Journey to Italy (1954)

Journey to Italy

Journey to Italy (1954) Italian : Roberto Rossellini ♥♥♥♥♡

ผลงาน Masterpiece จากผู้กำกับ Roberto Rossellini หนึ่งในปรมาจารย์หนังของอิตาลี กับบรรยากาศสไตล์ Neorealist เรื่องราวเกี่ยวกับคู่สามีภรรยา นำแสดงโดย Ingrid Bergman และ George Sanders ที่เดินทางมายัง Naples, Italy เรื่องราวที่จะท้าทายความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ใครเคยดู Before Midnight (2013) น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ และผมจัดให้ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’

ผมอยากดูหนังของ Roberto Rossellini มานานแล้ว เขาถือเป็นบิดาของ Neorealist เลยนะครับ, ได้โอกาสสักที เลยเลือก Journey to Italy หรือ Voyage to Italy หรือชื่อภาษาอิตาเลี่ยน Viaggio in Italia ขึ้นมาชมเป็นเรื่องแรก บอกเลยว่าประทับใจสุดๆ หนังถือว่าตรงกับรสนิยมความชอบส่วนตัวของผมเลย, ตอนแรกผมคาดหวังกับหนังไว้ประมาณ Roman Holiday (1953) ที่มีความน่ารักสดใส แต่เอาเข้าจริงคนละเรื่องตรงกันข้ามเลย บรรยากาศหนังอึมครึม มืดมัว หม่นหมอง เห็นว่าตอนที่หนังฉายมีคนทนไม่ได้เดินออกจากโรง แต่ผมกลับชอบมาก เพราะโทนที่เข้มข้น มันแสดงถึงความจริงจัง ตรงไปตรงมา, หลังจากดูหนังเรื่องนี้ ผมตั้งฉายา Naples ว่าเป็นเมืองแห่งความตาย ถ้าคุณกำลังจะเลิกกับแฟน พากันไปเที่ยวเมืองนี้นะครับ รับรองว่าจะไม่ได้ยินคำพูดว่า ‘เลิกกันเถอะ’ อีกแน่นอน

หนังเรื่องนี้น่าจะค่อนข้างดูยากนะครับ ตอนผมดูไม่ได้รู้สึกว่ายากเท่าไหร่เพราะเจอหนังที่ยากกว่านี้มาเยอะแล้ว แต่กับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยหนังอิตาเลี่ยนหรือบรรยากาศแบบ Neorealist เจอหนังเรื่องนี้คงมึนตึบ เหตุที่ผู้ชมในสมัยนั้นต่างก็เดินออกจากโรงหนังไม่ใช่หนังไม่ดีหรือไม่สนุกนะครับ แต่บรรยากาศที่สร้างความอึดอัด หม่นหมอง จากอารมณ์ดีๆ ดูหนังเรื่องนี้จะกลายเป็นซึมเศร้า อมทุกข์, ผมมันพวกชอบหนังเครียดๆ จริงจัง ดูเรื่องนี้เลยไม่มีปัญหาอะไร ถ้าสักกลางเรื่องคุณทนไม่ไหว แนะนำให้ปิดทิ้งไปเลยนะครับ อย่าฝืน เพราะนี่แสดงว่าประสบการณ์การดูหนังของคุณยังไม่สูงพอที่จะดูหนังเรื่องนี้

ถ้าฉันทนดูจนจบ มันจะคุ้มกับการดู? … ใช่ครับ คุ้มมากๆ ผมชั่งจิตชั่งใจอยู่พอสมควร ก่อนที่จะจัดหนังเรื่องนี้ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’ เพราะเป็นหนังที่ดูไม่ง่ายเลย คนดูทั่วไปดูจบแล้วอาจขบคิดไม่เข้าใจอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณอ่านบทวิจารณ์นี้เชื่อว่าคุณจะเห็นสามารถเห็นคุณค่าและความหมายของหนังที่ซ่อนไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆกับทุกๆคน โดยเฉพาะคนที่แต่งงาน แล้วไม่รู้ว่าชีวิตคู่จะยืนยาวอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ การดูหนังเรื่องนี้ผมเชื่อเลยว่า คุณจะสามารถเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตคู่เพิ่มขึ้นเยอะเลย

