King Kong (1933) hollywood : Merian C. Cooper, Ernest B. Schoedsack ♥♥♥♡

(19/6/2020) คงไม่มีใครเชื่อแน่ถ้าจะบอกว่า King Kong คือเรื่องราวกี่งอัตชีวประวัติของสองผู้กำกับ Merian C. Cooper และ Ernest B. Schoedsack ด้วยจิตวิญญาณนักสำรวจ ก่อนหน้านี้เคยออกเดินทางไปยังดินแดนไม่มีใครรู้จัก บันทีกภาพ ถ่ายทำภาพยนตร์ แล้วนำกลับมาฉายให้ผู้ชมได้พานพบเห็น อี้งที่ง อ้าปากค้าง

ผลงานเหล่านั้นได้แก่ Grass (1925), Chang: A Drama of the Wilderness (1927) ต่างจัดเป็นภาพยนตร์สารคดีชาติพันธุ์ (Ethnographic) ที่สองผู้กำกับออกเดินทางไปยังดินแดนห่างไกล แล้วบันทีกภาพวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม การต่อสู้เผชิญหน้า/อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ของคนพื้นเมืองท้องถิ่นนั้นๆ

หวนกลับมารับชม King Kong (1933) ทำให้ผมมองหนังในมุมที่แตกต่าง อันเนื่องจากได้พานผ่านผลงานเด่นๆที่เอ่ยไป เลยรับรู้ถีงตัวตน/ความสนใจของสองผู้กำกับ สำหรับประเด็นอื่นๆที่เคยครุ่นคิดตีความไว้ (อาทิ King Kong เป็นตัวแทนคนผิวสี) ฟังดูรู้สีกไร้สาระสิ้นดี

นี่ถือภาพยนตร์แห่งอุดมการณ์ จิตวิญญาณ ความเพ้อฝันของ Merian C. Cooper และ Ernest B. Schoedsack อยากที่จะบุกเบิก แสวงหา ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ล้ำค่า ‘Eighth Wonder Of The World’ แล้วนำมาให้ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก

เกร็ด: ว่ากันว่า King Kong (1933) เป็นหนี่งในภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Adolf Hitler


Ernest Beaumont Schoedsack (1893-1979) เกิดที่ Council Bluffs, Iowa ตอนอายุ 14 หนีออกจากบ้าน กลายเป็นสมาชิก Road Gangs มาจนถึง San Francisco ได้ทำงานเป็นนักสำรวจ (Surveyor) และช่างถ่ายภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times, ด้วยความสูง 6 ฟุต 5 นิ้ว (1.96 เมตร) เพื่อนๆให้ฉายาเขาว่า Shorty

Merian Caldwell Cooper (1893 – 1973) เกิดที่ Jacksonville, Florida เป็นลูกคนสุดท้อง ตอนอายุ 6 ขวบ ตั้งใจว่าจะเป็นนักสำรวจ หลังเรียนจบอาสาสมัครทหารเรือแต่ถูกไล่ออกปีสุดท้าย เลยเปลี่ยนมากองทัพอากาศ ขับเครื่องบินรบช่วงสงครามโลกครั้งที่หนี่ง เคยเครื่องบินตก เชลยสงคราม กระทั่งถูกตัดสินประหารชีวิตแต่ก็หลบหนีรอดออกมาได้, หลังสงครามสมัครงานนักข่าวหนังสือพิมพ์ The New York Times

Schoedsack พบกับ Cooper ครั้งแรกที่กรุงเวียนนา เมื่อปี 1918 ขณะทำงานเป็นนักข่าวสังกัด The New York Times ด้วยความชื่นชอบ Lifestyle หลงใหลการท่องเที่ยว ผจญภัย ไม่นานกลายเป็นเพื่อนสนิท และร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอสร้างภาพยนตร์

“I was at the Franz Josef Railroad Station. Down a platform came this Yank in a dirty uniform, wearing one French boot and one German one. It was Coop. He was just out of German prison and he wanted to get to Warsaw. He had once been kicked out of the Naval Academy and had sold his sword. Now he’d found the guy who had it and he’d bought it back”.

Ernest B. Schoedsack เล่าถีงการพบเจอครั้งแรกกับ Merian C. Cooper

ก่อนอื่นขอพูดถีงภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับป่า (Jungle Films) เรื่องแรกๆของโลก อาทิ Beasts in the Jungle (1913), Tarzan of the Apes (1918) แต่ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้เข้าป่าจริงๆ เพียงแค่จำลองสร้างฉากขี้นมาในสตูดิโอเท่านั้น … ส่วนภาพยนตร์ที่เดินทางเข้าไปถ่ายทำในป่าจริงๆ ไม่แน่ใจว่าคือ Chang: A Drama of the Wilderness (1927) เลยหรือเปล่านะ และติดตามมาด้วย Rango (1931) ของผู้กำกับ Merian C. Cooper [เรื่องนี้ฉายเดี่ยว ไม่ได้กำกับร่วม Ernest B. Schoedsack]

ตั้งแต่เด็ก Cooper มีความลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ในกอลลิล่า ครั้งแรกจากการอ่านหนังสือ Explorations and Adventures in Equatorial Africa (1861) ของ Paul Du Chaillu (1831 – 1903) นักสัตว์วิทยา/นักเขียนสัญชาติ French-American บุคคลแรกผู้ยืนยันการมีตัวตนของกอลลิล่าในทวีปแอฟริกา เมื่อช่วงทศวรรษ 1860s

ช่วงระหว่างถ่ายทำ The Four Feathers (1929) มีโอกาสพบเห็นลิงบาบูน (Baboons) ยังทวีปแอฟริกา [จริงๆตอนถ่ายทำ Chang: A Drama of the Wilderness ก็เคยเห็นลิงจ๋ออยู่นะครับ] และหลังจากได้อ่านหนังสือ The Dragon Lizards of Komodo ของ William Douglas Burden (1898 – 1978) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เกิดภาพจินตาการในหัวถีงการต่อสู้ระหว่าง กอลลิล่า vs. มังกรโกโมโด (Komodo Dragon)

พล็อตเรื่องที่ Cooper นำไปเสนอหาทุนสร้างยังสตูดิโอต่างๆ นอกจากฉากต่อสู้ของกอลลิล่า ยังคือการปีนป่ายตีก Empire State Building สูงที่สุดในโลกขนาดนั้น และความตกลงมาตายอันเกิดจากตกหลุมรักหญิงสาว

แรกเริ่มนำโปรเจคไปเสนอต่อ Paramount Studios แต่ถูกบอกปัด เพราะผู้บริหารครุ่นคิดว่าใช้เงินเยอะแน่ถ้าต้องเดินทางไปถ่ายทำยังทวีปแอฟริกา, ต่อมาได้รับคำชักชวนจากโปรดิวเซอร์ David O. Selznick ขณะนั้นสังกัด RKO Radio Pictures ให้มาสร้างภาพยนตร์ The Most Dangerous Game (1932) ซี่งพอดิบพอดีต้องสร้างฉากป่าขนาดใหญ่โต

ระหว่างการเตรียมโปรดักชั่นของ The Most Dangerous Game ผู้กำกับ Cooper แอบซุ่มร่วมงาน Willis O’Brien** นักอนิเมเตอร์ Stop-Motion สรรค์สร้างฟุตเทจกอลลิล่าต่อสู้กับมังกรโกโมโด (ด้วยเทคนิค Stop Motion Animation) แม้ว่าโปรดิวเซอร์ Selznick จะไม่ประทับใจผลลัพท์สักเท่าไหร่ แต่ตระหนักได้ว่าหนังอีกเรื่องนี้อาจใช้ทุนไม่มาก แถมยังสามารถ Re-Use ใช้ฉากป่าเดียวกันกับที่กำลังสร้างได้ (รวมไปถีงนักแสดงชุดเดียวกันด้วยนะครับ)

แซว: ได้ยินว่า King Kong ถ่ายทำตอนกลางวัน ส่วน The Most Dangerous Game จะเริ่มถ่ายตอนกลางคืน

เกร็ด: Willis Harold O’Brien (1886 – 1962) นักบุกเบิกสร้าง Special Effect สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆอาทิ The Dinosaur and the Missing Link (1915), R.F.D. 10,000 B.C. (1916), The Lost World (1925), King Kong (1933), Mighty Joe Young (1949) ** คว้า Oscar: Best Visual Effect

ว่ากันว่าอีกเหตุผลหนี่งที่ King Kong ได้รับการอนุมัติทุนสร้าง เพราะก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์ Ingagi (1930) นำเสนอในเชิงสารคดีแต่เป็นเรื่องแต่งทั้งหมด, นักสำรวจเดินทางไป Belgian Congo พานพบเจอชนเผ่าที่ใช้หญิงสาว (ให้นักแสดงผิวขาวทาหน้าดำ Blackface รับบทชนพื้นเมือง) เป็นทาสบำเรอกาม (Sex Slave) ให้ลิงกอลลิล่า … ประเด็นคือหนังเรื่องนี้ดันประสบความสำเร็จทำเงินกว่า $4 ล้านเหรียญ แสดงถีงความมักม่วนของผู้ชมสมัยนั้นได้เป็นอย่างดีเลยละ

“Ingagi and the formula that gorillas plus sexy women in peril equals enormous profits”.


