Inherit the Wind (1960)

Inherit the Wind (1960)

Inherit the Wind (1960) hollywood : Stanley Kramer ♥♥♥♥

ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง! ครูวิทยาศาสตร์ถูกจับกุมข้อหาสอนทฤษฎีวิวัฒนาการ (Theory of Evolution) ของ Charles Darwin เพราะเป็นสิ่งขัดแย้งต่อกฎหมาย Butler Act ทำการปฏิเสธหนังสือปฐมกาล (Book of Genesis) รังสรรค์นิยม (Creationism) พระเจ้าสร้างจักรวาลและชีวิต ไม่ใช่วิวัฒนาการจากลิงสู่มนุษย์, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

He that troubleth his own house shall inherit the wind: and the fool shall be servant to the wise of heart.

Proverbs 11:29 จากฉบับของ King James Bible

คำแปลจากคัมภีร์ไบเบิลภาษาไทย “คนที่ทำให้ครอบครัวของตนลำบากจะรับลมเป็นมรดก และคนโง่จะเป็นคนรับใช้ของคนมีปัญญา” ก็น่าสงสัยว่าใช้ Google Translation หรืออย่างไร? ผมพยายามหาอ่านการตีความ Inherit the Wind ก่อนได้ข้อสรุปประมาณว่า “บุคคลที่สร้างปัญหาให้กับบ้านของตนเอง สุดท้ายแล้วจะไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง” คำว่าบ้านสามารถเหมารวมถึงครอบครัว เพื่อนฝูง ชุมชน องค์กร รวมถึงประเทศชาติ สถานที่ที่เราเป็นสมาชิก, ส่วนสายลมคือสัญลักษณ์ของการสูญเสีย ปลิดปลิว อากาศธาตุ

ในลิสของ AFI’s 10 Top 10 – Courtroom Drama ทีแรกผมจับจ้อง Judgment at Nuremberg (1961) โดยไม่รู้ตัวเองว่าเขียนถึงไปแล้ว บังเอิญพบว่าผกก. Stanley Kramer ยังมีอีกผลงานก่อนหน้า Inherit the Wind (1960) ที่อาจจะยอดเยี่ยมกว่า นั่นเพราะนักวิจารณ์ Roger Ebert ยกให้เป็น Great Movie

It is “Inherit the Wind” among all of Kramer’s films that seems most relevant and still generates controversy.

Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมยกเป็น Great Movie

หลายคนอาจยกย่องการโต้ถกเถียงคัมภีร์ไบเบิล vs. ทฤษฎีวิวัฒนาการ ระหว่างสองโคตรนักแสดง Fredric March vs. Spencer Tracy มีการหักเหลี่ยม เฉือนคม ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน พอถึงตอนระเบิดอารมณ์ก็ทำได้อย่างทรงพลัง สร้างความตลกขบขัน (ออกไปในทางตลกร้าย) และทำให้ผู้ชมรู้จัก ‘ครุ่นคิด’ ไม่ใช่หลับหูหลับตา เอาแต่ลุ่มหลงงมงาย

แต่อีกไฮไลท์ของหนังที่ทำให้ผมยกย่องระดับมาสเตอร์พีซ คือลีลาการกำกับของผกก. Kramer เต็มไปด้วยรายละเอียด ‘mise-en-scène’ โดยเฉพาะการเลือกทิศทาง จัดวางมุมกล้อง ตำแหน่งตัวละคร รวมถึงอากัปกิริยาต่างๆ ล้วนแฝงนัยยะซ่อนเร้น สอดคล้องเข้ากับหัวข้อการสนทนานั้นๆได้อย่างลุ่มลึกล้ำ


ต้นฉบับของ Inherit the Wind คือบทละครเวที Broadway สร้างโดย Jerome Lawrence และ Robert E. Lee ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ National Theater วันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1955 จำนวน 806 รอบการแสดง สามารถเข้าชิง Tony Award สี่สาขา คว้ามาสามรางวัล

  • Best Director (Herman Shumlin)
  • Best Performance by a Leading Actor in a Play (Paul Muni)**คว้ารางวัล
  • Best Performance by a Featured Actor in a Play (Ed Begley)**คว้ารางวัล
  • Best Scenic Design**คว้ารางวัล

เรื่องราวนำแรงบันดาลใจจากคดีความ Scopes ‘Monkey’ Trials ชื่อเต็มๆ The State of Tennessee v. John Thomas Scopes เหตุการณ์เคยเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1925 ครูวิทยาศาสตร์ John T. Scopes ถูกจับกุม ตั้งข้อหาหลังทำการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin เพราะกระทำสิ่งขัดต่อกฎหมายของรัฐ Tennessee ว่าด้วย Butler Act (1925)

CHAPTER NO. 27
House Bill No. 185
(By Mr. Butler)

AN ACT prohibiting the teaching of the Evolution Theory in all the Universities, Normals and all other public schools of Tennessee, which are supported in whole or in part by the public school funds of the State, and to provide penalties for the violations thereof.

Section 1. Be it enacted by the General Assembly of the State of Tennessee, That it shall be unlawful for any teacher in any of the Universities, Normals and all other public schools of the State which are supported in whole or in part by the public school funds of the State, to teach any theory that denies the story of the Divine Creation of man as taught in the Bible, and to teach instead that man has descended from a lower order of animals.

Section 2. Be it further enacted, That any teacher found guilty of the violation of this Act, Shall be guilty of a misdemeanor and upon conviction, shall be fined not less than One Hundred $ (100.00) Dollars nor more than Five Hundred ($ 500.00) Dollars for each offense.

Section 3. Be it further enacted, That this Act take effect from and after its passage, the public welfare requiring it.

Passed March 13, 1925

W. F. Barry,
L. D. Hill,
Speaker of the Senate

Approved March 21, 1925.
Austin Peay,
Governor.

หลังจาก Scopes ถูกจับกุมตัว บรรดาผู้สื่อข่าว นักหนังสือพิมพ์ ต่างประโคมข่าวใหญ่ระดับชาติ! จนสามารถดึงดูดสองบุคคลผู้มีชื่อเสียง เดินทางมาเป็นผู้ช่วยอัยการ-ทนายความ ประกอบด้วย

  • William Jennings Bryan อดีตผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสามสมัย อาสามาเป็นผู้ช่วยอัยการ
  • ทนายความชื่อดัง Clarence Darrow อยู่ฟากฝั่งจำเลย ได้รับการสนับสนุนจากนักข่าว Henry L. Mencken เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ Baltimore Sun และ American Mercury (และยังเป็นผู้ริเริ่มต้นเรียกคดีความนี้ว่า Monkey Trial)

การพิจารณาดำเนินขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 กรกฎาคม ค.ศ. 1925 ตรงกับช่วงฤดูร้อนระอุ ถึงขนาดว่าต้องย้ายสถานที่ออกมาภายนอกศาล แต่เห็นว่าการโต้ถกเถียงเป็นไปอย่างเอื่อยเฉื่อย น่าเบื่อหน่าย แถมฟากฝั่งจำเลยไม่ได้รับอนุญาตนักวิทยาศาสตร์ใดๆขึ้นให้การ เลยตัดสินใจเชิญผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ไบเบิล Jennings Bryan ขึ้นมาตอบคำถามด้วยตนเอง แม้ผลการตัดสิน Scopes จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ปฏิเสธจ่ายค่าปรับ $100 เหรียญ แล้วไปว่าต่อกันยังศาลฎีกา (Supreme Court of Tennessee)

เกร็ด: กฎหมาย Butler Act (1925) กว่าจะถูกยกเลิก (Repealed) ก็เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1967

สำหรับฉบับละครเวที Broadway ผู้สร้างทำการอ้างอิงถึงคดีความนี้โดยหยาบๆ คงเหตุการณ์สำคัญๆ หัวข้อถกเถียงบางประเด็น แต่รายละเอียดอื่นๆล้วนปรุงแต่งสร้างขึ้นใหม่ ด้วยจุดประสงค์ให้เกิดการโต้ถกเถียงถึง McCarthy Trials ที่พยายามปิดปากการแสดงความคิดเห็น กล่าวหาบุคคลในวงการบันเทิงที่ฝักใฝ่พรรคคอมมิวนิสต์ แถมยังขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) บีบบังคับไม่ให้ทำงาน นี่มันพฤติกรรมเผด็จการ หลงระเริงในอำนาจ

We used the teaching of evolution as a parable, a metaphor for any kind of mind control. It’s not about science versus religion. It’s about the right to think.

Jerome Lawrence

Stanley Earl Kramer (1913-2002) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish อาศัยอยู่กับมารดาทำงานอยู่สำนักงานสาขา Paramount Pictures (ที่ New York) โตขึ้นสามารถสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจ New York University สำเร็จการศึกษาตั้งแต่อายุ 19 ปี! จากนั้นทำงานเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ระหว่างนั้นก็ได้ฝึกงานสตูดิโอ 20th Century Fox ก่อนตัดสินใจย้ายสู่ Hollywood เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆจากคนตัดฟีล์ม MGM, เขียนบท/นักค้นคว้าข้อมูล Columbia Picture, Republic Picture, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกจับใบแดงส่งไป Signal Corps มีโอกาสฝึกงานกับ Frank Capra, Anatole Litvak, ภายหลังสงครามสมัครงานที่ไหนก็ไม่รับ เลยก่อตั้งสตูดิโอ Screen Plays Inc. กลายเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ Champion (1949), The Men (1950), Cyrano de Bergerac (1950), High Noon (1952), Death of a Salesman (1951), The Caine Mutiny (1954), จากนั้นเริ่มกำกับผลงาน The Defiant Ones (1958), On the Beach (1959), Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), Guess Who’s Coming to Dinner (1967) ฯ

ความสำเร็จของละคอนเวที Inherit the Wind เข้าตาผกก. Kramer จึงติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์ แล้วมอบหมายให้สองนักเขียน Nedrick Young (1914-68) และ Harold Jacob Smith (1912-70) เคยร่วมงาน The Defiant Ones (1958)**คว้ารางวัล Oscar: Best Original Screenplay

เกร็ด: Nedrick Young คือหนึ่งในบุคคลที่ถูก Hollywood Blacklist เพราะปฏิเสธขึ้นให้การกับ House Committee on Un-American Activities (HCUA) จึงต้องใช้นามปากกาปรากฎบนเครดิต Nathan E. Douglas

ในขณะที่ฉบับละครเวทีมีเพียงฉากเดียวภายในชั้นศาล ภาพยนตร์สามารถเพิ่มเติมรายละเอียดภายนอก การเดินขบวน กิจกรรมงานวัด ความสัมพันธ์ระหว่างสองทนายความ พระเอกกับแฟนสาว (รวมถึงหญิงสาวกับบิดา) และการท้าทายศาลโดยอ้างว่าไม่มีความยุติธรรม (เลยถูกสั่งปรับ $2,000 เหรียญ)


พื้นหลังช่วงทศวรรษ 20s ยังเมืองสมมติ Hillsboro, ครูวิทยาศาสตร์ Bertram Cates (รับบทโดย Dick York) ระหว่างกำลังสอนทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin ถูกจับกุมเนื่องจากกระทำสิ่งขัดต่อกฎหมาย Butler Act กลายเป็นข่าวใหญ่โด่งดังไปทั่วประเทศ ถึงขนาดทำให้อดีตผู้สมัครประธานาธิบดี Matthew Harrison Brady (รับบทโดย Fredric March) ประกาศอาสาเป็นผู้ช่วยอัยการ ได้รับการต้อนรับจากชาวเมืองอย่างล้นหลาม

ขณะที่ฟากฝั่งจำเลยได้รับการสนับสนุนจากนักหนังสือพิมพ์ E. K. Hornbeck (รับบทโดย Gene Kelly) แห่ง Baltimore Herald สามารถติดต่อทนายความ Henry Drummond (รับบทโดย Spencer Tracy) อดีตเพื่อนร่วมงาน Brady แต่เหินห่างกันมาหลายปี และคราวนี้กลายเป็นศัตรูผู้มีความคิดเห็นแตกต่างตรงกันข้าม