นำแสดงโดย Ingrid Bergman ขณะเล่นหนังเรื่องนี้เธอแต่งงานอยู่กินกับผู้กำกับ Roberto Rossellini แล้วนะครับ, เป็น Ingrid Bergman ที่เริ่มต้นจีบก่อน เธอเขียนจดหมายส่งถึง Rossellini หลังจากได้ดูหนังของเขา 2 เรื่อง Rome, Open City และ Paisan แล้วประทับใจมากๆ ในจดหมายเขียนว่า ‘ถ้าเขา (Rossellini) อยากได้นักแสดง Swedish ที่พูดอังกฤษได้ดีและมีเชื้อสาย German ให้ติดต่อมา ฉันอยากร่วมงานกับคุณ’, ปี 1950 Bergman และ Rossellini ได้ร่วมงานกันครั้งแรกในหนังเรื่อง Stromboli terra di Dio (1950) ไม่นานนักทั้งสองก็แต่งงานกัน, Bergman รับบท Catherine ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ (Critic) ชอบดูถูกคนอื่น เอาแต่ใจ และไม่พยายามเข้าใจผู้อื่น

George Sanders นักแสดงสัญชาติอังกฤษ หลังจากที่เพิ่งได้ Oscar สาขา Best Supporting Actor กับหนังเรื่อง All About Eve (1950) มีโอกาสได้รับบทนำบ่อยครั้งขึ้น แต่เขาขึ้นชื่อเรื่องเป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดง่าย, กับหนังเรื่องนี้เป็น Rossellini ที่ติดต่อไป ซึ่งระหว่างร่วมงานกัน Sanders ก็มีปัญหากับทั้งนักแสดงและผู้กำกับ เพราะ Rossellini กับ Bergman มีเรื่องให้ทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง (ทั้งคู่เลิกกันในปี 1957) แถมการเงินของหนังก็มีปัญหา (งบหมด), ฟังดูตลกแต่นี่เรื่องจริงนะครับ หนังเรื่องนี้มีใจความเกี่ยวกับคู่สามีภรรยาที่กำลังจะเลิกกันเพราะความ ‘เบื่อ’ ในปี 1972 หลังจาก Sanders เลิกกับภรรยา เขาเขียนจดหมายก่อนฆ่าตัวตายว่า “I am leaving because I am bored.”, Sanders รับบท Alexander เป็นคนที่ชอบพูดแดกดัน (Sarcastic) ประชดประชัน ใจคิดอย่างหนึ่งพูดอีกอย่างหนึ่ง ขี้ม่อและเห็นแก่ตัว

พัฒนาบทโดย Vitaliano Brancati กวีและเป็นนักเขียนเจ้าของรางวัล Bagutta Prize (คล้ายๆ Pulitzer Prize ของอิตาลี) ร่วมกับผู้กำกับ Roberto Rossellini ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Duo โดยนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศส Colette ผลงานที่โด่งดังที่สุดของเธอก็คือ Gigi ที่ถูกดัดแปลงเป็นหนังมาแล้วหลายครั้ง, แต่ Rossellini ไม่สามารถซื้อลิขสิทธิ์ของนิยายได้ (ไม่รู้ทำไม) จึงทำการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายๆอย่าง เช่นย้ายมาดำเนินเรื่องที่ Italy คงไว้แค่แนวคิดหลักของนิยายไว้ สองสามีภรรยาที่กำลังมีปัญหาชีวิตคู่ เดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ได้พบกับเรื่องราวต่างๆ และสามารถทำความเข้าใจ คืนดีกันได้ในตอนจบ