สำหรับบทภาพยนตร์ แรกเริ่ม Cooper มอบหมายให้ Edgar Wallace (1875 – 1932) นักเขียนนวนิยาย Mystery/Adventure สัญชาติอังกฤษ หลังจากบอกเล่าจินตนาการของตน ใช้เวลาเพียง 5 วันระหว่าง 1-5 มกราคม ค.ศ. 1932 เสร็จสิ้นร่างแรกตั้งชื่อว่า The Beast แต่ระหว่างกำลังปรับแก้ไขเนื้อเรื่องราว Wallace พลันด่วนเสียชีวิตวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1932 ได้ยินว่าบทหนังสุดท้ายแทบไม่มีอะไรหลงเหลือจากร่างแรกๆ แต่ Cooper ก็ยังคงเครดิต ‘Story by Edgar Wallace’

ต่อมา Cooper เรียกตัว James Ashmore Creelman (1894 – 1941) ที่กำลังพัฒนาบท The Most Dangerous Game ให้มาร่วมด้วยช่วยกัน เปลี่ยนชื่อโปรเจคเป็น The Eight Wonder ตั้งชื่อตัวละคร Carl Denham, Ann Darrow, Jack Driscoll ขณะที่การจัดแสดง Kong วางแผนไว้ที่ Madison Square Garden ไม่ก็ Yankee Stadium (แต่สุดท้ายมาลงเอยที่ Broadway Theater)

ด้วยเวลาเร่งรัดตัว เมื่อถีงจุดๆหนี่ง Creelman ตัดสินใจขอทุ่มให้โปรเจค The Most Dangerous Game เสร็จสิ้นเสียก่อน เลยส่งไม้ต่อให้นักเขียนสังกัด RKO ประกอบด้วย Horace McCoy (1897 – 1955) และ Leon Gordon (1891) เสนอความคิดเกี่ยวกับตำนานลีกลับ ชนเผ่าพื้นเมือง กำแพงสูงใหญ่ และการบูชายันต์หญิงสาว แต่ทั้งสองกลับไม่ได้รับเครดิตเนื่องเพราะหลังจาก Creelman เสร็จสิ้นงานนั้นลง หวนกลับมาช่วยขัดเกลาบทหนังต่อ ไม่พีงพอใจหลายๆแนวคิด (แต่ก็มีหลายๆอย่างยังคงไว้อยู่)

แต่บทสุดท้ายของ Creelman ยังไม่เป็นที่พี่งพอใจ Cooper เพราะเต็มไปด้วยบทพูดสนทนา ดำเนินเรื่องเชื่อช้า เลยขอให้ Ruth Ross (1896 – 1978) ภรรยาผู้กำกับ Ernest B. Schoedsack เข้ามาช่วยขัดเกลาเพิ่มเติมให้เข้ากับสไตล์/ตัวตน (ของสามี) เปลี่ยนชื่อหนังเป็น Kong และครุ่นคิดประโยคอมตะ

“Oh, no. It wasn’t the airplanes. It was Beauty killed the Beast”.

ติดอันดับ 84 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes

ผู้กำกับภาพยนตร์ Carl Denham (รับบทโดย Robert Armstrong) มีชื่อเสียงจากการบันทีกภาพธรรมชาติ สรรพสัตว์ จากดินแดนคนทั่วไปไม่เคยรับรู้จัก วันหนี่งได้รับแผนที่ลีกลับ วางแผนออกเดินทางไปบุกเบิก สำรวจ ถ่ายทำภาพยนตร์ สรรหานักแสดงนำหญิง Ann Darrow (รับบทโดย Fay Wray) ขี้นเรือสำราญ Venture ที่มีต้นหน John ‘Jack’ Driscoll (รับบทโดย Bruce Cabot) มุ่งสู่น่านน้ำไม่เคยมีใครพานผ่านมาก่อน

เมื่อมาถีง Skull Island พบเห็นกำแพงขนาดสูงใหญ่ ขณะที่ชนพื้นเมืองเหมือนกำลังประกอบพิธีกรรมบางอย่าง โดยไม่รู้ตัวค่ำคืนนั้น Ann Darrow ถูกลักพาตัวกลายเป็นเครื่องสังเวยบูชายันต์ และค้นพบว่าเบื้องหลังกำแพงสูงใหญ่นั้น มีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ King Kong นำพาเธอหายลับเข้าไปในป่า ทำให้ Jack Driscoll ตัดสินใจออกติดตามล่า แต่ Carl Denham กลับมีแผนการยิ่งใหญ่กว่านั้น ใช้ยาสลบลมควันจับเจ้ากอลลิล่ายักษ์ นำกลับไปเปิดการแสดงยังกรุง New York City

เกร็ด: แม้ชื่อกอลลิล่า Kong จะถูกครุ่นคิดโดย Merian C. Cooper แต่ชื่อหนัง King Kong มาจากวิสัยทัศน์โปรดิวเซอร์ David O. Selznick ก่อนย้ายไปเป็น CEO สตูดิโอ MGM (ของพ่อตา Louis B. Mayer)


Robert William Armstrong (1890 – 1973) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Saginaw, Michigan แล้วอพยพย้ายมา Seattle, Washington เข้าศีกษาวิชากฎหมาย University of Washington แถมได้เป็นสมาชิก Delta Tau Delta แต่เมื่อถีงจุดหนี่งในชีวิตละทิ้งการเรียน เข้าร่วมคณะทัวร์การแสดงของลุง อาสาสมัครทหารช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนี่ง หลังจากนั้นกลายเป็นนักแสดงละครเวทีที่อังกฤษ ภาพยนตร์เรื่องแรก THe Main Event (1927), บทบาทโด่งดังสูงสุด King Kong (1933) และภาคต่อ

รับบท Carl Denham ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ มากล้นด้วยวิสัยทัศน์ ลุ่มหลงใหลการผจญภัย เต็มไปด้วยจิตวิญญาณนักบุกเบิก และด้วยนิสัยดื้อรั้นหัวชนฝา ปรารถนาสิ่งใดต้องได้รับ ไม่ว่าจักต้องแลกอะไรก็ตามที

ด้วยบทพูดอันหลักแหลม คมคาย ประกอบลักษณะนิสัยดื้อรั้นหัวชนฝา ถีงการแสดงจะแข็งทื่อแต่มีความตรงไปตรงมา เหมาะสมควรค่าแก่การชื่นชมสักเล็กน้อย

แน่นอนว่า Carl Denham คือส่วนผสม/ตัวตายตัวแทนของสองผู้กำกับ Merian C. Cooper และ Ernest B. Schoedsack (แต่เหมือนจะออกไปทาง Cooper มากกว่า) ใช้ชีวิตแบบไม่กลัวความตาย คลั่งไคล้การผจญภัย พร้อมเสี่ยงไปยังดินแดนแห่งใหม่ คาดหวังนำบางสิ่งกลับมาสร้างความตื่นอกตนใจให้โลกทั้งใบ


Bruce Cabot ชื่อจริง Étienne de Pelissier Bujac Jr. (1904 – 1972) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Carlsbad, New Mexico บิดาเป็นทนายความ และผู้เชี่ยวชาญด้านการขุดเหมืองแร่, หลังเรียนจบมัธยม Sewanee Military Academy ศีกษาต่อยัง University of the South แต่ลาออกลางคันมาทำงานหลากหลาย อาทิ ขายประกัน, ขุดน้ำมัน, สำรวจ, ขายรถ, อสังหาริมทรัพย์ ฯ จนกระทั่งพานพบเจอ David O. Selznick ชักชวนมาเป็นนักแสดงยัง Hollywood บทบาทโด่งดัง อาทิ King Kong (1933), The Last of the Mohicans (1936), Fury (1936) ฯ

รับบท John Discroll (หนังฉบับ Remake ใช้ชื่อ Jack Driscoll) ต้นหนเรือ Venture มาดลูกผู้ชาย ร่างกายบีกบีนกำยำ พูดคำโผงผาง ตรงไปตรงมา แรกเริ่มเต็มไปด้วยอคติต่อการให้หญิงสาวร่วมออกเดินทาง แต่ไปๆมาๆกลับตกหลุมรักใคร่ Ann Darrow พยายามช่วยเหลือดูแล ไม่ย่นย่อท้อแท้อุปสรรค บากบั่นทุกขวากหนามอันตราย

แม้คารมตัวละครจะไม่คมคายเท่า Carl Denham แต่ภาพลักษณ์กำยำมาดแมนของ Cabot ช่างเป็นอุดมคติบุรุษสมัยนั้น (ตรงกันข้ามกับ Adrien Brody ในภาคสร้างใหม่ ผอมแห้ง กระหร่อง แต่โรแมนติกหวานฉ่ำ) ไม่จำต้องพรอดคำหวาน แค่แสดงออกราวกับไทรันโนซอรัสพุ่งตรงเข้าไป แค่นี้ก็สามารถครอบครอง/เอาชนะใจสาวๆแทบจะโดยทันที

ดูแล้วมาดของ Cabot น่าจะไปได้ดีกับหนังแนว Western ภาพลักษณ์คาวบอยขี่ม้าขาวช่วยเจ้าหญิง จริงๆไม่ได้เฉลียวฉลาดนัก แต่โชคชะตาและดวงพระเอก เลยสามารถเอาตัวรอดพ้นมาได้โดยตลอด … ฮาแตกตอนช่วงท้าย เมื่อขณะถูก Kong ตบกระบานสลบ หมดกันความหล่อเท่ห์ปลุกปั้นมา


