I, Daniel Blake (2016)

I Daniel Blake

I, Daniel Blake (2016) British : Ken Loach ♥♥♥♥

มันอาจเป็นมุมมองข้างเดียวที่ผู้กำกับ Ken Loach ต้องการโจมตีระบบสวัสดิการ/จัดหางานรัฐ แต่เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว ใครๆก็ล่วงรับรู้ว่าเป็นเรื่องจริง เว้นเสียแค่คนทำงานใต้ระบบเท่านั้น, คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ทำไม? คนทำงานระบบราชการส่วนใหญ่ถึงไม่สามารถเทียบเท่าเอกชน ดูอย่างการให้บริการแตกต่างราวฟ้ากับเหว? คำตอบตื้นๆคือ อัตราเงินเดือน สวัสดิการสังคม ผลประโยชน์แตกต่างกันมา แต่เหตุผลลึกๆคงต้องโทษวัฒนธรรมองค์กร
– อยู่กับรัฐไม่ต้องดิ้นรนมากเท่าไหร่ แค่ทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผ่านการประเมิน อดรนทนปัจจุบันมิให้ถูกไล่ออก เพื่อความสุขสบายวัยเกษียณนอนกินบำนาญ
– ขณะที่ทำงานบริษัทจักต้องดิ้นรนแข่งขัน ตั้งเป้าหมายสูงเข้าไว้เพื่อความอยู่รอด ทำให้ปัจจุบันประสบความสำเร็จสูงสุด เพราะไม่รู้อนาคตจักเกิดอะไรขึ้น

คงถือว่าเป็นกรงกรรมของคนชนชั้นกลาง-ล่าง เพราะต้องดิ้นรนใช้ชีวิต อยู่ภายใต้การกดขี่ของผู้มีอำนาจ ชนชั้นปกครอง ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้นระบบออกแบบมาเพื่อกอบโกย กีดกัน หาช่องทางมิให้ตนเองสูญเสียผลประโยชน์ (ก็ดูอย่างการออก พรฏ. อะไรก็ไม่รู้มากมาย ล้วนเพื่อควบคุม ครอบงำ กีดกัน และรัฐได้ประโยชน์สูงสุด)

แต่ถ้ามองในมุมของรัฐ ก็ต้องยินยอมรับว่านั่นคืออุดมคติที่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมจำต้องเก็บรายละเอียดยิบย่อย มิให้หลงเหลือช่องโหว่สูญเสียรายได้ผลประโยชน์ แต่ปัญหาคือกองเงินเหล่านั้นมันไม่ได้หวนกลับสู่ประชาชนทั้งหมด หลายครั้งกลับตรงเข้ากระเป๋าตุง … ราชการ จึงกลายเป็นหน่วยงานที่มีการเล่นพรรคพวกพ้อง ซ่อนเร้นการคอรัปชั่นไว้สูงสุด!

พบเห็นการทำงานของระบบราชการใน I, Daniel Blake (2016) ชวนให้หวนระลึกถึง Ikiru (1952), Brazil (1985) ถ้ามันไม่ย่ำแย่เลวร้ายขนาดนั้น ใครไหนจะเสียเวลามาครุ่นคิดสร้างเป็นภาพยนตร์กันเล่า!


Kenneth Charles Loach (เกิดปี 1939) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Nuneaton, Warwickshire บรรพบุรุษเป็นคนงานเหมือง พ่อทำงานช่างไฟ ตัวเขาร่ำเรียนกฎหมายยัง St Peter’s College, Oxford จบออกมาสมัครทหารอากาศสังกัด Royal Air Force แต่กลับเลือกทำงานเป็นนักแสดงละครเวที ตามด้วยฝึกงานกำกับสถานีโทรทัศน์ BBC กำกับเรื่องแรก Catherine (1964) สูญหายไปแล้ว ผลงานเด่นๆช่วงนี้อาทิ Up the Junction (1965), Cathy Come Home (1966), In Two Minds (1967) ฯ หลงใหลประเด็นปัญหาสังคม สะท้อนความยากจน คนไร้บ้าน สิทธิ์แรงงาน จากนั้นมีโอกาสกำกับภาพยนตร์ Poor Cow (1967), Kes (1969), Riff-Raff (1991), The Navigators (2001), สามารถคว้ารางวัล Palme d’Or ได้ถึงสองครั้งจาก The Wind That Shakes the Barley (2006) และ I, Daniel Blake (2016)

Loach เป็นผู้กำกับที่มีมุมมองทัศนคติสุดโต่งคนหนึ่ง ชอบวิพากย์วิจารณ์ แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงถ่ายทอดความครุ่นคิดเห็นสู่เนื้อหาภาพยนตร์ ทำให้บ่อยครั้งถูกกองเซ็นเซอร์(ที่มีความหัวโบราณ/อนุรักษ์นิยม)กีดกันห้ามฉาย แต่ต้องยินยอมรับว่าคือบุคคลสำคัญแห่งวงการหนังอังกฤษ

หลังเสร็จจาก Jimmy’s Hall (2014) ก็มีกระแสข่าวลือหนาหูว่า Loach จะวางมือเลิกสร้างภาพยนตร์ แต่เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยอดีตพนักงาน DWP (Department for Work and Pensions) และ PCS (Public and Commercial Services) หวนระลึกถึงละครโทรทัศน์ที่เคยสร้าง Cathy Come Home (1966) เรื่องราวของหญิงสาว Cathy ที่ต้องสูญเสียบ้าน สามี และบุตรชาย เพราะสวัสดิการสังคมที่เชื่องช้า พึ่งพาไม่ได้

เกร็ด: Cathy Come Home (1966) ความยาว 75 นาที ฉายช่อง BBC1 มีผู้ชมถึง 12 ล้านคน (สมัยนั้นในประเทศอังกฤษถือว่าสูงมากๆ) และได้รับจัดอันดับ 2 ชาร์ท BFI: TV 100 แห่งศตวรรษ 20

ร่วมงานกับขาประจำ Paul Laverty พัฒนาเรื่องราวให้ออกมามีลักษณะตลกร้าย ‘Black Comedy’ สะท้อนมุมมองต่อระบบสวัสดิการสังคมของประเทศอังกฤษ โดยอ้างอิงจากหลายๆเรื่องจริงที่ได้รับฟังต่อกันมา

““Paul Laverty and I kept hearing these stories and passing them on to each other. Stories of people being forced to work when they’re ill. Or these stupid, arbitrary sanctions. The poverty and the ill health it causes. The government consciously making its citizens ill and suicidal. So we thought we should just explore this”.

– Ken Loach

Daniel Blake (รับบทโดย Dave Johns) ชายหม้ายวัย 59 ปี อาศัยอยู่ Newcastle หมอสั่งห้ามทำงานเพราะป่วยโรคหัวใจ แต่ระบบสวัสดิการสังคมกลับมองว่าเขาแข็งแรงดี ถ้าต้องการเบี้ยเลี้ยงสนับสนุนต้องหางานทำเท่านั้น! วันหนึ่งระหว่างรอคิวพูดคุยเจ้าหน้าที่ที่ Jobcentre พานพบเห็นแม่ลูกสอง Katie (รับบทโดย Hayley Squires) มีสภาพย่ำแย่เลวร้ายกว่าตนเสียอีก เลยเสนอหน้าเข้าไปช่วยเหลือ ให้คำแนะนำธนาคารอาหาร (Food Bank) ซ่อมแซมโน่นนี่นั่นในอพาร์ทเม้นท์ให้ ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน


นำแสดงโดย Dave Johns (เกิดปี 1955) นักแสดงตลก สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Wallsend, Newcastle โตขึ้นเริ่มทำงานก่อสร้าง วันหนึ่งเดินทางมาท่องเที่ยว London พบเห็นการแสดงตลกรู้สึกน่าสนใจ ครุ่นคิดว่าตนเองก็ทำได้ กลับบ้านไปทดลองพาร์ทไทม์ยังโรงละครท้องถิ่น ไปๆมาๆได้เล่นยัง Comedy Club กลายเป็น Stand-Up Comedy แบบเต็มตัว, ความต้องการทดลองอะไรใหม่ๆเลยมาทดสอบหน้ากล้องภาพยนตร์ และได้รับเลือกแสดงนำแจ้งเกิดโด่งดังกับ I, Daniel Blake (2016)

