King Kong (1933)

King Kong

King Kong (1933) : Merian C. Cooper & Ernest B. Schoedsack

หนังสัตว์ประหลาดที่ถือว่า Racism ที่สุดในโลก แต่ด้วยความสุดยอดในการคิดสร้างสรรค์ ออกแบบ ทำให้ King Kongได้รับการจดจำในฐานะสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของวงการภาพยนตร์

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เคยดู King Kong ต้นฉบับ 1933 มาก่อนแน่ๆ แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยดู King Kong เวอร์ชั่นไหนมาก่อน (อาจจะเป็น Godzilla vs King Kong) แต่ที่จำได้ไม่ลืมคือ King Kong (2005) กำกับโดย Peter Jackson มีหลายๆอย่างในเวอร์ชั่นนี้ที่น่าทึ่งมากๆ ผมซื้อ blu-ray เก็บไว้เพื่อดูเบื้องหลังการสร้าง แต่ผมคงไม่เขียนรีวิวเวอร์ชั่นนั้นนะครับ ตั้งใจจะเขียนแค่ต้นฉบับปี 1933 และเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของทั้งสองเวอร์ชั่น ที่มีผลต่อการตีความบริบทของหนังให้แตกต่างออกไปได้

ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบเรื่องราวของ King Kong มากนัก แต่นับถือใจผู้สร้างจริงๆ เพราะพวกเขาถือว่าเป็นผู้บุกเบิก Visual Effect ยุคแรกๆ แม้ King Kong จะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่มีการใช้เทคนิค Stop Motion แต่การเอานักแสดงจริงๆผสมเข้ากับ Stop Motion นี่ถือเป็นเรื่องแรก ผลลัพท์ที่ออกมา คือความตื่นตาตื่นใจ แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของหนัง Visual Effect

จุดเริ่มต้นของ King Kong เกิดจาก Merian C. Cooper เขามีความชื่นชอบ gorillas มาตั้งแต่เด็ก จากการได้อ่านนิยายของ Paul Du Chaillu เรื่อง Explorations and Adventures in Equatorial Africa (1861) โตขึ้นมาเขาได้กลายเป็นผู้กำกับหนังสารคดี ได้ถ่ายทำหนังที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของ baboon ชื่อเรื่อง The Four Feathers (1929) ต่อมาได้อ่านหนังสือ The Dragon Lizards of Komodo เขียนโดย W. Douglas Burden ก็วาดฝันอยากจะเห็นการต่อสู้ระหว่าง Gorilla กับ Komodo Dragon จึงนำไอเดียนี้ไปเสนอ Paramount Picture ไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะโปรดิวเซอร์คิดว่าหนังต้องใช้งบประมาณมาก และคิดว่าไปถ่ายในป่าของทวีป Africa โปรดิวเซอร์ชื่อดังของยุค David O. Selznick ได้ชักชวน Cooper ไปทำงานที่ RKO ทำให้เขาเริ่มต้นสร้างหนังเรื่อง The Most Dangerous Game (1932) ให้เพื่อนสนิท Ernest Schoedsack เป็นผู้กำกับ ระหว่างนั้นเอง Cooper ได้ไปพบเห็นโปรเจคหนึ่งของ RKO เป็นเรื่องราวของผู้รอดชีวิตจากเรืออัพปางที่ไปติดเกาะแห่งหนึ่ง และพบว่าเกาะนั้นมีไดโนเสาร์อยู่ Willis O’Brien ที่ต่อมาได้รับฉายาว่าเป็น Special Effects Wizard ได้นำฟุตเทจ Stop Motion ของ Dinosaurs มาฉายให้ Cooper ดู แม้ผลลัพท์จะดูไม่น่าพอใจนัก แต่ Cooper ก็เริ่มมีไอเดียเกี่ยวกับการสร้างเพื่อให้ Gorilla สู้กับ Komodo Dragon ที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว

Gorillas ยักษ์ในฝันของ Cooper เขาตั้งชื่อว่า Kong และตอนจบ Kong ต้องตกตึก Empire State ตาย เขานำแนวคิดไปเสนอ RKO สตูดิโอตอนแรกก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าจะออกมาดี แต่ก็ให้งบส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมงานสร้าง Cooper ไปจ้างนักเขียนนิยาย best-seller ชาว British ชื่อ Edgar Wallace เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ Gorillas จากจินตนาการของเขา เขียนเสร็จเมื่อวันที่ 5 มกราคม ปี 1932 ใช้ชื่อว่า The Beast หลังจาก Cooper ได้อ่านดูก็พบว่ามีรายละเอียดเยอะมากเกินไป จึงอยากให้ปรับแก้ แต่โชคร้ายที่ Wallace เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ (ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่อยู่ดีๆปวดหัว ปวดท้อง อาการโคม่าและเสียชีวิต) Cooper จึงตัดสินใจจ้างนักเขียนใหม่ โดยไม่อ้างอิงจากบทของ Wallace เลย แต่ก็ให้เครดิตเขาในฐานะโปรดิวเซอร์ของหนัง

Cooper ไปดึง James A. Creelman ที่เขียนบท The Most Dangerous Game มาร่างบทหนัง และใช้ชื่อเรื่องว่า The Eighth Wonder ดัดแปลงเรื่องราวมาจากบทของ The Most Dangerous Game มีการปรับแก้ตัวละคร การดำเนินเรื่องและใส่ตีม beauty and the beast เข้าไป หลังจากเขียนบทเสร็จ Cooper รู้สึกว่าบทของ Creelman ยังมีจุดบกพร่อง เช่น มีคำพูดที่ประดิษฐ์ประดอยมากไป (flowery dialogue) เขาจึงไปขอให้ Ruth Rose ภรรยาของ Ernest Schoedsack เข้ามาปรับปรุงบทสุดท้าย ทั้งๆที่ Rose ไม่เคยทำงานเขียนบทมาก่อน แต่เธอเข้าใจสไตล์ของ Cooper และได้ทำการตัดฉากออกไปเยอะมาก อาทิ ฉากขน Kong ขึ้นเรือ เพราะเธอมองว่าผู้ชมไม่จำเป็นต้องเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แค่รู้ว่ามีอะไรต่อไปก็พอ ทำให้หนังกระชับขึ้นมาก

คัดเลือกนักแสดง ตัวละคร Ann Darrow ผู้กำกับ Cooper ต้องการให้นักแสดงผมสีบลอน เพื่อตัดกับสีดำของ Kong ก็มีนักแสดงหญิงหลายคนเข้ามาทดสอบ แต่สุดท้ายเลือก Fay Wray (เธอผมสีดำนะครับ ไม่แน่ใจใส่วิกเล่นหรือย้อมผม) เพราะ Schoedsack เคยร่วมงานกับเธอมาใน The Most Dangerous Game จึงรู้สึกเหมาะสม ครั้งหนึ่ง Fay Wray ให้สัมภาษณ์บอกว่า ตอนที่เธอได้รับเลือกให้แสดงหนัง Cooper บอกจะให้เธอแสดงประกบชายร่างสูงใหญ่ที่สุด ผิวสีคมเข้มที่สุดใน Hollywood (tallest, darkest leading man in Hollywood) ซึ่งเธอคิดว่าเป็น Clark Gable จนกระทั่งเขานำภาพ Kong ปีนตึก Empire State มาให้ดู จึงรู้ตัวว่าเข้าใจผิดมาตลอด