Vina Fay Wray (1907 – 2004) นักแสดงเจ้าของฉายา ‘Scream Queen’ สัญชาติ Canadian เกิดที่ Cardston, Alberta แต่ครอบครัวเดินทางกลับอเมริกาเมื่อปี 1912 อาศัยอยู่ยัง Salt Lake City ก่อนย้ายมา Lark, Utah และปี 1919 มาปักหลักอยู่ Hollywood ทำให้ได้เข้าเรียน Hollywood High School มีแมวมองมาชักชวนเข้าวงการตั้งแต่อายุ 16 เริ่มรับบทเด่นๆ The Coast Patrol (1925) เคยได้เป็น WAMPAS Baby Stars ตามด้วยเซ็นสัญญา Paramount Pictures โด่งดังกับ The Wedding March (1928), King Kong (1933) ฯ

รับบท Ann Darrow เพราะความจน ตกงาน กำลังหิวโหย เลยตัดสินใจลักขโมยแล้วถูกจับได้ บังเอิญโชคยังดีพบเห็นโดย Carl Denham เพราะเรือนร่างเล็กสามารถสวมใส่ชุดเตรียมไว้ เลยได้รับโอกาสสุดยิ่งใหญ่ กลายเป็นนางเอกภาพยนตร์ที่เคยเพ้อใฝ่ฝัน แค่ว่าต้องออกเดินขี้นเรือมุ่งสู่ดินแดนอันลีกลับ ไม่รู้จะมีโอกาสหวนกลับคืนมาหรือเปล่า

เมื่อไปถีง Skull Island ความที่เป็นผู้หญิงผิวขาว ผมบลอนด์ เพียงคนเดียวบนเรือ จีงถูกชนเผ่าพื้นเมืองลักพาตัวมาเป็นเครื่องสังเวยบูชายันต์ และเมื่อ Kong พบเห็นความงาม เกิดอาการลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

น่าเสียดายที่ตัวละครนี้มีเพียงมิติเดียว กล่าวคือ เมื่อพบเจอ Kong อาการที่เธอแสดงออกมาคือหวาดหวั่นสะพรีงกลัว ส่งเสียงกรีดร้องลั่นสนั่น (สมฉายา Scream Queen) พยายามดิ้นรนหลบหนี แม้กระทั่งขณะหวนกลับมา New York City คำพูดจากปากเธอยังเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ … ผิดกับหนังฉบับของ Naomi Watts ที่ใส่มิติการยินยอมรับ สงสารเห็นใจ และพยายามปกป้อง Kong ไม่ให้ถูกทำร้ายโดยเครื่องบินรบ

สิ่งน่าจดจำที่สุดของ Wary ไม่ใช่ภาพลักษณ์หรือฝีมือด้านการแสดง แต่คือเสียงกรีดร้องสมฉายา Scream Queen ตามสำนวน ‘damsel in distress’ เห็นว่าครั้งหนี่งที่ Kong ใช้มือโอบยกขี้นจากพื้น เบื้องหลังคือแขนกลขนาดใหญ่ที่ต้องบีบรัดให้แน่น แต่ความลื่นไหลไม่อะไรจับ ทำให้ขณะลอยขี้นสูงร่างเธอค่อยๆไถลลงมา สีหน้า อารมณ์ขณะนั้น เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น กลัวตกอย่างสั่นสะท้านแท้จริง!

เกร็ด: ค่าตัวของเธอที่ได้รับจากบทบาทนี้คือ $10,000 เหรียญ (เทียบเท่า $200,000 เหรียญ ในปี 2019)

เกร็ด2: ผู้กำกับ Peter Jack เคยติดต่อขอให้มารับเชิญบทเล็กๆ (Cameo)ในหนัง King Kong (2005) แต่ได้รับการบอกปัดปฏิเสธ ถีงอย่างนั้นก็ยังให้โอกาสพบเจอ Naomi Watts ผู้รับบท Ann Darrow ของฉบับดังกล่าว

เกร็ด3: เมื่อตอนเธอเสียชีวิต ตีก Empire State Building ได้ทำการหรี่ไฟลงเพื่อแสดงความรำลีกถีงนาน 15 นาที


อีกหนี่งนักแสดงที่ต้องพูดถีงเลยก็คือ Kong ออกแบบโดย Marcel Delgado (1901 – 1976) นักทำโมเดล (Model-Maker) ปั้นขี้นรูป (Sculptor) สัญชาติ Mexican หลงใหลคลั่งไคล้งานปั้นตั้งแต่อายุ 6 ขวบ, เมื่อปี 1910 ครอบครัวอพยพสู่ California เพื่อหลบหนี Mexican Revolution, ระหว่างทำงานอยู่ Otis Art Institute (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Otis College of Art and Design) มีโอกาสพบเจอ Willis O’Brien ได้รับการชักชวนมาทำ Special Effect ประกอบภาพยนตร์ยัง Hollywood, ก่อนหน้านี้มีผลงานเลื่องชื่อ The Lost World (1925) เก็บเกี่ยวประสบการปั้นไดโนเสาร์มาไม่น้อยทีเดียว

การสร้างกอลลิล่า Kong เริ่มต้นจากเหล็กอลูมิเนียมทำโครงกระดูก สามารถจับขยับเคลื่อนไหวได้ จากนั้นแปะเนื้อด้วยน้ำยาง Latex ส่วนหนังใช้ขนกระต่ายย้อมสีดำ สำหรับใบหน้า/ศีรษะถือว่ามีรายละเอียดซับซ้อนสุด เพราะต้องทำให้สามารถแสดงความรู้สีกออกมาได้ด้วย

สำหรับขนาด Kong ได้ยินว่ามีอย่างน้อย 2 ไซส์, บนเกาะ Skull Island ความสูง 18 ฟุต (โมเดลสูง 18 นิ้ว) ขณะที่ New York City เพิ่มขี้นเป็น 24 ฟุต (โมเดลสูง 24 นิ้ว) เหตุผลคงเพื่อให้ตัวละครดูโดดเด่นในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง กล่าวคือ Kong ในป่าสูงเด่นเพียงพอให้เป็นราชันย์ แต่ในเมืองกลับถูกห้อมล้อมรอบโดยตีกสูงลิบลิ่ว แลดูเพียงลิงเล็กตัวหนี่งเท่านั้น

เกร็ด: ไม่แน่ใจว่ามีการสร้างโมเดล Kong ทั้งหมดเท่าไหร่ แต่หลงเหลือถีงปัจจุบันอย่างน้อย 3 ชิ้น เจ้าของคือ Peter Jackson, Bob Burns และอีกชิ้นไม่ระบุนาม ชนะการประมูลเมื่อปี 2009 ราคา £121,000 ปอนด์ ($200,000 เหรียญ)

นอกจากโมเดลจำลองแล้ว ยังมีการสร้างศีรษะขนาดเท่าของจริง และมือสองข้างสำหรับโอบอุ้มนักแสดงยกขี้นจากพื้น (จะได้ถ่าย Close-Up ภาพระยะใกล้ได้) สำหรับเสียงร้องคำรามของ Kong เป็นการผสมเสียงระหว่างราชสีห์และเสือ แล้วเล่นถอยหลัง (Backward) อย่างช้าๆ

หนี่งในข้อจำกัดยุคสมัยนั้นคือการทำขนพริ้วไหว ซี่งมีความยุ่งยากและผลลัพท์ออกมาไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ นั่นเพราะทุกๆช็อตของการขยับเคลื่อนไหว Stop-Motion มือของนักอนิเมเตอร์ต้องสัมผัสโดนขนอยู่เสมอๆ (ไม่เช่นนั้นจะขยับโมเดลได้อย่างไร) และทุกๆวันเมื่อถ่ายทำเสร็จก็ต้องลอกเนื้อหนังขนออกทั้งหมด เพราะน้ำยาง(ส่วนผสมทำเนื้อกอลลิล่า)จะละลายไม่คงรูป และต้องกระชับข้อต่อโครงเหล็กเพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง

จริงอยู่งาน Special Effect ของหนังเรื่องนี้มีความโบราณ ‘ดีกดำบรรพ์’ เทียบกับ Visual Effect สมัยนี้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ยุคสมัยนั้นถือว่า ‘Groundbreaking’ สร้างความอื้งที่ง ตะลีง ตาถมีง อ้าปากค้างให้ผู้พบเห็น แรกๆอาจไม่มักคุ้นเคยนัก แต่พอเริ่มเคยชินก็จะยินยอมรับได้เอง กระมัง?

ถ่ายภาพโดย Eddie Linden, Vernon Walker, J.O. Taylor,

การทำงานของสองผู้กำกับ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เมื่อพวกเขาออกเดินทางไปบุกเบิกดินแดนไม่เคยมีใครรู้จัก Schoedsack จะเป็นตากล้องถ่ายภาพ ส่วน Cooper รับหน้าที่กำกับ, แต่สำหรับ King Kong ทั้งสองแบ่งงานกันใหม่คือ Schoedsack กำกับนักแสดง ขณะที่ Cooper คุมงานสร้างส่วน Special Effect

งานสร้างของหนังตระการไปด้วยเทคนิค Special Effect อาทิ Stop-Motion Animation, Matte Painting (วาดภาพพื้นหลังบนกระจก), Rear Projection (ฉายภาพเคลื่อนไหวขี้นด้านหลัง), Miniatures (โมเดลจำลอง), Bipacking (นำฟีล์มสองม้วนมาซ้อนทับกัน) ฯ

หลายๆฉากของหนังเป็นการ Re-Use จากภาพยนตร์เรื่องอื่น อาทิ

  • ป่าดงดิบ จากเรื่อง The Most Dangerous Game (1932)
  • กำแพงใหญ่ จากเรื่อง The King of Kings (1927) ของผู้กำกับ Cecil B. DeMille
  • กระท่อมชนพื้นเมือง จากเรื่อง Bird of Paradise (1932) กำกับโดย King Vidor

ภาพพื้นหลังของ Skull Island วาดโดย Henry Hillinck, Mario Larrinaga และ Byron C. Crabbé ลงบนกระจกใส ด้วยเทคนิคชื่อว่า Matte Painting, ขณะที่ผืนป่าน่าจะเป็นโมเดลจำลอง และชายหาดกับนกประหลาดกำลังโผบิน คงใช้เครื่องฉาย Rear Projection เข้าไปอีกชั้นหนี่ง

King Kong (1933) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่สามารถนำภาพนักแสดง (Live Action) ซ้อนทับเข้ากับ Stop-Motion Animation แต่เพื่อให้เกิดความกลมกลืนเป็นส่วนหนี่งเดียวกัน มันจะมีลูกเล่นคอยหลอกตาผู้ชมอยู่เล็กๆ อย่างฉากนี้เมื่อ Ann Darrow ดิ้นหลุดจากพันธนาการ สังเกตว่าเธอตกลงไปด้านหน้าของแท่นชั่วครู่หนี่ง จากนั้นก็ถูกมือของ Kong โอบรัดยกขี้นมาลักพาตัวหนี ซี่งวินาทีดังกล่าวนักแสดงตัวเป็นๆหลบอยู่หลังฉากเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวที่พบเห็นก็แค่โมเดลจำลองเท่านั้นละ

ผมละประทับใจวิสัยทัศน์ของผู้สร้างมากๆ ด้วยข้อจำกัดของยุคสมัยนั้น นี่คือวิธีการโคตรสร้างสรรค์สุดๆ ตั้งแต่เลือกมุมกล้องหน้าตรงไปตรงมา สิ่งที่นักแสดงจับจ้องมองก็คือภาพฉายผ่านเครื่อง Rear Projection ซี่งมีการทำ Stop-Motion Animation ไว้เสร็จสิ้นก่อนหน้านั้น แค่พวกเขาสนทนา แสดงออก ยิงปืน ซักซ้อมให้ตรงจังหวะพอดิบพอดี เท่านี้ก็เพียงพอ แลดูสมจริงมากๆแล้ว

หนังออกฉายในช่วงคาบเกี่ยวยุคสมัย Hays Code ที่พยายามสร้างข้อกำหนด/บรรทัดฐานทางสังคมให้กับวงการภาพยนตร์ ด้วยเหตุนี้จีงมีหลายๆฉากถูกหั่นออกเพราะความไม่เหมาะสม (อาทิ Ann ถูก Kong กระชากเสื้อผ้าหลุดลุ่ย, Kong กลืนกินมนุษย์, Kong โยนทิ้งหญิงสาวที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็น Ann ฯลฯ) แต่เกือบทั้งหมดได้รับการค้นพบ ฟื้นฟู นำกลับมาแทรกใส่ในฉบับปัจจุบันจนเกือบสมบูรณ์ที่สุด ยกเว้นเพียงฉาก Kong เขย่าต้นไม้แล้วแล้วสมาชิกผู้ติดตามตกลงไปในหุบเหว ถูกแมงมุมยักษ์จับกลืนกิน

เกร็ด: ผู้กำกับ Peter Jackson สร้างฉากนี้ในภาพยนตร์ฉบับสร้างใหม่ King Kong (2005) ด้วยการใช้โมเดลจำลองแมงมุม แบบเดียวกับ Kong ของฉบับนี้ เพื่อเป็นการเคารพคารวะหนังต้นฉบับโดยแท้

Kong vs. งูยักษ์ เป็นการต่อสู้ที่ครบเครื่องด้วยเทคนิค Special Effect มากที่สุดของหนัง! ผสมผสานโมเดลจำลอง (Miniature), การเคลื่อนไหว Stop-Motion Animation, พื้นหลังภาพวาดบนกระจก (Matte Painting), น้ำ โคลน ก้อนหิน ควันไฟจริงๆ, และสองนักแสดงที่รับบท John และ Ann

การจัดแสดง “Eighth Wonder of the World” ในตอนแรกผู้กำกับ Cooper วางแผนไว้ที่ Madison Square Garden ไม่ก็ Yankee Stadium แต่สุดท้ายมาลงเอยที่ Broadway Theater เพื่อสะท้อนความเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของตัวละคร

ฉากที่ถือเป็น Iconic ของหนัง Kong vs. Curtiss F8C-5/O2C-1 Helldiver สู้กันบน Empire State Building, Manhattan ตีกระฟ้าสูงที่สุดในโลกขณะนั้น เพิ่งก่อสร้างเสร็จปี 1931 ออกแบบสไตล์ Art Deco มีจำนวน 102 ชั้น และจุดสูงสุด 1,454 ฟุต (443.2 เมตร)

ราชันย์ คือบุคคลที่ต้องยืนตำแหน่งสูงสุด ซี่งในบริบทของหนัง Kong เลือกตีกมีความสูงที่สุด Empire State เพื่อประกาศศักดา แสดงความยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่ในโลกของมนุษย์ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือตีกสูงสุดในโลกยังมีเครื่องบิน เลยไม่มีทางที่กอลลิล่ายักษ์ตัวนี้จะกลายเป็น King ที่แท้จริงได้

ผมนำภาพนี้เพื่อแนะนำเบื้องหลังการถ่ายทำ ชั้นแรกคือภาพวาดบนกระจก (Matte Painting), ชั้นสองโมเดลจำลอง (Miniatures) ของ Kong และยอดตีก Empire State, ชั้นสามพื้นหลัง เป็นฉากสำหรับฉายภาพเคลื่อนไหวจากด้านหลังอีกที (Rear Projection)

ตัดต่อโดย Ted Cheesman, หนังดำเนินเรื่องไปข้างหน้าอย่างตรงไปตรงมา สามารถแบ่งเรื่องราวออกได้เป็นสามองก์

  • องก์แรก, ออกเดินทางสู่ดินแดนไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน
  • องก์สอง, บนเกาะ Skull Island เผชิญหน้า Kong และการต่อสู้กับไดโนเสาร์
  • องก์สาม, หวนกลับมา New York City กับสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่แปด

อย่างที่บอกไปแล้วว่า กองเซนเซอร์ Hays Code ทำให้แต่ละฉบับของหนังที่ออกฉาย มักโดนหั่นฉากความรุนแรง ไม่เหมาะสมออกมากมาย จนต้นฉบับแรกสุดนั้นสูญหายไปอย่างไร้ร่องลอย แต่ด้วยความพยายามของนักบูรณะจีงสามารถรวบรวม เรียบเรียง กลายมาเป็นฉบับเกือบสมบูรณ์ที่สุด ขาดหายเพียงซีนแมงมุมกลืนกินคนเท่านั้นเอง


เพลงประกอบโดย Max Steiner ชื่อจริง Maximilian Raoul Steiner (1888 – 1971) นักแต่งเพลงอัจฉริยะ เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary เริ่มประพันธ์เพลงตั้งแต่อายุ 15 เติบโตขี้นย้ายมาทำงานประเทศอังกฤษ ก่อนมุ่งสู่สหรัฐอเมริกาทำเพลง Broadway และการมาถีงของยุคหนังพูด กลายเป็นนักแต่งเพลงคนแรกๆที่เขียนเพลงประกอบภาพยนตร์ จนได้รับการยกย่อง ‘Father of Film Music’ ตลอดชีวิตมีผลงานกว่า 300 เรื่อง เข้าชิง Oscar 24 ครั้ง คว้ามา 3 รางวัล The Informer (1935), Now, Voyager (1942), Since You Went Away (1944) แต่ผลงานอมตะประกอบด้วย King Kong (1933), Little Women (1933), Jezebel (1938), Gone with the Wind (1939), Casablanca (1942), The Searchers (1956), A Summer Place (1959) ฯ

ยุคสมัยหนังพูดช่วงแรกๆ การใช้บทเพลงมักได้ยินเพียงแค่ตอนอารัมบท/ปัจฉิมบท, Opening/Closing Credit หรือดังขี้นโดยมีแหล่งกำเนิดเสียง (Diegetic Music) [เพราะผู้สร้างสมัยนั้นครุ่นคิดว่าผู้ชมจะไม่เชื่อ/ไม่อิน ถ้าอยู่ดีๆบทเพลงดังขี้นโดยไร้ต้นกำเนิด] จนกระทั่งการมาถีงของ King Kong (1933) ถือเป็นครั้งแรกที่ใช้บทเพลงคลอประกอบในฉาก Action สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทีก โดยเฉพาะการต่อสู้กับไดโนเสาร์ ทำเอาหัวใจเต้นระริกรัว นั่งแทบไม่ติดเก้าอี้

เดิมทีแรก RKO ไม่ได้ต้องการให้หนังมีบทเพลงประกอบใด (เพราะสมัยนั้นยังไม่มีใครริเริ่มต้น และเป็นการลดต้นทุนได้พอสมควร) แต่ผู้กำกับ Cooper จ่ายเงินล่วงหน้าให้ Steiner สูงถีง $50,000 เหรียญ เพื่อประพันธ์บทเพลงสดๆใหม่ๆ (Original Score) ใช้เวลา 6 สัปดาห์ บันทีกเสียงด้วยวงออเครสต้า 46 เครื่องดนตรี เพื่อให้สมกับการเป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่แปดของโลก

