Honey and Clover

Honey and Clover

Honey and Clover : Anime Series ♥♥♥♥

“I’m so glad that I fell in love with you.” ชายหนุ่มผู้ไม่เคยตกหลุมรักใครมาก่อน กว่าที่ได้จะสารภาพรักครั้งนี้กับหญิงสาวที่ชอบ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ‘แต่ฉันยังดีใจที่ได้ตกหลุมรักเธอ’ เรื่องราวความรักหลายเส้า ของนักเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะ 5 คน ที่พัวพัน ซ้อนซับอย่างคาดไม่ถึง

Honey and Clover เป็นเรื่องราวความรักในหลากหลายมุมมอง รักที่สมหวัง, ไม่สมหวัง, แอบรัก, รักที่ไม่หวังผลตอนแทน ฯ จัดเป็นแนว Healing, Drama-Comedy, Slice-of-Life ที่แฝงแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ สำหรับเวอร์ชั่นที่ผมจะรีวิวนี้เป็นอนิเมะ 2 Seasons ความยาว Seasons แรก 24 ตอน และ Seasons 2 อีก 12 ตอน ดัดแปลงมาจากมังงะของ Chica Umino เห็นว่ามีเวอร์ชั่น Live-Action และ TV drama ด้วยนะครับ ใครชอบดูแบบไหน เรื่องนี้มีครบทุกแบบเลย

ผมดูอนิเมะเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้ว จำรายละเอียดได้ไม่ทั้งหมด มีอะไรผิดพลาดก็ต้องขออภัยไว้ก่อน แนะนำกันได้นะครับว่าผิดตรงไหน ที่เลือกมารีวิวในวันนี้ก็เพื่อให้เข้ากับคอลเลคชั่น Painter & Artist ซึ่ง 5 นักเรียนที่เป็นตัวละครหลักของอนิเมะเรื่องนี้ เป็นนักเรียนสายศิลปะ คนหนึ่งเก่งวาดรูป, อีกคนเก่งออกแบบ, งานไม้, ปั้นหม้อ ฯ แต่ละคนก็จะมีเรื่องราว มุมมองเป็นของตัวเอง ความรัก การเรียน การทำงาน มีนิสัยใจคอและการใช้ชีวิตที่ต่างออกไป (ลองสังเกตสีผมของทั้ง 5 ดูนะครับ แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย แต่ละสีก็แสดงถึงตัวตนบุคลิกที่ต่างกัน) จับพลัดจับผลูมาเรียนในคณะเดียวกัน หอพักเดียวกัน เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ดูแลซึ่งกันและกัน, ความสวยงามของ Honey and Clover อยู่ในระดับที่ดูแล้วอิ่มเอิบหัวใจมากๆ หวานขมปนเศร้า สำหรับคออนิเมะและนี่เป็นเรื่องที่ผมแนะนำ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แต่กับคอหนังทั่วๆไป อาจไม่ถึงขั้นนั้น ถ้ามีโอกาส หามาดูได้ก็แนะนำเลยครับ

อนิเมะ Seasons แรกกำกับโดย Ken’ichi Kasai (Major 3 ss แรก, Nodame Cantabile ss1, Bakuman) เป็นผู้กำกับที่มีผลงานใช้ได้เลยนะครับ ถนัดแนว Slice-Of-Life ที่ออกไปทางผู้ใหญ่หน่อย ไม่เน้น Moe ชอบเล่าเรื่องราวการเติบโตของตัวละคร การเปลี่ยนผ่านช่วงวัยและแฝงแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ, Seasons 2 กำกับโดย Tatsuyuki Nagai นี่ถือเป็นผลงาน Debut ของเขาเลย ผลงานเรื่องถัดมาก็ไม่ธรรมดาเลย อาทิ Toradora!, Toaru Kagaku no Railgun, Ano Hi Mita Hana no Namae o Bokutachi wa Mada Shiranai และล่าสุดก็ Mobile Suit Gundam: Iron-Blooded Orphans ผู้กำกับคนนี้ชอบเล่าเรื่องบีบน้ำตา ดราม่าจัดๆ แรงๆ มีทั้ง moe, tsundere ซึ่งถ้าเทียบกันหมัดต่อหมัดแล้ว ส่วนตัวผมชอบ Kasai ผู้กำกับของ Seasons แรกมากกว่าเยอะเลย เพราะสไตล์การเล่าเรื่องที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า (แต่ในญี่ปุ่น Nagai น่าจะดังกว่านะครับ)

J.C.Staff หนึ่งในสตูดิโออนิเมะ TOP10 ของญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 มีผลงานมาน่าจะเกิน 100 เรื่องแล้ว ในยุคแรกๆเรื่องที่ทำให้สตูดิโอนี้เป็นที่น่าจับตามองคือ Slayer, Revolutionary Girl Utena, Excel Saga แต่ช่วงต้นยุค 2000 ทำอนิเมะขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มาเอาตัวรอดได้ตอน Honey and Clover และ Shakugan no Shana หลังจากนั้นก็มีอนิเมะฮิตเฉลี่ยปีละเรื่อง อาทิ Nodame Cantabile, Toradora!, Toaru Majutsu no Index & Railgun, Bakuman ปัจจุบันถือว่าเป็นสตูดิโอที่คงเส้นคงวามากๆ ในรอบ 10 ปี ติดอันดับ 9 สตูดิโออนิเมะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด วัดจากยอดขายแผ่นเกิน 3,000 แผ่น เปอร์เซนต์ความสำเร็จที่ 43.5% อนิเมะเรื่องใหม่ๆก็ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ยอดขายโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมีกำไร นานๆถึงจะมีฮิต (ยอดขาย 10,000 แผ่นขึ้นไป) แต่ที่ฮิตติดระเบิดกับสตูดิโอนี้ผมยังไม่เห็นนะครับ (เกิน 30,0000 แผ่นขึ้นไป)

เวอร์ชั่นมังงะเขียนโดย Chika Umino ใช้ชื่อว่า HachiKuro หรือ H&C ตีพิมพ์โดย Shueisha ระหว่างมิถุนายน ปี 2000 ถึง กรกฎาคมปี 2006 ลงในนิตยสาร CUTiEcomic, Young YOU, และ Chorus รวมเล่มได้ 10 เล่ม ในปี 2003 มังงะเรื่องนี้ได้รางวัล Kodansha Manga Award สำหรับมังงะแนว Shōjo (นักอ่านวัยรุ่นหญิง) ดัดแปลงบทอนิเมะทั้ง 2 Seasonsโดย Yōsuke Kuroda (Mobile Suit Gundam 00, Excel Saga, Highschool of the Dead) เห็นว่าในตอนจบอนิเมะ Seasons 2 ในมังงะยังมีต่ออีกหน่อยนะครับ เพราะมันมีประเด็นบางอย่างยังไม่จบ ถ้าใครมีสิ่งที่รู้สึกคาใจ บางอย่างยังไม่มีคำตอบไปหาอ่านมังงะดู น่าจะพบคำตอบ

Yūta Takemoto พากย์โดย Hiroshi Kamiya (Natsume’s Book of Friends-Natsume Takashi, Bakemonogatari Series-Araragi Koyomi) ถ้าใครที่จำเสียงของ Kamiya ได้ เชื่อว่าน้อยคนจะคิดว่าเขาสามารถพากย์เด็กหนุ่มที่มีนำเสียงอ่อนโยน นิสัยละมุ่นละไมได้ เพราะบทอย่าง Izaya Orihara ใน Durarara! เสียงของเขาแหลมสูง พากย์ตัวละครที่บ้า เย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ Kamiya มักจะได้รับบทพากย์สไตล์นี้เสียส่วนมาก แต่อย่าลืมว่าเขาเคยพากย์ Natsume ใน Natsume Yūjin Chō มาด้วย คนเสียงแหลมๆเมื่อพูดเบาๆ อู้อี้อยู่ในลำคอ มันจะนุ่มลงและแสดงถึงความคิดบางอย่างที่ขัดแย้งซ่อนอยู่ในใจ