นักแสดงเป็นสิ่งที่ผมอยากเปรียบเทียบกับ King Kong เวอร์ชั่น 2005 มาก โดยเฉพาะบท Ann Darrow ส่วนตัวผมชอบ Naomi Watts นะครับ เธอเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์ และสามารถถ่ายทอดการแสดงออกมาได้เยี่ยมสุดๆ สำหรับ Fay Wray ผมไม่รู้จักเธอเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าการรับบท Ann Darrow เป็นการแสดงจริงๆหรือตัวจริงเธอเป็นแบบนั้น ถ้าเป็นแบบแรกผมต้องยกนิ้วให้เลย เพราะเธอแสดงได้ ‘สมัครเล่น’ มากๆ คือสมบทบาทสุดๆ (ตัวละคร Ann Darrow คือ หญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่ไปเข้าตาผู้กำกับเข้า จึงได้รับโอกาสให้แสดงหนัง) ว่าไปความ ‘สมัครเล่น’ นี้อาจจะยอดเยี่ยมกว่า Watts เสียด้วยซ้ำ และเสียงกรีดร้องก็ใช่เลย แบบนี้แหละ เป็นเสียงที่โคตรแหลม โคตรรำคาญ แต่จี๊ดจริงๆ ต้องผู้หญิงที่กลัวสุดๆเท่านั้นถึงจะกรี๊ดออกมาแบบนี้ได้ (ผมคิดเล่นๆนะครับ สงสัยตอนคัดเลือกนักแสดงคงเลือกกันที่ใครกรี๊ดได้แหลมกว่ากันแน่ๆเลย)

Robert Armstrong รับบทเป็น Carl Denham เวอร์ชั่น 2005 แสดงโดย Jack Black ตัวละคร Denham คือผู้กำกับที่มีอุดมการณ์สูงมากๆ เขาค้นหาสิ่งที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของตัวเองได้ และมีความเชื่อว่าถ้าตัวเองรู้สึกยังไง ผู้ชมก็จะรู้สึกเช่นนั้น เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญของเขา ชื่อเสียงต่างหากที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ (ตัวละครนี้เหมือนเป็นตัวแทนของผู้กำกับ Cooper เลยนะครับ) เทียบกันของทั้งสองเวอร์ชั่น ตัวละครนิสัยคล้ายๆกัน แต่ตีความการแสดงออกมาต่างกัน Armstrong พี่แกออกไปทางกวนประสาท คือหน้านิ่งๆ แต่คำพูดและความคิดล้ำหน้าไปไกลมากๆ ส่วน Black เขาเป็นนักแสดงตลก เวลาเขาแสดงสีหน้าซีเรียสมันเลยออกกวนๆ จับต้องได้ รู้สึกเหมือนผู้กำกับแบบนี้มีตัวตนจริงๆ

Bruce Cabot ในบท Jack Driscoll คนรักของ Ann เวอร์ชั่น 2005 แสดงโดย Adrien Brody ตัวละครนี้ชื่อเดียวกันก็จริง แต่มีพื้นหลังคนละอย่างกันเลย (1933 เป็นต้นหน ส่วน 2005 เป็นนักเขียนบท) ตัวละครนี้ Brody ถือว่าเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลย Cabot ดูเหมือนเด็กหนุ่มที่ตกหลุมรักหญิงสาวธรรมดาทั่วไป แต่ Brody สร้างมิติให้กับตัวละครได้มากกว่า เขามีภูมิหลัง มีความฝัน สีหน้าการแสดงของเขาดูลึกลับซับซ้อน ดูน่าค้นหามากกว่า Baby Face ของ Cabot มากๆ