เริ่มหนังมาด้วยสองสามีภรรยา Catherine (Bergman) และ Alexander (Sanders) ขับรถเพื่อเดินทางไป Naples, Italy ดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไรเลยนะครับ แต่หนังได้สร้างบรรยากาศที่คุกกรุ่น (มาคุ) ระหว่างทั้งสอง, อยู่ดีๆ Alexander ก็พูดขึ้นมาว่า “ฉันไม่เคยเห็นความวุ่นวายกับความเบื่อไปด้วยกันได้เลย” (I’ve never seen noise and boredom go so well together.) นี่เป็นประโยคแรกของหนังที่ปรากฏคำว่า bored และต่อจากนั้น 10 นาทีแรก เราก็จะได้ยินคำนี้นับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้น Catherine ก็พูดขึ้นว่า “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าการอยู่สองต่อสองกับคุณจะน่าเบื่อขนาดนี้” (It didn’t occur to me that it would be so boring for you to be alone with me.) นี่คือจุดเริ่มต้นความขัดแย้งที่ไม่เคยมีมาก่อนของทั้งคู่

หลังจากที่ทั้งสองขับรถมาถึงเมือง Naples ภาพถ่ายถนนตอนกลางคืน ผมขยี้ตาแล้วคลิกย้อนกลับไปดูภาพนี้อีกครั้ง และเห็นว่าภาพได้ถูกปรับความเข้มของสี (Saturation) ให้เข้มขึ้นจนเกือบเป็นภาพขาว-ดำล้วนๆไม่มีสีเทาอยู่เลย (ยังกับ Sin City) เป็นผลงานการถ่ายภาพของ Enzo Serafin ซึ่งถ้าสังเกตงานภาพของหนังทั้งเรื่อง ในตอนกลางวันก็จะมีลักษณะคล้ายๆกัน คือภาพมีความคมชัดและเข้มของสีสูงมาก การทำแบบนี้เป็นการสร้างบรรยากาศให้หนังมีความเข้มข้น โทนที่มีความจริงจัง ซึ่งสองตัวละครหลักสามี-ภรรยา กับภาพขาว-ดำ แสดงถึงความขัดแย้ง เป็นเอกเทศ และความแตกต่าง คนหนึ่งสีขาว คนหนึ่งสีดำ (แต่ไม่ได้หมายถึง ดี-เลว นะครับ)

นอกจากเรื่องความเข้มสีแล้ว การเคลื่อนไหวกล้องในหนังก็โดดเด่นมาก มีทั้งการแพนกล้อง เคลื่อนกล้อง ช่วงหลังๆมีการใช้เครนถ่ายจากพื้นยกขึ้นไปเห็นภาพมุมสูง ฯ ผมชอบฉากในพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยรูปปั้น การถ่ายภาพใช้กล้องเคลื่อนไหวไปโดยรอบ ให้เราเห็นรายละเอียดทุกมุม ทุกทิศ รอบด้านของรูปปั้นอย่างละเอียด ตัวหนังเองก็พยายามทำการสำรวจให้เห็นจิตใจของทั้งสองตัวละครให้ครบทุกรอบด้านเช่นกัน, แต่ไฮไลท์จริงๆของงานภาพอยู่ที่ช่วงท้าย ท่ามกลางฝูงชนปริมาณมหาศาล มันช่างวุ่นวาย สับสน อลม่าน (เหมือนจิตใจของทั้งคู่) และขณะที่ Catherine ถูกฝูงชนถาโถมเข้าไป ราวกับปลาที่กำลังว่ายทวนน้ำ และ Alexander ต้องวิ่งไปช่วยดึงเธอออกมา จังหวะของหนังเปะมากๆ และงานภาพสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของฝูงชน ส่งผ่านสองตัวละคร ให้มาถึงผู้ชมได้อย่างสมจริงและมีความหมายลึกซึ้ง (หนังเรื่อง Yellow Earth ของผู้กำกับ Chen Kaige น่าจะได้แรงบันดาลใจฉากจบจากหนังเรื่องนี้นะครับ)