Takemoto เป็นตัวละครสีเทา (ผมสีเทา) มีคนเปรียบเขาเป็นตัวละคร Mellow ที่มีความกลมกล่อม พอดี ไม่มีอะไรโดดเด่น สีเทาเป็นสีพื้นๆหม่นๆ ไม่มีความน่าสนใจ เหมือนเป้าหมายชีวิตของ Takemoto ที่คลุมเคลือ เขาตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลาในมหาลัยเพื่อค้นหาเป้าหมายของตนเอง เรียนจบแล้วทำอะไร ใช้ชีวิตแบบไหน, Takemoto ตกหลุมรัก Hagu ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่เขาเลือกที่จะเก็บมันไว้ในใจ และปฏิบัติต่อเธอในฐานะเพื่อน เหตุที่เขาต้องเรียนซ้ำชั้น (เหตุผลหนึ่งน่าจะอยากจะจบพร้อม Hagu) ก็เพราะความขัดแย้งทางอารมณ์ของตน ที่ไม่สามารถหาคำตอบ เป้าหมายชีวิตของตัวเองได้ งานโปรเจ็คจบของ Takemoto ถือเป็นงานศิลป์ที่น่าสนใจ ถึงมันจะไม่ได้ดูสวยงามอะไรแต่แสดงถึงตัวตนของเขาได้ชัดเจน หอคอยเน้นให้มันสูงๆเข้าไว้ นั่นคือเป้าหมายที่จะต้องพาตัวเองไปให้ถึง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ใช่อัจฉริยะเป็นแค่คนธรรมดา เป็นไปได้หรือเปล่าที่จะไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้น (เหตุที่เขามองหาจุดสูงสุด ก็เพราะ Hagu สร้างบรรทัดฐานให้เขา ด้วยความที่ชอบเธอจึงรู้สึกว่า ตัวเองต้องไปให้ถึงระดับเดียวกันเท่านั้นจึงสามารถสารภาพรักกับเธอได้), ซึ่งเมื่อล้มเหลว งานศิลป์ที่แสดงออกทางใจไม่สำเร็จ มันจึงแปลสภาพแสดงออกทางกายด้วยการปั่นจักรยานไปถึงจุดสูงสุดของญี่ปุ่น (Cape Sōya) เพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริงและต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำอะไรสำเร็จได้เหมือนกับคนอื่น

คำตอบจากการเดินทางนี้ไม่ได้พบ ณ ที่จุดสูงสุด แต่เป็นสถานที่หนึ่งที่ระหว่างทาง ผมชอบคำตอบนี้ของ Takemoto มากๆนะครับ คนธรรมดา ถึงเราจะตั้งเป้าหมายที่จุดสูงสุดเอาไว้ แต่ตำแหน่งที่ดีที่สุดส่วนใหญ่มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันจะอยู่ที่ไหนสักที่ระหว่างทาง ตั้งใจหาก็จะพบ ถ้ามัวแต่มองจุดสูงสุด เมื่อไปถึงแล้วก็มักจะพบแต่ความผิดหวัง, หลังจากกลับจากการค้นหาตัวเอง Takemoto กล้าสารภาพรักกับ Hagu (เพราะเขาค้นพบตัวเองแล้ว) แต่มันสายไปแล้ว ไม่ใช่เธอไม่ชอบเขา แต่สิ่งที่เธอต้องการ กับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ไม่มีทางตรงกันได้ Takemoto ก็รู้ตัวเองว่าจุดยืนของเขาห่างจาก Hagu มากแต่ที่เขาสารภาพออกมา ก็เพื่อสามารถให้ตัวเองก้าวเดินต่อไปได้อย่างอิสระ นั่นเป็นเหตุผลให้เขาพูดว่า “I’m so glad that I fell in love with you.” เพื่อให้กำลังใจกับความล้มเหลวของตัวเอง

Hagumi Hanamoto พากย์โดย Haruka Kudō ตัวละคร Hagu อายุ 18 แต่ดูเหมือนเด็ก ป.4 (เธอตัวเตี้ยกว่าเด็กมัธยมอีก) ผมคิดว่าผู้แต่ง Chika Umino จงใจออกแบบตัวละครนี้ให้ตัวเล็กๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ เพื่อตรงข้ามกับความทะเยอทะยานของ Takemoto ที่หวังสูงแต่จริงๆเป็นแค่คนธรรมดาไม่มีพรสวรรค์อะไร, เธอเป็นคนขี้อาย ผมสีบลอนด์ เหมือนสีน้ำผึ้ง ใช่แล้วครับตัวละครนี่แหละที่แทนด้วย Honey น้ำผึ้งมีรสหวาน เป็นที่อยากต้องการของใครๆ ในอนิเมะใบ Clover ที่ความเชื่อของคนญี่ปุ่นจะใบ Clover ที่มี 4 กลีบเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี นั่นหมายถึง 4 ตัวละครหลัก ไม่นับ Hagu แต่การจะหาใบ Clover ที่มี 4 กลีบนั้นยากเหลือเกิน ส่วนใหญ่จะเจอ 5 ซึ่งเราสามารถ +1 กับตัวละคร Shūji (อาจารย์) ได้เลย, เหตุที่เธอร่างกายอ่อนแอ ป่วยบ่อยเพราะความเครียดจากความคาดหวัง ด้วยพรสวรรค์ที่หายากทำให้เธอต้องแบกรับความกดทันทุกอย่างอยู่คนเดียว Takemoto ต้องการแบ่งเบา แต่ก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ คงมีแค่ Morita ที่สามารถเข้าใจความรู้สึกของ Hagu ได้ แต่การเลือก Shūji ในตอนจบนั้น ผมรู้สึกผิดคาดทีเดียว ในบริบทของเรื่องราวก็สมควรอาจสมควรอยู่ คนที่เลือกงานมากกว่าความรู้สึกส่วนตัว (มองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าความต้องการของตน) ในกรณีของ Takemoto เพราะเขาไม่สามารถมายืนจุดเดียวกับเธอได้ ส่วน Morita มันอาจเป็นความรักจริงๆ แต่ทั้งสองมีความต่างกันสุดขั้ว ให้ใช้ชีวิตร่วมกันคงไม่ได้ หวยเลยมาลงที่ Shūji ที่ไม่ใช่ความรักแบบชายหญิง แต่เป็นเสียสละและห่วงใย

คงมีคนคิด 18+ ระหว่าง Hagu กับ Shūji อยู่นะครับ ผมจำไม่ได้ว่าอนิเมะสื่อประเด็นนี้ชัดเจนแค่ไหน แต่ความรู้สึกคือไม่น่าจะมีนะครับ เพราะมันเป็นรักแบบเสียสละให้ได้ทุกอย่างโดยไม่หวังอะไรแลกเปลี่ยน นี่ถือเป็นมุมมองความรักรูปแบบหนึ่ง ไม่หวังแม้แต่ความต้องการทางกาย เป็นรักที่บริสุทธิ์แท้จริงๆ และเชื่อว่าผู้แต่งต้องพยายามหลีกเลี่ยงประเด็น Incest ด้วย เพราะถ้าเกิดมันชัดแจ้งขนาดนั้น มังงะเรื่องนี้คงโดนด่าเละแนะๆ

Shinobu Morita พากย์โดย Yūji Ueda (Rurouni Kenshin-Sagara Sanosuke, Love Hina-Keitarō Urashima) นักเรียนปี 6 (ตอนต้นเรื่อง) อายุ 24 ผู้มีชีวิตที่แปลกประหลาด เขาทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่งานที่รับทำให้เขาต้องหายตัวไปหลายวัน เมื่อกลับมาก็จะนอนสลบไสลไป 48 ชั่วโมง มีคนเปรียบตัวละครนี้เหมือนกับ Twister ที่มีหลากหลายสีสัน นิสัยตัวละครนี้เป็นคนรักเพื่อน จริงใจ คิดอะไรทำอย่างนั้นไม่ปกปิด แรกพบกับ Hagu ก็เกิดรักครั้งแรกพร้อมๆกับ Takemoto แต่การแสดงออกของเขา หลายคนอาจคิดว่าบ้า (ผมเรียกว่าติสต์) มันคือความจริงใจล้วนๆ คิดอะไรแสดงออกมาแบบนั้น ไม่มีความชั่วร้ายแอบแฝง (อาจจะแอบมีก็เถอะ) ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป Hagu ก็สามารถเข้าใจเหตุผลของ Morita ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้อิงนิยาย ตอนที่ทั้งสองไปเดทกัน Hagu ไม่มีความสุขเลย ตอนนี้เป็นตอนที่ผมสงสาร Hagu มาก นั่นทำให้เธอโตขึ้นและเข้าใจชีวิตว่ามันไม่ง่ายเหมือนที่เธอเป็นเหมือนเจ้าหญิงอยู่, Morita เป็นคนที่ไม่มีลับลมคมใน (หลายคนอาจไม่คิดแบบนั้น) ตอนที่เขาเห็นผลงานของ Hagu ครั้งแรก จะว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อพาตัวเองไปยืนจุดเดียวกับ Hagu สิ่งที่ Morita ต่างจาก Takemoto ก็คือ หมอนี่อัจฉริยะจริง และทำได้ ตอนรับงาน 1 ปีที่อเมริกา (และได้รางวัล CGI artist อะไรสักอย่าง) นี่คือขณะที่เขาพิสูจน์ตัวเองต่อ Hagu ว่าสามารถยืนเคียงข้างกับเธอได้, ผมสีนำเงินเข้มของ Morita คือความลึกลับ สีเข้มภาษาอังกฤษคือ Dark/Bold นั้นแปลได้ถึงการกระทำที่ใจกล้าบ้าบิ่น (เหมือนอะไรต่างๆที่เขาทำให้ Hagu)

ผมชอบตัวละครนี้นะ หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไร แต่ผมรู้ตั้งแต่ครั้งแรกเลย จะทำอะไรต้องให้ถึงที่สุด ไม่เหมือนใคร และต้องแตกต่าง ที่สำคัญคือไม่ทิ้งเพื่อน (กลับมาจากทำงานทีไรต้องมีอะไรติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ) บางครั้งอาจดูเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่เพื่อนๆที่รู้จักเขาเป็นอย่างดี จะเข้าใจเหตุผลการกระทำทุกอย่าง ถ้าคุณมีเพื่อนเป็นคนแบบนี้อย่างทิ้งเขานะครับ ในอนาคตคนแบบนี้แหละที่จะสามารถช่วยคุณได้โดยไม่ปฏิเสธเลย

Takumi Mayama พากย์โดย Tomokazu Sugita (Gintama – Gintoki ,The Melancholy of Suzumiya Haruhi -Kyon) นี่เป็นอีกนักพากย์ที่ไม่คิดว่าจะพากย์เสียงตัวละครนุ่มๆได้ พากย์อย่าง Gintama นี่นะ, ชายผู้ซึ่งน่าจะดูปกติที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียน การงาน แต่หมอนี่ดันไปตกหลุมรักหญิงสาวที่ไม่ใช่ของตน แก่กว่า แถมยังแต่งงานแล้วอีกต่างหาก, ผมเชื่อว่าตัวละครนี้น่าจะมีปมบางอย่างทางครอบครัว เช่น mother complex ที่ทำให้เขาขาดความอบอุ่น และมองหาคนที่สูงวัยกว่าตน, ความรักของผู้ใหญ่แบบนี้เชื่อว่าวัยรุ่นที่ดูอาจจะจับความรู้สึกไม่ค่อยได้ เพราะมันเหมือนยังไม่ถึงวัยของตนเอง คนที่ไม่เคยรักเพื่อนร่วมงาน เจ้านายหรือคนที่แก่กว่าคงยากจะเข้าใจ เชื่อว่ามุมมองคนดูบางคนอาจคิดว่ามันไม่เหมาะสมด้วยซ้ำ ทำไมไม่รักชอบคนวัยเดียวกัน, Yamada หญิงสาวที่แสดงความรู้สึกชอบเขาอย่างออกนอกหน้า แต่ Mayama กลับไม่ตอบกลับความรักกับเธอเลย, ฉากกุ๊กกิ๊กของทั้งสองเป็นบรรยากาศที่คลาสสิคมากๆ Yamada เมาปลิ้นและ Mayama อุ้มเธอขึ้นหลังพาไปส่งที่ห้อง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น! ผมของ Mayama สีแดง คือเล่นกับไฟ (ไฟ=ราคะ), การงานของ Mayama คือนักออกแบบ Architecture สถาปัตยกรรมที่ต้องมีความมั่นคง เปรียบได้กับจิตใจที่มีความหนักแน่เหมือนภูผา นามสกุล Yama ก็แปลว่าภูเขานะครับ แต่ Mayama ไม่รู้แปลว่าอะไร