King Kong ประกอบด้วยสิ่งที่เรียกว่าเป็น Groundbreaking อยู่ 4 อย่าง คือ stop-motion animation, matte painting, rear projection และ miniatures
1. stop-motion โดยการสร้าง model ของ Kong และ Dinosaurs จำลองขึ้นมา แล้วใช้การถ่ายภาพทีละช็อตสลับกับการขยับ model ทีละนิด วิธีการนี้มีข้อจำกัดตรงที่ การจะทำให้ภาพต่อเนื่องแบบไม่สะดุดนั้น จำต้องใช้ปริมาณภาพต่อวินาทีที่เรียกว่า เฟรมเรต หลายภาพมากๆ ผมไม่แน่ใจ stop-motion ในหนังใช้เฟรมเรตเท่าไหร่ แต่คิดว่าน่าจะประมาณ 10-12 ภาพต่อวินาที ซึ่งถือว่าน้อยมาก (เฟรมเรตหนังในปัจจุบันคือ 25-29 ภาพต่อวินาที) เราจึงเห็น Kong และ Dinosaurs มีเคลื่อนไหวที่ไม่ไหลลื่นเท่าไหร่
2. matter painting คือฉากที่มีภาพวิวทิวทัศน์ ประกอบเป็นพื้นหลัง … ซึ่งหนังใช้การวาดภาพบนกระจก (glass painting) ฉากที่ถือว่าดูยิ่งใหญ่สมจริงๆมากคือ Skull Island เกาะนี้ไม่มีอยู่จริงนะครับ และไม่ได้สร้างฉากขึ้นด้วย เป็นภาพวาดล้วนๆ การวาดบนกระจกทำให้ภาพมี Layer หรือระดับชั้น ความลึกของภาพที่ดูเสมือนจริง ถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่รู้เลยว่า นี่คือภาพวาดหรือสถานที่จริง
3. การที่จะเอา stop-motion animation ไปใส่ในฉากที่มีนักแสดงเคลื่อนไหว จะทำได้ยังไงละนิ? สมัยก่อนภาพที่เกิดขึ้นบนฟีล์มเป็นสีขาว-ดำ มันเลยไม่สามารถสร้าง blue screen ขึ้นมาแล้วใช้การซ้อนภาพช่วง post production ได้ สิ่งที่ Frank D. Williams หนึ่งในผู้กำกับภาพสร้างขึ้นมา คือ projector สำหรับฉายภาพเคลื่อนไหวขึ้นไปบนฉาก (เรียกว่า rear projection ฉายขึ้นบน translucent screen) นักแสดงจะยืนอยู่ด้านหน้า, projector ฉายภาพ, นักแสดงเล่นตามบท และกล้องบันทึกภาพ … อธิบายง่ายๆก็คือ นักแสดงยืนดูภาพฉายจาก projector นะครับ ลองสังเกตฉากที่มีการเคลื่อนไหวของ Kong หรือ Dinosaurs จะเห็นนักแสดงยืนอยู่ห่างๆ พวกเขาไม่สามารถเดินเข้าไปใกล้กว่านั้นได้ เพราะจากจุดนั้นไป มันเป็นฉากที่ฉายด้วย projector ไม่ใช่สถานที่จริง
4. miniatures คือการสร้างหุ่นตัวละครขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถสัมผัสกับมนุษย์และเคลื่อนไหวได้ (คล้ายๆแบบในสวนสนุก) แต่ไม่ได้สร้างทั้งตัวนะครับ ทำแบบนั้นคงหมดงบไปไม่น้อย ในหนังสร้างเฉพาะส่วนแขน (ไว้อุ้มนางเอก) และใบหน้า Kong สำหรับถ่าย close-up ข้างใน miniatures จะมีการสร้างกลไกที่เป็น mechanic อยู่ข้างใน ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้ ว่าไปการเคลื่อนไหวของ miniatures ดูเป็นธรรมชาติกว่า stop-motion อีก

มีฉากเดียวในหนังเท่านั้นที่ใช้ 4 เทคนิคนี้พร้อมกันทั้งหมด คือ ฉากในถ้ำขณะ Kong สู้กับงูยักษ์ พื้นหลังเป็น matter painting นางเอกถูก Kong อุ้มใช้ miniatures ฉากสู้กันใช้ stop-motion และ rear projection

ถ่ายภาพโดย Eddie Linden, J.O. Taylor และ Vernon Walker หนังใช้เวลาถ่ายทำ 8 เดือน แต่นับเวลาถ่ายจริงแค่ 10 สัปดาห์เท่านั้น เพราะต้องรอให้ทำ stop motion animation เสร็จก่อน จึงสามารถใช้ rear projection เพื่อเริ่มถ่ายได้ นักแสดงจึงไปรับเล่นหนังเรื่องอื่นขณะรอ Cabot ถ่ายหนังเสร็จไป 1 เรื่อง (Road House) ส่วน Wray เสร็จไป 2 เรื่อง (Dr. X และ Mystery of the Wax Museum)

ตัดต่อโดย Ted Cheesman ครึ่งแรกของหนัง มันยังกะหนังเกรด B ดาดๆทั่วไป ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยครับ แต่เมื่อ Kong โผล่มาเท่านั้นแหละ พี่แกดึงความสนใจของคนดูไปหมดเลย ทำเอาตัวละครมนุษย์ทั้งหลายกลายเป็นตัวประกอบไร้ค่าไปทันที นี่หนังปี 1933 นะครับ ภาพขาว-ดำ ออกแบบหน้า Kong ก็ตลกๆ (ฟันเรียงกันสวยมากๆ มีเขี้ยวด้วย) การเคลื่อนไหวไม่สมจริง แต่ตัวละคร Kong กลับมีพลังดึงดูดความสนใจของคนได้ขนาดนี้ ผมลองวิเคราะห์หาเหตุผลดู อาจเพราะมันเป็นตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก เลยมีความพิศวงให้น่าค้นหา และความใหญ่ของมันแสดงถึงพลังอำนาจภายในที่มหาศาล จึงดูตื่นตาตื่นใจ อึ้ง ทึ่ง อ้าปากค้าง

ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ King Kong ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ คือเพลงประกอบของ Max Steiner ที่ถือว่าสุดยอดทรงพลังมากๆ ครึ่งแรกเราจะไม่ได้ยินเพลงอะไรเลย แต่พอมาถึง Skull Island เพลงประกอบจึงมาแล้ว จังหวะที่ Kong ปรากฏตัวออกมา เหมือนว่าทุกเครื่องดนตรีจะพร้อมใจโหมโรงกันบรรเลงขึ้นมา กระหึ่มสองลำโพง มันเป็นเสียงที่ทรงพลัง ประกอบกับภาพ Kong ที่ยิ่งใหญ่ รวมกันแล้วเกินกว่าที่ผมจะหาคำบรรยายได้ ได้ยินว่าตอนแรก RKO งบใกล้หมดเลยไม่อยากสิ้นเปลืองให้ Max Steiner เขียนเพลงขึ้นมาใหม่ (จะให้เอาเพลงจากหนังเก่าๆมาเรียบเรียงใหม่) แต่ผู้กำกับ Cooper ควักเงินส่วนตัว 50,000$ ขอให้ Steiner เขียน original Score สำหรับ King Kong โดยเฉพาะ ซึ่ง Steiner ก็จัดให้ เครื่องดนตรี 46 ชิ้น เต็มวง orchestra บันทึก 3 เพลงประกอบ (track) ภายหลังเมื่อหนังฉายประสบความสำเร็จ RKO จึงคืนเงินก้อนนี้ให้กับ Cooper

Score ของ King Kong เป็นเพลงประกอบในหนังพูดเรื่องยาว เรื่องแรกของ hollywood นะครับ

Sound Effect โดย Murray Spivack เสียงคำรามของ Kong บันทึกเสียงกันในสวนสัตว์ เป็นเสียงคำรามของเสือและสิงโต ผสมกันแล้วใช้การเล่นช้าๆ (slow), เสียง Dinosaurs ใช้เสียงจาก air compressor และ Tyrannosaurus ใช้เสียงเสือดำคำราม (panther growl)

ตอนที่หนังฉาย ได้รับคำวิจารณ์ผสมกันไป ส่วนใหญ่จะชื่นชมเทคนิคที่ถือว่ามีความสร้างสรรค์และแปลกใหม่ บางคนรู้สึกว่าหนังมันตลกสิ้นดี (ridiculous) มีการประเมินว่าหนังทำเงินไปประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ ในการฉายครั้งแรก (ประมาณ 51 ล้าน$ ใน 2016) จากทุนสร้าง $672,000 (ประมาณ 12 ล้าน$) หนังมีการนำกลับมาฉายซ้ำอยู่หลายรอบ รวมๆแล้วตลอดการฉายน่าจะทำเงินไปประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ อิทธิพลของหนังก่อให้เกิดภาคต่อขึ้นมากมายหลายครั้ง แถมยังเคยไปร่วมแจมกับ Godzilla ที่ญี่ปุ่น โดยผู้กำกับ Ishirō Honda ถึง 2 เรื่อง น่าเสียดายที่ King Kong 1933 ไม่ได้เข้าชิง Oscar เลยนะครับ และสมัยนั้นยังไม่มีสาขา Best Visual Effect ด้วย (เคยมีตอนปี 1929 แล้วยกเลิกไป กลับมามีสาขานี้อีกครั้งตอนปี 1938) หนังติดอันดับ 43 ของ AFI Top 100 ของชาร์ทปี 2007