ตัดต่อโดย Jolanda Benvenuti เรื่องราวเริ่มต้นจากสองสามีภรรยาที่เดินมาที่ Italy พร้อมกัน จากนั้นเรื่องราวแยกออกเป็นสองสาย เพื่อไปค้นหาตัวเอง
– เริ่มจากฝั่งของ Catherine (ที่เหมือนหนังสารคดีแนวท่องเที่ยว แนะนำสถานที่เที่ยวรอบๆเมือง) ออกไปเที่ยวชมพิพิณภัณฑ์รูปปั้นใน Naples ตามด้วย Pompeii ไปดูภูเขาไฟที่กำลังปะทุ และสุดท้ายไป Fontanelle ที่เป็นสุสานคนตายจากสงครามโลก
– ส่วน Alexander ก็ไปผจญภัยอยู่บนเกาะ Capri ทำตัวเป็นหนุ่มๆ (ทั้งที่ตัวเองแก่แล้ว) ท่องราตรี จีบหญิง ตามประสาคน(แอบ)โสด พอจีบไม่สำเร็จก็กลับมา Naples หาสถานที่เที่ยวยามราตรี ไม่เจอที่ถูกใจ เจอหญิงสาวคนหนึ่ง (ที่คิดจะฆ่าตัวตาย)

สถานที่ เหตุการณ์ และเรื่องราวการผจญภัยของ Catherine และ Alexander ที่ได้ประสบมาระหว่างแยกกันนี้ ล้วนแล้วแต่มีบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายลึกซึ้ง (metaphor) แอบแฝงไว้ อาทิ การใช้ชีวิต, ผู้คน, ครอบครัว, อดีต-อนาคต, ความเป็นความตาย ฯ เมื่อทั้งสองได้กลับมาพบกัน ขณะกำลังหาข้อสรุประหว่างชีวิตคู่ การผจญภัยครั้งสุดท้ายที่ไม่ได้ตั้งใจจึงได้เกิดขึ้นที่ Pompeii Excavation Site (บริเวณขุดสำรวจเมือง) และจบลงที่เทศกาลอะไรสักอย่าง ใจกลางเมือง Naples

เพลงประกอบโดย Renzo Rossellini เขาเป็นน้องชายของ Roberto Rossellini นะครับ ทำเพลงประกอบหนังให้พี่ชายไม่รู้ทุกเรื่องเลยรึเปล่า ซึ่ง Renzo เคยได้ Nastro d’Argento (Oscar ของ Italy) สาขา Best Score 2 ครั้งจาก Paisà (1946) และ I fratelli Karamazoff (1947), กับหนังเรื่องนี้เพลงประกอบถือว่า ยอดเยี่ยมมากๆ ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองทำให้ได้กลิ่นไอความเป็นอิตาลี เพลงเปิดหลับตาฟังก็ได้กลิ่นสปาเก็ตตี้โชยมา, ขณะ Catherine เดินชมรูปปั้นในพิพิธภัณฑ์ เสียงเพลงที่สร้างบรรยากาศ ความลึกลับอันมีมนต์ขลัง สัมผัสได้ถึงเรื่องราวความเก่าแก่ของรูปปั้น ที่ผลงานบางชิ้นมีอายุกว่า 1,000 ปี, ไฮไลท์ของเพลงอยู่ขณะที่ Catherine กับ Alexander เดินกลับจาก Pompeii Excavation Site เพลงประกอบบรรเลงขึ้นอย่างทรงพลัง แสดงถึงสิ่งที่ทั้งสองกำลังตัดสินใจ(เลิกกัน)เป็นเรื่องใหญ่โตมากๆ ลากยาวไปถึงตอนจบที่เราจะค่อยๆได้ยินเสียงเพลงบรรเลงแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของผู้คน เสียงเครื่องเป่า ทรัมเป็ต ทรัมโบนและเสียงกลองใหญ่ (คล้ายเสียงวงดุริยางค์) ให้ความรู้สึกถึงความหวัง และการเริ่มต้นครั้งใหม่

เกิดอะไรขึ้นกับสองตัวละครนี้ ทำไมทั้งคู่ถึงกำลังจะเลิกกัน? คำตอบค่อนข้างจะคลุมเคลือนะครับ เราไม่รู้ว่าพื้นหลังทั้งสองว่าทำงานอะไร? แต่งงานกันเพราะอะไร? ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก่อนหน้าเป็นยังไง? แต่ดูแล้วคงเป็นคนมีฐานะแน่ๆ (ไม่งั้นคงโดดงานมาเที่ยวเล่น ใช้จายแบบไม่คิดหน้าไม่คิดหลังได้ขนาดนี้) ถ้าวิเคราะห์เฉพาะจากบริบทของหนัง อาการ “เบื่อ” (คิดแล้วนึกถึง L’ Avventura-1960 เลยนะครับ) เกิดจากความขัดแย้งของคน 2 คน ที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว (ก็ไม่รู้แต่งงานกันได้ยังไง) ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา ต่างก็ไม่เคยมองเห็นข้อเสียของอีกฝ่าย ในหนังพวกเขาเอาแต่พูดในสิ่งที่เสียไป ไม่เคยพูดถึงสิ่งที่ได้รับมา (มองแต่สิ่งไม่ดี ไม่มองสิ่งดีๆ) แต่กับการอยู่ร่วมกันสองต่อสองในการเดินทางครั้งนี้ ทำให้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย และความเห็นแก่ตัวของทั้งสองที่ไม่ยอมเปิดใจรับ เลยเป็นเหตุให้กำลังจะเลิกกัน

เกิดอะไรขึ้นเมื่อทั้งสองได้พบเห็นร่างของคนตายที่ Pompeii Excavation Site?, สำหรับ Catherine ผมคิดว่าเธอมองเห็นจุดจบความรักของตนเองนะครับ, การผจญภัยของ Catherine ล้วนได้พบกับสิ่งที่เป็นอดีต รูปปั้น ภูเขาไฟ คนตาย ล้วนเป็นสิ่งที่อดีตเคยมีชีวิตอยู่แต่ปัจจุบันหามีไม่ ดั่งชีวิตของมนุษย์มันไม่จีรังยั่งยืน มีเกิดก็มีตาย เมื่อตอนที่เธอเห็นร่างของมนุษย์ที่เสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว มันเหมือนเธอเห็นตัวเอง ความรักที่กำลังตายจากไปโดยไม่รู้ตัว จิตใจที่หวั่นไหวอดกลั้นความรู้สึกไว้ไม่ได้ เธอจึงร้องไห้ออกมา, สำหรับ Alexander ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกอะไรนะครับ แต่ไม่แสดงออกมา จากสีหน้าเขาจับได้ถึงความรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว และอิจฉาคู่รักสองคนนี้ที่ตายด้วยกัน ไม่โดดเดี่ยว ซึ่งขณะนั้น ตัวเขามีความต้องการกำลังจะหย่ากับภรรยา มันทำให้ใจเขาหวิวๆ เพราะเมื่อเลิกกับภรรยาเขาต้องอยู่ตัวคนเดียว เงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว, ขณะที่ทั้งสองเดินกลับ Catherine พูดว่า “Life is so short!” ส่วน Alexander พูดว่า “That’s why one should make the most of it.” นี่คือข้อสรุปความรู้สึกในใจของทั้งสองคน

แล้วเกิดปาฏิหารย์อะไรขึ้นในตอนจบ? ผมไม่เชิงมองว่ามันคือปาฏิหารย์นะครับ เป็นชั่วขณะของสิ่งที่บังเอิญเกิดขึ้น ทำให้คนสองคนฉุกคิดขึ้นมาได้พร้อมกัน และเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน การผจญภัยในหนังทั้งเรื่องเป็นสิ่งที่สนับสนุน และมีอิทธิพลส่งผลต่อบทสรุปที่ทำให้ทั้งสองคิดขึ้นมาพร้อมกันได้, Catherine เหมือนว่าเธอไม่ได้ต้องการไกด์เพื่อแนะนำทัวร์ แต่ต้องการไกด์เพื่อนำทางชีวิต และ Alexander เขาไม่ได้ต้องการหญิงสาวแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องการคนที่สามารถเข้าใจความต้องการของเขา, ถึงทั้งคู่จะต่างกันสุดขั้ว แต่ก็ถือว่าเติมเต็มซึ่งกันและกัน, ขณะที่ Catherine ถูกฝูงชนพยายามพรากเธอจากไป Alexander ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า จิตใจเขายังไม่พร้อมที่จะอยู่คนเดียว ไม่อยากโดดเดี่ยวเพราะทิ้งเธอไป ส่วน Catherine ขณะนั้นฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เธอขาดเขาไม่ได้ เหมือนว่าถ้าเขาจากไป เธอจะสิ้นใจตายลงตรงนั้น

