Jin-Roh

Jin-Roh: The Wolf Brigade (1999) Japanese : Hiroyuki Okiura ♥♥♥♡

ในโลกคู่ขนานที่นาซีเยอรมันชนะสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้การควบคุมครอบงำโดยฝ่ายอักษะ ทหาร/ตำรวจใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมต่อต้าน แต่เบื้องลีกมีความเน่าเฟะเละยิ่งไปกว่านั้น, สร้างจากเนื้อเรื่องพัฒนาโดย Mamoru Oshii ตั้งคำถามหนักอึ้งเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์-สันชาติญาณสัตว์ (Jin = มนุษย์, Roh=หมาป่า) ปัจจุบันเราหลงเหลืออะไรอยู่ภายใน

ทั้งๆเป็นเรื่องราวสร้างขึ้นบนจักรวาลคู่ขนาน แต่มันกลับสะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบันได้อย่างตรงเผง Jin-Roh (1999) เป็นอนิเมะที่จะทำให้ผู้ชมบังเกิดความหมดสิ้นหวัง นี่โลกเราก้าวเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม ปกครองโดยฝูงสรรพสัตว์ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครหลงเหลือความเป็นมนุษย์อีกแล้วหรือ … นี่พูดถึงอนิเมะนะครับ ไม่ใช่ประเทศไทย

แม้ชื่อผู้กำกับจะคือ Hiroyuki Okiura แต่เครดิตกลับตกเป็นของ Mamoru Oshii ผู้ครุ่นคิดสรรค์สร้าง Kerberos saga เริ่มจากภาพยนตร์คนแสดง The Red Spectacles (1987) ต่อด้วยละครวิทยุ นวนิยาย มังงะ และอนิเมะขนาดยาว Jin-Roh: The Wolf Brigade (1999) ไม่ได้มีความต่อเนื่องอะไร แค่ดำเนินเรื่องในจักรวาลคู่ขนานเดียวกัน

ตอนรับชมผมไม่ได้ตระเตรียมกาย-ใจ แค่เห็นหน้าปกและชื่อเรื่องก็ครุ่นคิดว่าคงเป็นแอ็คชั่นทริลเลอร์ทั่วๆไป แต่พอผ่านองก์แรกเท่านั้นละ หัวสมองหนักอึ้ง ความเครียดถาโถมเข้าใส่ แถมบรรยากาศอนิเมะโคตรหมองหม่น นำเสนอภาพกราฟิกสุดรุนแรง ความตายสยดสยอง ถ้าคุณอายุยังไม่ 18+ อย่าเพิ่งรีบร้อนหามารับชมเลยนะครับ

แต่ในบรรยากาศอันหนักอึ้งตึงเครียดนั้น นำเสนอความคอรัปชั่นของระบบราชการ ทหาร/ตำรวจใช้ความรุนแรงโต้ตอบผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และภายในแต่ละองค์กรก็พยายามหาหนทางกลืนกิน กำจัดศัตรู/ชั้วตรงข้ามทางการเมือง ก่อนผลกรรมจะตามตอบสนองพวกเขาในที่สุด


Mamoru Oshii (เกิดปี 1951) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์/อนิเมชั่น สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ความที่บิดาเป็นนักดูหนังตัวยง เลยส่งอิทธิพลต่อตัวเขาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะภาพยนตร์ทางฝั่งยุโรป อาทิ La Jetée (1962) กำกับโดย Chris Marker, หลังจบการศึกษา Tokyo Gakugei University เข้าทำงานยัง Tatsunoko Productions เริ่มจากวาด Storyboard, ผู้ช่วยผู้กำกับ, กระทั่งปี 1980 ย้ายมา Studio Pierrot ได้รับโอกาสกำกับอนิเมะซีรีย์ Urusei Yutsura ตามด้วยภาพยนตร์สองภาค Urusei Yatsura: Only You (1983) และ Urusei Yatsura 2: Beautiful Dreamer (1984) ** เรื่องหลังได้รับคำชมล้นหลาม ติดชาร์ทอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากหลายๆสำนัก

หลังเสร็จจาก Angel’s Egg (1985) ซุ่มพัฒนาอนิเมะตั้งชื่อว่า Anchor ร่วมกับ Hayao Miyazaki และ Isao Takahata แต่วันหนี่งเกิดการโต้เถียง คิดเห็นต่าง ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ทำให้ Oshii ตัดสินใจถอนตัวออกมา โปรเจคดังกล่าวเลยต้องล้มเลิกโดยปริยาย

ความดูไม่รู้เรื่องของ Angel’s Egg ทำให้ไม่มีสตูดิโอไหนอยากติดต่อว่าจ้างงาน ทำให้ Oshii ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางของตนเอง ครุ่นคิดพัฒนาโปรเจค Kereberos Saga สร้างพื้นหลังบนโลก/จักรวาลคู่ขนาน ถ้านาซีเยอรมันได้รับชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนญี่ปุ่นยังโดนระเบิดนิวเคลียร์ถล่ม Hiroshima & Nagasaki และต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุม/ครอบงำจากฝั่งอักษะ

Kerberos Saga เริ่มต้นจากภาพยนตร์คนแสดง Akai Megane (1987) หรือ The Red Spectacles ออกฉายวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1987 ซี่งพัฒนาควบคู่ไปกับละครวิทยุ (Radio Drama) ตั้งชื่อ While Waiting for the Red Spectacles ความยาว 37:32 นาที แต่ออกอากาศก่อนทาง Radio Nihon ช่วงเดือนมกราคม 1987

คาดว่าทั้งภาพยนตร์/ละครวิทยุ น่าจะได้เสียงตอบรับดีระดับหนี่ง ทำให้ Oshii ตัดสินใจต่อยอดด้วยการพัฒนามังงะ Kenrou Densetsu (1988-) หรือ Kerberos Panzer Cop ตามด้วยภาพยนตร์คนแสดงเรื่องที่สอง Keruberosu: Jigoku no Banken (1991) หรือ StrayDog: Kerberos Panzer Cops

ทศวรรษ 90s เป็นช่วงงานชุกชุมของ Oshii เพราะนอกจาก Kerberos Saga ยังมีเวลาเหลือพัฒนาควบคู่อีกโปรเจคใหญ่ Mobile Police Patlabor ซี่งถือว่าแตกต่างขั้วตรงข้ามกัน (กล่าวคือ Kerberos จะมีบรรยากาศตีงเครียด โทนจริงจัง ใช้ความรุนแรงโต้ตอบ ตาต่อตาฟันต่อฟัน และหน่วยรบพิเศษสวมชุดเกราะเข้าเผชิญหน้าศัตรู, ขณะที่ Patlabor จะมีความเบาสมอง ผ่อนคลาย ชวนหัวเล็กๆ นำเสนอเรื่องราววันๆของหน่วยตำรวจพิเศษ ฝีกฝนเพื่อขับหุ่นยนต์เผชิญหน้าผู้ก่อการร้าย)

