Julius Caesar (1953)

Julius Caesar

Julius Caesar (1953) hollywood : Joseph L. Mankiewicz ♥♥♥♡

ดัดแปลงจากบทละครของ William Shakespeare นำแสดงโดย Marlon Brando รับบท Mark Anthony, James Mason รับบท Brutus และ Julius Caesar รับบทโดย Louis Calhern, เรื่องราวดราม่าพูดจาภาษาดอกไม้ ของกลุ่มผู้ร่วมสมคบคิดวางแผนลอบสังหาร Julius Caesar ในวันที่กำลังจะกลายเป็นจักรพรรดิแห่งโรม

นี่เป็นหนังที่ผมคิดมาตลอด ว่า Marlon Brando คงรับบทนำ Julius Caesar ชื่อพี่แกขึ้นนำหน้าหนัง และแถมได้เข้าชิง Oscar:Best Actor จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง, แต่แท้จริงแล้ว Brando รับบท Mark Anthony เพื่อนรัก สหายสนิทของ Julius Caesar และเมื่อผมได้ดูหนัง ก็พบว่า Brando หาใช่ตัวละครหลักของหนังไม่ ประมาณว่าได้ปรากฎตัว 20-30 นาที เท่านั้นแหละ!

Gaius Julius Caesar (100 BC – 44 BC) ไม่ใช่กษัตริย์ของ Rome นะครับ เป็นรัฐบุรุษ แม่ทัพ ตำแหน่งสูงสุดก่อนที่จะเสียชีวิตคือ Dictator of the Roman Republic (ผู้นำเผด็จการตลอดชีพ) เพราะความปรีชาสามารถ ที่ตลอดชีวิตทำสงครามไม่เคยพ่ายแพ้ใคร แผ่ขยายดินแดนของ Roman ไปสุดลูกหูลูกตา แต่กลับถูกลอบสังหารเสียชีวิตจากคนภายใน นำโดย Marcus Junius Brutus ผู้ซึ่งเป็นคนสนิทและเป็นเสมือนลูกศิษย์, คำพูดประโยคสุดท้ายของ Caesar ก่อนเสียชีวิตเป็นภาษาละตินว่า ‘Et tu Brute’ (เจ้าเองหรือ Brutus)

บทละครของ William Shakespeare เรื่อง Julius Caesar นี้ไม่ใช่ชีวประวัติทั้งเรื่อง แต่นำเสนอเหตุการณ์ขณะโศกนาฎกรรม (Tragedy) ที่เกิดจากการทรยศหักหลัก ของ Brutus ตั้งแต่ที่เริ่มวางแผนลอบสังหาร ปฏิบัติการ และเหตุการณ์หลังจากนั้น, เหตุผลอะไรที่ต้องกระทำการครั้งนี้ และการแสดงออกของประชาชนชาว Rome ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ว่าไปคนไทยที่ไม่ได้เรียนสายวรรณกรรม อาจไม่ค่อยรู้จักจักบทละครของ Shakespeare เรื่องนี้เสียเท่าไหร่ (ส่วนมากคงรู้จักแต่ Romeo and Juliet, Hamlet, Macbeth, Othello, King Lear ฯ) แต่ในยุโรป อเมริกา บทละครเรื่อง Julius Caesar ถือว่าโด่งดังพอสมควร ได้รับการสร้างเป็นฉบับละครเวที (Broadways) นับครั้งไม่ถ้วน กลายมาเป็นภาพยนตร์มาแล้ว 3-4 ครั้งแล้ว นี่ไม่ใช่หนังเรื่องแรก แต่ผมไม่ขอพูดถึงครั้งอื่นๆนะครับ

ผู้กำกับ Joseph L. Mankiewicz ที่หลังจากได้ Oscar จาก A Letter to Three Wives (1949) และ All About Eve (1950) ก็อยากลองจับหนัง Epic ดูบ้าง (Mankiewicz ได้กำกับหนัง Epic อีกเรื่องคือ Cleopatra-1963) ได้รับความไว้วางใจจาก John Houseman และ MGM เพื่อสร้างหนังที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของ Shakespeare เรื่องนี้

เกร็ด: มีผู้กำกับ 3 คนในโลก ที่ได้ Oscar: Best Director 2 ปีติด
– John Ford จาก The Grapes of Wrath (1940) กับ How Green Was My Valley (1941)
– Joseph L. Mankiewicz จาก A Letter to Three Wives (1949) กับ All About Eve (1950) เป็นคนแรกที่ควบ Best Writing 2 ปีติดด้วย
– Alejandro G. Iñárritu จาก Birdman or The Unexpected Virtue of Ignorance (2014) กับ The Revenant (2015)

Brutus รับบทโดย James Mason, ต้องบอกว่าผู้กำกับ Mankiewicz ค่อนข้างชื่นชอบ Mason เป็นการส่วนตัว เคยร่วมงานกันมาแล้วใน 5 Fingers (1952) และ Mason เคยแสดงบทนี้ในละครเวที Broadways มาตอนต้นยุค 40s จึงถือว่าเข้าทาง เมื่อได้รับข้อเสนอจึงตอบตกลงโดยทันที, การแสดงของ Mason ผมว่าบุคคลิกเขาตรงกับ Brutus เปะๆเลย คือหมอนี่เลวลึก แต่ชอบทำหน้าไร้เดียงสา (นึกถึงตอน Lolita-1962 ก็แบบเดียวกัน) ผมชอบตอนหน้าเหวอของ Brutus ก่อนที่จะเป็นคนสุดท้ายปักกริชใส่ Caesar ประมาณว่า ข้าก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอก แต่สถานการณ์ทุกสิ่งอย่างพาไป (ทั้งๆที่ตัวเองเป็นตัวตั้งตัวตีเลย แต่ทำเป็นเหมือนจะสำนึก)

เหตุผลการลอบสังหาร Caesar ของ Brutus ว่ากันตามตรงฟังไม่ขึ้นเลยนะครับ มันเหมือนการแถแบบเอาสีข้างเข้าไถ นี่ก็เพื่อกลบความรู้สึกแท้จริง ‘อิจฉาริษยา’ ของตนเอง ที่สุดท้ายแล้ว ผลลัพท์ของการเป็นกบฎ ทรยศหักหลังผู้มีบารมี ก็กลับมาหาตัวเอง ทำสงครามพ่ายแพ้ มีชีวิตอยู่ไม่ได้ จำต้องฆ่าตัวตายตัดหน้าไม่ให้เสียเกียรติ แทนที่ถูกทำให้ขายหน้า หรือถูกทรมาน หรือกลายเป็นทาส

Mark Anthony รับบทโดย Marlon Brando ด้วยวิธี Method Acting ที่ผู้กำกับได้เห็นจาก A Streetcar Named Desire (1951) ก็รู้สึกชื่นชอบ แต่ก็มีข้อครหาเยอะในระหว่างการสร้าง เพราะ Brando ตอนนั้นยังเด็กเกินไป (Mark Anthony ตอนที่ Ceasar ถูกลอบสังหาร อายุ 39 ปี แต่ Brando เพิ่งจะอายุ 27-28) และการแสดงของ Brando ได้รับฉายาว่า ‘The Mumbler’ (พูดพึมพัม มึมมัม) จะไปกล่าวสุนทรพจน์สุดยิ่งใหญ่ของ Mark Anthony ได้ยังไง, แต่ Brando ก็ลบคำสบประมาททั้งหมด ด้วยการยกระดับ Method Acting ขึ้นไปอีก กับฉากนั้นเพียงฉากเดียว ก็เหลือเฟือให้เขาได้เข้าชิง Oscar: Best Actor ตัดหน้า James Mason ที่เป็นตัวละครดำเนินเรื่องหลักของหนังเสียอีก

ปล. ผมละโคตรอยากเห็น Brando เป็น Mark Anthony ในหนัง Cleopatra (1963) เลยละครับ ตอนนั้นคิดว่า Brando รับบทเป็น Caesar เลยตั้งใจจะเปรียบเทียบกับ Rex Harrison แต่กลายเป็นว่า Brando เป็น Mark Anthony นี่ต้องบอกว่า ยอดเยี่ยมมากกว่ามากๆ Richard Burton (ที่รับบท Mark Anthony) เทียบกันไม่ได้เลย, ผมอยากเห็นมุมขี้อ้อนของ Brando เมื่อใส่ Method Acting เข้าไป ต่อลีลาความเล่นตัวกับ Cleopatra จะกลายเป็นยังไง (เชื่อว่าอาจโดดเด่นจะเกินหน้าเกินตา Cleopatra เป็นแน่)

สำหรับผู้รับบท Julius Caesar คือ Louis Calhern บอกตามตรง ไม่รู้จักครับ -ผมค้นในประวัติการแสดง พบว่า Calhern เคยรับบทเป็นหัวหน้าสายลับใน Notorious (1946)- การแสดงเป็น Caesar ดูไม่ค่อยโดดเด่นเสียเท่าไหร่ จริงๆผู้กำกับควรเลือกนักแสดงมีชื่อมารับบทนี้นะ เพราะขนาดชื่อหนังยัง Julius Caesar แต่กลับเลือกนักแสดงที่ไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่มารับบทนำ (สมัยนั้นอาจโด่งดัง แต่สมัยนี้ไม่มีใครรู้จักจดจำ Calhern ได้แล้วนะครับ)