King Kong เป็นสัญลักษณ์ของอะไร? … gorillas คือลิงที่มีวิวัฒนาการใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ตัวสีดำขนาดใหญ่ หน้าตาหน้ากลัว พบเจอในหมู่เกาะลึกลับ อาศัยอยู่กับคนพื้นเมือง … ผมคิดอยู่พักใหญ่เลยว่า Kong เทียบได้กับอะไร ก็คิดไม่ออก แต่พอค้นในเน็ตเท่านั้นก็อ๋อเลย ไม่ต้องอ่านบทวิเคราะห์ต่อผมก็เข้าใจได้ทั้งหมด Kong เป็นสัญลักษณ์แทน คนผิวสี … gorilla ตัวใหญ่สีดำ ก็คือคนผิวสีนี่แหละ เข้าใจแค่นี้ก็จะเห็นเลยละครับ ว่านี่คือหนังโคตรเหยียด (racist) ที่ตรงและรุนแรงมากๆ ผมละผิดหวังสุดๆเลย นึกถึง The Birth of Nation ที่คนผิวขาวแสดงความรังเกียจคนผิวสีออกมา เสียงกรีดร้องของ Ann Darrow นี่ยิ่งชัดเลย มันคือความจงเกลียดจงชัง ไม่ใช่ต่อสัตว์ประหลาด แต่คือความกลัวของคนขาวต่อคนผิวสี ไฉน Kong ถึงสนใจหญิงผิวขาว? ก็เพราะพวกเธอเป็นสิ่งที่แปลกแตกต่างจากทั่วไปที่เขาเคยเห็น ในหนังมีสิ่งที่สื่อถึงสัญลักษณ์ทางเพศมากมาย เช่นคนพื้นเมืองของซื้อหญิงผิวขาวแลกกับหญิงชาวพื้นเมือง 5-6 คน, ฉาก Kong ฉีกเสื้อผ้าของนางเอก ฯ ผมไม่ขอวิเคราะห์ลงลึกไปมากกว่านี้นะครับ แค่อยากให้ตระหนักถึงสิ่งนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจขณะดู ก็จะเข้าใจความชั่วร้ายของผู้สร้างหนัง ว่าพวกเขาต้องการสื่ออะไร

แต่สำหรับ King Kong เวอร์ชั่น 2005 ผมคิดว่า Peter Jackson รู้ครับว่า Kong มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าอะไร นั่นเป็นเหตุให้เขาได้เพิ่มอะไรหลายๆอย่างเข้ามา ทำให้คนดูสามารถตีความหนังในอีกรูปแบบหนึ่งได้ มี 2 ฉากที่ผมมองว่าทำให้ใจความสำคัญของหนังเปลี่ยนไป 1.ฉากที่ Ann Darrow เต้นแร้งเต้นกาพยายามทำความรู้จัก Kong 2.คำพูดของเธอที่พยายามปกป้อง Kong ไม่อยากให้เขาถูกฆ่า เพิ่มอีกฉากคือตอนที่เธอยื่นมือไปสัมผัสกับ Kong ด้วยความตั้งใจของเธอเอง นี่ทำให้ King Kong 2005 เป็นเวอร์ชั่นที่ “หล่อมากๆ” ถึง Kong จะยังถูกเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของ คนผิวสี อยู่ แต่ไม่ใช่เชิงเกลียดชัง เป็นการพยายามทำความเข้าใจ เทียบกับ 1933 ที่ Ann Darrow พูดประโยคอย่าง “I don’t like to look at him.” หรือ “It’s like horrible dream.” มันทำให้เรารู้ได้เลยว่าตัวละครนี้เกลียด Kong จริงๆ และไม่มีฉากไหนที่เธอจะยื่นมือไปสัมผัส Kong ด้วยความตั้งใจของตัวเองสักครั้ง

“Oh, no, it wasn’t the airplanes. It was Beauty killed the Beast.” คำพูดสุดท้ายของหนัง หนึ่งใน AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes: อันดับ 84 ผมคิดว่า King Kong ของ Peter Jackson ตีความประโยคนี้ได้สวยงามมากๆเลย ในเวอร์ชั่น 1933 มันออกไปทาง หลงรักข้างเดียว และ นางฟ้ากับหมาวัด Kong ตายเพราะแพ้ภัยตัวเอง ถ้าเพียงเขาไม่อยากได้สาวผิวขาวในครอบครอง เขาก็คงยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่นั่นอาจจะเป็นความฝันของเขา หรือเป็นความประทับใจที่ไม่อาจลืมเลือนได้ จึงยอมแลกทุกอย่างเพื่อครอบครองหญิงสาว

หนังมี delete scene ด้วยนะครับ ตอนที่ลูกเรือกำลังสะกดรอยตาม Kong แล้วตกลงไปในเหว พวกเขายังมีชีวิตอยู่แต่จะถูกแมงมุมยักษ์จับกิน เหตุที่ Cooper ตัดออกเพราะมันไม่มีความสำคัญกับเนื้อเรื่อง และดูโหดร้ายไปด้วย ฉากนี้ Peter Jackson ใส่มาในเวอร์ชั่น 2005 ด้วยนะครับ จะว่าไปมีหลายๆฉากที่ Jackson ทำเคารพต้นฉบับมากๆ รายละเอียดอย่าง Kong ฆ่า T-Rex โดยการแหกปาก ต้นฉบับเป็นยังไง ดัดแปลงมาก็เก็บรายละเอียดนี้ครบถ้วน

ถ้าผมเป็นนักดูหนังที่ไม่คิดอะไรลึกซึ้งมาก ได้ดู King Kong 1933 คงจะรู้สึกประทับใจต่อหนังมากๆ หนังทำได้ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่จริงๆ แต่เพราะผมเป็นคนคิดมาก และชอบมองที่ “ความตั้งใจ” ของมากกว่า “ผลลัพท์” ต่อให้มันจะออกมายิ่งใหญ่ สุดยอดแค่ไหน แต่ถ้าความตั้งใจถูกเจือปนด้วยความคิดชั่วร้าย ผมไม่ยอมรับมันแน่นอน เทียบกับ Gojira แล้ว สำหรับผมมันชัดมากๆว่า สัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น มีใจความหนังที่ดีกว่ามากๆ แถมยังแฝงข้อคิด ตั้งคำถามดีๆ King Kong ไม่มีอะไรพวกนี้เลยนะครับ

ผมคงคาดหวังอะไรไม่ได้กับ Skull Island ภาคใหม่ของ King Kong ว่าจะสามารถมีใจความหรือนัยยะทางสัญลักษณ์ที่ก้าวผ่านความ Racist นี้ไปได้ แต่ถ้ามันกลายเป็นแบบ Godzilla ในปัจจุบัน ที่ไม่มีความหมายอะไรเชิงสัญลักษณ์อยู่แล้ว เหลือแค่ความบันเทิงเทศที่มีสาระน้อยนิด ผมถือว่าเป็นการก้าวกระโดดถอยหลังครั้งใหญ่ ของหนังที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์

ผมแนะนำ King Kong เวอร์ชั่นต้นฉบับ 1933 กับคนที่ชอบวิเคราะห์หนัง และศึกษาประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้ามี 2 สิ่งที่ถือเป็นการบุกเบิก 1.การใช้ Visual Effect และ 2.เพลงประกอบหนังเต็มเรื่อง กับคนดูสมัยใหม่ผมแนะนำ King Kong เวอร์ชั่น 2005 ดีกว่านะครับ จัดเรต 13+ เพราะฉากที่ดูรุนแรง เช่น ลักพาตัว จับมัด กรีดร้อง ฯ

คำโปรย : “King Kong ต้นฉบับ 1933 มีก้าวกระโดดที่สำคัญต่อวงการ Visual Effect และเพลงประกอบหนัง แต่เดินถอยหลังด้วยแนวคิด Racism ที่ชั่วร้ายมาก”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of