Spencer Bonaventure Tracy (1900-67) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Milwaukee, Wisconsin วัยเด็กเป็นคนสมาธิสั้น บิดาเลยส่งไปโรงเรียนสอนศาสนา ก่อนค้นพบความสนใจในภาพยนตร์, พออายุ 18 สมัครทหารเรือ ปลดประจำการโดยไม่เคยออกทะเลจริงสักครั้ง! จากนั้นตามคำร้องขอบิดา เข้าศึกษาเภสัชศาสตร์ Ripon College แต่เอาเวลาว่างทุ่มเทให้กับการแสดง สามารถออดิชั่นเข้าร่วม American Academy of Dramatic Arts (AADA) ย้ายไปปักหลักอยู่ New York City กลายเป็นนักแสดงขาประจำของ George M. Cohen, กระทั่งการมาถึงของหนังพูดได้เซ็นสัญญาสตูดิโอ Fox เข้าตาผู้กำกับ John Ford รับบทนำภาพยนตร์ Up the River (1930) [บทบาทแรกของ Humphrey Bogart ด้วยเช่นกัน], เริ่มเข้าตานักวิจารณ์จาก The Power and the Glory (1933), พอย้ายค่ายมา MGM ประสบความสำเร็จกับ Fury (1936), San Francisco (1936), บุคคลแรกคว้ารางวัล Oscar: Best Actor สองปีติดจาก Captains Courageous (1937) และ Boys Town (1939), ผลงานเด่นๆ อาทิ Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Woman of the Year (1942), A Guy Named Joe (1943), Adam’s Rib (1949), Father of the Bride (1950), Bad Day at Black Rock (1955), The Old Man and the Sea (1958), ช่วงบั้นปลายชีวิตกลายเป็นขาประจำ Stanley Kramer ตั้งแต่ Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), Guess Who’s Coming to Dinner (1967) ฯ

รับบท Henry Drummond (ต้นแบบคือ Clarence Darrow) ทนายความผู้เลื่องชื่อว่าไม่ได้มีความเชื่อเรื่องพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วเป็นบุคคลเอ่อล้นด้วยศรัทธา เพียงแค่ไม่ปิดกั้นความครุ่นคิดตนเอง เปิดรับแนวคิดวิวัฒนาการ ปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคสมัยใหม่ และยังสามารถวิเคราะห์ตีความสัมพันธ์ระหว่างคัมภีร์ไบเบิลกับทฤษฏีของ Charles Darwin เชื่อด้วยเหตุผล ไม่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง

แซว: ในตอนแรก Tracy บอกปัดบทบาทนี้ ผกก. Kramer เลยไปพูดคุยกับนักแสดงคนอื่น แล้วหวนกลับมาบอกว่าสามารถติดต่อ March, Kelly ฯ เลยทำให้ Tracy ยินยอมจรดปากกาเซ็นสัญญา(เป็นคนแรก) ทั้งที่จริงๆแล้วนักแสดงคนอื่นยังแค่ตอบตกลงปากเปล่าเท่านั้นเอง … นี่ถือเป็นกลยุทธ์ของผู้มีประสบการณ์ทั้งโปรดิวเซอร์และกำกับภาพยนตร์

Tracy เป็นนักแสดงที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมากๆ (Naturalism) สามารถทำทุกสิ่งอย่างให้ดูเรียบง่าย ลื่นไหล โดยเฉพาะน้ำเสียง ลีลาการพูด ขณะกล่าวสุนทรพจน์สามารถสร้างแรงดึงดูด บังเกิดอารมณ์ร่วม ฟังแล้วรู้สึกเห็นพ้องคล้อยตาม แตกต่างตรงกันข้ามอย่างชัดเจนกับ March ราวกับไม้เบื่อไม้เมา เติมเต็มกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ผกก. Kramer น่าจะเป็นบุคคลที่เข้าใจและรับรู้วิธีการใช้งาน Tracy ได้อย่างเต็มศักยภาพที่สุดแล้ว! สังเกตจากหลายๆผลงานของพวกเขา ต้องมีการโต้ตอบบทพูด หักเหลี่ยมเฉือนคม และซีเควนซ์ ‘Long Take’ รับฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ที่ดูเรียบง่าย แต่สามารถจุดประกายความคิด และบังเกิดความฮึกเหิมขึ้นภายใน (น่าจะได้แรงบันดาลใจจากตอนจบของ The Great Dictator (1940))


Fredric March ชื่อเกิด Ernest Frederick McIntyre Bickel (1897-1975) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Racine, Wisconsin สำเร็จการศึกษาจาก University of Wisconsin–Madison อาสาสมัครทหารปืนใหญ่ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งหนึ่ง จากนั้นทำงานเป็นนายธนาคาร แต่หลังจากเข้ารับผ่าตัดไส้ติ่ง ครุ่นคิดค้นมองหาเป้าหมายชีวิตใหม่ ลาออกงานเก่าเลือกเส้นทางสายการแสดง มีผลงาน Broadway ก่อนได้เซ็นสัญญากับ Paramount Pictures แจ้งเกิดกับ The Royal Family of Broadway (1930), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1932)**คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, A Star Is Born (1937), The Best Years of Our Lives (1946)**คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, Death of a Salesman (1951), Inherit the Wind (1961) ฯ

รับบท Matthew Harrison Brady (ต้นแบบคือ William Jennings Bryan) อดีตผู้สมัครประธานาธิบดีสามสมัย และถือเป็นผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ไบเบิล อาสาเข้าร่วมการพิจารณาคดีความครั้งนี้ในฐานะผู้ช่วยอัยการ (แต่มีบทบาทมากกว่าอัยการจริงๆเสียอีก) เผชิญหน้าอดีตเพื่อนร่วมงาน Henry Drummond ปฏิเสธการโอนอ่อนผ่อนปรน ยึดถือความครุ่นคิด/เชื่อมั่นศรัทธาของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่รู้ตัวทุกคำพูดกล่าวล้วนย้อนกลับมาทำลายตัวเอง