อีกหนึ่งนักแสดงที่ต้องพูดถึงคือ John Gielgud นักแสดงชาวอังกฤษที่รับบท Cassius ผู้ช่วยของ Brutus, ชื่อของ Gielgud คอหนังต้องจดจำไว้นะครับ เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในโลกที่สามารถคว้า 4 รางวัลใหญ่ที่สุด Oscar, Emmy, Grammy และ Tony Award, สำหรับหนังเรื่องนี้ถือเป็น debut แรกใน hollywood ของ Gielgud แม้จะเป็นบทสมทบ แต่ก็ได้รับการจดจำอย่างมาก เพราะเป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิด คนชี้ชักนำ Brutus กรอกหูให้วางแผนลอบสังหาร Caesar ฉากเด่นของตัวละครนี้ คือตอนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายตอนจบ ไม่อยากตายแต่จำเป็นต้องตาย ผมเห็นแล้วสมน้ำหน้า!

ถ่ายภาพโดย Joseph Ruttenberg, เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกของผู้กำกับ ที่จะถ่ายด้วยภาพขาวดำ ทำให้เหมือน newsreel รายการข่าวสารคดี เน้นขายการแสดง ไม่เน้นความ Epic อลังการ, งานภาพจะมีทั้งแช่กล้องไว้เฉยๆ และเคลื่อนเข้า-ออก ที่แสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครในฉากนั้นๆ

สำหรับฉากในกรุง Rome เห็นว่าใช้บริการฉากเดิมของ Quo Vadis (1951) ที่กำลังจะถูกรื้อเพื่อสร้างฉากหนังเรื่องใหม่ แต่ผู้กำกับติดต่อขอเก็บไว้ได้บางฉาก นี่ลดต้นทุนการสร้างฉากใหม่ได้มหาศาลเลย

กับฉากการต่อสู้ในหุบเขาแห่งหนึ่ง สถานที่ถ่ายทำกับคนที่ดูหนังแนว Western Cowboy มาเยอะคงคุ้นเคย หนังถ่ายทำที่  Bronson Caverns, Los Angeles ที่เดียวกับหนังเรื่อง The Searchers (1956) และหนังของ John Wayne หลายๆเรื่อง

ตัดต่อโดย John Dunning, หนังใช้มุมมองของ Brutus เล่าเรื่องทั้งหมด เว้นแต่ครั้งเดียวที่ Mark Anthony กล่าวสุทรพจน์ ที่ปล่อยยาวไปจนจบฉาก, มีหลายครั้งที่หนังใช้เสียง หรือคำพูดบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ถ่ายให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น (คงเพื่อประหยัดงบลงได้อีก), กับฉากสงครามช่วงท้าย หนังใช้ภาพเล่าเรื่อง ตัดสลับแทนมุมมองสายตา สั่งทหารที่ซุ่มอยู่ เตรียมตัว พร้อมยิง โจมตี ไม่มีมุมกล้องระยะประชิดการต่อสู้ แต่ผู้ชมจะเห็นผลลัพท์โดยทันตา ว่าจะจบลงเช่นไร

เพลงประกอบโดย Miklós Rózsa (Ben Hur-1959), นอกจากการแสดงที่เลื่องชื่อของหนังแล้ว เพลงประกอบนี่แหละที่ถือว่าไพเราะยอดเยี่ยม, เวลาที่ตัวละครพูดคุยสนทนา จะไม่มีเพลงประกอบใดๆดังขึ้น แต่เมื่อใดที่ตัวละครหยุดพร่าม เพลงประกอบจะดังขึ้นทันที (คงกลัวผู้ชมจะเหงา) แล้วมันดันไพเราะเสียด้วย (เสมือนเป็นภาษาสนทนาหนึ่งของหนัง), ช่วงที่โดดเด่นที่สุด คือฉากสงคราม ทหารเดินเรียงแถวผ่านช่องแคบระหว่างภูเขา หนังใช้เสียงรัวกลองสร้างจังหวะความระทึก เหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจ ตุบ-ตับ และการตัดต่อทำให้เรารู้ผลลัพท์โดยทันตาว่า ทหารพวกนี้ต้องไม่รอดชีวิตเป็นแน่

ใจความของหนัง นำเสนอโศกนาฏกรรมของ ว่าที่จักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมัน ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่ง ว่าถ้า Julius Caesar ไม่ถูกลอบสังหารในวันนั้น จะกลายเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับ จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 มหาราช (ค.ศ.324-337), จักรพรรดิวาเล็นติเนียนมหาราช (ค.ศ. 364 – 375), จักรพรรดิเทออดอซิอุสมหาราช (ค.ศ. 379 – 395) ฯ ที่กลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรโรมัน สืบต่อมาเป็นแน่ (นี่แม้แต่ Augustus หรือ Gaius Octavius ที่กลายเป็นจักรพรรดิคนแรกของกรุงโรม ก็หาได้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าพระบิดา Julius Caesar ไม่)

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร สู้ศึกภายนอกไม่เคยพ่ายแพ้ นำชัยกลับมาทุกครั้ง แต่กลับเสียท่าถูกลอบสังหารจากคนในใกล้ชิด เพราะความอิจฉาริษยาต่อความทะเยอทะยานและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่, นี่ถือเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก และเห็นได้บ่อยถ้าท่านศึกษาประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย ทุกประเทศในโลกต้องมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆกันนี้เกิดขึ้น มันคงเป็นไปได้ยากที่จะให้ ใครทุกคนเชื่อมั่นในผู้นำ/กษัตริย์ อย่างสุดหัวใจ มันต้องมีอย่างพระเทวทัต หรือ Judas เกิดขึ้นทุกร่ำไป จนผมรู้สึกว่า นี่เป็นวัฏจักรหนึ่งของมนุษย์แล้ว ถ้ามีคนดีมากๆเกิดขึ้นในสมัยหนึ่ง ย่อมต้องมีคนเลวสิ้นดีเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย (ถ้าไม่เช่นนั้นโลกจะไม่สมดุล)

โดยส่วนตัว ผมไม่ถึงกับชอบหนังเรื่องนี้มากนัก (แต่ก็ชอบแหละ) แอบผิดหวังตรง Brando นิดนึง คิดว่าจะออกมาเยอะกว่านี้ แต่ก็ถือว่ายอดเยี่ยมยิ่งใหญ่สมราคาคุย, กับคนที่ผมประทับใจมากกว่าคือ James Mason ที่ถือว่าแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง แม้ Charisma จะสู้ Brando ไม่ได้ แต่ฝีมือก็ยอดเยี่ยมโดดเด่นไม่แพ้กัน (ผมค่อนข้างเห็นใจ Mason นะครับ เขาแทบจะกลายเป็นตัวประกอบไปทันที เมื่อเทียบกับการแสดงของ Brando เพราะอารมณ์ทางการแสดงต่างกันมาก)

ภาษาดอกไม้ของหนังการันตีเลยว่า เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนไม่เก่งภาษาอังกฤษแน่นอน -บทละครของ Shakespeare ก็แบบนี้นะครับ ทำใจได้เลย ถ้าอยากดูให้เข้าใจ ต้องเก่งภาษาอังกฤษพอสมควร- ถ้าหาซับไทยไม่ได้ อย่าเสียเวลาเลยนะครับ

หนังเข้าชิง Oscar 5 สาขา ได้มา 1 รางวัล
– Best Picture แพ้ให้กับ From Here to Eternity (1953) ของผู้กำกับ Fred Zinnemann
– Best Actor in a Leading Role (Marlon Brando)
– Best Cinematography
– Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White ** ได้รางวัล
– Best Music, Scoring of a Dramatic or Comedy Picture

แนะนำกับคนที่ชื่นชอบ สนใจกับบทละครของ William Shakespeare แนวโศกนาฎกรรม ยุคสมัยโรมัน, คอหนังประวัติศาสตร์ นักปรัชญา ภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาวรรณคดี/วรรณกรรม ไม่ควรพลาด

คงมีหลายคนที่คิดว่านี่คงเป็นหนังประวัติศาสตร์ Epic สุดอลังการ ไม่ใช่นะครับ เน้นขายการแสดงล้วนๆ ของ Marlon Brando และ James Mason ถือว่าโดดเด่นที่สุดของหนังแล้ว

จัดเรต 13+ กับการฆาตกรรม และแนวคิดก่อกบฎ

TAGLINE | “Julius Caesar จากบทละครของ William Shakespeare กลายเป็นภาพยนตร์โศกนาฎกรรมสุดโดดเด่น ที่มีอัจฉริยะการแสดงของ Marlon Brando และ James Mason”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of