รับบท Daniel Blake ชายสูงวัยที่แม้สูญเสียภรรยา ป่วยโรคหัวใจ แต่ก็ยังเปี่ยมล้นด้วยพลัง ใครดีมาดีตอบ ใครร้ายมาร้ายกลับ แม้ไม่สามารถติดตามความก้าวหน้าของโลก/เทคโนโลยีได้ทัน แต่ก็ยังชื่นชอบทำสิ่งจับต้องได้ ทักษะฝีมือเรื่องงานไม้ถือว่าเป็นไม่เป็นสองรองใคร พยายามอย่างสุดกำลังตั้งใจเรียกร้องสิทธิ์เสียงที่ตนเองควรได้ แต่กลับถูกระบบสวัสดิการที่เรื่องมาก ขั้นตอนวุ่นวาย เป็นเหตุให้ท้อแท้หมดกำลังใจ

การพานพบเจอ Katie ทำให้ชีวิตที่เคยอ้างว้างค่อยๆมีประกายความหวังขึ้น พยายามช่วยเหลือแบ่งเบาภาระทุกสิ่งอย่างเป็นไปได้ ช่วงเวลาสั้นๆมีโอกาสรู้จักกัน ทำให้โลกที่เหี้ยมโหดร้าย ดูสว่างสดใสขึ้นมาสักเล็กน้อย

แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านภาพยนตร์ แต่เบื้องหลัง Stand-Up Comedy ของ Dave Jones ทำให้สามารถโต้ตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างลื่นไหล เข้าใจทิศทางตัวละคร ประกอบไดเรคชั่นผู้กำกับ Loach ที่ไม่ค่อยบอกอะไรล่วงหน้า อ่านบทเฉพาะฉากถ่ายทำ และบางครั้งสร้างสถานการณ์คาดไม่ถึง ทำให้ผลลัพท์การแสดงแลดูเป็นธรรมชาติสมจริง

“I’ve always found comics make brilliant actors. There’s an authenticity, I mean, most are working class and their humour comes from their language and their dialect, the rhythm of their words and the shared observations of things we all do and know”.

– Ken Loach พูดถึง Dave Johns

ฉากในธนาคารอาหาร (Food Bank) เห็นว่ามีเพียงนักแสดง Hayley Squires ผู้กำกับและตากล้อง รับล่วงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเมื่อเธอทรุดลงร่ำร้องไห้ นั่นสร้างความคิดไม่ถึงให้ทุกคน และ Dave Jones โดยอัตโนมัติเดินเข้าไปปลอบประโลม ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นเป็นการจัดฉาก


Hayley Squires (เกิดปี 1988) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Forest Hill, South London โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Rose Bruford College เริ่มต้นเป็นนักแสดงละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Complicit (2013), ผลงานสร้างชื่อคือ I, Daniel Blake (2016)

รับบท Katie Morgan แม่ลูกสองที่ต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก ก่อนหน้านี้เคยอาศัยอยู่ห้องเช่าเล็กๆแต่ถูกไล่ออก เลยย้ายมาอยู่ Newcastle แม้ได้บ้านหลังใหญ่ขึ้นหน่อย แต่ภาระก็มากตามเช่นกัน โชคชะตาจับพลัดพลูให้พานพบเจอ Daniel Blake ช่วยเหลือจนอะไรๆดูดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังตัดสินใจทำบางสิ่งอย่างกลายเป็นตราบาปฝังใจตนเอง

ภาพลักษณ์คุณแม่ยังสาว สีหน้าเต็มไปด้วยความรวดร้าวระทม หลายครั้งไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ทรุดลงร่ำร้องไห้คลุ้มคลั่งเสียสติแตก โดยเฉพาะฉากในธนาคารอาหาร (Food Bank) มีความตราตรึง ซาบซึ้ง คาดคิดไม่ถึง

น่าแปลกที่ฝีมือการแสดงถือว่าใช้ได้ แต่ Squires กลับไม่ค่อยได้รับโอกาสสักเท่าไหร่ มีผลงานเพียงประปรายบทสมทบ … ว่าไปก็คล้ายคลึงตัวละครนี้เลยนะ!


ถ่ายภาพโดย Robbie Ryan ตากล้องสัญชาติ Irish ที่เพิ่งร่วมงานผู้กำกับ Loach ตั้งแต่ The Angels’ Share (2012), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ American Honey (2016), The Meyerowitz Stories (2017), The Favourite (2018) ฯ

หนังปักหลักถ่ายทำทั้งเรื่องยัง Newcastle upon Tyne รวมไปถึง Benwell Grove (แทน Food Bank), John Dobson Street (ถนนที่ Daniel Blake พ่นสี) ขณะที่ตัวประกอบก็ใช้บริการคนท้องถิ่นแถวนั้น เดินผ่านไปผ่านมาจริงๆ

ลักษณะของงานภาพมอบสัมผัสคลาสสิก (ยุค 60s) กล้องจะตั้งอยู่กับที่ (บางครั้งแอบหลบซ่อนไม่ให้นักแสดงรับรู้เห็น) แล้วขยับหมุน Panning, Tilt Up ไปมาโดยรอบ ไม่มีเคลื่อนติดตาม Tracking Shot ใช้การตัดต่อสำหรับปรับเปลี่ยนมุมมองเท่านั้น

ต้นไม้เพียงกิ่งก้าน ใบร่วงหล่นโรยราลงพื้น สะท้อนความแก่ชราของ Daniel Blake ผมร่วงหล่นศีรษะล้าน ต้องคอยสวมโค้ท กางเกงยีนส์ขาวยาว เพื่อหลบซ่อนความหนาวเหน็บภายใน

กระจกในห้องน้ำ สะท้อนใบหน้า Daniel Blake ถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วน พยากรณ์ถึงจุดจบ ความตาย พร้อมกันนั้นยังได้ยินเสียง(เปิดก๊อก)น้ำไหล ชีวิตล่องลอยหายไปตามกาลเวลา

ตัดต่อโดย Jonathan Morris ขาประจำหนึ่งเดียวของผู้กำกับ Loach, ดำเนินเรื่องในมุมมองของ Daniel Blake แต่ก็มีบางครั้งสลับมา Katie Morgan เพราะชีวิตทั้งคู่ได้เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันแล้ว

หลายครั้งมักพบเห็นการ Fade-In Black และ Fade-Out Black (ต่อเนื่องกันไป) จุดประสงค์เพื่อ Time Skip ให้เวลาเคลื่อนผ่านไป อาทิ ขณะ Daniel Blake ลงทะเบียนออนไลน์ กว่าจะไล่พิมพ์คงเสียเวลา เลยทำการวูบวาบ แบบเครื่องค้าง!

สำหรับงานเพลงเกือบทั้งหมดเป็น Diegetic Music แต่จะมีบางขณะเพื่อสร้างบรรยากาศทะมึนๆ อึมครึม ซึมเศร้า หมองหม่น เสียงไวโอลินเศร้าๆ แต่งโดย George Fenton ขาประจำผู้กำกับ Loach ร่วมงานตั้งแต่ Ladybird, Ladybird (1994)

ขณะที่ Sound Effect ถือได้ว่าคือบทเพลงประกอบลักษณะหนึ่ง ทุกครั้งขณะเดินบนท้องถนน เสียงเครื่องยนต์ บีบแตร คาคลั่งไปด้วยความว้าวุ่นวาย

สำหรับบทเพลงคลาสสิกดังขึ้นจากเทป ชื่อ Sailing By (1963) ประพันธ์โดย Ronald Binge ซึ่งใช้ประกอบรายการพยากรณ์อากาศสถานีวิทยุ BBC ช่อง Radio 4

โลกและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปข้างหน้า จริงอยู่มอบความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถปรับตัวเข้าหา โดยเฉพาะผู้สูงวัยคนชรา คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ฯ มันช่างยุ่งยากสลับซับซ้อนเกินกว่าเข้าใจ

มนุษย์พยายามที่จะสร้างระบบ ขั้นตอน เพื่อให้ทุกสิ่งอย่างสามารถควบคุม ดำเนินไปตามกฎระเบียบแบบแผน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเหมาะสมต่อทุกๆสถานการณ์, สมมติเหตุการณ์ คนประสบอุบัติได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วโรงพยาบาลเรียกร้องหาบัตรประชาชน มีประกันสังคมหรือเปล่าจะได้รักษาฟรี … แบบนี้คงได้สิ้นลมตายไปก่อน ถึงค่อยถึงมือหมอ

ถ้าคุณคือคนชนชั้นกลาง-ล่าง และมีความจำเป็นต้องใช้บริการของรัฐ ประกันสังคม เบี้ยหวัดสวัสดิการ เรื่องแบบนี้คงมิอาจหลบหลีกเลี่ยงได้ จำยินยอมรับกับขั้นตอน ก้มหัวให้มันเพื่อตนเองจักได้ผ่อนหนักเป็นเบา

“I hope the film will say, ‘This is intolerable!’ I hope people will feel solidarity with the characters and, if the film works, be distressed. But I also want people to be angry at the way we are and have been lead to live. Food banks are intolerable. The whole system of sanctioning is intolerable. We can’t treat people like this”.

– Ken Loach

ในมุมมองผู้กำกับ Ken Loach สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อปลุกผู้ชม(โดยเฉพาะชาวอังกฤษ) ให้เกิดความเกรี้ยวกราดโกรธ ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อย่ามัวแต่ก้มหัวยินยอมความ ปะทุระเบิดมันออกมา เรียกร้องสิทธิเท่าเทียม ที่สุดคือเผยแพร่ในโลกโซเชียล อย่าปล่อยให้ความคอรัปชั่นกลายเป็นค่านิยม/บรรทัดฐานทางสังคม

ความสุดโต่งในแง่มุมคนชนชั้นกลาง-ล่าง ได้รับการโต้ตอบกลับโดยทันทีจากหน่วยงานรัฐ มองว่าผู้กำกับ Loach วิพากย์วิจารณ์การทำงานของ Jobcentre รุนแรงเกินไป

“This idea that everybody is out to crunch you, I think it has really hurt Jobcentre staff who don’t see themselves as that”.

– Iain Duncan Smith อดีตเลขาธิการ Department for Work and Pensions

Iain Duncan Smith คือนักการเมืองอนุรักษ์นิยมสุดโต่งคนหนึ่ง เคยแสดงความคิดเห็น ‘คนยากจนเพราะการกระทำตนเอง ที่ไม่สามารถตอบสนองมาตรฐานทางสังคม’ น่าแปลกใจที่คนแบบนี้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค … แบบเดียวกับ Donald Trump ไม่ผิดเพี้ยน

2016 ถือเป็นปีใหญ่ของประเทศในเครือสหราชอาณาจักร เพราะมีการลงประชามติ Brexit เพื่อแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สะท้อนสิ่งที่เป็นปัญหาภายในแท้จริง ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจยุโรปหรืออะไรเลย แต่คือการบริหารประเทศของรัฐบาลนี่แหละ มองข้ามไม่สนหัวประชาชนชั้นกลาง-ล่าง แค่เรื่องสวัสดิการสังคมยังเอารัดเอาเปรียบกันได้ขนาดนี้ แล้วเมื่อเกิดกำแพงเศรษฐกิจขึ้นมา แนวโน้มสูงมากที่อะไรๆจะเลวร้ายย่ำแย่ลง ปริมาณคนตกงานคงเพิ่มสูงขึ้น สิ่งข้าวของราคาแพง คุณภาพชีวิตตกต่ำลง … นี่เป็นการแฝงทัศนคติผู้กำกับ Loach อยู่กลายๆว่า ไม่เห็นด้วยกับ Brexit เลยสักนิด!

นักข่าวสัมภาษณ์ถามผู้กำกับ ถึงแนวโน้มการแก้ไขปัญหานี้ในอนาคต คำตอบช่างน่าเศร้า ‘ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรสามารถปรับเปลี่ยนแปลง’ 50 ปีก่อนที่สร้าง Cathy Come Home (1966) ปัจจุบัน I, Daniel Blake (2016) มิได้มีความผิดแผกแตกต่างจากเดิมสักเท่าไหร่ คงไม่มีประโยชน์อะไรจะจินตนาการถึงวันข้างหน้า ถ้าปัจจุบันยังเละเทะไม่มีชิ้นดีอยู่อย่างนี้

“I don’t think they will change, they have to be replaced. Whatever happens, they get more and more like themselves, more and more dug into their politics and their analysis. I mean, housing is a bigger disaster now than it was 50 years ago because the market has been left to its own devices. Speculators build where they can make most money and they’ve now got tower blocks of luxury flats in London, many of them empty.

At the same time, teachers, fire fighters and essential workers can’t live anywhere near where they work because they can’t afford the rent and it’s going up into the middle class now where families are thinking, where are my kids going to live? It’s absolutely failing”.


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้รับการยืนปรบมือนานถึง 15 นาที คว้ามาสามรางวัล
– Palme d’Or ** ขณะอายุ 79 ปี ทำให้ Ken Loach คือผู้กำกับอายุมากสุดรับรางวัลนี้ (และเป็นครั้งที่สอง)
– Palm Dog – Manitarian Award มอบให้สุนัขสามขาชื่อ Shae
– Prize of the Ecumenical Jury – Special Mention (รางวัลมนุษยธรรม)

นักวิจารณ์ค่อนข้างหัวเสียกับการประกาศรางวัล Palme d’Or ของประธานกรรมการปีนั้น George Miller เพราะคะแนนเฉลี่ย I, Daniel Blake ค่อนข้างต่ำเตี้ยเรี่ยดินเมื่อเทียบตัวเต็งอย่าง Toni Erdmann, Elle ฯ แต่ได้รับชัยชนะน่าจะเพราะเนื้อหาสะท้อนปัญหาสังคม คนสูงอายุ (Miller ขณะนั้นก็อายุย่าง 70 เลยเข้าใจหัวอกคนสูงวัยเป็นอย่างดี!)

แซว: จะว่าไป I, Daniel Blake ดำเนินตามรอย The Wind That Shakes the Barley (2006) ภาพยนตร์รางวัล Palme d’Or เรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับ Ken Loach ไม่เป็นที่ถูกใจนักวิจารณ์นัก แต่ตรงใจคณะกรรมการจนสามารถคว้าชัยชนะ

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่เห็นว่าเป็นผลงานทำเงินสูงสุดในประเทศอังกฤษของผู้กำกับ Ken Loach ที่ $4.2 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลก $15.2 ล้านเหรียญ พอจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ

ส่วนตัวแม้ไม่ค่อยชอบการนำเสนอมุมมองสุดโต่งด้านเดียว แต่ก็ยังอดหัวเราะ สะใจ แม้งตรงว่ะ! เป็น Black Comedy ที่มอบความบันเทิงรมณ์ และสอนจริยธรรมมนุษย์ได้ทรงคุณค่า

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ช่างหัวระบบราชการ! อย่าปล่อยให้ความคอรัปชั่นชั่วร้ายของผู้อื่น เข้ามากัดกร่อนบ่อนทำลายตัวเรา หันมาสร้างมิตรไมตรีจิตที่ดีต่อกัน ร่วมก้าวผ่านช่วงเวลาร้ายๆ อย่างมโนเพ้อภพว่าไม่มีใครสงสารเห็นใจ ถ้ายังมีลมหายใจย่อมสามารถหาทางดิ้นรนเอาตัวรอดได้เสมอ

จัดเรต 18+ กับคำสถบด่า กลเกมระบบราชการ และสภาพจิตใจอันสั่นคลอน

คำโปรย | Ken Loach ประกาศก้องให้รู้ว่าข้าคือ I, Daniel Blake จะไม่ยินยอมให้สภาพสังคมอันเลวร้าย เข้ามากัดกร่อนบ่อนทำลายจิตใจตนเอง
คุณภาพ | รึถึ
ส่วนตัว | ค่อนข้างชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of