่งไหน

แนะนำกับคอหนังที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับจิตสำนึก มโนธรรม สะท้อนตัวตนของมนุษย์, พื้นหลังเป็น Western ยุค Classic, รู้จักผู้กำกับ Fred Zinnemann แฟนๆนักแสดง Gary Cooper, Grace Kelly ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับพฤติกรรมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

TAGLINE | “High Noon ของ Fred Zinnemann มี Gary Cooper คือพระอาทิตย์ขึ้นถึงจุดสูงสุดเหนือศีรษะ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

1 Comment on "High Noon (1952)"

avatar
  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] High Noon (1952)  : Fred Zinnemann ♥♥♥♥♡ […]