แล้วหนังเกี่ยวอะไรกับ Before Midnight (2013)? หนังสองเรื่องนี้แทบจะโคลนกันมาเลยนะครับ, ผมชื่นชอบเรื่องราว Before Trilogy ของ Richard Linklater มากๆ (หนังเรื่อง Before Sunrise-1995 เป็นหนังเรื่องโปรด TOP5 ของผมเลย) ซึ่งผมไม่พลาด Before Midnight อยู่แล้ว เป็นเรื่องราวของสองสามีภรรยา ที่กำลังมีปัญหาในการใช้ชีวิตคู่ และอาจกำลังจะจบด้วยการเลิกรากัน, พูดมาแบบนี้ใครเคยดูต้องร้องอ๋อแน่ๆ ต้องบอกว่า Before Midnight ได้แรงบันดาลใจมาจาก Journey to Italy เรื่องนี้นะครับ อะไรหลายๆอย่างก็คล้ายกัน ใครชอบ Before Midnight ก็น่าจะชอบ Journey to Italy เพราะตอนจบได้อารมณ์เดียวกันเลย

เกร็ดหนัง: ใครเคยดู Le mépris (1963) หรือ Contempt ของ Jean-Luc Godard จะเห็นโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้ปรากฎในหนังด้วยนะครับ

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’ เพราะแนวคิดต่อการใช้ชีวิตคู่ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สามีภรรยาจะทะเลาะกัน แต่การจะยอมรับและให้อภัย ทั้งสองต้องเปิดใจออก ทำความเข้าใจความคิด ความต้องการ มุมมองของอีกฝ่าย ดั่งคำ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’, หนังเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของสองสามีภรรยา ที่ไม่ยอมทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน จนเรื่องราวบานปลายมาจนถึงจุดแตกหัก ทำให้ประตูที่ล็อคหัวใจของทั้งคู่เปิดออก โชคดีที่สุดท้ายแล้วก็สามารถทำความเข้าใจ ยอมรับซึ่งกันและกันได้, ผมเชื่อว่าคู่รักที่มีปัญหา เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป ย่อมสามารถเปิดใจ เปิดอกคุยกัน ทำความเข้าใจกันเมื่อมีปัญหา … แต่ถ้าถึงขนาดเข้าใจกันแล้วยังมีปัญหากันอีก ผมว่าอาจได้เลิกกันนะครับ

แนะนำกับคนที่มีประสบการณ์ดูหนังมาแล้วพอสมควร ถึงจะสามารถดูหนังเรื่องนี้ได้ คอหนังคลาสสิค แฟนหนัง Ingrid Bergman และ Roberto Rossellini, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่รักทุกคู่ ที่กำลังมีปัญหา ดูแล้วทำความเข้าใจ คิดตาม หาสาเหตุ มองหาคำตอบ แล้วคุณจะค้นพบวิธีที่จะให้ชีวิตคู่ยืนยาว, จัดเรต 13+ กับภาพและบรรยากาศที่หดหู่ มืดมัวหมอง ไม่เหมาะกับเด็กเล็ก

TAGLINE | “Journey to Italy คือเรื่องราวการผจญภัย มีไกด์คือ Roberto Rossellini ลูกทัวร์ประกอบด้วย Ingrid Bergman และ George Sanders ที่จะนำคุณผ่าน Naples เมืองแห่งความตายขึ้นสู่สวรรค์”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of