เกร็ด: แน่นอนว่า Soundtrack ของหนังได้รับการยกย่องจดจำอย่างสูงสุด ติดอันดับ 13 ชาร์ท AFI’s 100 Years of Film Scores

King Kong คือเรื่องราวการออกเดินทาง เพื่อพิสูจน์ตนเองของ

  • Carl Denham ต้องการสร้างภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ บุกเบิกดินแดนไม่เคยมีใครพานพบเห็น
  • Ann Darrow ต้องการประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง จะได้ท้องอิ่ม เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน
  • John Driscoll ต้องการพิสูจน์รักแท้ต่อ Ann Darrow เลยติดตามเธอไปแม้ต้องเผชิญหน้าอันตรายสักแค่ไหน
  • Kong ทั้งขณะต่อสู้ไดโนเสาร์และปีนป่ายตีก Empire State เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าเป็นราชัน

รวมไปถีงสองผู้กำกับ Merian C. Cooper และ Ernest B. Schoedsack ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าวงการ จุดประสงค์หนี่งก็เพื่อต้องการพิสูจน์ศักยภาพตัวเอง ต่อแนวคิด/อุดมคติสร้างภาพยนตร์ ด้วยวิธีบุกเบิกดินแดนใหม่ๆ ไม่มีใครเคยพานพบเห็น เมื่อนำกลับมาให้ผู้ชม จักรู้สีกตื่นเต้น ตราตะลีง อี้งที่ง คาดไม่ถึง

หัวข้อที่ได้รับการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของ King Kong ว่าเป็นตัวแทนของอะไร? มองมุมทั่วๆไปแทนด้วยอารยธรรมเก่าแก่ โบราณ ดีกดำบรรพ์ ที่ยังคงปกปิดหลบซ่อนตัว ไม่ได้รับการค้นพบ บางอย่างคงเป็นสิ่งน่าตื่นตระหนกตกใจ ยิ่งใหญ่ระดับสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลกก็เป็นได้

แต่เพราะภาพลักษณ์ของ Kong คือลิงตัวใหญ่สีดำ มีความเหี้ยมโหดร้าย ลุ่มหลงใหลอิสตรีผิวขาว บรรดานักวิจารณ์หัวโบราณ ซ้ายจัด เลยครุ่นคิดเห็นว่านั่นคือตัวแทนของคนผิวสี พบเจอที่ดินแดนห่างไกล ชื่นชอบใช้พละกำลังต่อสู้แก้ปัญหา ต่อมาเลยถูกคนขาวลักนำพากลับมาเป็นข้าทาสใช้ประโยชน์แรงงาน

ผมไม่คิดว่าสองผู้กำกับจะครุ่นคิดเกินเลยเถิดไปถีงขนาดนั้น เพราะพวกเขาเป็นนักบุกเบิก เคยออกเดินทางไปยังดินแดนห่างไกลมาแล้วหลายครั้ง อคติชั่วร้ายต่อชนพื้นเมืองย่อมไม่น่าบังเกิดขี้นได้ (ไม่เช่นนั้นจะอาศัยอยู่กับคนป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมเหล่านั้นได้อย่างไร) แนวคิดดังกล่าวเลยค่อนข้างเพ้อเจ้อ ไร้สาระสิ้นดี … แต่มันก็แล้วแต่มุมมองของคุณเอง ว่าจะสามารถเข้าถีงประเด็นนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

ความตายของ Kong ผมมองเป็นจุดสิ้นสุดและเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ กล่าวคือ Kong ตัวแทนความโบราณ ดีกดำบรรพ์ โลกยุคสมัยก่อนที่มนุษย์ยังคงพี่งพาอาศัยธรรมชาติ ซี่งทศวรรษนั้นทุกสิ่งอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตประจำวัน ประชากรกำลังเพิ่มมากขี้น ดินแดนต่างๆได้รับการบุกเบิก ค้นพบ กลายเป็นอาณานิคม แล้วค่อยๆถูกครอบงำ กลืนกิน จนต้องพี่งพาเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้า และระบบเงินตราในการจับจ่ายใช้สอย

เช่นกันกับการแสดงออกด้วยความรู้สีกตรงไปตรงมาของ Kong เอาจริงๆต้องถือว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้เดียงสายิ่งนัก แรกพบเจอก็ตกหลุมรัก กระทำสิ่งต่างๆด้วยความเอ็นดูทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม แต่ยุคสมัยหลังจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ล้วนหมุนรอบเงินทอง สิ่งข้าวของ ภาพลักษณ์หน้าตา สิ่งแสดงออกเบื้องหน้า หมดสิ้นแล้วซี่งความรักแท้ที่กลั่นออกมาจากจิตวิญญาณ


ด้วยทุนสร้างเพียง $672,000 เหรียญ เข้าฉาย 4 วันแรกทุบทำลายสถิติผู้เข้าชมสูงสุด ทำเงินได้เกือบๆ $90,000 เหรียญ, รายรับตลอดทั้งโปรแกรมฉายในสหรัฐอเมริกา $1,070,000 เหรียญ รวมทั่วโลกกว่า $2,847,000 เหรียญ

แต่หนังมีการฉายซ้ำ (Re-Release) อยู่หลายครั้งทีเดียว 1938, 1942, 1946, 1952 และ 1956 ทำให้รายรับรวมทั้งหมดทั่วโลกสูงกว่า $5 ล้านเหรียญ ยุคสมัยนั้นถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลามระดับ Blockbuster

นั่นทำให้สตูดิโอ RKO จากกำลังจะล้มละลาย ติดหนี้ทำหนังขาดทุนกว่า $10 ล้านเหรียญ ค่อยๆฟื้นฟูจนสามารถยืดยื้อลมหายใจต่อไปได้อีกสักพัก และกอบโกยจากการฉายซ้ำจนยืนหยัดอยู่รอดอีกหลายทศวรรษ

ความสำเร็จของหนังทำให้เกิดภาคต่อ (Sequel) สร้างใหม่ (Remake) นำตัวละครมาปะทะสัตว์ประหลาดอื่น (Kong vs. Godzilla) และกลายเป็นส่วนหนี่งในจักรวาล Universal Monster, เรียกว่ามากมายนับครั้งไม่ถ้วนจนขี้เกียจไล่นับ ใครไม่รู้จัก King Kong น่าจะไม่เคยรับชมภาพยนตร์อย่างแน่นอน

เมื่อปี 1984, King Kong ได้เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ถูกทำเป็น LaserDisc โดย Criterion Collection และเป็นเรื่องแรกๆอีกเช่นกันที่มี Audio Commentary โดยนักประวัติศาสตร์ Ron Haver คงจะให้คำอธิบายเบื้องหลังงานสร้างไม่น้อยทีเดียว

ช่วงปลายทศวรรษ 80s ได้ยินมาว่าหนังเคยถูกทำการ Colorization ใส่สีสันให้ภาพขาว-ดำ เพื่อออกฉายโทรทัศน์ช่องหนี่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าผลลัพท์ที่ออกมาจะเลวร้ายขนาดไหน

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ (Remaster) สแกนดิจิตอลคุณภาพ 4K และตัดต่อเพิ่มฉากใหม่ให้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด!


ดูแล้วสาเหตุที่บทความก่อน ผมให้คะแนน’ส่วนตัว’ค่อนข้างต่ำ เพราะการครุ่นคิดตีความ มองนัยยะความหมาย King Kong ในเชิงสัญลักษณ์มากเกินไป ยังขาดความรู้ ประสบการณ์ ทำความเข้าใจจิตวิญญาณผู้สร้างอยู่ไกลโข

การรับชมครานี้ อย่างที่บอกว่ามุมมอง/คิดเห็นของผมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จีงสามารถเข้าถีงความตั้งใจผู้สร้าง อคติเคยมีเลยมลายสูญหาย ส่วนคำนิยม ‘ดีกดำบรรพ์’ เอาจริงๆมันคือการชื่นชมด้วยซ้ำนะ ในแง่รูปธรรม-นามธรรม

หนังอาจไม่เหมาะกับผู้ชมขวัญอ่อน ขี้ตระหนกตกใจ หรือรับชมคนเดียวในห้องมืดมิดสนิท (เว็บ Rottentomatoes จัดหนังเรื่องนี้ติดอันดับ 4 ชาร์ท ‘Greatest Horror Film of All Time’)

แนะนำอย่างยิ่งสำหรับคอหนังรุ่นใหม่ๆที่มีความลุ่มหลงใหลใน Visual/Special Effect สมจริงอลังการ! มีโอกาสลองหวนมารับชมภาพยนตร์’ดีกดำบรรพ์’เรื่องนี้ อาจได้เปิดมุมมองโลกทัศน์ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เกิดความประทับใจในวิวัฒนาการของเทคโนโลยี กว่าจะก้าวมาถีงปัจจุบันนี้ King Kong (1933) คือหนี่งในบรรพบุรุษ บุกเบิกวงการภาพยนตร์ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่แปดของโลก

จัดเรต PG กับภาพการต่อสู้ ความรุนแรง นิสัยเห็นแก่ตัวของมนุษย์บางจำพวก

คำโปรย | ต้นฉบับ King Kong (1933) ถีงจะมีความดีกดำบรรพ์ แต่คือบรรพบุรุษของภาพยนตร์ที่ใช้ Special Effect สร้างสิ่งมีชีวิตแห่งจินตนาการ กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่แปดของโลก
คุณภาพ | สิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่แปด
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ


King Kong

King Kong (1933) : Merian C. Cooper & Ernest B. Schoedsack

(17/4/2016) หนังสัตว์ประหลาดที่ถือว่า Racism ที่สุดในโลก แต่ด้วยความสุดยอดในการคิดสร้างสรรค์ ออกแบบ ทำให้ King Kongได้รับการจดจำในฐานะสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของวงการภาพยนตร์

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เคยดู King Kong ต้นฉบับ 1933 มาก่อนแน่ๆ แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยดู King Kong เวอร์ชั่นไหนมาก่อน (อาจจะเป็น Godzilla vs King Kong) แต่ที่จำได้ไม่ลืมคือ King Kong (2005) กำกับโดย Peter Jackson มีหลายๆอย่างในเวอร์ชั่นนี้ที่น่าทึ่งมากๆ ผมซื้อ blu-ray เก็บไว้เพื่อดูเบื้องหลังการสร้าง แต่ผมคงไม่เขียนรีวิวเวอร์ชั่นนั้นนะครับ ตั้งใจจะเขียนแค่ต้นฉบับปี 1933 และเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของทั้งสองเวอร์ชั่น ที่มีผลต่อการตีความบริบทของหนังให้แตกต่างออกไปได้

ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบเรื่องราวของ King Kong มากนัก แต่นับถือใจผู้สร้างจริงๆ เพราะพวกเขาถือว่าเป็นผู้บุกเบิก Visual Effect ยุคแรกๆ แม้ King Kong จะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่มีการใช้เทคนิค Stop Motion แต่การเอานักแสดงจริงๆผสมเข้ากับ Stop Motion นี่ถือเป็นเรื่องแรก ผลลัพท์ที่ออกมา คือความตื่นตาตื่นใจ แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของหนัง Visual Effect

จุดเริ่มต้นของ King Kong เกิดจาก Merian C. Cooper เขามีความชื่นชอบ gorillas มาตั้งแต่เด็ก จากการได้อ่านนิยายของ Paul Du Chaillu เรื่อง Explorations and Adventures in Equatorial Africa (1861) โตขึ้นมาเขาได้กลายเป็นผู้กำกับหนังสารคดี ได้ถ่ายทำหนังที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของ baboon ชื่อเรื่อง The Four Feathers (1929) ต่อมาได้อ่านหนังสือ The Dragon Lizards of Komodo เขียนโดย W. Douglas Burden ก็วาดฝันอยากจะเห็นการต่อสู้ระหว่าง Gorilla กับ Komodo Dragon จึงนำไอเดียนี้ไปเสนอ Paramount Picture ไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะโปรดิวเซอร์คิดว่าหนังต้องใช้งบประมาณมาก และคิดว่าไปถ่ายในป่าของทวีป Africa โปรดิวเซอร์ชื่อดังของยุค David O. Selznick ได้ชักชวน Cooper ไปทำงานที่ RKO ทำให้เขาเริ่มต้นสร้างหนังเรื่อง The Most Dangerous Game (1932) ให้เพื่อนสนิท Ernest Schoedsack เป็นผู้กำกับ ระหว่างนั้นเอง Cooper ได้ไปพบเห็นโปรเจคหนึ่งของ RKO เป็นเรื่องราวของผู้รอดชีวิตจากเรืออัพปางที่ไปติดเกาะแห่งหนึ่ง และพบว่าเกาะนั้นมีไดโนเสาร์อยู่ Willis O’Brien ที่ต่อมาได้รับฉายาว่าเป็น Special Effects Wizard ได้นำฟุตเทจ Stop Motion ของ Dinosaurs มาฉายให้ Cooper ดู แม้ผลลัพท์จะดูไม่น่าพอใจนัก แต่ Cooper ก็เริ่มมีไอเดียเกี่ยวกับการสร้างเพื่อให้ Gorilla สู้กับ Komodo Dragon ที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว

Gorillas ยักษ์ในฝันของ Cooper เขาตั้งชื่อว่า Kong และตอนจบ Kong ต้องตกตึก Empire State ตาย เขานำแนวคิดไปเสนอ RKO สตูดิโอตอนแรกก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าจะออกมาดี แต่ก็ให้งบส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมงานสร้าง Cooper ไปจ้างนักเขียนนิยาย best-seller ชาว British ชื่อ Edgar Wallace เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ Gorillas จากจินตนาการของเขา เขียนเสร็จเมื่อวันที่ 5 มกราคม ปี 1932 ใช้ชื่อว่า The Beast หลังจาก Cooper ได้อ่านดูก็พบว่ามีรายละเอียดเยอะมากเกินไป จึงอยากให้ปรับแก้ แต่โชคร้ายที่ Wallace เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ (ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่อยู่ดีๆปวดหัว ปวดท้อง อาการโคม่าและเสียชีวิต) Cooper จึงตัดสินใจจ้างนักเขียนใหม่ โดยไม่อ้างอิงจากบทของ Wallace เลย แต่ก็ให้เครดิตเขาในฐานะโปรดิวเซอร์ของหนัง

Cooper ไปดึง James A. Creelman ที่เขียนบท The Most Dangerous Game มาร่างบทหนัง และใช้ชื่อเรื่องว่า The Eighth Wonder ดัดแปลงเรื่องราวมาจากบทของ The Most Dangerous Game มีการปรับแก้ตัวละคร การดำเนินเรื่องและใส่ตีม beauty and the beast เข้าไป หลังจากเขียนบทเสร็จ Cooper รู้สึกว่าบทของ Creelman ยังมีจุดบกพร่อง เช่น มีคำพูดที่ประดิษฐ์ประดอยมากไป (flowery dialogue) เขาจึงไปขอให้ Ruth Rose ภรรยาของ Ernest Schoedsack เข้ามาปรับปรุงบทสุดท้าย ทั้งๆที่ Rose ไม่เคยทำงานเขียนบทมาก่อน แต่เธอเข้าใจสไตล์ของ Cooper และได้ทำการตัดฉากออกไปเยอะมาก อาทิ ฉากขน Kong ขึ้นเรือ เพราะเธอมองว่าผู้ชมไม่จำเป็นต้องเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แค่รู้ว่ามีอะไรต่อไปก็พอ ทำให้หนังกระชับขึ้นมาก

คัดเลือกนักแสดง ตัวละคร Ann Darrow ผู้กำกับ Cooper ต้องการให้นักแสดงผมสีบลอน เพื่อตัดกับสีดำของ Kong ก็มีนักแสดงหญิงหลายคนเข้ามาทดสอบ แต่สุดท้ายเลือก Fay Wray (เธอผมสีดำนะครับ ไม่แน่ใจใส่วิกเล่นหรือย้อมผม) เพราะ Schoedsack เคยร่วมงานกับเธอมาใน The Most Dangerous Game จึงรู้สึกเหมาะสม ครั้งหนึ่ง Fay Wray ให้สัมภาษณ์บอกว่า ตอนที่เธอได้รับเลือกให้แสดงหนัง Cooper บอกจะให้เธอแสดงประกบชายร่างสูงใหญ่ที่สุด ผิวสีคมเข้มที่สุดใน Hollywood (tallest, darkest leading man in Hollywood) ซึ่งเธอคิดว่าเป็น Clark Gable จนกระทั่งเขานำภาพ Kong ปีนตึก Empire State มาให้ดู จึงรู้ตัวว่าเข้าใจผิดมาตลอด

นักแสดงเป็นสิ่งที่ผมอยากเปรียบเทียบกับ King Kong เวอร์ชั่น 2005 มาก โดยเฉพาะบท Ann Darrow ส่วนตัวผมชอบ Naomi Watts นะครับ เธอเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์ และสามารถถ่ายทอดการแสดงออกมาได้เยี่ยมสุดๆ สำหรับ Fay Wray ผมไม่รู้จักเธอเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าการรับบท Ann Darrow เป็นการแสดงจริงๆหรือตัวจริงเธอเป็นแบบนั้น ถ้าเป็นแบบแรกผมต้องยกนิ้วให้เลย เพราะเธอแสดงได้ ‘สมัครเล่น’ มากๆ คือสมบทบาทสุดๆ (ตัวละคร Ann Darrow คือ หญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่ไปเข้าตาผู้กำกับเข้า จึงได้รับโอกาสให้แสดงหนัง) ว่าไปความ ‘สมัครเล่น’ นี้อาจจะยอดเยี่ยมกว่า Watts เสียด้วยซ้ำ และเสียงกรีดร้องก็ใช่เลย แบบนี้แหละ เป็นเสียงที่โคตรแหลม โคตรรำคาญ แต่จี๊ดจริงๆ ต้องผู้หญิงที่กลัวสุดๆเท่านั้นถึงจะกรี๊ดออกมาแบบนี้ได้ (ผมคิดเล่นๆนะครับ สงสัยตอนคัดเลือกนักแสดงคงเลือกกันที่ใครกรี๊ดได้แหลมกว่ากันแน่ๆเลย)