แวบแรกที่ผมพบเห็นตัวละคร บอกเลยว่าจดจำไม่ได้ว่าคือ March เพราะตัวจริงพี่แกแค่หัวเถิก ไม่ได้ล้านทรงลานบินแบบในหนัง ส่วนการแสดงชัดเจนว่าจงใจทำให้ดูหยาบโลน แข็งกระด้าง ท่าทางเคลื่อนไหวฝืนธรรมชาติ ขยับปากเหมือนมีอาการผิดปกติ(ทางระบบประสาท)บางอย่าง หน้าดำคร่ำเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา น้ำเสียงพูดจาเต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ก็ไม่รู้แค้นเคืองโกรธใครมา จนหลายครั้งไม่สามารถควบคุมตนเอง

จุดประสงค์การแสดงที่ดูฝืนๆ ผิดธรรมชาติ เทคนิคแพรวพราวของ March เพื่อให้ผู้ชมสังเกตความแตกต่างกับตัวละครของ Tracy อดีตเพื่อนรัก กลายเป็นศัตรู คู่ปรับขั้วตรงข้าม หักเหลี่ยมเฉือนคม “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ไม่มีใครยินยอมกันและกัน จนกระทั่งโดนต้อนจนมุม สันดานธาตุแท้จึงถูกเปิดเผยออกมา ไม่ยินยอมรับความจริง ลวงหลอกกระทั่งตัวตนเอง จนแทบไม่หลงเหลือใครข้างกาย ท้ายที่สุดน่าจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง ตรอมใจตาย

เกร็ด: ในหนังทำเหมือนว่าตัวละครสิ้นใจตายทันที แต่ชีวิตจริงของ William Jennings Bryan เสียชีวิตขณะนอนหลับ หัวใจล้มเหลว (Heart Attack) ห้าวันหลังการพิจารณาคดีความเสร็จสิ้น


Gene Kelly ชื่อจริง Eugene Curran Kelly (1912-96) นักเต้น/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Pittsburgh, Pennsylvania ครอบครัวมีเชื้อสาย Irish ผสม German, มารดาส่งเขาและพี่ชายไปเรียนการเต้นตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แต่ตอนนั้นไม่ได้มีความชื่นชอบสักเท่าไหร่ กระทั่งเหตุการณ์ Wall Street Crash เมื่อปี 1929 ทำให้ต้องออกจากโรงเรียน ช่วยที่บ้านทำงานหาเงิน ร่วมกับพี่ชายกลายเป็นนักเต้นล่ารางวัล, ต่อมาสามารถสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ University of Pittsburgh แล้วได้เข้าร่วมชมรมการแสดง Cap and Gown Club, พอเรียนจบทำงานเป็นครูสอน ออกแบบท่าเต้น แล้วมุ่งสู่ New York City กลายเป็นนักแสดง Broadway พอเริ่มโด่งดังก็ถูกเรียกตัวจาก Hollywood เซ็นสัญญา David O. Selznick ภาพยนตร์เรื่องแรก For Me and My Gal (1942), ประสบความสำเร็จล้นหลามกับ Cover Girl (1944), Anchors Aweigh (1945), On the Town (1949), An American in Paris (1951), Singin’ in the Rain (1952) ฯ

รับบท E. K. Hornbeck นักหนังสือพิมพ์ Baltimore Herald (ต้นแบบคือ Henry L. Mencken) ผู้มีความกระตือรือล้น สนอกสนใจคดีความ Monkey Trial ชอบพูดถ้อยคำสำบัดสำนวน ในเชิงเสียดสีถากถาง ไม่ค่อยถูกกับ Matthew Harrison Brady แต่ให้การสนับสนุน Bertram Cates และทนายความ Henry Drummond อย่างสุดความสามารถ

ในตอนแรก Kelly ไม่มีความสนใจบทบาทนี้สักเท่าไหร่ แต่พอผกก. Kramer อ้างว่าได้ติดต่อนักแสดง Tracy และ March ก็เปลี่ยนใจตอบตกลงโดยทันที! (แต่จริงๆคือยังไม่ได้พูดคุยกับใครทั้งนั้น Kelly คือคนแรกที่ตอบตกลงปากเปล่า)

แม้ว่าบทบาทของ Kelly จะเป็นเพียงตัวประกอบ โผล่มาแย่งซีนสองสามครั้ง แต่ก็ช่วยสร้างสีสันเล็กๆให้กับหนัง ด้วยใบหน้ากวนๆ รอยยิ้มชวนหมั่นไส้ ที่น่าประทับใจคือประโยคคำพูดเหน็บแนม สร้างความเจ็บแสบ เฉลียวฉลาดเกินหน้าเกินตา คอยตบมุก และสรุปสถานการณ์ … ผมชอบช่วงท้ายที่ตัวละครนี้สามารถเปิดเผยตัวตนแท้จริงของ Henry Drummond (ว่าเป็นคนเคร่งศาสนา) และรับรู้ด้วยว่าถ้าตนเองตกตายไป อย่างน้อยจะมีอีกฝ่ายมาร่วมงานศพอย่างแน่นอน!

เกร็ด: Kelly เคยให้สัมภาษณ์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการแสดงมากมายจาก March แต่ไม่ใช่กับ Tracy เพราะ “like magic … all you could do was watch and be amazed.”


ถ่ายภาพโดย Ernest Laszlo ชื่อเกิด László Ernő (1898-1984) ตากล้องสัญชาติ Hungarian-American เกิดที่ Budapest, โตขึ้นอพยพสู่สหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) หนังเงียบดังๆอย่าง Wings (1927), Hell’s Angels (1930), ได้รับเครดิตถ่ายภาพตั้งแต่ The Pace That Kills (1928), ผลงานเด่นๆ อาทิ Stalag 17 (1953), Vera Cruz (1954), Kiss Me Deadly (1955), Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), Ship of Fools (1965)**คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Fantastic Voyage (1966), Airport (1970), Logan’s Run (1976) ฯ

งานภาพของหนังอาจไม่มีเทคนิคภาพยนตร์หวือหวา แต่ตื่นตระการตาด้วยลูกเล่น ‘mise-en-scène’ โดยเฉพาะการจัดวางองค์ประกอบภาพ ทิศทางมุมกล้อง ตำแหน่งนักแสดงใกล้-ไกล เดี๋ยวนั่ง-ยืน หันหน้า-หลัง เดินไปเดินมา ยัดเยียดใบหน้ายื่นเข้ามาในเฟรม ฯ ใครสามารถขบครุ่นคิดนัยยะ ย่อมค้นพบความโคตรๆมหัศจรรย์ของหนัง

สิ่งหนึ่งที่ต้องชมคือสภาพอากาศร้อนระอุ เหงื่อไคลไหลเม็ดโป้งๆ ใครต่อใครต่างใช้พัดไม้ “Compliments Mason’s Funeral Parlor” แถมแสงไฟกระพริบ (เพราะหลอดไฟอยู่เหนือพัดลม) นั่นทำให้ผู้ชมร่วมรู้สึกลุ่มร้อนทรวงใน ทำให้บรรยากาศระหว่างพิจารณาคดีมีความเดือดพร่านยิ่งกว่าโลกันตร์ ไม่ต่างจากวันสิ้นโลก

แม้พื้นหลังเหตุการณ์จะคือ Tennessee (ในหนังจะไม่มีการระบุชื่อรัฐ) แต่สถานที่ถ่ายทำคือ Courthouse Square พื้นที่ด้านหลัง (Backlot) ของสตูดิโอ Universal Studios


เนื่องจากผมขี้เกียจลงรายละเอียด ‘mise-en-scène’ เลยจะแค่ยกตัวอย่างบางซีเควนซ์ที่ดูน่าสนใจขึ้นมาอธิบาย นี่เป็นฉากที่บิดา/บาทหลวง Jeremiah Brown สนทนากับบุตรสาว Rachel Brown (แฟนสาวของ Bertram Cates) ในขณะที่บิดายืนกรานว่าความคิดเห็นของตนเองถูกต้อง เธอพยายามพูดโน้มน้าวร้องขอให้เขาเลิกเห็นผิดเป็นชอบ

  • เมื่อตอน Rachel กลับเข้ามาในบ้าน สังเกตว่ากล้องถ่ายบิดาระยะประชิดใกล้ (Close-Up Shot) ทำให้พบเห็นใบหน้าของเขามีขนาดใหญ่กว่าบุตรสาวที่อยู่ด้านหลัง (Medium Shot) นั่นแสดงถึงการมีอำนาจ ผู้ปกครองบ้านหลังนี้
  • ระหว่างกำลังเดินกลับห้อง บิดาทักบอกว่าเตรียมอาหารอยู่บนโต๊ะ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นห่วงเป็นใย สังเกตระดับศีรษะอยู่ต่ำกว่าบุตรสาว
  • แต่พอกล่าวถึงพระเจ้าจะทำการลุกขึ้นยืน ด้วยความที่ตัวสูงกว่า ตำแหน่งศีรษะจึงอยู่เหนือกว่าบุตรสาว จากนั้นพยายามโน้มน้าว พูดคุย โต้ถกเถียง เผชิญหน้ากันและกัน
  • Rachel พยายามยืนกรานความบริสุทธิ์ของแฟนหนุ่ม บิดาก็ก้าวเดินเข้าหากล้อง หันหลังให้บุตรสาว แสดงถึงการปฏิเสธ ไม่ยินยอมรับฟัง
  • มุมกล้องสลับมาอีกด้านหนึ่งเพื่อให้พบเห็นรูปภาพมารดาผู้ล่วงลับ วางอยู่กึ่งกลางระหว่างบิดา-บุตรสาว ใช้เธอเป็นข้ออ้างว่าถ้าไม่ทำตามคำสั่งฉัน คงทำให้เธอ(มารดา)บนสรวงสวรรค์ต้องผิดหวัง
  • แทนที่บิดาจะให้ความสนใจบุตรสาวเบื้องหน้า กลับปฏิเสธรับฟัง นั่งลงคุกเข่า แล้วสวดอธิษฐานถึงพระเจ้า (มุมกล้องเงยขึ้นเห็นเพดาน)
  • และช็อตสุดท้ายของซีเควนซ์นี้ กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนมาตรงกำมือ ระหว่างการ Cross-Cutting สู่ฉากถัดไป จงใจค้างภาพเปลวไฟบนกำมือ สามารถสื่อถึงศรัทธาที่กำลังมอดไหม้ จิตใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่นวาย

ทุกสรรพสิ่งอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะบทพูดสนทนา มักมีการโต้ถกเถียง สลับสับเปลี่ยนความคิดเห็นไปมาอยู่บ่อยครั้ง ยกตัวอย่างซีเควนซ์นี้ที่กล่าวถึงวิวัฒนาการถดถอยหลัง (Devolution) มนุษย์ไม่ได้วิวัฒนาการมาจากลิง แต่เป็นลิงที่วิวัฒนาการถดถอยหลังจากการเป็นมนุษย์ … ย้อนแย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution)

Ladies and gentlemen, devolution is not a theory but a proven fact. My friends, man did not evolve from the ape, but the ape devolved from man.

แซว: ในเชิงกายภาพ/สรีระวิทยาเป็นไปได้ไหมไม่รู้ แต่ในแง่มุมพฤติกรรมแสดงออกของมนุษย์ ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้อย่างแน่นอน!

แม้ว่าทั้งสองคือเพื่อนเก่า เคยรู้จัก สนิทสนม ร่วมงานกันเมื่อหลาย(สิบ)ปีก่อน แต่ปัจจุบันทุกสิ่งสรรพสิ่งอย่างระหว่างพวกเขาล้วนแตกต่างตรงกันข้าม! รวมถึงความพยายามโยกเก้าอี้โยกไปมา ทำอย่างไรก็ไม่มีทางสอดประสาน พร้อมเพรียงกัน … การไม่สามารถโยกเก้าอี้โยกพร้อมกัน แฝงนัยยะถึงมุมมอง ทัศนคติ ความครุ่นคิดเห็นที่ขัดแย้ง แตกต่าง

ผมละขำกลิ้งตอนที่ Hornbeck พูดบอกให้ Drummond ตื่นจากความฝัน “Aw, Henry, why don’t you wake up Darwin was wrong. man’s still an ape, and his creed’s still a totem pole” ปรากฎว่าด้านหลัง Drummond เพิ่งกำลังทิ้งตัวลงนอนพักผ่อน … เห็นความสอดคล้องระหว่างคำพูดและการกระทำไหมเอ่ย นี่คือความคมคายในการเปรียบเทียบ พบเห็นได้บ่อยครั้งทีเดียว

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Drummond ฟื้นตื่นขึ้นจากความฝัน คือหลังจาก Hornbeck โยนคัมภีร์ไบเบิลให้บนเตียง ทำให้ค้นพบวิธีต่อกร แทนที่จะซักไซร้นักวิทยาศาสตร์ฟากฝั่งตนเอง ก็ใช้ผู้เชี่ยวชาญอีกฝ่าย (หรือก็คือ Harrison Brady) ลากออกมาต้อนจนมุม ให้เปิดเผยจุดอ่อนของตนเอง

โดยปกติแล้วก่อนการลงมติตัดสินคดีความ จะมีกล่าวสุนทรพจน์ของทนาย/อัยการ เพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของคณะลูกขุน แต่เหมือนหนังจงใจข้ามช่วงเวลานั้น อีกทั้งผู้พิพากษายังตัดจบหลังประกาศข้อตัดสิน นั่นทำให้ Harrison Brady ตัดสินใจยืนขึ้นพูดตามสคริปที่เตรียมมา ทั้งๆคนส่วนใหญ่ไม่มีใครรับฟัง (นอกจากตัวละครหลักๆของหนัง รวมถึงภรรยา) และพอพูดถึง “till death…” ก็ล้มพับ(น่าจะ)ตายค่าที สังเกตจากช็อต ‘God Eye’s view’ ก้มลงมาจากเบื้องบน (ให้ความรู้สึกเหมือนวิญญาณออกจากร่าง)

ตัดต่อโดย Frederic Knudtson (1906-64) สัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นเข้าวงการจากเป็นผู้ช่วยตัดต่อ What Price Hollywood? (1932), ช่วงทศวรรษ 30s-40s กลายเป็นนักตัดต่อหนังเกรดบี จนกระทั่งสร้างชื่อให้กับตนเองจาก The Window (1949), แล้วกลายเป็นขาประจำผกก. Stanley Kramer ตั้งแต่ The Defiant Ones (1958), On the Beach (1959), Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้เมืองสมมติ Hillsboro คือจุดศูนย์กลาง นำเสนอการไต่สวน พิจารณาคดีความผิดของครูวิทยาศาสตร์ Bertram Cates ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทนายความ Henry Drummond vs. อัยการและผู้ช่วย Matthew Harrison Brady

  • อารัมบท,
    • ครูวิทยาศาสตร์ Bertram Cates ถูกจับกุมข้อหาสอนทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin
    • ชาวเมือง Hillsboro จัดขบวนแห่ต้อนรับการมาถึงของ Matthew Harrison Brady
    • ตรงกันข้ามกับทนาย Henry Drummond มีเพียงนักเขียนของ Cates มารอรับหน้าโรงแรม
  • ช่วงการพิจารณาคดี
    • เริ่มต้นด้วยการเลือกลูกขุนคนสุดท้าย
    • ค่ำคืนหมาหอน การกล่าวสุนทรพจน์ของบาทหลวง Jeremiah Brown
    • ซักพยานฝั่งอัยการ นักเรียน, แฟนสาว Rachel Brown
    • แต่พอถึงคิวของจำเลยต้องการเรียกนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีวิวัฒนาการ กลับถูกสั่งห้ามจากผู้พิพากษา สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Drummond
    • ค่ำคืนที่เกือบจะสิ้นหวังของ Drummond ภายนอกมีขบวนพาเรดขับไล่
    • วันถัดมา Drummond เรียกผู้เชี่ยวชาญในคัมภีร์ไบเบิล Harrison Brady ขึ้นมาซักไซร้ ไล่ต้อนจนมุม
  • ผลการตัดสินคดีความ
    • ค่ำคืนแห่งความสิ้นหวังของ Harrison Brady
    • ประกาศผลการตัดสินของคณะลูกขุน และศาลสั่งปรับเงินเพียง $100 ดอลลาร์
    • แม้ศาลจะสั่งปิดการพิจารณาคดีเรียบร้อยแล้ว แต่ Harrison Brady กลับยังต้องการกล่าวสุนทรพจน์ ท่ามกลางความวุ่นๆวายๆ
    • ทิ้งท้ายกับการสนทนาระหว่าง Hornbeck และ Drummond

เพลงประกอบโดย Ernst Sigmund Goldner (1921-99) นักแต่งเพลงสัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Vienna บิดาเป็นนักไวโอลิน สอนบุตรให้อ่านโน๊ตเพลงก่อนเขียนตัวอักษรเป็น ร่ำเรียนเปียโน-ไวโอลินตั้งแต่อายุหกขวบ แต่งเพลงได้ตอนแปดขวด เขียนอุปรากรอายุสิบสาม ประกาศกับครอบครัวว่าโตขึ้นจะเดินทางสู่ Hollywood เพราะชื่นชอบผลงานเพลงของ Max Steiner พอดิบพอดีการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวตัดสินใจอพยพสู่สหรัฐอเมริกา แล้วได้ร่ำเรียนดนตรีกับ National Orchestra Association ทำงานแรกกำกับวง NBC Orchestra, จากนั้นมุ่งสู่ Hollywood แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก Girl of the Limberlost (1945), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Stanley Kramer ตั้งแต่กำกับวงออร์เคสตรา Not as a Stranger (1955), เขียนเพลงประกอบ The Defiant Ones (1958), Inherit the Wind (1960), Exodus (1960)**คว้ารางวัล Oscar: Best Best Scoring of a Dramatic or Comedy Picture, Judgment at Nuremberg (1961), A Child Is Waiting (1963), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), Ship of Fools (1965) ฯ

นอกจากสองบทเพลงคำร้อง Old-Time Religion และ We’ll Hang Bert Cates to a Sour Apple Tree (ขับร้องในท่วงทำนอง Battle Hymn of the Republic) งานเพลงของ Gold จะคอยแทรกแซมอยู่ตามฉากเล็กๆ เสริมเติมสร้างบรรยากาศ ในลักษณะสร้อยบทกวี จะไม่มีบทเพลงใดๆในช่วงระหว่างการพิจารณาคดีความบนชั้นศาล แค่การโต้ถกเถียงระหว่างทนายกับอัยการ ก็มีความตึงเครียด วุ่นๆวายๆ หนวกหูเกินคำบรรยาย!

(Give Me That) Old-Time Religion บทเพลงแนว Traditional Gospel ไล่ย้อนไปตั้งแต่ ค.ศ. 1873 พบเจออยู่ในรายการ Jubille Song ปัจจุบันกลายเป็นเพลงสวดพื้นฐานของ Protestant หลายๆสถานที่, เนื้อคำร้องสามารถปรับเปลี่ยนถ้อยคำไปเรื่อยๆ แต่ท่อนฮุคจะมีแค่ย่อหน้าเดียว

Give me that old-time religion
Give me that old-time religion
Give me that old-time religion
It’s good enough for me

อย่างบทเพลง We’ll Hang Bert Cates to a Sour Apple Tree ก็จะมีเนื้อคำร้องดังต่อไปนี้

We’ll hang Bertram Cates to a sour apple tree,
we’ll hang Bertram Cates to a sour apple tree,
we’ll hang Bertram Cates to a sour apple tree.
Our God is marching on!

Glory Glory Hallelujah!
Glory Glory Hallelujah!
Glory Gory Hallelujah!
His truth is marching on.

We’ll hang Henry Drummond to a sour apple tree,
we’ll hang Henry Drummond to a sour apple tree,
we’ll hang Henry Drummond to a sour apple tree,
our God is marching on.

ปล. หลายคนคงรู้สึกมักคุ้นเคยทั้งสองบทเพลงนี้มีท่วงทำนอง/เนื้อคำร้อง ละม้ายคล้าย Battle Hymn of the Republic (1861) แต่บทเพลงนี้ก็ดัดแปลงมาจาก Older Folk Hymn ชื่อว่า Say, Brothers will you Meet Us ไล่ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษ 1700s … เอาว่ามันเป็นเพลงโบราณ ทำนองเก่าแก่ ก็แค่นั้นละครับ

Inherit the Wind (1960) นำเสนอการโต้ถกเถียงระหว่างเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิล (Book of Genesis) vs. ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Theory of Evolution), พระเจ้าสร้างจักรวาลและชีวิต อ้างอิงจากรังสรรค์นิยม (Creationism) vs. มนุษย์ถือกำเนิดจากสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ เริ่มจากเซลล์เดียวแบ่งแยกหลายเซลล์ แหวกว่ายในน้ำตะเกียกตะกายขึ้นบก สัตว์เลือดเย็นกลายเป็นเลี้ยงลูกด้วยนม และท้ายสุดอันดับไพรเมต (Primate) วานรพัฒนามาสู่มนุษย์!

ถ้าคุณไม่ใช่คริสเตียน อ่านคัมภีร์ไบเบิล หรือมีความเชื่อศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้มันชัดเจนมากๆถึงความลุ่มหลง งมงาย โลกและจักรวาลถือกำเนิดใน 6-7 วัน? มีการคำนวณไว้เสร็จสรรพวันที่ 23 ตุลาคม 4004 B.C. (ก่อนคริสตกาล) เวลา 9.00 A.M. Eastern Standard Time (EST) จริงเท็จไหมไม่รู้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าขบขันเลยสักนิด!

ความเชื่อ vs. วิทยาศาสตร์ โดยปกติแล้วมันคือสิ่งแตกต่างขั้วตรงข้าม เพราะวิทยาศาสตร์ต้องการพิสูจน์ข้อเท็จ-จริง ซึ่งมักขัดย้อนแย้งกับสิ่งที่มนุษย์ยึดถือสืบต่อกันมา การสูญเสียความเชื่อศรัทธาย่อมหมายถึงรากฐานชีวิตได้พังทลายลงมา … สมมติว่าถ้ามีใครสามารถพิสูจน์พระเจ้า/สวรรค์ไม่มีจริง มนุษย์หนึ่งในสามของโลกคงตกอยู่ในความหมดสิ้นหวัง รู้สึกเหมือนถูกทรยศหักหลัง ทุกสิ่งอย่างเชื่อมั่นคงพังทลาย

ในเมื่อความเชื่ออาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสมอไป ผันแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา วิทยาศาสตร์พัฒนาก้าวหน้า ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์ เช่นนั้นแล้วทำไมเราไม่มองหาศาสนาที่สอนให้เรารู้จักขบครุ่นคิด ท้าพิสูจน์สิ่งต่างๆ ค้นหาสัจธรรมชีวิตด้วยตนเราเอง? พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนไว้ว่า

  1. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ได้ยินได้ฟังมา
  2. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณ
  3. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า กำลังล่ำลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน
  4. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า มีบันทึกไว้ในตำรา
  5. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า คาดเดาตามสามัญสำนึก
  6. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า คาดคะเนตามเหตุที่แวดล้อม
  7. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า การตรึกตรองตามหลักเหตุผล
  8. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า เข้ากันได้กับความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว
  9. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ผู้พูดนั้นดูภายนอกมีความน่าเชื่อถือ
  10. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ผู้พูดนี้คือครูอาจารย์ที่เรานับถือ

ประเด็นจริงๆของหนัง ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเห็นพ้องมองต่าง เชื่อหรือเสื่อมศรัทธาศาสนา แต่คือการได้ ‘ครุ่นคิด’ พูดคุย โต้ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มีสติปัญญาล้ำเลิศ สามารถวิเคราะห์-สังเคราะห์ แยกแยะถูก-ผิด ถ้าเรามัวเอาแต่ก้มหัวศิโรราบ ยินยอมทำตามคำสั่งผู้อื่น ยึดถือปฏิบัติตามหนังสือเล่มหนึ่ง สุดท้ายแล้วเซลล์สมองก็จะค่อยๆเสื่อมสภาพ (เพราะไม่ได้ใช้งาน) วิวัฒนาการถดถอยหลัง (Devolution หรือ De-Evolution) สักวันมนุษย์อาจหวนกลับไปเป็นลิง!

The spirit of the trial lives on, because the real issues of that trial were man’s right to think and man’s right to teach…the real theme of Inherit the Wind.

Stanley Kramer

แม้การถกเถียงจะเป็นประเด็นความเชื่อ vs. วิทยาศาสตร์ แต่เราสามารถตีความเหมารวมได้ครอบจักรวาล โดยความตั้งใจของผู้สร้างทั้งฉบับละครเวทีและภาพยนตร์ ต้องการพาดพิงถึง McCarthy Trials ในช่วงต้นทศวรรษ 50s ที่พยายามปิดปากการแสดงความคิดเห็น กล่าวหาบุคคลในวงการบันเทิงที่ฝักใฝ่พรรคคอมมิวนิสต์ แถมยังขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) บีบบังคับไม่ให้ทำงาน นี่มันพฤติกรรมเผด็จการ หลงระเริงในอำนาจ

ชื่อหนัง Inherit the Wind มองในมุมศาสนา คงครุ่นคิดเห็นว่าการเรียนการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการ เปรียบเสมือนการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน บ่อนทำลายความเชื่อศรัทธา จุดเริ่มต้นสายลมแห่งการทำลายล้าง พัดพาทุกสรรพสิ่งอย่างราบเรียบเป็นหน้ากลอง

แต่ในมุมวิทยาศาสตร์ บุคคลที่จะกลายเป็นสายลมแห่งการทำลายล้างก็คือ Matthew Harrison Brady ผู้มีความเชื่อมั่นศรัทธาศาสนาอย่างแรงกล้าจนเกินไป ไม่รู้จักประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนปรน สุดท้ายแล้วทุกคำพูด-การแสดงออก ล้วนหวนกลับมาย้อนแย้ง ทำลายตนเอง ประชาชนหมดสูญสิ้นศรัทธา

คนที่สามารถยินยอมรับ ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่าง Henry Drummond ตอนจบถือทั้งคัมภีร์ไบเบิล (ปกสีดำ) และหนังสือวิวัฒนาการของ Charles Darwin (ปกสีขาว) ไม่เพียงสามารถเอาตัวรอดในโลกยุคสมัยใหม่ แต่ยังอาจทำให้ค้นพบบางสิ่งอย่างยิ่งใหญ่เหนือไปกว่านั้น … อะไรก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Berlin เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม แม้พ่าย Golden Bear ให้กับ El Lazarillo de Tormes (1959) แต่ยังสามารถคว้ามาสองรางวัล

  • Best Actor (Fredric March)
  • Best Feature Film Suitable for Young People

ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ น่าเสียดายทำเงินได้แค่ $1.7 ล้านเหรียญ ถือว่าขาดทุนย่อยยับ แต่ยังดีที่ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar และ Golden Globe หลายสาขา

  • Academy Award
    • Best Actor (Spencer Tracy)
    • Best Adapted Screenplay
    • Best Cinematography, Black-and-White
    • Best Film Editing
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Actor – Drama (Spencer Tracy)

แซว: การถูก SNUB ของผกก. Kramer ยังไม่เทียบเท่า Fredric March ทั้งๆคว้ารางวัลจากเทศกาลหนัง Berlin กลับถูกมองข้ามซะงั้น! ผมคาดเดาว่าผู้ชมชาวอเมริกันอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือ แบบเดียวกับที่ชาวเมือง(ในหนัง)หมดสูญศรัทธากับตัวละคร … ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงนี่บัดซบมากเลยนะ!

ปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่มีการสแกนฟีล์มใหม่เมื่อปี ค.ศ. 2018 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray ของค่าย Kino Lorber และ Eureka Entertainment คุณภาพถือว่าใช้ พบเห็นริ้วรอยขีดข่วนบ้างประปราย น่าเสียดายไม่มีขอแถมอะไร

ส่วนตัวมีความเพลิดเพลินกับ ‘mise-en-scène’ และการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างสองโคตรนักแสดง Fredric March vs. Spencer Tracy พร้อมเผชิญหน้า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่ผมรู้สึกว่า March ค่อนข้างจะโดดเด่นกว่ามาก มีความสุดเหวี่ยง คลุ้มบ้าคลั่ง คงเพราะบริบทสังคมยุคสมัยนั้น ทนายความคนดี Tracy เลยได้คะแนนโหวตจากผู้ชมมากกว่า

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงคุณไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่ภาพยนตร์เรื่องจักเสี้ยมสอนให้รู้จักการ ‘ครุ่นคิด’ อย่าเอาแต่หลงเชื่อ โง่งมงาย จนกลายเป็นควาย (ผมละไม่อยากใช้การเปรียบเทียบนี้สักเท่าไหร่) พยายามค้นหาคำตอบ ขบไขปริศนาชีวิต ค้นพบสัจธรรมความจริงด้วยตัวเราเอง

จัดเรต 15+ กับการถกเถียงคัมภีร์ไบเบิล vs. ทฤษฎีวิวัฒนาการ

คำโปรย | Inherit the Wind ถ้าการครุ่นคิดเป็นสิ่งผิด มนุษยชาติจะไม่หลงเหลืออะไรนอกจากสายลมพัดพานผ่าน
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ถกเถียง


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)