หลังเสร็จจาก Patlabor 2: The Movie (1993) ผู้กำกับ Oshii วางแผนดัดแปลงมังงะ Kenrou Densetsu ให้กลายเป็นภาพยนตร์คนแสดง ปิดฉากไตรภาค Kerberos Saga แต่พอนำไปพูดคุยสตูดิโอ Bandai Visual กลับได้รับข้อเสนอให้กำกับ Ghost in the Shell แลกไฟเขียวให้สร้าง Kenrou Densetsu เป็นอนิเมะ OVA (Original Video Animation) ความยาว 6 ตอน ส่งตรงลง VHS

ความสำเร็จของ Ghost in the Shell (1995) ทำให้ Bandai Visual ต้องการปรับเปลี่ยน Kenrou Densetsu ให้กลายเป็นอนิเมะขนาดยาวฉายโรงภาพยนตร์ แต่ Oshii งานยุ่งมากจนไม่สามารถหาเวลามากำกับเองได้ ด้วยเหตุนี้จีงจำต้องมองหาใครสักคนมารับหน้าที่แทน ในตอนแรกพูดคุย Kazuchika Kise ผู้กำกับอนิเมชั่น (Animation Director) เรื่อง Patlabor 2: The Movie (1993) แต่ถูกบอกปัดเพราะเจ้าตัวไม่มีความสนใจขี้นมาเป็น Chef Direction, สุดท้ายมาได้ Hiroyuki Okiura เคยออกแบบตัวละคร Ghost in the Shell และกำกับอนิเมชั่น Patlabor 2: The Movie

Hiroyuki Okiura (เกิดปี 1966) ผู้กำกับ/อนิเมเตอร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Katano, Osaka เมื่ออายุ 16 ลาออกจากโรงเรียนเข้าร่วมสตูดิโอ Anime R ฝีกฝนภายใต้อาจารย์ Moriyasu Taniguchi เริ่มต้นทำงานเป็น Sub-Contract วาดหุ่นยนต์ให้สตูดิโอ Sunrises ตามด้วย Key Animation ให้อนิเมะอย่าง Akira (1988), Venus Wars (1989), Patlabor: The Movie (1989), Roujin Z (1991) ฯ กระทั่งได้รับโอกาสก้าวขี้นมากำกับครั้งแรก Jin-Roh (1999) และผลงานล่าสุด A Letter to Momo (2011)

แม้จะสูญเสียโอกาสกำกับไปแล้ว แต่ Oshii ยังมีหน้าที่พัฒนา/ดัดแปลงบท Kenrou Densetsu เปลี่ยนชื่อใหม่ Jin-Roh ถีงอย่างนั้นเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ นี่เป็นประสบการณ์ทำงานที่โคตรแย่ เพราะภาพในหัวครุ่นคิดไว้ แตกต่างจากอนิเมะสรรค์สร้างโดยคนอื่น ถ้าเลือกได้ก็ยังอยากกำกับเองมากกว่า

“When I see the final product, it is usually very different from my initial concept. I felt dissatisfied picture wise, but not so much so direction-wise. This is how I feel. The moment you write, you want to direct.”.

Mamoru Oshii

พื้นหลังช่วงปลายทศวรรษ 50s ระหว่างที่ฝ่ายอักษะ ยังมีอิทธิพลครอบงำประเทศญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง, เรื่องราวของ Kazuki Fuse สมาชิกหน่วย Kerberos Panzer Cops ระหว่างปฏิบัติภารกิจปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง ได้รับคำสั่งให้ยิงเด็กหญิงถือระเบิดพลีชีวิต แต่เจ้าตัวกลับเกิดความลังเลจนไม่สามารถเหนี่ยวไก โชคดีชุดเกราะสามารถป้องกันอันตรายจากแรงกระแทก ถีงอย่างนั้นตัวเขากลับโดนภาคทัณฑ์จากเบื้องบน ส่งกลับหน่วยฝีก และถูกพิจารณาว่าอาจมีสภาพจิตใจไม่เหมาะสมแก่การทำงาน

อาจด้วยความรู้สีกผิด Kazuki Fuse จีงเดินทางไปเคารพศพเด็กหญิง บังเอิญพบเจอพี่สาว Kei Amemiya มีโอกาสพูดคุยสนทนา ซึ่งเธอนั้นก็ไม่ได้ตำหนิกล่าวโทษประการใด แถมยังส่งมอบหนังสือหนูน้อยหมวกแดงฉบับดั้งเดิมให้ (น่าจะเป็นของน้องสาวกระมัง) โดยไม่รู้ตัวทั้งสองเริ่มเกิดความสัมพันธ์ สนิทสนมชิดเชื้อ แต่แท้จริงนั้น …


Yoshikatsu Fujiki (เกิดปี 1964) นักแสดง/นักพาย์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Toyama, ผมคิดว่าน่าจะเพื่อนสนิท/คนรู้จักของ Mamoru Oshii เพราะเครดิตผลงาน แทบไม่เคยร่วมงานกับใครอื่น ก่อนหน้านี้รับบท Inu เรื่อง StrayDog: Kerberos Panzer Cops (1991), หลังจากนี้มี Assult Girls (2009) [กำกับโดย Oshii เช่นกัน]

ให้เสียง Corporal Kazuki Fuse สมาชิกหน่วย Kerberos Panzer Cops เป็นคนที่มีทักษะ ไหวพริบ ฝีมืออันดับต้นๆในกลุ่มฝีกใหม่ แต่ระหว่างเข้าร่วมภารกิจหนึ่ง ไม่สามารถเหนี่ยวไกยิงเด็กหญิงยังไม่บรรลุนิติภาวะ นั่นทำให้เขาถูกภาคทัณฑ์ พิจารณาว่าไร้ความสามารถในการปฏิบัติงานจริง ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความขัดย้อนแย้ง สิ่งกระทำอยู่มันถูกต้องเหมาะสม หรือสมควรแสดงออกเช่นไร

อนิเมะพยายามชี้ชักนำทางผู้ชม ด้วยการสร้างบรรยากาศตึงๆ แสดงออกพฤติกรรมดูเหมือนคนหมดสิ้นหวัง รวมทั้งแทรกภาพความฝันจากจิตใต้สำนึก เพื่อแสดงให้เห็นว่า Kazuki Fuse มีความรู้สึกผิดต่อสิ่งบังเกิดขึ้น ทั้งภายนอกและในจิตใจ … แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นการลวงล่อหลอกให้ตัวละครอื่นและผู้ชมเกิดความตายใจ ก่อนจะมาเฉลยช่วงท้ายว่า

ทั้งหมดนั้นเป็นแผนซ้อนแผนของหน่วยลับ The Wolf Brigade (ในสังกัด Kerberos Panzer Cops) ตั้งใจสร้างเหยื่อล่อ Kazuki Fuse กระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้บุคคลผู้เป็นปรปักษ์เปิดเผยตัวตนออกมา แล้วใช้โอกาสนี้กำจัดทำลายทิ้งเสีย … นั่นแปลว่าตัวตนแท้จริงของ Fuse คือโคตรจารชนผู้มีความน้ำนิ่งไหลลึกน้ำ ปราชญ์เปรื่องในการเล่นละครตบตา แถมซื่อสัตย์มั่นคงในอุดมการณ์ตนเอง