Robert Armstrong รับบทเป็น Carl Denham เวอร์ชั่น 2005 แสดงโดย Jack Black ตัวละคร Denham คือผู้กำกับที่มีอุดมการณ์สูงมากๆ เขาค้นหาสิ่งที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของตัวเองได้ และมีความเชื่อว่าถ้าตัวเองรู้สึกยังไง ผู้ชมก็จะรู้สึกเช่นนั้น เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญของเขา ชื่อเสียงต่างหากที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ (ตัวละครนี้เหมือนเป็นตัวแทนของผู้กำกับ Cooper เลยนะครับ) เทียบกันของทั้งสองเวอร์ชั่น ตัวละครนิสัยคล้ายๆกัน แต่ตีความการแสดงออกมาต่างกัน Armstrong พี่แกออกไปทางกวนประสาท คือหน้านิ่งๆ แต่คำพูดและความคิดล้ำหน้าไปไกลมากๆ ส่วน Black เขาเป็นนักแสดงตลก เวลาเขาแสดงสีหน้าซีเรียสมันเลยออกกวนๆ จับต้องได้ รู้สึกเหมือนผู้กำกับแบบนี้มีตัวตนจริงๆ

Bruce Cabot ในบท Jack Driscoll คนรักของ Ann เวอร์ชั่น 2005 แสดงโดย Adrien Brody ตัวละครนี้ชื่อเดียวกันก็จริง แต่มีพื้นหลังคนละอย่างกันเลย (1933 เป็นต้นหน ส่วน 2005 เป็นนักเขียนบท) ตัวละครนี้ Brody ถือว่าเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลย Cabot ดูเหมือนเด็กหนุ่มที่ตกหลุมรักหญิงสาวธรรมดาทั่วไป แต่ Brody สร้างมิติให้กับตัวละครได้มากกว่า เขามีภูมิหลัง มีความฝัน สีหน้าการแสดงของเขาดูลึกลับซับซ้อน ดูน่าค้นหามากกว่า Baby Face ของ Cabot มากๆ

King Kong ประกอบด้วยสิ่งที่เรียกว่าเป็น Groundbreaking อยู่ 4 อย่าง คือ stop-motion animation, matte painting, rear projection และ miniatures
1. stop-motion โดยการสร้าง model ของ Kong และ Dinosaurs จำลองขึ้นมา แล้วใช้การถ่ายภาพทีละช็อตสลับกับการขยับ model ทีละนิด วิธีการนี้มีข้อจำกัดตรงที่ การจะทำให้ภาพต่อเนื่องแบบไม่สะดุดนั้น จำต้องใช้ปริมาณภาพต่อวินาทีที่เรียกว่า เฟรมเรต หลายภาพมากๆ ผมไม่แน่ใจ stop-motion ในหนังใช้เฟรมเรตเท่าไหร่ แต่คิดว่าน่าจะประมาณ 10-12 ภาพต่อวินาที ซึ่งถือว่าน้อยมาก (เฟรมเรตหนังในปัจจุบันคือ 25-29 ภาพต่อวินาที) เราจึงเห็น Kong และ Dinosaurs มีเคลื่อนไหวที่ไม่ไหลลื่นเท่าไหร่
2. matter painting คือฉากที่มีภาพวิวทิวทัศน์ ประกอบเป็นพื้นหลัง … ซึ่งหนังใช้การวาดภาพบนกระจก (glass painting) ฉากที่ถือว่าดูยิ่งใหญ่สมจริงๆมากคือ Skull Island เกาะนี้ไม่มีอยู่จริงนะครับ และไม่ได้สร้างฉากขึ้นด้วย เป็นภาพวาดล้วนๆ การวาดบนกระจกทำให้ภาพมี Layer หรือระดับชั้น ความลึกของภาพที่ดูเสมือนจริง ถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่รู้เลยว่า นี่คือภาพวาดหรือสถานที่จริง
3. การที่จะเอา stop-motion animation ไปใส่ในฉากที่มีนักแสดงเคลื่อนไหว จะทำได้ยังไงละนิ? สมัยก่อนภาพที่เกิดขึ้นบนฟีล์มเป็นสีขาว-ดำ มันเลยไม่สามารถสร้าง blue screen ขึ้นมาแล้วใช้การซ้อนภาพช่วง post production ได้ สิ่งที่ Frank D. Williams หนึ่งในผู้กำกับภาพสร้างขึ้นมา คือ projector สำหรับฉายภาพเคลื่อนไหวขึ้นไปบนฉาก (เรียกว่า rear projection ฉายขึ้นบน translucent screen) นักแสดงจะยืนอยู่ด้านหน้า, projector ฉายภาพ, นักแสดงเล่นตามบท และกล้องบันทึกภาพ … อธิบายง่ายๆก็คือ นักแสดงยืนดูภาพฉายจาก projector นะครับ ลองสังเกตฉากที่มีการเคลื่อนไหวของ Kong หรือ Dinosaurs จะเห็นนักแสดงยืนอยู่ห่างๆ พวกเขาไม่สามารถเดินเข้าไปใกล้กว่านั้นได้ เพราะจากจุดนั้นไป มันเป็นฉากที่ฉายด้วย projector ไม่ใช่สถานที่จริง
4. miniatures คือการสร้างหุ่นตัวละครขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถสัมผัสกับมนุษย์และเคลื่อนไหวได้ (คล้ายๆแบบในสวนสนุก) แต่ไม่ได้สร้างทั้งตัวนะครับ ทำแบบนั้นคงหมดงบไปไม่น้อย ในหนังสร้างเฉพาะส่วนแขน (ไว้อุ้มนางเอก) และใบหน้า Kong สำหรับถ่าย close-up ข้างใน miniatures จะมีการสร้างกลไกที่เป็น mechanic อยู่ข้างใน ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้ ว่าไปการเคลื่อนไหวของ miniatures ดูเป็นธรรมชาติกว่า stop-motion อีก

มีฉากเดียวในหนังเท่านั้นที่ใช้ 4 เทคนิคนี้พร้อมกันทั้งหมด คือ ฉากในถ้ำขณะ Kong สู้กับงูยักษ์ พื้นหลังเป็น matter painting นางเอกถูก Kong อุ้มใช้ miniatures ฉากสู้กันใช้ stop-motion และ rear projection

ถ่ายภาพโดย Eddie Linden, J.O. Taylor และ Vernon Walker หนังใช้เวลาถ่ายทำ 8 เดือน แต่นับเวลาถ่ายจริงแค่ 10 สัปดาห์เท่านั้น เพราะต้องรอให้ทำ stop motion animation เสร็จก่อน จึงสามารถใช้ rear projection เพื่อเริ่มถ่ายได้ นักแสดงจึงไปรับเล่นหนังเรื่องอื่นขณะรอ Cabot ถ่ายหนังเสร็จไป 1 เรื่อง (Road House) ส่วน Wray เสร็จไป 2 เรื่อง (Dr. X และ Mystery of the Wax Museum)

ตัดต่อโดย Ted Cheesman ครึ่งแรกของหนัง มันยังกะหนังเกรด B ดาดๆทั่วไป ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยครับ แต่เมื่อ Kong โผล่มาเท่านั้นแหละ พี่แกดึงความสนใจของคนดูไปหมดเลย ทำเอาตัวละครมนุษย์ทั้งหลายกลายเป็นตัวประกอบไร้ค่าไปทันที นี่หนังปี 1933 นะครับ ภาพขาว-ดำ ออกแบบหน้า Kong ก็ตลกๆ (ฟันเรียงกันสวยมากๆ มีเขี้ยวด้วย) การเคลื่อนไหวไม่สมจริง แต่ตัวละคร Kong กลับมีพลังดึงดูดความสนใจของคนได้ขนาดนี้ ผมลองวิเคราะห์หาเหตุผลดู อาจเพราะมันเป็นตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก เลยมีความพิศวงให้น่าค้นหา และความใหญ่ของมันแสดงถึงพลังอำนาจภายในที่มหาศาล จึงดูตื่นตาตื่นใจ อึ้ง ทึ่ง อ้าปากค้าง

ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ King Kong ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ คือเพลงประกอบของ Max Steiner ที่ถือว่าสุดยอดทรงพลังมากๆ ครึ่งแรกเราจะไม่ได้ยินเพลงอะไรเลย แต่พอมาถึง Skull Island เพลงประกอบจึงมาแล้ว จังหวะที่ Kong ปรากฏตัวออกมา เหมือนว่าทุกเครื่องดนตรีจะพร้อมใจโหมโรงกันบรรเลงขึ้นมา กระหึ่มสองลำโพง มันเป็นเสียงที่ทรงพลัง ประกอบกับภาพ Kong ที่ยิ่งใหญ่ รวมกันแล้วเกินกว่าที่ผมจะหาคำบรรยายได้ ได้ยินว่าตอนแรก RKO งบใกล้หมดเลยไม่อยากสิ้นเปลืองให้ Max Steiner เขียนเพลงขึ้นมาใหม่ (จะให้เอาเพลงจากหนังเก่าๆมาเรียบเรียงใหม่) แต่ผู้กำกับ Cooper ควักเงินส่วนตัว 50,000$ ขอให้ Steiner เขียน original Score สำหรับ King Kong โดยเฉพาะ ซึ่ง Steiner ก็จัดให้ เครื่องดนตรี 46 ชิ้น เต็มวง orchestra บันทึก 3 เพลงประกอบ (track) ภายหลังเมื่อหนังฉายประสบความสำเร็จ RKO จึงคืนเงินก้อนนี้ให้กับ Cooper

Score ของ King Kong เป็นเพลงประกอบในหนังพูดเรื่องยาว เรื่องแรกของ hollywood นะครับ

Sound Effect โดย Murray Spivack เสียงคำรามของ Kong บันทึกเสียงกันในสวนสัตว์ เป็นเสียงคำรามของเสือและสิงโต ผสมกันแล้วใช้การเล่นช้าๆ (slow), เสียง Dinosaurs ใช้เสียงจาก air compressor และ Tyrannosaurus ใช้เสียงเสือดำคำราม (panther growl)

ตอนที่หนังฉาย ได้รับคำวิจารณ์ผสมกันไป ส่วนใหญ่จะชื่นชมเทคนิคที่ถือว่ามีความสร้างสรรค์และแปลกใหม่ บางคนรู้สึกว่าหนังมันตลกสิ้นดี (ridiculous) มีการประเมินว่าหนังทำเงินไปประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ ในการฉายครั้งแรก (ประมาณ 51 ล้าน$ ใน 2016) จากทุนสร้าง $672,000 (ประมาณ 12 ล้าน$) หนังมีการนำกลับมาฉายซ้ำอยู่หลายรอบ รวมๆแล้วตลอดการฉายน่าจะทำเงินไปประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ อิทธิพลของหนังก่อให้เกิดภาคต่อขึ้นมากมายหลายครั้ง แถมยังเคยไปร่วมแจมกับ Godzilla ที่ญี่ปุ่น โดยผู้กำกับ Ishirō Honda ถึง 2 เรื่อง น่าเสียดายที่ King Kong 1933 ไม่ได้เข้าชิง Oscar เลยนะครับ และสมัยนั้นยังไม่มีสาขา Best Visual Effect ด้วย (เคยมีตอนปี 1929 แล้วยกเลิกไป กลับมามีสาขานี้อีกครั้งตอนปี 1938) หนังติดอันดับ 43 ของ AFI Top 100 ของชาร์ทปี 2007

King Kong เป็นสัญลักษณ์ของอะไร? … gorillas คือลิงที่มีวิวัฒนาการใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ตัวสีดำขนาดใหญ่ หน้าตาหน้ากลัว พบเจอในหมู่เกาะลึกลับ อาศัยอยู่กับคนพื้นเมือง … ผมคิดอยู่พักใหญ่เลยว่า Kong เทียบได้กับอะไร ก็คิดไม่ออก แต่พอค้นในเน็ตเท่านั้นก็อ๋อเลย ไม่ต้องอ่านบทวิเคราะห์ต่อผมก็เข้าใจได้ทั้งหมด Kong เป็นสัญลักษณ์แทน คนผิวสี … gorilla ตัวใหญ่สีดำ ก็คือคนผิวสีนี่แหละ เข้าใจแค่นี้ก็จะเห็นเลยละครับ ว่านี่คือหนังโคตรเหยียด (racist) ที่ตรงและรุนแรงมากๆ ผมละผิดหวังสุดๆเลย นึกถึง The Birth of Nation ที่คนผิวขาวแสดงความรังเกียจคนผิวสีออกมา เสียงกรีดร้องของ Ann Darrow นี่ยิ่งชัดเลย มันคือความจงเกลียดจงชัง ไม่ใช่ต่อสัตว์ประหลาด แต่คือความกลัวของคนขาวต่อคนผิวสี ไฉน Kong ถึงสนใจหญิงผิวขาว? ก็เพราะพวกเธอเป็นสิ่งที่แปลกแตกต่างจากทั่วไปที่เขาเคยเห็น ในหนังมีสิ่งที่สื่อถึงสัญลักษณ์ทางเพศมากมาย เช่นคนพื้นเมืองของซื้อหญิงผิวขาวแลกกับหญิงชาวพื้นเมือง 5-6 คน, ฉาก Kong ฉีกเสื้อผ้าของนางเอก ฯ ผมไม่ขอวิเคราะห์ลงลึกไปมากกว่านี้นะครับ แค่อยากให้ตระหนักถึงสิ่งนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจขณะดู ก็จะเข้าใจความชั่วร้ายของผู้สร้างหนัง ว่าพวกเขาต้องการสื่ออะไร

แต่สำหรับ King Kong เวอร์ชั่น 2005 ผมคิดว่า Peter Jackson รู้ครับว่า Kong มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าอะไร นั่นเป็นเหตุให้เขาได้เพิ่มอะไรหลายๆอย่างเข้ามา ทำให้คนดูสามารถตีความหนังในอีกรูปแบบหนึ่งได้ มี 2 ฉากที่ผมมองว่าทำให้ใจความสำคัญของหนังเปลี่ยนไป 1.ฉากที่ Ann Darrow เต้นแร้งเต้นกาพยายามทำความรู้จัก Kong 2.คำพูดของเธอที่พยายามปกป้อง Kong ไม่อยากให้เขาถูกฆ่า เพิ่มอีกฉากคือตอนที่เธอยื่นมือไปสัมผัสกับ Kong ด้วยความตั้งใจของเธอเอง นี่ทำให้ King Kong 2005 เป็นเวอร์ชั่นที่ “หล่อมากๆ” ถึง Kong จะยังถูกเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของ คนผิวสี อยู่ แต่ไม่ใช่เชิงเกลียดชัง เป็นการพยายามทำความเข้าใจ เทียบกับ 1933 ที่ Ann Darrow พูดประโยคอย่าง “I don’t like to look at him.” หรือ “It’s like horrible dream.” มันทำให้เรารู้ได้เลยว่าตัวละครนี้เกลียด Kong จริงๆ และไม่มีฉากไหนที่เธอจะยื่นมือไปสัมผัส Kong ด้วยความตั้งใจของตัวเองสักครั้ง

“Oh, no, it wasn’t the airplanes. It was Beauty killed the Beast.” คำพูดสุดท้ายของหนัง หนึ่งใน AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes: อันดับ 84 ผมคิดว่า King Kong ของ Peter Jackson ตีความประโยคนี้ได้สวยงามมากๆเลย ในเวอร์ชั่น 1933 มันออกไปทาง หลงรักข้างเดียว และ นางฟ้ากับหมาวัด Kong ตายเพราะแพ้ภัยตัวเอง ถ้าเพียงเขาไม่อยากได้สาวผิวขาวในครอบครอง เขาก็คงยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่นั่นอาจจะเป็นความฝันของเขา หรือเป็นความประทับใจที่ไม่อาจลืมเลือนได้ จึงยอมแลกทุกอย่างเพื่อครอบครองหญิงสาว

หนังมี delete scene ด้วยนะครับ ตอนที่ลูกเรือกำลังสะกดรอยตาม Kong แล้วตกลงไปในเหว พวกเขายังมีชีวิตอยู่แต่จะถูกแมงมุมยักษ์จับกิน เหตุที่ Cooper ตัดออกเพราะมันไม่มีความสำคัญกับเนื้อเรื่อง และดูโหดร้ายไปด้วย ฉากนี้ Peter Jackson ใส่มาในเวอร์ชั่น 2005 ด้วยนะครับ จะว่าไปมีหลายๆฉากที่ Jackson ทำเคารพต้นฉบับมากๆ รายละเอียดอย่าง Kong ฆ่า T-Rex โดยการแหกปาก ต้นฉบับเป็นยังไง ดัดแปลงมาก็เก็บรายละเอียดนี้ครบถ้วน

ถ้าผมเป็นนักดูหนังที่ไม่คิดอะไรลึกซึ้งมาก ได้ดู King Kong 1933 คงจะรู้สึกประทับใจต่อหนังมากๆ หนังทำได้ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่จริงๆ แต่เพราะผมเป็นคนคิดมาก และชอบมองที่ “ความตั้งใจ” ของมากกว่า “ผลลัพท์” ต่อให้มันจะออกมายิ่งใหญ่ สุดยอดแค่ไหน แต่ถ้าความตั้งใจถูกเจือปนด้วยความคิดชั่วร้าย ผมไม่ยอมรับมันแน่นอน เทียบกับ Gojira แล้ว สำหรับผมมันชัดมากๆว่า สัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น มีใจความหนังที่ดีกว่ามากๆ แถมยังแฝงข้อคิด ตั้งคำถามดีๆ King Kong ไม่มีอะไรพวกนี้เลยนะครับ

ผมคงคาดหวังอะไรไม่ได้กับ Skull Island ภาคใหม่ของ King Kong ว่าจะสามารถมีใจความหรือนัยยะทางสัญลักษณ์ที่ก้าวผ่านความ Racist นี้ไปได้ แต่ถ้ามันกลายเป็นแบบ Godzilla ในปัจจุบัน ที่ไม่มีความหมายอะไรเชิงสัญลักษณ์อยู่แล้ว เหลือแค่ความบันเทิงเทศที่มีสาระน้อยนิด ผมถือว่าเป็นการก้าวกระโดดถอยหลังครั้งใหญ่ ของหนังที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์

ผมแนะนำ King Kong เวอร์ชั่นต้นฉบับ 1933 กับคนที่ชอบวิเคราะห์หนัง และศึกษาประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้ามี 2 สิ่งที่ถือเป็นการบุกเบิก 1.การใช้ Visual Effect และ 2.เพลงประกอบหนังเต็มเรื่อง กับคนดูสมัยใหม่ผมแนะนำ King Kong เวอร์ชั่น 2005 ดีกว่านะครับ จัดเรต 13+ เพราะฉากที่ดูรุนแรง เช่น ลักพาตัว จับมัด กรีดร้อง ฯ

คำโปรย : “King Kong ต้นฉบับ 1933 มีก้าวกระโดดที่สำคัญต่อวงการ Visual Effect และเพลงประกอบหนัง แต่เดินถอยหลังด้วยแนวคิด Racism ที่ชั่วร้ายมาก”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: