The Gold Rush (1925)

The Gold Rush

The Gold Rush (1925) hollywood : Charlie Chaplin ♥♥♥♥♡

หนังเงียบที่เสียดสีชีวิตและสังคมได้อย่างเจ็บแสบ The Gold Rush เล่าถึงโชคชะตาที่ผกผันของชายนักขุดทอง (The Lone Prospector) ครั้งหนึ่งเขาเป็นที่ดูถูกของคนอื่นๆ จะมีใครไหมที่มองคนที่จิตใจไม่ใช่แค่หน้าตา, หนึ่งในหนังยอดเยี่ยมที่สุด ประสบความสำเร็จที่สุดของ Charlie Chaplin และแนะนำให้ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’

The Gold Rush เป็นหนังเรื่องแรกของ Charlie Chaplin ที่ผมจำความได้ว่าเคยดูตั้งแต่สมัยเด็กๆ บอกเลยว่าไม่ได้มีความประทับใจอะไรต่อหนังมากนอกจากความตลกที่ขำกลิ้งเลย ไม่เข้าใจเนื้อเรื่อง ไม่รู้ว่าต้องสื่ออะไร อาจเพราะตอนนั้นผมยังเด็กมากๆ ไม่สามารถทำความเข้าใจประเด็นละเอียดอ่อนที่แฝงอยู่ในหนังเรื่องนี้ได้, โตขึ้นมาผมก็ดูหนังเรื่องนี้อีกหลายครั้ง หลังจากที่เข้าใจมุมมองของหนังก็พบว่าหนังมันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ แต่ยอมรับในแนวคิดและสิ่งที่ต้องการนำเสนอ, มีสิ่งหนึ่งที่ผมพบเจอในเกร็ดหนัง นี่เป็นหนังที่ Chaplin สอดแทรกใส่ชีวประวัติของเขา และฉากตอนจบสะท้อนถึงระดับความสัมพันธ์ต่อแฟนสาวคนใหม่ (ขณะนั้น Chaplin กำลังจะเลิกกับภรรยาเก่า)

หนังเรื่องนี้ผมเห็นมี 2 เวอร์ชั่นนะครับ เป็นเวอร์ชั่นปกติต้นฉบับ มีคำบรรยายขึ้นคั่น ความยาว 95 นาที, อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเป็น Remaster ปรับปรุงคุณภาพ ใส่เสียง เพิ่มเพลงประกอบ ตัดต่อใหม่ เมื่อปี 1942 เวอร์ชั่นนี้ Chaplin ได้ทำการตัดคำบรรยายที่คั่นระหว่างฉากออก เปลี่ยนเป็นเสียงพากย์ (โดยเขาเอง) ทำให้หนังสั้นลงหลายนาที และตัดฉากสุดท้ายออก เหลือความยาว 72 นาที นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่มีการ Remaster หนังเงียบ ใส่เสียงพากย์ และตัดต่อใหม่ เอาคำบรรยายของหนังออก

แรงบันดาลใจของหนังมาจากภาพถ่ายที่ Klondike Gold Rush เมื่อปี 1898 ซึ่งมีการค้นพบเหมืองทองในเขต Yukon ภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Alaska, Canada ช่วงระหว่างปี 1896-1899 เป็นเหตุให้มีผู้คนจำนวนมาก ว่ากันว่านับแสนคน หลั่งไหลเข้าไปด้วยความหวังที่จะร่ำรวยกลับออกมา

ตัวละครของ Chaplin รับบทเป็น The Lone Prospector นักสำรวจแร่หรือนักขุดทอง เป็นหนึ่งในผู้เสี่ยงโชคกับการหาค้นหาทอง แต่ด้วยธรรมชาติบนเทือกเขาสูงที่เต็มไปด้วยหิมะและลมแรง แสดงถึงความโหดร้ายและไม่เกรงใจใคร พระเอกถือว่าโชคดีที่พบเจอกระท่อมหลบพายุหิมะที่รุนแรงได้ นั่นทำให้เขาพบกับนักเสี่ยงโชคคนอื่นๆ แต่กว่าที่พวกเขาจะเอาชีวิตรอดมาได้ ก็เกือบตายเพราะความอดอยาก, รองเท้าหนังแท้สามารถกินได้นะครับ แต่รองเท้าสมัยนี้มันไม่หนังแท้ 100% มักถูกฟอกและถ้ากินไปก็เป็นอันตราย (อย่าไปหัดลองกินเองที่บ้านนะครับ) ฉากนี้ Chaplin ทุ่มเทขนาดกินรองเท้าจริงๆ ซึ่งรองเท้าทำมาจาก licorice และทำให้ Chaplin (rush) เข้าโรงพยาบาลเนื่องจาก Insulin Shock

นางเอกของหนัง นำแสดงโดย Georgia Hale เดิมทีนั้น Chaplin ต้องการให้ Lita Grey แฟนสาวที่เพิ่งแต่งงานกันเมื่อกลางปี 1924 เป็นนางเอก แต่เพราะเธอท้องเสียก่อนเลยต้องเปลี่ยนมาเป็น Hale, เธอเป็นแฟนหนังของ Chaplin ตั้งแต่ยังเด็ก โตขึ้นมาเป็นครูสอนเต้นในกองถ่าย และไปเข้าตา Chaplin จึงจับเธอมาเป็นนางเอก, ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ไม่ถึงขั้นแต่งงานอยู่กินกัน เพราะหลังจาก The Gold Rush เธอก็อยู่ในวงการไม่กี่ปีแล้วก็ retire ออกมาไปทำอย่างอื่น เชื่อว่าเธอเป็นสาเหตุให้ Chaplin กับ Grey เลิกกันแน่ๆ (เลิกกันในปี 1927) คงเพราะเหตุนี้เธอเลยไม่มีหน้าที่จะอยู่ในวงการนี้ต่อไปได้อีก กระนั้นเธอก็ไม่เคยพูดจาร้ายใส่ Chaplin นะครับ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความประทับใจและความชอบส่วนตัวของเธอกับผลงานของ Chaplin อยู่เรื่อยๆ

ประเด็นความรักในหนังเรื่องนี้ถือว่าสนใจมากๆ หญิงสาวเพราะเธอรับไม่ได้กับพฤติกรรมแย่ๆของชายคนหนึ่ง เธอจึงทำเหมือนประชดเต้นรำกับชายพเนจร (พระเอก) นั่นทำให้เขาหลงเข้าใจผิด และตกหลุมรักหญิงสาว, การพบเจอครั้งถัดมาที่บ้านหลังหนึ่ง เธอสัญญากับเขาว่าจะมาเยี่ยมวันปีใหม่ แต่กลับผิดสัญญา นี่เป็นการกระทำที่สะท้อนแนวคิดของคนสมัยใหม่ เป็นการดูถูก เหยียดหยาม ซึ่งทำให้พระเอกรู้สิ้นหวัง แต่เขาก็รู้ตัวเองคงได้แค่ฝันเหมือน ‘หมาเห่าเครื่องบิน’ แต่เมื่อเธอระลึกสัญญานั้นได้ ทำให้พบความสัตย์ซื่อตรง จริงใจ คนแบบนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ, ถ้าหนังเรื่องนี้จบลงที่พระเอกไม่ได้เจอทองกลายเป็นคนร่ำราย แล้วสามารถได้รับความรักจากนางเอก นี่คงเป็นหนังโรแมนติกที่สะท้อนการมองคนด้วยจิตใจไม่ใช่หน้าตาได้อย่างยอดเยี่ยม, กระนั้นตอนจบแบบในหนัง เมื่อพระเอกร่ำรวย และเขาบังเอิญเจอเธออีกครั้ง เราได้เห็นมุมของเธอที่ยอมรับและต้องการปกป้องเขา เพราะคิดว่าพระเอกแอบขึ้นเรือมา นี่ก็แสดงว่าเธอยอมรับเขาข้างในจิตใจแล้ว

Roland Totheroh ตากล้องคู่ใจของ Chaplin ร่วมงานกันมาตั้งแต่ 1915 จนถึงยุค 1940s รวมกว่า 30 เรื่อง งานถ่ายภาพของเขาถือว่าเป็นเอกลักษณ์ แม้จะไม่มีความโดดเด่นเรื่องเทคนิคมากนัก แต่ก็ถือว่าสามารถถ่ายทอดความสวยงามในหลายๆระดับ, หนังเปิดกล้องเมื่อกุมภาพันธ์ 1924 ใช้ทุนสร้างเกือบๆ $1 ล้านดอลลาร์ เป็นค่าตัวประกอบ สร้างฉากและ Special Effect, ในฉากเปิดเรื่องใช้ตัวประกอบ โดยจ้างคนเร่ร่อน 2,500 คน เดินเรียงขึ้นเขา นี่เป็นฉากเดียวที่ไปถ่ายยังสถานที่จริง Chilkoot Pass นอกนั้นฉากอื่นถ่ายในสตูดิโอทั้งหมด

ฉาก Dinner Roll Dancing ที่ Chaplin ใช้ส้อมจิ้มขนมปังแล้วเต้นบนโต๊ะอาหาร นี่เป็นฉากที่ได้รับความนิยมสูงมากๆ ถูกนำไปเล่นบนโต๊ะอาหารและมีหนังหลายเรื่องที่ทำฉากนี้เพื่อระลึกถึง Charlie Chaplin, ทั้งๆที่มีหนังเรื่อง The Rough House (1917) ปรากฎฉากลักษณะคล้ายๆกันนี้อยู่ แต่ไม่ได้รับความนิยมหรือถูกพูดถึงแม้แต่น้อย

เกร็ดหนัง: หมีในหนังเป็นหมีจริงๆนะครับ ใครๆคงคิดว่าเป็นคนใส่ชุดหมี แต่ American Black Bear สอนให้เชื่องได้ ไม่เป็นแบบ The Revenant ที่ตะปบใส่ Leo แน่นอน

ในหนังเวอร์ชั่นต้นฉบับ จะมีตอนจบที่ต่างออกไป เป็นฉากจูบระหว่าง Chaplin กับ Hale เห็นว่าฉากนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอในขณะนั้น (เหมือน Chaplin กำลังต้องการแสดงอะไรบางอย่างให้ภรรยาของเขาเห็น) ฉากนี้ถูกตัดออกไปในเวอร์ชั่น Remaster คงเพราะ Chaplin ละอายใจที่ทำแบบนั้นไปกระมัง ใครดูเวอร์ชั่นที่มีเสียงพากย์ จะไม่เห็นฉากจบนี้ ลองหาใน Youtube ดูนะครับ มันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ความรู้สึกต่อหนังของคุณจะเปลี่ยนไปเลย พลาดไปก็น่าเสียดาย

ใจความของหนังเรื่องนี้คือการขุดทอง ซึ่งเป็นการค้นหาสิ่งที่พบได้ยาก อยู่บนเทือกเขา (เปลือกโลก) ที่ต้องอดทนฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ถึงจะได้ค้นพบ (อยู่ใจกลางโลก) และครองครอง เช่นกันกับการค้นหาหญิงสาว เป็นสิ่งที่ค้นพบได้ยาก อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย และต้องใช้ความจริงใจ (พิสูจน์ด้วยหัวใจ) ถึงจะได้ค้นพบและครอบครอง เปรียบเทียบแบบนี้น่าจะเห็นภาพชัดนะครับ เพราะตอนจบพระเอกพบทอง เขาเลยได้พบรักกับนางเอก
– ในใจความนี้มองกลับกัน ถ้าตอนจบไม่พบทอง ก็อาจจะไม่ได้พบรักกับนางเอก จบแบบนี้หนังคงมอบความรู้สึกขมขื่น (bad taste) ให้กับผู้ชมแน่ๆ เพราะนางเอกมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในใจพระเอก
– และถ้าไม่พบทอง แล้วได้พบรักกับนางเอก นี่จะกลายเป็นหนังโรแมนติกที่ ‘ความรักเอาชนะทุกสิ่ง’
จบแบบในหนังนี่แหละครับ คลาสสิค สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

มันฟังดูตลกนะครับ จะเป็นไปได้ยังไงที่หญิงสาวหน้าตาดีมีสกุล จะอยู่ดีๆมาตกหลุมรักชายเร่ร่อนพเนจร มันก็มี ‘ความเป็นไปได้’ นะครับ เพราะสมัยนี้คนเรามองกันที่ภาพลักษณ์ภายนอกจริงๆ เมื่อจับคนพเนจรมาใส่ชุดหรูๆดูดี เขาก็กลายเป็นกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกันกับคนที่รวยล้นฟ้า ถ้าจับมาแต่งตัวซอมซ่อ ไว้หนวดเครารุงรัง ก็กลายเป็นมหาโจรได้ ช่วงท้ายของหนังมีการเสียดสีการมองคนที่ภาพลักษณ์ภายนอกได้เจ็บแสบที่สุดแล้ว นี่คือเหตุผลที่ผมจัดหนังเรื่องนี้ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’ ด้วยนะครับ ความรักที่สมหวังของหนัง มันอยู่ข้างในจิตใจ (เหมือนทองที่ซ่อนอยู่ในภูเขา) มองแค่ผิวเผินยังไงก็มองไม่เห็น

หนังฉายเมื่อสิงหาคม 1925 และได้กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงถึง $5 ล้านดอลลาร์ (ว่ากันว่าเป็นหนังเงียบทำเงินสูงสุดเป็นลำดับที่ 5) Chaplin พูดถึงหนังเรื่องนี้ว่า ‘เป็นหนังที่ตั้งใจทำมากๆ และต้องการให้คนจดจำภาพลักษณ์ของเขาจากหนังเรื่องนี้’

ในเวอร์ชั่น Remaster ปี 1942 Chaplin ได้เขียนเพลงประกอบใหม่ให้กับหนัง และปรากฏว่าเพลงนี้ได้เข้าชิง Oscar 2 สาขา ประกอบด้วย Best Music Score of a Dramatic or Comedy และ Best Sound ตลกนะครับ หนังเงียบแต่พอ Remaster แล้วได้เข้าชิงสาขาเสียง แต่หนังก็ไม่ได้รางวัลอะไรนะครับ

หนังติดอันดับ 97 จาก Top 100 of all time ของนิตยสาร Cahiers du cinéma
ติดอันดับ 2 จาก 12 อันดับ Brussels World’s Fair’s international poll จัดขึ้นเมื่อปี 1958
ติดอันดับ 74 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 1998
ติดอันดับ 58 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 2007
ติดอันดับ 91 จากการจัดอันดับ Sight & Sound: Director’s Poll 2012
และติดอันดับ 154 จากการจัดอันดับ Sight & Sound: Critic’s Poll 2012

แนะนำหนังกับทุกคนเลย โดยเฉพาะแฟนหนัง Charlie Chaplin นี่คือเรื่องที่คุณห้ามพลาด และผมจัดหนังเรื่องนี้ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’, จัดเรต General เหมาะกับนั่งดูทั้งครอบครัว

TAGLINE | “The Gold Rush ทองแท้อยู่ในภูเขา เช่นเดียวกับจิตใจที่ดีของคนอยู่ภายใน ไม่ใช่หน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of