นั่นเองทำให้ผู้ชมเริ่มฉงนสงสัยว่า พฤติกรรมแสดงออกของ Kazuki Fuse ไหนจริง-ไหนลวงหลอก โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ Kei Amemiya หลังจากหมดประโยชน์ถูกหัวหน้าสั่งให้ฆ่าทิ้ง สิ่งแสดงออกมาเหมือนเขาเริ่มเกิดความสับสน ลังเลใจขึ้นมาจริงๆ หรือยังเล่นละครตบตาอยู่กันแน่ แล้วระหว่างความเป็นมนุษย์ vs. สันชาตญาณสัตว์ สุดท้ายมีอะไรหลงเหลือในจิตใจ หรือกลายเป็นเครื่องจักรสังหารไปเรียบร้อยแล้ว

แม้ว่า Kazuki Fuse จะมีบทพูดไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะทำหน้าเครียดๆ ครุ่นคิดมาก โลกส่วนตัวสูง แต่น้ำเสียงของ Fujiki สามารถสะท้อนอารมณ์/ความรู้สึกดังกล่าวออกมา และมีบางสิ่งอย่างเก็บกด ซ่อนเร้นอยู่ภายใน โดยรวมก็ถือว่าใช้ได้ เหมาะสมกับบทบาทนี้ดี

ช็อตที่ตัวละคร ถอด-สวมหน้ากาก มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ระหว่างตัวตน-บุคคลผู้ถูกปรุงปั้นแต่งให้กลายเป็น แต่ใครกันแน่คือ Kazuki Fuse ที่แท้จริง นี่ถือเป็นอิสรภาพให้ผู้ชมได้ขบครุ่นคิดตีความเอาเอง

Sumi Mutoh (เกิดปี 1971) นักพากย์สมัครเล่น สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo, ภรรยาผู้กำกับ Hiroyuki Okiura (เห็นว่าเริ่มคบหาหลังจากร่วมงานกันครั้งนี้) ผลงานอื่นๆ อาทิ Mikako Nagamine จากเรื่อง Voices of a Distant Star (2002) ฯ

ให้เสียง Kei Amemiya พี่สาวของเด็กหญิงที่เสียชีวิตจากระเบิดพลีชีพ ระหว่างกำลังไว้ทุกข์ได้พบเจอ Corporal Kazuki Fuse ไม่ได้มีความโกรธเกลียดเคียดแค้นประการใด บอกว่าทุกคนล้วนทำหน้าที่ของตนไป ถึงอย่างนั้นเธอกลับค่อนข้างยึดติดในตัวเขา นัดพบเจอ แสดงออกความรัก โหยหาที่พึ่งพักพิง แต่แท้จริงนั้น…

อนิเมะพยายามบอกใบ้ตัวตนแท้จริงของ Kei ตั้งแต่ครั้งแรกๆพบเจอสวมชุดผ้าคลุมสีแดง ทั้งยังส่งมอบหนังสือหนูน้อยหมวกแดง ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส เหมือนต้องการจะบอกใบ้อะไรสักอย่างกับ Kazuki Fuse และพฤติกรรมหลังจากนั้น มันเป็นไปได้จริงๆนะหรือว่า เธอจะไม่โกรธเกลียดเคียดแค้น ติดใจอะไรคนฆ่าน้องสาว ตรงกันข้ามกลับทำตัวแนบชิดสนิทสนม คล้องควงแขน ชักลากจูงจมูก มันต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่แน่ๆ

แท้จริงแล้วเธอเป็นสายของ Police Public Security (ปรปักษ์ของ Kerberos Panzer Cops) ถูกวางตัวให้เป็นเหยื่อล่อ Kazuki Fuse เมื่อถึงเวลาล้อมจับ ควบคุมตัวประกัน โดยมีจุดประสงค์ต้องการแสดงให้เห็นว่าหน่วย Kerberos Panzer Cops ไม่ได้มีความพิเศษเหนือใคร และใช้เป็นหมากต่อรองควบรวมสองแผนก แล้วกลืนกิน/ทำลายล้างหน่วยงานคู่อาฆาตให้ล่มสลายไป

เมื่อตอนที่ Kei พูดเฉลยความจริงทั้งหมดออกมา ลึกๆเหมือนว่าเธอมีความรู้สึกผิด ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดทำไปเพราะถูกบีบบังคับ (คือเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับผู้ตาย แค่ใบหน้าละม้ายคล้าย เคยทำผิดถูกจับกุม ได้รับข้อเสนอให้มาเป็นสายตำรวจ) ถ้าเลือกได้ก็คงไม่ทำ และการได้มารู้จัก Fuse ทำให้ชีวิตบังเกิดความหวัง อยากให้เขาพาหลบหนี ไปยังสถานที่ห่างไกล ครองรักเราสองชั่วนิรันดร์

และเมื่อความจริงเกี่ยวกับ Kazuki Fuse ได้รับการเปิดเผยออก นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าโดนทรยศหักหลัง (ทั้งๆตัวเองโกหกหลอกลวงเขาก่อน) ชีวิตหมดสูญสิ้นไม่หลงเหลืออะไร จึงพยายามพูดบอกความในใจออกมา แต่ก็ไม่มีใครยินยอมรับฟัง โชคชะตากรรมได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ก่อนตายเธอก็รู้สึกพึงพอใจ เพราะรับรู้ว่าจะมีใครสักคนจดจำตนเองไว้ชั่วนิรันดร์

ผมค่อนข้างทึ่งกับการพากย์ของ Mutoh แม้น้ำเสียงของเธอในช่วงแรกๆดูสดใส ร่าเริง ผิดปกติคนควรเศร้าโศกไปสักหน่อย แต่ช่วงท้ายเมื่อเปิดเผยความจริง และรับรู้ทุกสิ่งอย่าง วินาทีพูดระบายสิ่งอัดอั้นในใจออกมา มันช่วงเจ็บปวดระทม มิอาจควบคุมชะตาชีวิตตนเองได้ อยากจะร่ำไห้แต่ไร้ซึ่งน้ำตา ความตายของเธอมันช่างอึดอัดแน่น ทุกข์ทรมาน รวดร้าวอยู่ภายใน

แซว: ใครเคยอ่าน หนูน้อยหมวกแดง ต้นฉบับดั้งเดิมของพี่น้องกริม น่าจะรับรู้ว่าเหตุการณ์จริงๆบังเกิดอะไรขึ้น และมันไม่ Happy Ending เหมือนที่เราเคยเข้าใจกันนะครับ

ผู้กำกับ Hiroyuki Okiura เลือกที่จะใช้การวาดมือ (Traditional Animation) เพื่อสามารถควบคุมรายละเอียดได้ทั้งหมด รวมๆแล้วประมาณ 80,000+ เฟรม ซี่ง Mamoru Oshii ได้แสดงความคิดเห็นถ้าตนเองกำกับ จะทำการผสมผสาน CGI ให้สำเร็จเสร็จได้ใน 30,000+ เฟรมเท่านั้น

“I’ve learned quite a bit while working on Ghost in the Shell. A computer can do more than just a simple digital processing. You can use it for the analog world as well, especially for the vertical movements of the camera and lens effects, and lots more. If it was me directing it, I would say so, and the number of animation would be less than half of Okiura’s… somewhere around 30,000”.

Mamoru Oshii

แต่ใช้ว่าอนิเมะไม่ได้ตัวช่วยนะครับ หลายๆครั้งที่พบเห็นภาพมัวๆ แสงสลัวๆ นั่นเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ปรับความสว่าง คมชัด (แต่เป็นกระบวนการ Post-Production หลังจากถ่ายภาพ/โปรดักชั่นเสร็จสิ้นแล้ว) จุดประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศ สะท้อนเหตุการณ์ แลถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกตัวละครขณะนั้นๆออกมา นี่เป็นความจงใจนะครับ ไม่ใช่โปรดักชั่นผิดพลาด, อย่างช็อตนี้หลังระเบิดพลีชีพ ฝุ่นหมอกควันตลบอบอวน ทำให้ภาพดูมัวๆ สลัวๆ ตัวละครเกิดอาการสับสนมึนงง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในความฝันของ Kazuki Fuse ก็มีการปรับภาพให้มัวๆ สลัวๆ แสดงถึงอาการสะลึมสะลือ (ขณะฝัน) แม้เป็นเพียงสิ่งที่ตัวละครครุ่นคิด/จินตนาการ แต่ก็สะท้อนสภาวะทางจิตใจ/สภาพจิตวิทยา(ตัวละคร) แฝงเร้นสัญลักษณ์การกระทำ และยังพยากรณ์เหตุการณ์ที่อาจบังเกิดขึ้นจริงต่อไป

ฝูงหมาป่า ในตอนแรกผู้ชมอาจเข้าใจว่าต้องการสื่อถีงเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดง แต่มันจะมีความงุนงง สับสนว่าใครกันปลอมตัวเป็นหมาป่า? จนกระทั่งเมื่อทุกสิ่งอย่างได้รับการเปิดเผยเฉลยออก ก็จะรับรู้ว่าไม่ใช่อื่น Kazuki Fuse นี่แหละที่คือหนี่งในสมาชิก The Wolf Brigade กระทำการลวงล่อหลอก Kei Amemiya มาตั้งแต่ต้น สิ่งบังเกิดขี้นในฉากนี้จีงสะท้อนตัวเขาจริงๆ ครุ่นคิด เพ้อฝัน และกลายเป็นเช่นนั้นตอนจบ

Sequence ในความฝันนี้ ได้รับการกล่าวถีง ยกย่อง ถีงความลุ่มลีกลับ สลับซับซ้อน สะท้อนจิตวิทยาตัวละคร และนัยยะเชิงสัญลักษณ์ งดงามที่สุดในอนิเมะแล้วละ!

นี่คือขณะ Kazuki Fuse ตื่นขี้นจากฝันร้าย ภาพถ่ายจากด้านบน พบเห็นศีรษะราวกับถูกตัดขาดจากร่างกาย นี่ไม่ใช่พยากรณ์ความตาย/Death Flag แต่ต้องการสะท้อนว่า ร่างกายและจิตใจของตัวละคร มิได้เป็นส่วนหนี่งเดียวกันอีกต่อไป

กล่าวคือ ช่วงขณะนั้น จิตใจของ Kazuki Fuse กำลังเต็มไปด้วยความรู้สีกขัดแย้ง หวาดสะพรีง กลัวว่าเหตุการณ์ในความฝันจะซ้ำรอยเดิม เกิดขี้นจริง แต่ทว่าร่างกายของเขา ต้องปฏิบัติตามภารกิจได้รับมอบหมายมา (ที่จะต้องเล่นละครตบตา แล้วกำจัดศัตรู/ปรปักษ์ต่อหน่วยลับ ซี่งโชคชะตาของ Kei Amemiya ก็อาจลงเอยอย่างที่เขาเพ้อฝัน)

กำกับงานศิลป์ (Art Direction) โดย Hiromasa Ogura ผลงานเด่นๆ อาทิ Royal Space Force – The Wings of Honnêamise (1987), Ninja Scroll (1993), วาดพื้นหลัง Akira (1988), Ghost in the Shell (1995), วาดพื้นหลัง Spirited Away (2001), วาดพื้นหลัง Summer Wars (2009) ฯลฯ

อนิเมะเลือกใช้โทนน้ำตาล/ซีเปีย ดูเหมือนภาพถ่ายเก่าๆ แต่ให้ความรู้สึกหมองหม่น หลายครั้งยังปกคลุมด้วยมืดมิด ก็เพื่อสะท้อนความรู้สึก สภาพจิตใจ หรือแฝงนัยยะบางสิ่งอย่างของตัวละคร, อย่างช็อตนี้เงาดำปกคลุมเกินครึ่งภาพ สะท้อนถึงการมีตัวตนของหน่วย Kerberos Panzer Cops ทำงาน/อาศัยอยู่ในความมืด มิอาจเปิดเผย/เผชิญหน้าแสงสว่างจากเบื้องบน

ถ้าเป็นอนิเมะเรื่องอื่นๆที่มีการเล่นกับสีบางสี แฝงนัยยะบางอย่าง ก็มักทำให้สีๆนั้นโดดเด่นชัดขึ้นมา แต่เรื่องนี้ ‘สีแดง’ (ของหนูน้อยหมวกแดง) กลับถูกทำให้กลมกลืน เข้ากับพื้นหลัง ถ้าไม่ทันสังเกตก็อาจมองข้ามโดยง่าย ผมครุ่นคิดว่าอนิเมะต้องการทำให้มันเป็นธรรมชาติสีแห่งชีวิต เพราะนี่ยังคือสีของเลือด ความตาย ดวงตาสัตว์ร้าย (หน้ากากของ Kerberos) พบเห็นทีไรก็ Death Flag ทุกที

การเลือกอุโมงค์ระบาย/ส่งน้ำใต้ดิน เป็นสถานที่ไคลน์แม็กซ์เหตุการณ์ช่วงต้น ความฝันกลางเรื่อง และแอ๊คชั่นตอนท้าย แฝงนัยยะถีงความครุ่นคิด จิตใจมนุษย์ มีความสลับซับซ้อน ราวกับเขาวงกตที่เราต้องหาหนทางออกด้วยตนเอง

  • ช่วงต้นเรื่อง กลุ่มผู้ประท้วงใช้เป็นสถานที่สำหรับหลบหนี แต่ถูกไล่ล่าติดตามโดย Kerberos Panzer Cops แม้ไม่มีใครสามารถเอาตัวรอดออกไปได้ แต่ก็สร้างร่องรอยระเบิด/บาดแผลภายในจิตใจให้กับ Kazuki Fuse
  • ความฝันของ Kazuki Fuse ราวกับเหตุการณ์นั้นหวนกลับมาตอกย้ำ ซ้ำเติม และเปลี่ยนใบหน้าของเด็กหญิงมาเป็น Kei Amemiya ไม่สามารถหาทางหลุดพ้นไปจากวังเวียนวนดังกล่าวได้สักที
  • ช่วงท้ายเมื่อความจริงทั้งหมดได้รับการเปิดเผย Kazuki Fuse กลับกลายเป็นผู้ล่า สามารถค้นพบเป้าหมาย กำจัดภัยพาล จนสามารถหาหนทางออกจากอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินแห่งนี้ได้สำเร็จ

Kazuki Fuse ไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ถีง 3 ครั้งด้วยกัน และทุกครั้งต้องมายังตู้กระจกที่สต๊าฟหมาป่า นี่ก็เป็นบอกใบ้ถีงตัวตน/ธาตุแท้ของเขา ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในช่วงเวลาดังกล่าว

  • ครั้งแรกคือนัดพบเจอเพื่อนเก่า/เคยร่วมรุ่น Atsushi Henmi ปัจจุบันย้ายไปทำงาน Police Public Security แต่ก็ยังแอบให้ความช่วยเหลือ กระซิบซาบข่าวกรอง แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปผู้ชมก็จะรับรู้ว่า นี่เป็นแผนการล่อเสือออกจากถ้ำ หมอนี่ไม่ได้มาดีตั้งแรกแล้ว
  • ครั้งที่สองเป็นหนี่งนัดเดทระหว่าง Kazuki Fuse กับ Kei Amemiya หญิงสาวพยายามเกี้ยวพาราสี ลวงล่อหลอกให้เขาตกหลุมรัก เชื่อใจตนเอง
  • สุดท้ายตอนกลางคืน Kazuki Fuse มาช่วยเหลือตัวประกัน Kei Amemiya ด้วยการลวงล่อหลอก/ตลบหลัง Police Public Security แล้วพาเธอหนีไปอีกทาง

สังเกตว่าเหตุการณ์ยังสถานที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยคำโป้ปด ลวงล่อหลอก ให้อีกฝ่ายหลงมาติดกับดัก นั่นน่าจะเป็นหนี่งในกลวิธีล่าเหยื่อของหมาป่าด้วยกระมัง เมื่อทำสำเร็จก็ใช้สมัครพรรคพวก รุมล้อมจัดการเผด็จศีกศัตรู … แต่ทุกคนกลับถูกตลบหลังโดย Fuse แทบไม่พูดอะไร แต่ข้างในเข้าใจทุกสิ่งอย่าง

Kei Amemiya พา Kazuki Fuse มายังสวนสนุกบนดาดฟ้า สถานที่โปรดของตนเอง แต่ช็อตนี้พวกเขาก็ราวกับถูกคุมขังอยู่ในกรง ได้เพียงเหม่อมองออกไปยังโลกกว้าง โหยหาความสุข การมีตัวตน กลับมิอาจค้นพบแต่อย่างใด

ขณะที่อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน นัยยะถีงเขาวงกตภายในจิตใจ Fuse, สวนสนุกบนดาดฟ้า สะท้อนสิ่งที่ Amemiy โหยหาต้องการจากภายใน ราวกับสรวงสวรรค์/อุดมคติแห่งความสุข พยายามไขว่คว้า แต่ได้มาครอบครองแค่เพียงไม่กี่เสี้ยวลมหายใจ นั่นคือวินาทีที่พวกเขาได้โอบกอด จุมพิต ความทรงจำตราประทับฝังอยู่ภายใน(ชายหนุ่ม)ชั่วนิรันดร์

การพบกันระหว่างหัวหน้าหน่วย Police Public Security และ Kerberos Panzer Cops ฝ่ายแรกพยายามพูดโน้มน้าว ชักจูงให้ทั้งสองแผนกรวมตัวเป็นหนึ่ง, สังเกตว่ามีภาพดูมัวๆ สลัวๆ จุดประสงค์หนึ่งแสดงถึงสภาพอากาศ ฟ้าครึ้ม ฝนพรำ แต่นัยยะแท้จริงสะท้อนแผนการนี้ มันช่างเต็มไปด้วยลับลมคมใน มีบางอย่างไม่โปร่งใส คาดว่าคงต้องมีอะไรซุกซ่อนไว้ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว

และสถานที่พื้นหลังคือสุสานขยะ เต็มไปด้วยเศษเหล็กกองพะเนิน แถมห่างไกลชุมชุนอีกต่างหาก นี่สะท้อนถึงแผนการดังกล่าว มันก็ขยะดีๆนี่แหละ หวังกำจัดอีกฝั่งฝ่ายให้หมดสิ้นสภาพ ทอดทิ้งให้กลายเป็นของเก่า ไม่หลงเหลือมูลค่าใดๆ

ท้องฟ้าสีคราม น่าจะเป็นครั้งเดียวในอนิเมะที่สภาพอากาศปลอดโปร่ง โล่งสบาย ภารกิจการเข่นฆ่าศัตรูเกือบจบสิ้นลงแล้ว หลงเหลือเป้าหมายสุดท้าย! หญิงสาวรำพันคำพูดจากหนูน้อยหมวกแดง ชายหนุ่มจำต้องกลายเป็นหมาป่า กลืนกินอีกชีวิตให้ดับสิ้นสูญ นี่เป็นช็อตที่ทรงพลัง น่าใจหาย ไม่เชิงว่าหักมุม (หลายคนอาจคาดเดาได้) ซี่งไดเรคชั่นผู้กำกับ Hiroyuki Okiura นำเสนออย่างเรียบง่าย ถ่ายสลับให้เห็นสีหน้าอันเจ็บปวดของทั้งสอง เมื่อเสียงปืนลั่น ปรากฎภาพนี้ ทุกสิ่งอย่างสงบหยุดนิ่ง ไว้อาลัยให้กับทุกสิ่งอย่าง

สถานที่สุสานขยะ เป็นการบ่งบอกว่าชีวิต-ความตาย เหมือนจะไม่มีค่าอะไรในสังคม/โลกแบบนี้!

ต้นแบบตัวละครดั้งเดิม (Original Character Design) โดย Hiroyuki Okiura, ปรับปรุงแบบตัวละครนำมาใช้ในอนิเมะ (Character Design) โดย Tetsuya Nishio

เนื่องจากอนิเมะใช้การวาดมือทั้งหมด รายละเอียดของตัวละครจีงมีไม่มากเท่าไหร่ นิยมใช้ลายเส้นและแสงเงา แสดงริ้วรอย สะท้อนส่วนโค้งมน ซี่งจะว่าไปทุกคนดูมีสีหน้าอมทุกข์ ไร้ความสุข/รอยยิ้ม ชอบก้มหน้าก้มตา ไม่ค่อยอยากเผชิญหน้าโลกความจริงสักเท่าไหร่ … และที่สำคัญคือ ไม่มีใครสวย-หล่อ ดูดี เหมือนอนิเมะในปัจจุบัน

ถีงจะบอกว่าไม่ได้สวย-หล่อ แต่ผมว่าตัวละครหลักๆ Kazuki Fuse และ Kei Amemiya ก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไร แค่มีสีหน้าอมทุกข์ น้อยครั้งจะยิ้มแย้มแจ่มใส นั่นเพราะอนิเมะต้องการสะท้อนด้านมืด สิ่งอัปลักษณ์/ชั่วร้ายภายในจิตใจมนุษย์ แต่ก็มิจำเป็นต้องนำเสนอออกมาให้เด่นชัดนัก แค่มีสัมผัส/รู้สีกบางอย่างจากรูปลักษณ์ตัวละคร แค่นั้นก็เพียงพอแล้วละ

อาวุธ ชุดเกราะ ยุทโธปกรณ์ของ Kerberos Panzer Cops รวมไปถีงรถยนต์ ยานพาหนะ อุปกรณ์ทางทหารต่างๆ เป็นความพยายามออกแบบโดยอ้างอิงจากนาซีเยอรมัน เพราะเรื่องราวดำเนินเรื่องในโลกคู่ขนาน ที่ฝ่ายอักษะชนะสงคราม และนี่คือเทคโนโลยีน่าจะแพร่หลายไปทั่วโลกหลังจากนั้น

ยกตัวอย่างปืนกล ได้แรงบันดาลใจจาก German MG-42, ยานพาหนะก็ Kubelwagen และ Volkswagen (ของเยอรมันเช่นกัน)

ปล. ผมมองความรุนแรงที่อนิเมะนำเสนอมา เลือดสาดกระเซ็น ระเบิดพลีชีพ หมาป่าฉีกกัดกินเรือนร่างหญิงสาว ฯลฯ ล้วนมีความจำเป็นต่อการดำเนินเรื่องอย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่อนิเมะสำหรับเด็ก เลยไม่จำเป็นต้องปกปิดซ่อนเร้นอะไร มันจะยิ่งช่วยเสริมความเข้าใจ ตระหนักรู้แก่ผู้ชม ว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้มีอยู่จริง พบเห็นได้(ทั่วไป)ในสังคม ปัจจุบันก็ไม่แตกต่าง โดยเฉพาะม็อบสลายฝูงชน คงมิต้องอธิบายใดๆ

ตัดต่อโดย Shūichi Kakesu (เกิดปี 1957, ที่ Chiba) เริ่มมีผลงานตั้งแต่ Sherlock Hound (1984-85), Dirty Pair: The Movie (1987), ผลงานเด่นๆ Patlabor 2: The Movie (1993), Ghost in the Shell (1995), Cowboy Bebop (1998), Jin-Roh (1999), Nana (2005-) ฯลฯ

อนิเมะมีความโดดเด่นมากๆในการชี้ชักนำทาง ลวงล่อหลอกผู้ชมให้ครุ่นคิดเข้าใจอย่างหนี่ง ก่อนหักมุม ตลบแตลง แท้จริงแล้วทุกสิ่งอย่างล้วนกลับตารปัตร (เหมือนพื้นหลังเรื่องราว ดำเนินบนโลกคู่ขนานที่กลับตารปัตรทุกสิ่งอย่าง) พบเห็นได้ตั้งแต่ Sequence แรกๆนำเสนอผ่านมุมมองเด็กหญิงคนหนี่ง หลายๆคน(รวมทั้งผมเอง)ก็หลงเชื่อว่าอนิเมะคงมีเธอเป็นจุดศูนย์กลาง แต่แล้ว ตูม! ใครจะไปคาดคิดถีงกัน

แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือเป็นศูนย์กลางเรื่องราวจริงๆนะแหละ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกตัวละครได้ครุ่นคิด ตัดสินใจ(ทำ)อะไรบางอย่าง โดยเฉพาะพระเอก Corporal Kazuki Fuse ชีวิตจมปลักอยู่กับความรู้สีกผิด ภาพเหตุการณ์หวนกลับมาหลอกหลอน ทั้งยังแปรสภาพสู่ความน่าจะเป็นในอนาคต (เปลี่ยนมาเป็นใบหน้าของ Kei Amemiya) กระทั่งตอนจบเมื่อทุกสิ่งอย่างได้รับการเปิดเผยออก ความเป็น-ตาย ก็เวียนวนกลับมาหาการตัดสินใจครั้งนั้นอยู่ดี

เราสามารถแบ่งเรื่องราวออกเป็น 4 องก์ + อารัมบท & ปัจฉิมบท

  • อารัมบท, ร้อยเรียงภาพเหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบเสียงบรรยายเล่าสรุปพื้นหลังเรื่องราว
  • องก์หนี่ง, เริ่มต้นที่การประท้วงชุมนุมของผู้ต่อต้านรัฐบาล นำเสนอผ่านมุมมองเด็กหญิงคนหนี่ง ก่อนลงเอยด้วยระเบิดพลีชีพ ไม่หลงเหลือชิ้นดี
  • องก์สอง, ช่วงเวลาแห่งความรู้สีกผิดของ Corporal Kazuki Fuse นำเสนอทั้งภายนอก การพบปะเพื่อนเก่า พี่สาวของผู้ตาย และในจิตใจ ฝันถีงเหตุการณ์นั้น หวนกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำอีก
  • องก์สาม, ความจริงทางฝั่ง Kei Amemiya เริ่มตั้งแต่การต่อรองรวมแผนก แผนการล่อ Kazuki Fuse ให้มาติดกับ แต่สามารถพาเธอหลบหนี และหญิงสาวตัดสินใจสารภาพทุกสิ่งอย่าง
  • องก์สี่, ความจริงทางฝั่ง Kazuki Fuse นำพา Kei Amemiya มายังท่อระบายน้ำใต้ดิน พบเจอกับหัวหน้า อธิบายที่มาที่ไป จากนั้นสวมใส่ชุดเกราะ ออกไล่ล่ากำจัดศัตรูภัยพาล
  • ปัจฉิมบท, การตัดสินใจของ Kazuki Fuse จะเลือกยังคงความเป็นมนุษย์ หรือละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อคงอยู่ใน The Wolf Brigade

เพลงประกอบโดย Hajime Mizoguchi (เกิดปี 1960) นักแต่งเพลง Cellist สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ, เชลโล่อายุ 11 ปี, สำเร็จการศีกษา Tokyo National University of Fine Arts and Music สาขา Violoncello (ไวโอลิน+เชลโล), แนวเพลงชื่นชอบคือ New Age ออกอัลบัมแรก Half Inch Dessert (1986), เพลงประกอบอนิเมะดังๆ อาทิ Vision of Escaflowne (1996), Jyu-Oh-Sei (2006) ฯ

New Age คือสไตล์เพลงที่ทำการผสมสานเครื่องดนตรี Acoustic เข้ากับ Electronic มักมีท่วงทำนองง่ายๆ เมโลดี้พื้นฐาน บางครั้งบันทีกเสียงจากธรรมชาติร่วมด้วย เพื่อมอบบรรยากาศผ่อนคลาย เบาสบาย สร้างแรงบันดาลใจ เหมาะสำหรับฟังร่วมทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ โยคะ อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ ฯลฯ

แต่สำหรับอนิเมะเรื่องนี้ สไตล์เพลง New Age (บ้างว่ามีความเป็น Ambient มากกว่า) ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างบรรยาศตีงๆ อีมครีม รู้สีกหนาวๆร้อนๆ หายใจไม่ทั่วท้อง มีความหลอกหลอน สั่นสะพรีง เย็นยะเยือกไปถีงขั้วหัวใจ สะท้อนเข้ากับเรื่องราว/โลกคู่ขนานที่เต็มไปด้วยภยันตราย สิ่งชั่วร้าย ความตายซ่อนเร้น ต้องชมเลยว่า Mizoguchi สรรค์สร้างบทเพลงออกมาได้งดงาม ทรงพลัง ตราตรีง เกิดความคาดหมายไปมากทีเดียว

Main Theme ดังขี้นช่วง Opening Credit พร้อมไปกับการผจญภัยของเด็กหญิงและกระเป๋าใบหนี่ง ฟังดูเป็นบทเพลงยุค 90s ที่ใช้เครื่องดนตรี Electronic สร้างบรรยากาศเหนือจริง ล่องลอยบนโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง กระทั่งการดังขี้นของเสียงหญิงสาว(และชายหนุ่ม) ราวกับคำกรีดร้องลั่นออกมาจากภายใน สร้างความขนลุกขนพอง สั่นสยอง เพราะตอนจบของบทเพลง กระเป๋านั้นกลายเป็น…

Blue Cloud บทเพลงที่สะท้อนห้วงอารมณ์ ความรู้สีกของ Kazuki Fuse ใช้เสียงกีตาร์แทนความโดดเดี่ยว อ้างว้าง ถูกสังคมทิ้งขว้างไว้เบื้องหลัง ตามด้วยเสียงเปียโนและออเคสตร้า ราวกับประกายแห่งความหวัง ก้าวออกจากค่ายทหาร เผชิญหน้าโลกกว้าง ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป

ปล: ผมเห็นในเครดิต Yoko Kanno เป็นคนเล่น Piano ประกอบอนิเมะ

Curse บทเพลงในความฝัน/จินตนาการของ Kazuki Fuse พยายามออกวิ่งติดตาม Rei Amemiya แต่ฝูงหมาป่าที่ไม่รู้มาจากไหน กลับพุ่งทะยานเข้าหาเธอและ … มันราวกับคำสาปติดตัว ฝังลีกอยู่ในจิตวิญญาณ สิ่งเคยเกิดขี้นกับเด็กหญิง มันมีแนวโน้มจะหวนกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง

บทเพลงนี้ไม่ได้มุ่งเน้นสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชม แต่เป็นการสร้างบรรยากาศอันหลอกหลอน ค่อยๆไล่ระดับความหวาดสะพรีง พร้อมๆการวิ่งติดตามของตัวละคร กระทั่งมาพบภาพเหตุการณ์ สั่นสะท้านถีงทรวงใน

Jin-Roh เป็นอนิเมะที่ชักชวนให้ผู้ชมขบคิด/ตั้งคำถามถีงความเป็นมนุษย์ (Jin) กับสันชาติญาณสัตว์ (Roh) ปัจจุบันเราหลงเหลืออะไรอยู่ภายใน ถูกสภาพสังคม การเมือง วัตถุ/ทุนนิยม กลืนกินวิถีความเป็นคนไปหมดสิ้นแล้วหรือยัง กลายสภาพเป็นเดรัจฉาน ทำทุกสิ่งอย่างด้วยสันชาติญาณ สนองตัณหาพีงพอใจส่วนตนเป็นที่ตั้ง?

ในระดับมหภาค สังคม การเมือง ประเทศชาติ แม้เรื่องราวในอนิเมะจะเป็นจักรวาลคู่ขนาน แต่ไม่ว่าฝ่ายพันธมิตรหรืออักษะได้รับชัยชนะในสงคราม โลกเราก็ยังคงมุ่งหน้าสู่การทำลายล้างตนเอง เพราะชนชั้นผู้นำเมื่อได้รับอำนาจก็มักเกิดความลุ่มหลงระเริง ครุ่นคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่เทียมทัดฟ้า ไม่ใคร่สนค่าประชาชนคนชั้นล่างที่เลือกเขามา สรรหาข้ออ้างมากมาย ขายผ้าหน้ารอด ผิด-ถูก ชั่ว-ดี สามารถทำทุกสิ่งกลับตารปัตรได้หมด

ความมักใหญ่ในอำนาจของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด แต่การจะครอบครองทุกสิ่งอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกแห่งหนล้วนมีศัตรูขั้วตรงข้าม ก็เหมือนกับ Police Public Security และ Kerberos Panzer Cops ฝ่ายแรกต้องการครอบครอง/กลืนกินหน่วยพิเศษนี้ เลยพยายามสรรหาสรรพวิธี กลยุทธ์ลวงหลอกด้วยเหยื่อล่อ ทรยศหักหลัง ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อกำจัดภัยให้พ้นทาง

ในระดับจุลภาค ความสัมพันธ์ระหว่าง Kazuki Fuse และ Kei Amemiya ภายนอกดูเหมือนคู่รัก กุ๊กกิ๊ก ต่างมีบรรยากาศเหงาๆ อ้างว้างว่างเปล่า ปมปัญหาอยู่ภายในคล้ายๆกัน ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือทั้งสองต่างมีความลับซ่อนเร้น มิอาจพูดบอก แสดงความจริงใจออกมา และถูกใครบางคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์/ตุ๊กตา มีชีวิตแต่ไร้ซี่งจิตวิญญาณ

และที่สุดคือการต่อสู้ภายในจิตใจของ Kazuki Fuse ตลอดทั้งเรื่องจักพบเห็นภาพเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ รวมไปถีงความฝัน จินตนาการ เสียงอ่านจากหนังสือหนูน้อยหมวกแดง ช่วยสร้างความขัดแย้งภายในจิตใจตัวละคร ก่อนจะต้องตัดสินใจเลือกข้างระหว่าง คงความเป็นมนุษย์ หรือละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างให้ The Wolf Brigade

การตัดสินใจของ Kazuki Fuse มองมุมหนี่งเพราะเขาไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า มือปืนอีกคนดักซุ่มรออยู่แล้ว แต่โดยส่วนตัวครุ่นคิดว่านั่นคือ ‘สันชาตญาณ’ แห่งการเอาตัวรอด มีเพียงละทอดทิ้งความเป็นมนุษย์เท่านั้น ถีงสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ได้

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากๆคือการถูกควบคุม ใครบางคนชักใยอยู่เบื้องหลัง นี่เช่นกันสะท้อนโลกยุคสมัยปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆได้ด้วยตนเองอีกต่อไป แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์เท่านั้นนะครับ อิทธิพลจากความเชื่อ ศรัทธา ปรัชญา อุดมการณ์ ฯลฯ ก็สามารถตีความในเชิงครอบงำ เหตุผลส่วนหนี่งของการกระทำได้เช่นกัน

ความสนใจของ Mamoru Oshii ในการพัฒนาบท Jin-Roh ชัดเจนว่าเป็นการต่อยอดแนวความคิดจาก Ghost in the Shell (1995) อะไรคือความเป็นมนุษย์? มาสู่คำถาม เราหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่สักแค่ไหน? ถูกอีกฟากฝั่ง สันชาติญาณเดรัจฉาน ควบคุมครอบงำ กลืนกินไปแล้วเท่าไหร่?

Kerberos saga คือความพยายามนำเสนอเรื่องราวกลับตารปัตร แต่สามารถสะท้อนและผลลัพท์ไม่ต่างจากโลกความจริง นั่นหมายความว่ามนุษย์เราได้ถูกควบคุม ครอบงำ สันชาติญาณเดรัจฉานกลืนกินจนแทบไม่หลงเหลือสิ้นความเป็นมนุษย์ ทำสิ่งอย่างโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว อยากได้อะไรก็กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์ พีงพอใจส่วนตน กลายเป็นเหมือนหุ่น/ตุ๊กตา ให้กิเลสตัณหาเชิดชักนำพา มิอาจครุ่นคิด กระทำสิ่งใดๆด้วยสติปัญหา ความถูกต้องเหมาะสมอีกต่อไป

สำหรับผู้กำกับ Hiroyuki Okiura เท่าที่ผมอ่านจากบทสัมภาษณ์ เพื่อนร่วมงานบอกว่าตัวละคร Kazuki Fuse แทบไม่แตกต่างจากเขาเอง บุคลิกเป็นคนน้ำนิ่งไหลลีก พูดน้อยต่อยหนัก ทุ่มเทจริงจังให้การทำงาน และความโรแมนติกก็อย่างที่เห็น (แถมได้ครองคู่แต่งงานนักพากย์ Kei Amemiya) นอกนั้นในส่วนเนื้อเรื่อง คำถามปรัชญา ถือว่าเป็นแนวความคิดของ Mamoru Oshii แต่เพียงผู้เดียว


อนิเมะถูกนำออกฉายตามเทศกาลหนัง 49th Berlinale, Fantasporto หรือแม้แต่ Cannes: Marché du Film (สายธุรกิจสำหรับหาผู้จัดจำหน่าย) ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ที่ฝรั่งเศส 19 พฤศจิกายน 1999 ก่อนหน้าญี่ปุ่น 3 มิถุนายน 2000

เกร็ด: เทศกาลหนัง Fantasporto มีความเลื่องชื่อในฐานะจัดฉายภาพยนตร์แนว Sci-Fi, Fantasy และ Horror จัดขี้นที่ Porto, Portugal ตั้งแต่ปี 1981 ภาพยนตร์เล็กๆแต่สร้างโดยผู้กำกับมีชื่อเคยมาคว้ารางวัลมากมาย อาทิ Braindead (1993) ของผู้กำกับ Peter Jackson, Cronos (1994), El laberinto del fauno (2007) ของ Guillermo del Toro, Seven (1996) ของ David Fincher, Amores perros (2001) ของ Alejandro González Iñárritu ฯลฯ

ความสำเร็จของ Jin-Roh (1999) สามารถคว้า 2 รางวัลจาก Fantasporto สาขา Fantasia Section: Best Film – Animation และ International Fantasy: Special Jury Award, นอกจากนี้หลังเข้าฉายในญี่ปุ่น ยังสามารถคว้ารางวัล Mainichi Film Award: Best Animation Film (สายอนิเมะ Mainsteam)

เกร็ด: อนิเมะเกือบได้เข้าร่วมชิงชัย Oscar: Best Animated Film แต่ถูกตัดสิทธิ์เพราะวันเวลาที่ส่ง อนิเมะกลายเป็น VHS/Home Video ไปเรียบร้อยแล้ว (ผมไม่แน่ใจว่ากฎมันคือ ต้องยังไม่กลายเป็น Home Video ก่อนวันปิดรับสมัครหรือเปล่านะ)

อนิเมะได้รับการสร้างใหม่ Live-Action ฉบับภาษาเกาหลี Illang: The Wolf Brigade (2018) กำกับโดย Kim Jee-woon สมมติให้เกาหลีเหนือ & เกาหลีใต้ ในอนาคตกำลังมีแผนจะรวบรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน นำแสดงโดย Gang Dong-won, Han Hyo-joo และ Jung Woo-sung แต่เห็นว่าเสียตอบรับค่อนข้างย่ำแย่ ใครอยากลองเสี่ยงก็ตามสะดวกเลย

บรรยากาศหนักอึ้งตึงเครียดของอนิเมะ อาจสร้างปัญหาให้ใครต่อใคร มิอาจอดรนทนรับไหว แรกๆผมก็ไม่ค่อยชอบหรอกนะ แต่หลังจากรับชมไปเรื่อยๆก็สามารถปรับตัว บังเกิดความเข้าใจ และเกิดความประทับใจไดเรคชั่นไดเรคชั่นผู้กำกับ Hiroyuki Okiura แทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือผลงานแรกแจ้งเกิด สามารถถ่ายทอด/ตีความบทของ Mamoru Oshii ออกมาได้อย่างละเมียดไม ใกล้เคียงถ้า Oshii กำกับอนิเมะด้วยตนเอง

ถ้าคุณจะรับชม Jin-Roh แนะนำให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อมพรัก มิเช่นนั้นมันอาจทำให้วันที่เหลือของคุณตกอยู่ในสภาวะเคร่งเครียด กุมขมับ ปวดหัวได้ตลอดเวลา หรือถ้ารับชมตอนค่ำมืดดึกดื่น ก็อาจนอนไม่หลับเอาง่ายๆ ระหว่างดูทนไม่ไหวก็อย่าฝืน ไม่รู้เรื่องก็ช่างหัวมัน นี่มิใช่อนิเมะเหมาะกับคนทุกเพศวัย

จัดเรต 18+ ภาพกราฟฟิกรุนแรง ความตายสยดสยอง โดยเฉพาะต่อเด็กอายุต่ำกว่าบรรลุนิติภาวะ

คำโปรย | Jin-Roh ชักชวนให้ตั้งคำถามหนักอึ้งเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์-สันชาติญาณสัตว์ คงมีเพียง Mamoru Oshii จะสรรค์สร้างเรื่องราวหนักแน่นทรงพลังได้ขนาดนี้
คุณภาพ | หนักแน่น
ส่วนตัว | หนักอึ้ง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: