Jackie (2016)

Jackie

Jackie (2016) hollywood : Pablo Larraín ♥♥♥

เรื่องราวการลอบสังหารปธน. John F. Kennedy เล่าในมุมมองของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง Jacqueline ‘Jackie’ Kennedy ในสภาวะที่ต้องรับมือกับความช็อคโดยทันที (Emotional Shock) เธอจะรับมือกับสถานการณ์ลักษณะนี้เช่นไร, Natalie Portman พิสูจน์ตัวเองได้อีกครั้งว่าเป็นนักแสดงมากฝีมือ แต่ผู้กำกับลีลาเยอะไปหน่อย ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

สิ่งที่ผมรำคาญสุดในหนังเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องแบบตามใจฉันของผู้กำกับ ตัดแปะเรื่องราวใส่ตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อย ใช้เทคนิคการตัดต่อเพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้กับหนัง จริงอยู่มันไม่ได้มั่วซั่ว ความตั้งใจคือเล่าทีละประเด็นเปรียบเทียบให้เห็นจาก ก่อนหน้าลอบสังหาร–ช่วงเวลา 3-4 วันขณะรอบสังหาร–หนึ่งสัปดาห์หลังจากทุกสิ่งอย่างจบลง ทั้งสามช่วงตัดสลับสะท้อนไปมาอย่างคล้องจองกัน แต่นี่เป็นการสร้างกรอบการรับรู้ให้ผู้ชมมากเกินไป ต้องรับรู้/มองเห็น/เข้าใจ ในแบบที่ผู้กำกับคิดนำเสนอเท่านั้น

Pablo Larraín คือใครกัน? ผู้สร้างหนังชาว Chilean มีผลงานดังคือ No (2012) ที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film Oscar เรื่องราวการเมืองของประเทศชิลี ในการโหวตของประชาชนเมื่อปี 1988 ว่าจะเอาผู้นำเผด็จการ Augusto Pinochet อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศอีก 8 ปีหรือไม่ … แน่นอนคำตอบคือชื่อหนัง No

ล่าสุดมีผลงานในปีเดียวกันกับเรื่องนี้ สร้างเสร็จอีกเรื่องหนึ่ง Neruda (2016) ที่ได้เข้าชิง Golden Globe: Best Foreign Language Film เรื่องราวชีวิตของ Senator Pablo Neruda ที่ไปวิพากย์วิจารณ์ ปธน. Gabriel González Videla ของประเทศชิลี เรื่องความรุนแรงในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เป็นเหตุให้ถูกไล่ล่า หนีหัวซุกหัวซุน และถูกจับกุมคุมขัง

จะเห็นว่าแนวถนัดของผู้กำกับ Pablo Larraín คือเรื่องเกี่ยวกับการเมือง, ผู้นำประเทศ ฯ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม สำหรับหนังที่เกี่ยวกับการลอบสังหารปธน. John F. Kennedy แต่ Larraín เป็นชาวชิลี ไม่ใช่คนอเมริกัน นี่จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมหรือเปล่า?

Noah Oppenheim นักเขียนรางวัล Emmy (เขียนบทภาพยนตร์โทรทัศน์) มีความสนใจสร้าง miniseries ให้กับ HBO เรื่องราว 4 วันหลังจาก John F. Kennedy ถูกลอบสังหาร และสิ่งที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง Jacqueline Kennedy ต้องเผชิญรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้, เดือนเมษายน 2010 มีการประกาศว่า Darren Aronofsky จะเป็นผู้กำกับ (เปลี่ยนมาทำเป็นภาพยนตร์แทน) ได้นักแสดงนำคือ Rachel Weisz แต่ไม่นานนักทั้งสองก็ถอนตัวออกไป (เพราะ Aronofsky หย่ากับ Weisz เสียก่อน โปรเจคนี้เลยล่ม), Natalie Portman ได้รับการติดต่อตั้งแต่เดือนกันยายน 2012 ซึ่งเธอตอบตกลงไปแล้ว แต่ขณะนั้นยังไม่มีผู้กำกับ ทำให้โปรเจคล่าช้ามาถึงปี 2015 เมื่อ Aronofsky กลับมาสนใจอีกครั้งในฐานะโปรดิวเซอร์

Aronofsky ได้พบกับ Pablo Larraín ในเทศกาลหนังเมือง Berlin ปี 2015 ชักชวนให้มาเป็นผู้กำกับโปรเจคนี้, ตอนแรก Larraín เกิดความลังเลเล็กน้อย เพราะตนเองไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ลอบสังหารปธน. John F. Kennedy แต่หลังจากพูดคุยกันสักพัก เกิดความสนใจในตัว Jacqueline Kennedy มองว่า ชีวิตเธอตั้งแต่วินาทีที่สามีเสียชีวิต เรื่องราวเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่น่าสนใจ ‘ rage, curiosity, and love’ ที่สามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ดี จึงยอมตกลงที่จะเป็นผู้กำกับ

นำแสดงโดย Natalie Portman หลังจากได้ Oscar ตัวแรกจากหนังเรื่อง Black Swan (2010) ถ้าไม่นับ Thor ทั้งสองภาค ก็ยังไม่มีบทบาทไหนที่ได้รับการพูดถึงอีก นี่มักเป็นชะตากรรมของนักแสดงที่เพิ่งได้ Oscar คือจะเพลาๆการแสดงอยู่หลายปี (คงเพราะ Oscar คือจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว) จนกว่าจะสามารถหาบทบาทที่น่าสนใจ ถึงจะกลับมาอยู่ในกระแสหลักอีกครั้ง

รับบท Jacqueline Kennedy (1929-1994) ชื่อเดิมคือ Jacqueline Lee Bouvier เกิดที่ Southampton, New York เติบโตขึ้นที่ Manhattan เรียนจบ Bachelor of Arts เอกวรรณกรรมฝรั่งเศส ที่ George Washington University ต่อมาเป็นตากล้องฝึกงานกับ Washington Times-Herald

Jacqueline ได้พบกับ John F. Kennedy ในงานเลี้ยงปาร์ตี้แห่งหนึ่งเมื่อปี 1952 หลังจากเขาได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองแต่งงานกัน มีลูกทั้งหมด 4 คน (คนหนึ่งแท้ง, อีกคนหนึ่งคลอดไม่นานก็เสียชีวิต), หลังจาก Kennedy ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 35 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 1961 เธอจึงได้กลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง (First Lady) มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ของทำเนียบขาว ด้วยการทำรายการ A Tour of the White House (1962) ออกอากาศเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1962 ที่ช่อง CBS และ NBC ในอเมริกาคาดการณ์ว่ามีผู้ชมถึง 56 ล้านคน รวมทั่วโลกกว่า 80 ล้านคน จน Academy of Television Arts & Sciences ได้มอบรางวัล Trustees Award ในงานประกาศรางวัล Emmy Awards เมื่อปี 1962

ในปี 1962 Mrs. Kennedy ได้รับการโหวตจากผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีของโลก ให้ติด 1 ใน 10 สตรีที่แต่งกายดีที่สุดในโลก (ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ของประเทศไทยก็ทรงติดอันดับด้วย)

วันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 ระหว่างที่ Jacqueline และ JFK. นั่งรถเปิดประทุน เข้าสู่เมือง Dallas, Texas เพื่อเตรียมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยหน้า เสียงปืนดังลั่น Lee Harvey Oswald ใช้ปืนไรเฟิล (Carcano M91/38) ซุ่มยิง John F. Kennedy 3 นัด มีกระสุนหนึ่งเจาะทะลุเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

ในการเตรียมตัวรับบทนี้ Portman ศึกษาดูรายการ A Tour of the White House หลายสิบรอบ, อ่านหนังสือ บทสัมภาษณ์ สารคดี ฯ ศึกษาท่าทาง จังหวะการเคลื่อนไหว คำพูด รวมทั้งยังได้ไปเรียนการออกสำเนียง ให้ใกล้เคียงกับตัวจริงของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งมากที่สุด, ซึ่งระหว่างการเตรียมตัวนี้ ทำให้ Portman รับรู้ว่า Jackie เป็นคนที่มี 2 บุคคลิกแตกต่างกัน
ในที่สาธารณะ: น้ำเสียงของเธอจะนุ่มนวล อ่อนหวาน เหมือนสุภาพสตรี
แต่ถ้าเป็นที่บ้าน/กับคนในครอบครัว: น้ำเสียงจะมีความแข็งกระด้าง ลุ่มลึกหนักแน่น เหมือนสาวห้าวจอมแก่น

ขณะที่ JFK ถูกยิงเสียชีวิต มีกล้องที่สามารถจับภาพวินาทีนั้นไว้ได้ สิ่งที่ Jacqueline ทำก็คือ ปีนไปหลังรถเพื่อหยิบเศษกระโหลกศีรษะของสามี, คงไม่มีใครในโลกสามารถอธิบายเหตุผลการกระทำของเธอในวินาทีนั้นได้แน่ นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Emotional Shock ความตกใจที่เป็นเหตุให้กระทำบางสิ่งอย่างโดยไม่รู้ตัวเอง ร่างกายเคลื่อนไหวด้วยสัญชาติญาณ มันไม่มีทางที่คนทั่วไปจะสามารถรับรู้ หรือคิดทำอะไรด้วยเหตุผลในวินาทีนั้นได้แน่นอน มันจึงไม่ใช่การสมควรอะไรเลยที่จะไปวิพากย์วิจารณ์การกระทำของเธอ

กับหนังเรื่องนี้ ณ จุดแห่งความเป็นความตายที่ผมว่ามา ไม่ถือว่าเป็นไฮไลท์เสียเท่าไหร่ เพราะหนังสนใจกับเรื่องราวหลังจากเหตุการณ์นั้นมากกว่า การรับมือ แสดงออกทางจิตวิทยาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ในช่วง 3-4 ชั่วโมงแรก: ต้องเริ่มจากภายในจิตใจตนเอง
จากนั้น 1-4 วันต่อมา: กับผู้คนรอบข้างและคนทั่วไปในสังคม

ไฮไลท์การแสดงของ Portman คือช่วงเวลาขณะที่เธอมองกระจกส่องดูตัวเอง ทั้งก่อนและหลัง (บนเครื่องบิน Air Force One) นั่นคือการสื่อสารแสดงออกทางอารมณ์ที่อยู่ภายใน วิธีที่จะทำความเข้าใจคือคุณต้องจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ (ดังสำนวนที่ว่า ‘ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ’) มันจะมีแสงหรืออะไรบางอย่างในนั้นที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถวิเคราะห์แทนได้ด้วยอะไรบางอย่าง

ผมแคปภาพนี้มาให้สังเกตกันเลย นี่เป็นช็อตหลัง JFK เสียชีวิต, ในดวงตาของ Jackie จะมีแสงไฟเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ตรงกลางเป็นสีดำสนิท เปรียบได้กับจิตใจที่มืดมิดสิ้นหวัง (หรือประตูที่ปิดสนิท) ห้อมล้อมไปด้วยแสงสว่างจากผู้คนรอบข้าง/สังคม ที่จับจ้องเฝ้ามองเธออยู่

ผมไม่รู้สึกว่าตัวจริงของ Jackie เป็นผู้หญิงที่สวยนะ แต่เธอแต่งตัวได้เข้ากับตัวเองมาก ดู Chic มีสไตล์ อย่างสูทสีชมพูตัวโปรดของเธอ เห็นมีต้นแบบมาจากชุดของแบรนด์ CHANNEL แต่เพราะไม่อยากใส่เสื้อผ้าของดีไซเนอร์ชาวต่างชาติ (เคยถูกวิพากย์วิจารณ์ว่าทำไมถึงไม่ใช่ชุดที่ตัดจากแบรนด์ภายในของประเทศ) เธอจึงได้ขอให้ Chez Ninon นักออกแบบแฟชั่นชาว New York ลอกเลียนแบบทุกกระเบียดนิ้วให้กับเธอ, ซึ่งในวันสุดท้ายของ JFK ได้ขอให้เธอสวมใส่ชุดนี้ไปที่ Dallas เพราะเป็นหนึ่งในชุดที่เขาชื่นชอบมากที่สุด

เกร็ด: ชุดสีชมพูเปื้อนเลือดของ Jackie ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในตู้นิรภัยนอกเมือง Washington แต่หมวกเห็นว่าปลิวหายไปแล้วตั้งแต่วันนั้น

Jacqueline Kennedy ถือว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในสมัยนั้น แม้จะไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการบริหารประเทศของสามี แต่เบื้องหลังในทำเนียบขาว ถือว่าเป็นคนที่ควบคุมทุกอย่างได้อยู่หมัด มีความคล่องตัวในการจัดการและรสนิยมที่ค่อนข้างไฮโซ ทำให้ทุกอย่างออกมาดูเนียบแทบจะสมบูรณ์แบบ นี่คงเป็นสิ่งที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เด็กๆ โดยพ่อที่เลี้ยงดูแบบเอาแต่ใจ, นั่นทำให้การเสียชีวิตของสามี เธอจึงเหมือนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง กล้าที่จะเรียกร้องสิทธิต่างๆ เพื่อความสมเกียรติในฐานะภริยาของประธานาธิบดีผู้เสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

หลังจากจัดการงานศพทุกอย่างผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ Jackie ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว 2-3 แหล่งแบบเจาะลึกลงรายละเอียด ด้วยเพราะเธอต้องการให้โลกจดจำตำนานของสามี ในมุมมองของเธอเองที่ถือว่าใกล้ชิด สนิทที่สุด แบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่จากน้ำมือปากกาของผู้อื่นที่อาจบิดเบือดความจริงต่างๆนานา, จะมองว่านี่คือวิสัยทัศน์ หรือความเห็นแก่ตัวของเธอเองก็ได้ เพราะมันคงมีไม่กี่คนในโลกหรอกที่พบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้แล้วจะสามารถรับมือกับทุกสิ่งอย่างได้เหมือนเธอ ซึ่งวิธีการนี้ทำให้โลกมอง JFK อย่างวีรบุรุษ ปัจจุบันยังคงได้รับการพูดถึงอยู่ร่ำไป

ถ่ายภาพโดย Stéphane Fontaine ตากล้องชาวฝรั่งเศสที่มีผลงานดังคือ A Prophet (2009), Captain Fantastic (2016) และ Elle (2016) เหมือนว่าหนังใช้ฟีล์ม Technicolor ทำให้ภาพที่ได้มี Noise ค่อนข้างสูง นี่คงเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของยุคสมัยนั้น, ในส่วนของรายการ A Tour of the White House ถ่ายเป็นภาพขาวดำ (สเกลโทรทัศน์ 1.33:1) ซึ่งเหมือนว่าใช้เสียงจากต้นฉบับที่เป็นของ Jacqueline และ John F. Kennedy จริงๆ (น่าจะไม่ใช่เสียงของนักแสดง)

จุดเด่นงานภาพของหนังเรื่องนี้ที่ใครๆคงสังเกตได้ คือการถ่ายภาพ Medium Shot แบบ Tracking ตามติด Jackie แทบจะทุกฝีก้าว ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการขยับ ไม่ว่าจะยกมือ เลิกคิ้ว ยักไหล่ กระพริบตา, บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยชอบการนำเสนอด้วยเทคนิคนี้เสียเท่าไหร่ จริงอยู่มันดูเจ๋งมาก เพราะเทคนิคนี้สามารถทำให้หนังถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างลึกล้ำ ซึ่ง Portman ก็สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกสัมผัสได้เช่นนั้นจริงๆ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์ในการรับชมแม้แต่น้อย เพราะความรู้สึกนั้นคือบ้าคลั่ง เสียสติ เจ็บปวด รุกรี้รุกรน ทุรนทุราย ตอนผมรับชมในโรงหนัง เพราะมันเบือนหน้าหนีไม่ได้ ดิ้นไปดิ้นมา ขบฟัน กัดเล็บ สุดท้ายเดินหนีออกไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาแล้วกลับเข้ามาดูต่อ เป็นการรับชมที่อึดอัดและเหนื่อยมาก มันน่าอภิรมย์ตรงไหน!

การจัดแสง โทนภาพ อารมณ์และของหนังก็จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงตรงกันข้าม
– ช่วงเหตุการณ์ก่อนหน้าลอบสังหาร ภาพโทนอบอุ่น สีสดใส
– ช่วงหลังการเสียชีวิต ภาพโทนเย็นยะเยือก แห้งแล้ง บรรยากาศจะหดหู่

ช็อตส่วนใหญ่ของหนัง Jackie จะอยู่ใจกลางภาพ นี่แสดงถึงศูนย์กลางของเรื่องราว ซึ่งเราสามารถแทนมุมกล้องต่างๆของหนัง ได้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกของ Jackie ในช่วงเหตุการณ์ขณะนั้น


แต่ก็มีหลายครั้งที่เธอหันข้างให้กล้อง บางครั้งเดินอยู่, หรือสนทนากับตัวละครอื่น (เช่น กับบาทหลวง, กับ Robert) นี่แสดงถึงอีกตัวตนของเธอ ในอีกมุมมองความคิดทัศนะที่แตกต่างออกไป, และถ้าหันหลังให้กล้องเลย คือการปกปิดตัวเอง ไม่ยอมรับความจริง ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับผู้ชมในขณะนั้น

มีหลายช็อตที่ถ่ายหน้า Jackie คู่กับ/เห็นแสงอาทิตย์อยู่ด้านหลัง นี่คือการมองหาประกายแห่งความหวัง

สำหรับช็อตที่ผมชอบที่สุดในหนัง เป็นภาพของ Jackie ขณะมองออกมานอกกระจกรถ เห็นภาพสะท้อนของผู้คนที่มาเฝ้ารอส่งร่างของ JFK, กระจกเป็นสิ่งสะท้อนความต้องการของมนุษย์ ซึ่งหนังถ่ายช็อตนี้เปรียบได้กับ นี่คือสิ่งที่ Jackie ต้องการ ผู้คนออกมาร่วมไว้อาลัย เพื่อความสมเกียรติในพิธีศพของสามี

ตัดต่อโดย Sebastián Sepúlveda ชาวชิลี, หนังเริ่มเรื่องจาก การสัมภาษณ์ของ Jacqueline Kennedy กับ Theodore H. White (ในหนังใช้เครดิตแค่ The Journalist) เพื่อตีพิมพ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นลงนิตยสาร Life Magazine ณ บ้านที่ Hyannis Port, Massachusetts หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วประมาณ 1 สัปดาห์, บทสัมภาษณ์เล่านำเสนอเป็นภาพย้อนอดีต ที่มีการตัดสลับระหว่างปีก่อนหน้าที่มีการถ่ายทำ A Tour of the White House และช่วงเวลาระหว่างการลอบสังหาร

เรื่องราวการย้อนอดีต มีลำดับตามหัวข้อคำถามขณะที่ให้สัมภาษณ์ ซึ่งคำตอบมักจะเป็นภาพกระโดดสลับไปมาระหว่างหลายๆเหตุการณ์ในความทรงจำ บางทีดูต่อเนื่อง บางครั่งสงสัยลังเลไม่แน่ใจ ขณะหนึ่งจริงจังหนักแน่น, ถือเป็นมุมมอง/ภาพในหัวของ Jacqueline ที่มีทั้งด้านเข้มแข็ง (ในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง) และอีกมุมที่สิ้นหวัง อ่อนแอ (ในฐานะหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง)

แต่นี่เป็นสิ่งที่ผู้กำกับกำหนดกรอบมาให้ผู้ชมรับรู้เลย คือทำการแจกแจงเรื่องราวออกเป็นสองฝั่งชัดเจน บอกว่านี่ข้างซ้าย นี่ข้างขวา แล้วให้ผู้ชมเลือกฝั่งความชื่นชอบเอาเอง ผมมองว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ ‘คอมมิวนิสต์ประชาธิปไตย’ เลยนะครับ, อิสรภาพของคนเกิดจาก อิสระในการคิด ทำความเข้าใจ และการเลือก แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำ คือกำหนดดีเลวสองฝั่งชัดเจน แล้วให้อิสระผู้ชมเลือกว่าจะเห็นใจหรือสมน้ำหน้า น้อยคนนักที่จะมองเห็นทางเลือก 3, 4, 5 หรือคิดนอกกรอบ นี่เป็นสิ่งที่บางครั้งประชาธิปไตยชอบอ้าง แต่กลับปิดกั้นอิสระทางความคิด

ผมสัมผัสแนวคิดนี้ได้จากพื้นหลังของผู้กำกับที่ชื่นชอบเรื่องของการเมือง การอ้างประชาธิปไตยต้องมี 2 ฝั่งเสมอแล้วบังคับให้คนเลือกข้าง Yes/No นี่คือตรรกะของคนสายการเมือง ไม่ขาวก็ดำ ซ้ายจัดก็ขวาจัด จะอยู่ฝั่งเหลืองหรือแดง พวกเขารับไม่ได้กับทางเลือกที่ 3 ถ้าคุณไม่ได้อยู่ข้างฉันก็ต้องเป็นศัตรูเท่านั้น, นี่น่าจะคือสไตล์ของผู้กำกับเลยละ

เพลงประกอบโดย Mica Levi หรือ Micachu นักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ, ผู้กำกับ Larraín รู้สึกทึ่งเพลงประกอบของเธอมาก เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เมื่อประกอบภาพเข้าไปทำให้เกิดสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ทั้งความหวาดกลัวและสวยงาม (She creates very emotional music, music which, when you put it with images, makes for something very unpredictable, full of both existential terror and beauty.)

คงมีหลายคงทึ่งกับเพลง Intro เพลงนี้ ที่เป็นการไล่สายของเครื่องสาว นี่สร้างอารมณ์โหยหวน ฉงนสงสัย แฝงด้วยความตื่นตระหนก สะทกสะท้าน เป็นบทเพลงที่ทำให้จิตใจคุณวาบหวิว เหมือนหัวใจหล่นตุบไปที่ตาตุ่มแล้วกลับคืนมา, ตอนผมได้ยินครั้งแรกขนลุกซู่เลยละ เป็นบทเพลงอันทรงพลังที่สั่นสะท้าน ไปถึงขั้วของหัวใจ สามารถใช้แทนด้วยอารมณ์ความรู้สึกของ Jacqueline Kennedy ได้สมบูรณ์แบบมากๆ

เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ เน้นเครื่องสายเป็นหลักให้ความรู้สึกความหวาดกลัว (Terror) เจ็บปวด หัวใจวาบหวิว มองได้เป็น Expressionist แทนด้วยความรู้สึกภายในของ Jackie  บางครั้งมีลูกเล่นด้วยเสียงเครื่องเป่าที่แทรกเข้ามา เช่นเพลง Vanity เสียงคาริเน็ตที่เป่าโน๊ตทีละตัว ให้ความเย่อหยิ่ง จองหอง หลงละเมอ หรือทิฐิ เป็นตัวของตัวเอง

บทเพลงที่ฟังแล้วผิดที่ผิดทางที่สุด แต่ดันสร้างความหลอกหลอนให้กับหนังเป็นที่สุด Camelot เป็นบทเพลงร้องที่บันทึกจากละครเพลง Broadway เรื่อง Camelot เนื้อเรื่อง/คำร้องโดย Alan Jay Lerner เพลงประกอบโดย Frederick Loewe นำแสดงโดย Richard Burton และ Julie Andrew ได้แรงบันดาลใจมาจากตำนาน King Arthur และดัดแปลงมาจากนิยายของ T. H. White เรื่อง The Once and Future King

จริงๆผมไม่รู้มาก่อนว่านี่คือเพลงโปรดของ John F. Kennedy ตอนได้ยินในหนังครั้งแรกเกิดความเอะใจ กับภรรยาที่เพิ่งสูญเสียสามีไปไม่นาน ไฉนเปิดเพลงทำนองแบบนี้ หรือว่า… หนังมาเฉลยตอนหลังก็ยืนยันความสงสัยนี้ได้ทันที, พอคิดย้อนไปก็ขนลุกเลยละ เพราะเป็นความบังเอิญอย่างลงตัว เปรียบเทียบทำเนียบขาวที่ตนเหลืออยู่คนเดียวขณะนั้น เหมือนกับเมือง Camelot ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ ปัจจุบันหลงเหลือแค่ในตำนาน และเสียงร้องอันทะแม่งๆของ Richard Burton สามารถแทนด้วยจิตใจอันแตกละเอียดของ Jackie ได้อย่างพอดี

“There will be great presidents again, but there will never be another Camelot.”

ความหวาดกลัวในสงครามเย็น และขณะนั้นอเมริกากำลังส่งทหารเพื่อไปสู้รบในสงครามเวียดนาม มันอาจจะมีเบื้องหลังหรือแผนสมรู้ร่วมคิดมากกว่านี้ ที่ทำให้ Lee Harvey Oswald วางแผนลอบสังหารประธานาธิบดี John F. Kennedy แต่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ข้อเท็จจริงได้ เพราะ Oswald ถูกปิดปากลอบสังหารโดย Jack Ruby นี่ถือเป็นเหตุการณ์อัปยศที่สุดของ CIA และ Secret Services ที่ไม่สามารถจะปกป้องประธานาธิบดี และผู้ต้องหาที่สังหาร ปธน. ได้

ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ประธานาธิบดีที่เสียชีวิตในหน้าที่ทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย
– Abraham Lincoln (ปธน. คนที่ 16)
– James A. Garfield (ปธน. คนที่ 20)
– William McKinley (ปธน. คนที่ 25)
– John F. Kennedy (ปธน. คนที่ 35)

ทั้ง 4 เสียชีวิตด้วยกระสุนปืน และมียังอีก 2 คนที่ถูกยิงแต่รอดชีวิตคือ
– Theodore Roosevelt (ปธน. คนที่ 26)
– Ronald Reagan (ปธน. คนที่ 40)

ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาแทบทุกคนจะต้องถูกขู่ฆ่า (เห็นว่ายกเว้น Lyndon B. Johnson เพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกข่มขู่) เพราะนี่เป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งต้องเอาชนะคู่แข่งอีกครึ่งหนึ่งของประเทศ คือต้องชนะใจคนส่วนมากถึงจะได้เป็นประธานาธิบดี, นี่ไม่จำเป็นเลยว่าต้องคนจิตไม่ปกติ ถึงจะมีความต้องการลอบสังหารประธานาธิบดี ดูอย่าง Donald Trump ปีที่ผ่านมา คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้ง ก็พูดกันเกลื่อนกลาด ‘ถึงเวลาลอบสังหารประธานาธิบดีคนใหม่เสียที’ นี่คือสิ่งที่คนประเทศเรียกตัวเองว่า อารยะ/เจริญแล้ว คิดกันนะครับ

การเสียชีวิตในหน้าที่ของประธานาธิบดี ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสข่าวคนทั่วประเทศและทั้งโลก เพราะแสดงถึงความไม่มั่นคงในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะหน่วยงานภายในที่มีหน้าที่ปกป้องผู้นำประเทศ อาทิ CIA, Secret Service ความล้มเหลวจริงอยู่บางครั้งมันอาจเกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึง แต่ถ้าชีวิตของปธน. คนเดียวยังไม่สามารถปกป้องได้ แล้วเช่นนี้ความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ คนทั้งประเทศ จะมององค์กรรัฐได้เช่นไร ชีวิตฉันจะปลอดภัยไหม, ผมเชื่อว่าถ้าการลอบสังหารปธน. เกิดขึ้นสำเร็จในศตวรรษนี้ อเมริกาได้สู่ยุคตกต่ำแน่นอน เพราะมันมองได้คือจุดจบของประชาธิปไตย ที่แม้แต่ประเทศผู้ให้กำเนินระบอบนี้ผ่านมาหลายรอบปี ยังประสบปัญหาความขัดแย้งภายใน ไม่ยอมรับไม่เห็นด้วย นี่แสดงว่าระบอบนี้มันไม่ใช่การปกครองที่ดีที่สุดในโลก (อย่างที่ใครๆหลายคนคิด เพ้อกัน)

งานศพของประธานาธิบดี ควรจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อความสมเกียรติ แต่หนังได้นำเสนอความคอรัปชั่น ความหวาดกลัวของผู้คนรอบข้าง ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมขนลุก น่ากลัวยิ่งกว่าตอน JFK ถูกยิงเสียชีวิตอีกนะครับ คือพอปธน.คนหนึ่งตายจากไป คนใหม่ต้องมาแทนที่ทันที (นี่ยังพอยอมรับได้) แต่ความพยายามที่จะไสส่ง ขับไล่ให้คนเก่าออกไป ประมาณว่า คุณไม่ใช่สตรีหมายเลขหนึ่งอีกต่อไปแล้วนะ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ต้องบอกเธอก็รู้อยู่ในใจ แต่จะมาเน้นย้ำกันทำไม เหมือนเป็นการเขี่ยขยะไปให้พ้นๆทาง คนตายไปแล้วแล้วไม่มีคุณประโยชน์อะไรต่อพวกฉันอีก … นี่คือสิ่งที่คนประเทศที่เรียกตัวเองว่า อารยะ/เจริญแล้ว คิดกันนะครับ

ดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมระลึกถึง งานพระศพของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราแทบไม่ต้องพูดอะไรกัน มองหน้าก็รู้ใจเป็นอย่างดี นี่เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ไม่มีใครหรอกที่จะบังอาจพูดว่า ของานเล็กๆ สวดพระวันสองวันแล้วเผาเลยไม่ต้องสิ้นเปลือง แบบนี้คนทั้งประเทศไม่มีใครยินยอมแน่, นี่คือความแตกต่างโดยสิ้นเชิงสำหรับประเทศที่ ปธน. ผู้นำประเทศเสียชีวิตในขณะดำรงตำแหน่ง ยังโต้เถียงกัน ว่าจะเอางานเล็กๆหรืองานใหญ่ๆ (ส่วน ปธน. ที่เสียชีวิตหลังลงจากตำแหน่งแล้ว นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เหมือนตัดหางปล่อยวัด ทางใครก็ทางมัน!)

ใจความของหนังเรื่องนี้มองได้ 2 ส่วน 1) เป็นการยกย่อง Jacqueline Kennedy ในสิ่งที่เธอทำว่ามีความสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก ประธานาธิบดีเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ ไม่ใช่ใครๆก็เป็นได้ การเสียชีวิตในหน้าที่มันจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ยิ่งใหญ่ ทรงเกียรติ ตอบแทน ขอบคุณที่ได้ทำเพื่อชาติ, 2) ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง ได้ทำให้ Jacqueline Kennedy เป็นผู้หญิงธรรมดาสามัญ ที่มีความโลภโกรธหลง บางครั้งเสียสติ บางครั้งใจร้อนวู่วาม เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ เธอไม่ใช่คนที่ยิ่งใหญ่อะไร แค่บังเอิญได้แต่งงานกับ ปธน. โชคร้ายเสียชีวิตในตำแหน่ง สิ่งที่เธอทำคือทวงคืนสิทธิ์ของตัวเอง นี่คือครั้งสุดท้ายที่โลกต้องจารึกชื่อของผู้หญิงคนนี้

นี่คือสองประเด็นคู่ขนานที่หนังพยายามนำเสนอ คือ ด้านดี/ด้านเลว ทั้งในความคิด/ความเชื่อ/ศาสนา ของผู้หญิงที่ชื่อ Jacqueline Kennedy ดูจบแล้วคุณจะชื่นชอบ หรือรังเกียจ มองได้ทั้งสองแง่มุมเลยนะครับ

ตอนหนังฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังเมือง Venice สามารถคว้ารางวัล Best Screenplay มาครองได้ (แต่ข้องใจทำไมไม่ได้ชิง Oscar สาขานี้) เข้าชิง Oscar 3 สาขา ประกอบด้วย
– Best Actress (Natalie Portman)
– Best Costume
– Best Original Score

เขียนขึ้นก่อนวันประกาศผล Oscar
ส่วนตัวไม่อยากให้ Natalie Portman ได้ Oscar ตัวที่สองเลยนะครับ แม้ว่าการแสดงของเธอน่าจะยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี เพราะถ้าได้ตัวที่สองเมื่อไหร่ จะเข้าทำเนียบนักแสดงในตำนานอย่าง Jodie Foster, Hilary Swank ที่ปัจจุบันหาหนังของพวกเธอแทบไม่ได้แล้ว (คือหนังทั่วๆไปจะไม่เลือกนักแสดงระดับ Oscar 2 สมัยแล้ว เพราะค่าตัวสูงมาก เรื่องมาก เล่นตัว คือเล่นได้เฉพาะหนังขายการแสดงเท่านั้น) คงเว้นไว้แต่ Meryl Streep ที่กลายเป็นอมตะไปแล้ว, แต่เชื่อว่าเ Portman คงไม่น่าได้แน่ๆ เพราะรางวัล Oscar สาขาการแสดง มักไม่ได้มอบให้นักแสดงยอดฝีมือแห่งปี แต่กับนักแสดงควรค่าที่สุดแห่งปี (ปีนี้คิดว่าไม่ Emma Stone ก็ Isabelle Huppert เป็นแน่)

ส่วนสาขา Best Original Score หลังจากรับชมมา 3 เรื่อง La La Land, Arrival และ Jackie รู้สึกว่าสาขานี้เลือกยากมาก (แม้ดูแล้วยังไง La La Land ก็ต้องชนะแน่) ส่วนตัวตอนนี้แอบชอบ Jackie มากที่สุด เพราะในความลื่นไหลของบทเพลง ให้ความรู้สึกลุ่มลึกที่ทรงพลังกว่าเรื่องอื่นๆ

ส่วนตัวไม่ชอบหนังเรื่องนี้เลยนะครับ อึดอัด กดดัน เครียด แต่หลงใหลในการแสดงของ Portman ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แค่รับชมการแสดงของเธออย่างเดียวถือว่าคุ้มค่าตั๋วมากแล้ว และแถมด้วยเพลงประกอบที่ทรงพลังมากๆ ได้เพลง Camelot มาฟังจนติดหูด้วย

แนะนำกับคนสนใจประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี John F. Kennedy และสิ่งที่เกิดขึ้นตามของ Jacqueline Kennedy, ชื่นชอบดราม่าขายการแสดงของ Natalia Portman และเพลงประกอบสุดทรงพลังของ Mica Levi ไม่ควรพลาดเลย

โดยเฉพาะกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา เพื่อศึกษาลักษณะอาการของ Emotional Shock น่าจะได้ประโยชน์มาก

จัดเรต 15+ กับความรุนแรงทางอารมณ์

TAGLINE | “Jackie คือการแสดง One-Woman-Show ของ Natalie Portman ที่ทรงพลังทุกกระเบียดนิ้ว”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of