Ayumi Yamada พากย์โดย Mikako Takahashi ด้วยฉายา Tetsuji (Iron-Lady) ภายนอกที่ดูแข็งแกร่งแต่ภายในกลับเปราะบาง เหมือนกับความถนัดของเธอคือ Ceramic Arts (เครื่องปั้นดินเผา) การขึ้นรูป กายและใจต้องสื่อสารกับดินเหนียว เสร็จแล้วก็ต้องเอาไปเผาให้แข็งตัว แต่ Ceramic เป็นอะไรที่เสียหายง่าย เผลอทำตกพื้นก็แตกแล้ว ถ้าเอามาซ่อมรอยแตกร้ายก็ไม่มีวันหายไป, Yamada ตกหลุมรักกับ Mayama ทั้งอ่อย ยั่ว แต่เขาก็ไม่สนใจเลย (จิตใจมั่นคงมากๆ) รักที่แสดงออกมาแต่ไม่มีวันสมหวัง และเธอก็ยังวนเวียนอยู่กับมัน ไม่ก้าวไปไหนเพราะหวังว่าสักวัน Mayama จะมองเห็นเธอ, ชื่อ Yamada ประกอบด้วย Yama ที่แปลว่าภูเขานั่นหมายถึง ความรักของเธอต่อ Mayama ก็ยังคงเป็นเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วน da แปลว่า ทุ่งนา รวมความหมายจะแปลว่า นาบนเขา หรือเขาหัวโล้น นี่น่าจะหมายถึงจิตใจเธอนะครับ มันว่างเปล่าไม่เหลืออะไรเพราะทุ่มเทความรักให้กับ Mayama ทั้งหมดสิ้นแล้ว, ผมของเธอสีส้ม คงจงใจเปรียบเหมือนส้มจริงๆ ที่เปลือกสามารถใช้มือแกะกินได้ ข้างในก็หวานฉ่ำ แต่ถ้าตกพื้นก็เละกินไม่ได้ทันที, ในมังงะเห็นว่าเธอได้ลงเอยกับใครสักคน (ไม่รู้ว่าใครนะครับ ไปหามังงะอ่านเองนะครับ)

Harada Rika พากย์โดย Sayaka Ohara (Fairy Tail – Erza Scarlet) หญิงสาวที่มีจิตใจอ่อนแอ เธอไม่ใช่ 1 ใน 5 ตัวละครหลักแต่ที่ผมต้องพูดถึงเพราะ ถ้ามองว่าเรื่องรัก 3 เส้า จะมีอยู่ความรัก 2 ประเภทที่เกิดขึ้นคู่ขนานกัน
รักแรกพบ: Takamoto, Morita มี Hagu เป็นศูนย์กลาง (รักแบบเด็กๆ)
รักต่อเนื่อง: Yamada, Rika มี Mayama เป็นศูนย์กลาง (รับแบบผู้ใหญ่)
ตัวละคร Rika มันชัดเลยว่าถ้า Mayama ไม่ห้ามไว้ เธอจะต้องพยายามฆ่าตัวตายแน่ๆ เพราะจิตใจเธอจมอยู่กับอดีตไม่สามารถค้นหาแนวทางเพื่อก้าวเดินต่อไปได้, ผมสีดำ เป็นสีที่รวมทุกสิ่งอย่างไว้ สุขทุกข์ เศร้าโศก เหมือนหลุมดำที่ดูดกลืนทุกอย่าง เป็นหัวใจเธอที่มืดสนิท, ภายหลังถ้าผมจำไม่ผิด Rika ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เธอยังคงรักสามีเก่าอยู่ แต่ก็เริ่มเปิดใจให้กับ Mayama บ้าง ตอนจบถ้าจำไม่ผิดรู้สึกปลายเปิดไว้ ไม่เชิงบอกว่าจะลงเอยกันหรือเปล่า จบแบบนี้ดีแล้วนะครับ เพราะมันอาจจะเป็นประเด็นที่หนักเกินไปถ้าทั้งสองลงเอยกันจรีงๆ

Rika เราสามารถมองได้คือด้านมืดของ Takamoto และ Morita เป็นอีกด้านหนึ่งของ Yamada ที่ไม่ใช่แค่ตรงข้ามเรื่องนิสัยหรือแนวคิด แต่เป็นรูปลักษณ์ภายนอกและเพศด้วย ส่วนจุดศูนย์กลาง รักแรกพบเป็นรักของชาย 2 คนต่อ 1 หญิง ส่วนรักที่ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นในเรื่อง (เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว) เป็นหญิง 2 ต่อ ชาย 1, รักแรกพบนี่เริ่มและจบในซีรีย์ แต่รักต่อเนื่อง ไม่เริ่มและไม่จบ ค้างคาไว้ทุกอย่าง, ถ้าใครสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครต่างๆได้ประมาณนี้ แสดงว่าคุณสามารถทำความเข้าใจ ‘ใจความสำคัญ’ ของอนิเมะเรื่องนี้ได้แล้วนะครับ

เพลงประกอบโดย Yuzo Hayashi เอาจริงๆผมจำไม่ได้ครับว่าเพลงประกอบเป็นยังไง แอบเปิดดูตอนสองตอน ก็พบเสียงเปียโนที่คลอๆประกอบบางฉากอยู่ มีความไพเราะพอสมควร แต่ขอข้ามไปไม่วิจารณ์นะครับ ไว้วันหลังถ้าผมได้ดูอนิเมะเรื่องนี้อีกรอบ จะเข้ามาเติมเต็มส่วนนี้ให้

ต้องยอมรับว่า Opening ของอนิเมะเรื่องนี้แนวมากๆ งบหมดหรือเปล่าเนี่ย เป็นอะไรที่แปลกไม่เหมือนใครดี แต่ก็มีใจความที่สื่อถึงบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงอยู่ชัดเลยนะครับ ในบรรดาเพลง Opening/Ending ทั้งหมดของทั้ง 2 Seasons ผมเลือกของ Seasons แรกมาให้ฟัง Opening: Dramatic ร้องโดย Yuki และ Ending: Split ร้องโดย SuneoHair

จักรยานหรืออะไรที่หมุนๆ เป็นสัญลักษณที่เห็นบ่อยทั้งในเพลง OP/ED ในอนิเมะ Takamoto ก็ปั่นจักรยานไปจุดสูงสุดของญี่ปุ่น ความหมายของมันคือการวนเวียน วัฏจักรชีวิต, การที่เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าสู่จุดมุ่งหมาย ชีวิตเราไม่สามารถเดินดุ่มๆตรงไปได้เลย มันเหมือนกับล้อจักรยานมากกว่าที่ต้องวนเวียนซ้ำๆ ตื่นเช้า ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว ทำงาน กินข้าว เที่ยว เล่น กิน นอน ไม่ใช่แค่การกระทำ แนวคิดหลายๆอย่างมันก็วนเวียนซ้ำไปมาอยู่ตลอดเวลาไม่มีจบสิ้น กระนั้นการวนนี้มันต้องพร้อมๆไปกับการเคลื่อนที่ เพราะถ้าเอาแต่หมุนมันก็อยู่กับที่เท่านั้นไม่ไปไหน หมุนแล้วไปต่อ หยุดหมุนเมื่อไหร่ก็คือวันที่เราตายนั่นเอง

ตอนที่ Takamoto และ Morita พบกับ Hagu ครั้งแรก และอีกหลายๆครั้งที่ทั้งสองเกิดความประทับใจในตัวเธอ ภาพจะตัดไปที่ล้อจักรยานที่กำลังหมุน มันคือ กงล้อแห่งความรัก มันจะหมุนเร็วขึ้นหรือช้าลงหรือหยุด แทนได้ด้วยอัตราการเต้นของหัวใจ ยิ่งชอบมากยิ่งหมุนเร็ว เมื่อใดที่ทำให้เธอผิดหวังก็จะหมุนช้าลง มีครั้งหนึ่งของ Takamoto ที่ล้อหยุดหมุน เพราะเขาไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้ อย่าให้กงล้อของคุณหยุดหมุนนะครับ แบบที่ผมบอกไป หยุดหมุนเมื่อไหร่เราอาจจะถึงตายได้

ใจความของอนิเมะเรื่องนี้คือการค้นหา และการเข้าใจตัวเอง เอาจริงๆ Takamota ก็ไม่เชิงเป็นพระเอกนะครับ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเพราะเขาเป็นคนดำเนินเรื่องตั้งแต่ตอนแรกก็จะคิดว่า Takamoto เป็นพระเอกเสมอ จริงๆเป็นแค่ ‘ตัวละครนำ’ ซึ่งมีทั้งหมด 5 คนในเรื่อง จุดศูนย์กลางจริงๆน่าจะเป็น Hagu ด้วยซ้ำ, อีกเหตุผลหนึ่งเพราะ Takamoto ถือเป็นคนที่มีนิสัยธรรมดาที่สุดใน 5 คน เพราะเขาเป็น Mellow Man รสธรรมดาที่สุดทำให้ผู้ชมที่เป็นคนธรรมดาชื่นชอบและเข้าใจความรู้สึกได้มากที่สุด, Morita คนแนวติสต์จัดๆจะเข้าใจเขา ผมเข้าใจตัวละครนี้แจ่มแจ้งเลย, Mayama คนทำงานแล้ว น่าจะพอเข้าใจได้, Yamada สาวๆที่รักคนที่เขาไม่รักต่อก็จะเข้าใจเธอได้, คนที่เข้าใจยากสุดน่าจะเป็น Hagu อารมณ์อัจฉริยะ ถ้าคุณไม่ระดับ Morita ก็คงไม่เข้าใจ Hagu ได้แน่ๆ แต่ก็ไม่เชิงเข้าใจทั้งหมด เพราะโลกของเธอมันไกลมากๆ มุมหนึ่งคือเด็กสาวไร้เดียงสา อีกหนึ่งคืออัจฉริยะคนสำคัญของโลก ถึงจะไม่เข้าใจเธอก็ตกหลุมรักได้นะครับ หาในโลกจริงคงยากหน่อย น่าจะ 1 ใน แสนหรือล้านเลย

มังงะเรื่องนี้ดีมากๆ ดัดแปลงเป็นอนิเมะได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ Seasons 1 ที่มีครบทุกรสชาติ สุข เศร้า เหงา รัก ตลก-ดราม่า-โรแมนติก ทุกอย่างผสมกันอย่างลงตัว งานภาพที่ดูเป็นธรรมชาติมากๆ เน้นสีอ่อนเหมือนภาพวาด ไม่เน้นตัดเส้นเข้ม นี่ต้องชื่นชมผู้กำกับที่สามารถถ่ายทอดบรรยากาศ ความรู้สึกจากมังงะออกมาได้น่าจะไม่ผิดเพี้ยนเลย, Seasons 2 มันเหมือนขาดรสสัมผัสอะไรไปบางอย่าง เนื้อเรื่องเข้าสู่ดราม่าเต็มตัว ความขบขันลดลง โทนจริงจังมากขึ้น แต่เพื่อเติมเต็มเรื่องราวให้ครบสมบูรณ์ ดู ss1 แล้วต้องดู ss2 ต่อนะครับ, ผมจำได้ตอนดูจบ ss1 ไม่อยากดู ss2 ต่อเลย เพราะมันเจ็บปวดใจมากๆ กลัวว่า ss2 อาการจะยิ่งหนักไปกว่านี้ แต่พอดู ss2 ก็แอบผิดหวัง มันสู้ไม่ได้เลย (มารู้ตอนหลังว่าเปลี่ยนผู้กำกับ) มีช่วงท้ายๆที่โอเคหน่อย คำถามที่ลากมาตั้งแต่ ss1 ได้รับการเฉลย และตอนจบที่ประทับใจมากๆ ผมน้ำตาไหลพราก ไม่ได้โศกเศร้าแต่อิ่มเอิบไปด้วยรอยยิ้ม

ผมเห็นมังงะอีกเรื่องของ Chica Umino กำลังจะได้สร้างเป็นอนิเมะ March Comes in Like a Lion ฉายปลายปี 2016 เรื่องนี้ก็กวาดรางวัลนับไม่ถ้วน เชื่อได้ว่ามันต้องออกมาดีแน่ๆ ผมไม่พลาดชัวร์ ยังไม่คิดอ่านมังงะ รอดูอนิเมะเลย ใครเป็นแฟนของนักเขียนคนนี้ห้ามพลาด

ผมแนะนำอนิเมะเรื่องนี้กับเด็กสายศิลป์ทุกคนเลย คนติสต์ๆ โลกส่วนตัวสูง นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้นหาตัวเอง วัยรุ่น Shōnen, Shōjo เด็กมหาลัย และผู้ใหญ่ที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่นานสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องหามาดู อนิเมะเรื่องนี้อาจไม่ได้ทำให้คุณค้นพบเป้าหมายชีวิต แต่จะทำให้คุณเข้าใจ รู้สึกและมองเห็นอะไรบางอย่าง จัดเรต PG เรื่องราวบางอย่างดูผู้ใหญ่ไปเสียหน่อย เด็กๆคงดูไม่เข้าใจ

TAGLINE | “Honey and Clover น่าจะเป็นอนิเมะที่พาตัวละครไปสำรวจ ค้นหาเป้าหมายชีวิตได้สมจริงและเจ็บปวดที่สุด”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LOVE 

Leave a Reply

1 Comment on "Honey and Clover"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…]  Honey and Clover : Anime Series ♥♥♥♥ ศิลปะคือสื่อที่ใช้ค้นหาตัวเอง ผลงานแต่ละชิ้นที่สร้างขึ้นมาในอนิเมะเรื่องนี้ แสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ในใจตัวละครนั้น ไม่เพียงแค่ภาพวาด แต่รวมถึง งานปั้น, ออกแบบ, งานไม้, ดินเผา […]