The Host (2006)

The Host

The Host (2006) Korean : Bong Joon-ho ♥♥♥♥♡

(4/8/2019) ผู้กำกับ Bong Joon-ho ได้สร้างอสูรกายสายพันธุ์ใหม่ให้วงการภาพยนตร์ ด้วยการลบล้างสูตรสำเร็จที่เคยมีมา ปรากฎพบเห็นสัตว์ประหลาดตั้งแต่สิบนาทีกว่าๆ พระเอกเป็นคนพึ่งพาอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่เพราะลูกสาวคนเล็กถูกลักพาตัวไป ทั้งครอบครัวจึงทุ่มเทหมดหัวใจ เพื่อติดตามหาหนทางช่วยเหลือกลับคืนมา

สูตรสำเร็จของภาพยนตร์แนวสัตว์ประหลาด ก่อนหน้าการมาถึงของ The Host (2006) ตัวเอกมักเป็นนักวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือไม่ก็ทหารสังกัดกองทัพบก-น้ำ-อากาศ เป้าหมายอย่างแรกคือจับกุมมาทดลอง แต่ถ้าไม่สำเร็จก็หาหนทางเข่นฆ่าทำลายล้างให้ดับสิ้นสูญ

ผู้กำกับ Bong Joon-ho ไม่ต้องบอกคงรับรู้กันได้ว่าต้องเป็นแฟนๆภาพยนตร์แนวสัตว์ประหลาด ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบหลงใหล Nessie, Loch Ness Monster และเพราะเคยมีบ้านอาศัยติดริมแม่น้ำ Han River นั่งจินตนาการเพ้อฝัน

“When I was looking at the Han River one day, I thought how it would be if a monster like Nessie came out of the Han River, and into the ordinary and everyday space of Seoul citizens”.

– Bong Joon-ho

เพราะก่อนหน้า The Host เกาหลีใต้ไม่เคยมีหนังแนวสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นมาก่อน! มันจึงเป็นความท้าทาย (ลำคำสบประมาท) ที่จะเริ่มต้นครุ่นคิดทดลองสิ่งใหม่ๆ ไม่ยึดติดสูตรสำเร็จอื่นใด แต่ก็ยังเคารพคารวะในรากฐานภาพยนตร์แนวนี้ ด้วยการสอดแทรกนัยยะเชิงสัญลักษณ์ไว้ในจุดกำเนิดอสูรกาย

“Bong Joon-ho’s ‘The Host’ is the defining monster movie of the 21st century”.

– นักวิจารณ์ David Ehrlich จาก IndieWire


Bong Joon-ho (เกิดปี 1969) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติเกาหลี เกิดที่ Daegu ปู่ทวดคือนักเขียนชื่อดัง บิดาประกอบอาชีพ Graphic Designer ตัวเขาลูกคนกลาง อยากที่จะเป็นผู้กำกับตั้งแต่มีโอกาสรับชม The Wages of Fear (1953) แต่ครอบครัวไม่อนุญาต เลยจำต้องเข้าเรียนคณะสังคมศาสตร์ Yonsei University แต่ก็เอาเวลาว่างไปดูหนัง ชื่นชอบโปรดปรานผลงานของผู้กำกับ Edward Yang, Hou Hsiao-hsien และ Shohei Imamura

เมื่อเรียนจบมหาลัยก็ไม่จำเป็นต้องง้อใครอีก ทำงานหาเงินเป็นติวเตอร์เพื่อเข้าศึกษาต่อ Korean Academy of Film Arts จากนั้นช่วงงานเบื้องหลัง จนกระทั่งได้เครดิตเขียนบท Seven Reasons Why Beer is Better Than a Lover (1996), ผู้ช่วยกำกับ Motel Cactus (1997), Phantom: The Submarine (1999), ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Barking Dogs Never Bite (2000) และแจ้งเกิดโด่งดังกับ Memories of Murder (2001) สามารถทำเงินสูงสุดแห่งปีในประเทศเกาหลีใต้

เพราะความสำเร็จอันล้นหลามของ Memories of Murder (2001) ทำให้ผู้กำกับ Bong Joon-ho สามารถหาทุนสร้างโปรเจคถัดไปได้สูงขึ้นมาก ตัดสินใจเลือกแนวไซไฟ สัตว์ประหลาด แต่ถูกทัดทามจากบรรดาโปรดิวเซอร์ชาวเกาหลี (เพราะไม่เคยมีการสร้างภาพยนตร์แนวนี้ในประเทศมาก่อน) ด้วยเหตุนี้ครึ่งหนึ่งจึงจากสตูดิโอสัญชาติเกาหลี และอีกครึ่งสรรหาจากญี่ปุ่น และนานาชาติ

แม้จะมีความสนใจในสัตว์ประหลาดมาตั้งแต่เด็ก แต่จนกระทั่งได้ยินข่าวคาว ‘MaCarland incident’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000 กองทัพสหรัฐอเมริกาที่ประจำอยู่กรุง Seoul พลเรือนชื่อ Mr. Albert L. McFarland สั่งให้กำจัดสารเคมีหมดอายุ Formaldehyde เททิ้งลงท่อระบายน้ำสู่ Han River ท่ามกลางเสียงทัดทานของลูกน้องชาวเกาหลี นั่นเองก่อเกิดมลภาวะร้ายแรงขึ้นในแหล่งน้ำบริเวณนั้น (แต่ไม่มีรายงานว่าสัตว์น้ำมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นนะครับ)

เกร็ด: จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลเกาหลียื่นฟ้องร้อง Mr. McFarland แต่กองทัพสหรัฐอเมริกาปฏิเสธจะส่งมอบตัวให้ สร้างความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นให้ประชาชนอย่างรุนแรง จนต้องยินยอมให้ขึ้นศาลไต่ศาล กระทั่งปี 2005 ถึงได้รับการตัดสินว่าผิด จำคุก 6 เดือน แต่เขากลับไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ (เหมือนจะแค่ถูกส่งกลับประเทศเท่านั้นเอง)

Baek Chul-hyun ร่วมงานกับ Baek Chul-hyun พัฒนาเรื่องราวดังกล่าว โดยให้อสูรกายเป็นสัญลักษณ์ของมลภาวะ ความคอรัปชั่น เห็นแก่ตัวของหน่วยงานรัฐ ผลกระทบจากจุดเริ่มต้นเททิ้ง Formaldehyde ลงแม่น้ำ Han River ทำให้สัตว์น้ำเกิดการกลายพันธุ์ ออกไล่ล่าเข่นฆ่า และจับกินมนุษย์รอบๆบริเวณริมชายฝั่ง

เรื่องราวของ Park Gang-du (รับบทโดย Song Kang-ho) เปิดกิจการร้ายขายของชำ อยู่บริเวณริมแม่น้ำ Han River สมาชิกครอบครัวประกอบด้วย
– พ่อ Hee-bong (รับบทโดย Byun Hee-bong)
– น้องชาย Nam-il (รับบทโดย Park Hae-il) เรียนจบมหาวิทยาลัยแต่ยังตกงาน ขี้เหล้าเมายา และเคยเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง (น่าจะเป็นสมาชิกหัวรุนแรงเลยละ)
– น้องสาว Nam-joo (รับบทโดย Bae Doona) เป็นนักยิงธนู กำลังแข่งขันชิงเหรียญระดับชาติ
– และลูกสาว Hyun-seo (รับบทโดย Go Ah-sung) กำลังเรียนอยู่ชั้นประถม

วันหนึ่งอสูรกายแห่งแม่น้ำ Han River ได้ปรากฎตัวขึ้น ลักพาลูกสาวคนเล็ก Hyun-seo สร้างความเศร้าโศกเสียใจหมดอาลัยตายอยาก กระทั่งเมื่อเธอสามารถโทรศัพท์ติดต่อพ่อได้สำเร็จ ทุกคนในครอบครัวเลยตัดสินใจร่วมมือร่วมใจ ออกติดตามหาหนทางช่วยเหลือ


นำแสดงโดย Song Kang-ho (เกิดปี 1967) สัญชาติเกาหลี เกิดที่ Gimhae, South Gyeongsang Province ตั้งแต่เด็กไม่ได้มีความสนใจด้านการแสดงใดๆ กระทั่งสอบติดคณะการสื่อสาร Busan Kyungsang College จบออกมาเข้าร่วมคณะการแสดงของ Kee Kuk-seo กลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมชั้นดี ขึ้นแสดงละครเวทีตั้งแต่ปี 1991 บอกปัดแสดงภาพยนตร์จนกระทั่ง The Day a Pig Fell into the Well (1996), แจ้งเกิดโด่งดัง No.3 (1997), Shiri (1999), The Foul King (2000), Joint Security Area (2000)**คว้ารางวัล Grand Bell: Best Actor และก่อนหน้านี้ร่วมงานผู้กำกับ Bong Joon-ho เรื่อง Memories of Murder (2003)

รับบท Park Gang-du เจ้าของร้านขายของชำ นิสัยขี้เกียจคร้าน ซุ่มซ่าม แถมยังฉลาดน้อย ว่ากันว่าเพราะวัยเด็กไม่ค่อยมีโอกาสกินเนื้อสัตว์/โปรตีน โตขึ้นมาสมองเลยได้รับพัฒนาไม่สมประกอบสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อมีบุตรสาว (ก็ไม่รู้หญิงไหนมาตกหลุมรักได้อย่างไร) แสดงความรัก เอ็นดู ห่วงใย พยายามอย่างยิ่งจะเป็นพ่อที่ดี (แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่)

ความโชคร้ายไม่ใช่แค่ Hyun-seo ถูกอสูรกายลักพาตัวไป แต่เพราะเขามีโอกาสใกล้ชิดสัตว์ประหลาดตนนั้น เลยถูกเพ่งเล่งจับเป็นหนูทดลอง เพราะรัฐบาลกลัวว่าจะติดต่อเชื้อโรค/ไวรัสร้ายรุนแรง แต่แท้จริงแล้วกลับตรวจไม่พบเจออะไรสักอย่างเดียว

เพื่อเพิ่มความติ๋งต้อง ปัญญาอ่อนของตัวละคร Song Kang-ho ทำการย้อมผมสีทอง สวมชุดวอร์มหลวมๆ วันๆเอาแต่หลับนอน แสดงสีหน้าท่าทางเอ๋อเหรอ คำพูดท่าทางเต็มไปด้วยความยียวนกวนประสาท แลดูพึ่งพาอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง … แต่จะบอกว่า Kang-ho เป็นนักแสดงที่ผู้กำกับ Bong Joon-ho ให้ความเชื่อใจและอิสระในการสร้างสรรค์ตัวละครเต็มร้อย เพื่อว่าตนเองจะได้เอาเวลาไปทุ่มให้กับโปรดักชั่นด้านอื่นอย่างเต็มที่กว่า

ในบรรดาภาพยนตร์ของ Bong Joon-ho นำแสดงโดย Song Kang-ho ผมครุ่นคิดว่า Park Gang-du น่าจะเป็นบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว(จนถึงปัจจุบัน) ไม่ใช่แค่ความทึ่มทื่อ ซื้อบื้อ โคตรปัญญาอ่อน แต่ตัวละครพานพบเจอความสูญเสียหลายครั้ง เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ก็ยังสามารถต่อสู้ดิ้นรน เอาตัวรอด และมีชีวิตอยู่บนความหวัง(ที่ไร้ความหวัง)


Byun Hee-bong (เกิดปี 1942) นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีโอกาสร่วมงานผู้กำกับ Bong Joon-ho มาตั้งแต่ Barking Dogs Never Bite (2000), รับบท Park Hee-bong พ่อของ Gung-du ที่แต่ก่อนใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมา นานๆถึงกลับบ้านที ทอดทิ้งภรรยาและลูกๆทนทุกข์ยากลำบาก ปัจจุบันเลยราวกับต้องมาชดใช้กรรม คอยให้ความช่วยเหลือดูแลทั้งลูกๆหลานๆ ต่างพึ่งพาเอาตัวรอดเองไม่ได้สักคน ซึ่งทุกครั้งเมื่อมีปัญหา วิธีที่เขาเชื่อว่าใช้ได้ตลอดคือยัดเงินใต้โต๊ะ (สะท้อนความเชื่อของคนรุ่นนั้น เติบโตขึ้นในสังคมอุดมคอรัปชั่น)

Park Hae-il (เกิดปี 1977) จากเต็งหนึ่งฆาตกรต่อเนื่อง Memories of Murder (2003) ได้รับการชักชวนจากผู้กำกับ Bong Joon-ho ให้มาร่วมงานกันอีกครั้ง, รับบท Park Nam-il น้องชายของ Gang-du แม้เป็นคนมีไหวพริบเฉลียวฉลาด จบการศึกษามหาวิทยาลัย แต่กลับเลือกใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ไม่ยอมหาอาชีพการงานทำ แถมยังไปเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ดูแล้วน่าจะเป็นสมาชิกหัวรุนแรงเสียด้วยนะ ชอบพูดจาส่อเสียดเหยียดหยามพี่ชาย ดื่มด่ำโชจูเมามาย และนำมาทำเป็นระเบิด จุดไฟเขวี้ยงขว้างใส่อสูรกาย

Bae Doo-na (เกิดปี 1979) นักแสดงหญิงที่เคยร่วมงานผู้กำกับ Bong Joon-ho เรื่อง Barking Dogs Never Bite (2000) แล้วมาแจ้งเกิดโด่งดัง Sympathy for Mr. Vengeance (2002), รับบท Park Nam-joo น้องสาวของ Gang-du เป็นคนเชื่องช้า เฉื่อยชา ขาดความมั่นใจในตนเอง แต่ฝีมือการยิงธนูเป็นเลิศ จนได้เป็นตัวแทนแข่งขันระดับนานาชาติ เมื่อรับทราบข่าวการหายตัวไปของ Hyun-seo ร่ำไห้อย่างหมดเรี่ยวแรงอาลัย แม้ระหว่างการไล่ล่าติดตามตัวเธอจะพึ่งพาไม่ได้สักเท่าไหร่ แต่วินาทีพบเห็นเป้าหมาย ธนูดอกนี้ไม่มีวันผิดพลาดไป

Go Ah-sung (เกิดปี 1992) นักแสดงเด็กหญิง เข้าสู่วงการโฆษณาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ติดตามมาด้วยขึ้นแสดงละครเวที พออายุ 13 ได้เล่นซีรีย์ร่วมกับ Bae Doo-na แนะนำให้รู้จักผู้กำกับ Bong Joon-ho ผ่านการออดิชั่นจนได้รับบท และแจ้งเกิดโด่งดังโดยทันที, รับบท Park Hyun-seo บุตรสาวของ Gang-du แม้มีความละอายต่อครอบครัว โดยเฉพาะพ่อที่พึ่งพาไม่ได้สักเท่าไหร่ แต่นั่นกลับทำให้เธอเข้มแข็งแกร่ง สามารถสยบความหวาดกลัว กล้าลุกขึ้นหาวิธีเอาตัวรอดจากอสูรกาย และเมื่อมีโอกาสพบเจอเด็กชาย Se-joo (รับบทโดย Lee Dong-ho) เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่แทบจะโดยทันที

แซว: Song Kang-ho กับ Go Ah-sung จะได้รับบทพ่อ-ลูกกันอีกในภาพยนตร์เรื่อง Snowpiercer (2013)


ถ่ายภาพโดย Kim Hyung-koo ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติเกาหลี ผลงานเด่นๆ อาทิ Spring in My Hometown (1998), Peppermint Candy (1999), The Warrior (2001), Memories of Murder (2003), The Host (2006) ฯ

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด บริเวณริมแม่น้ำ Han River ใต้สะพาน Wonhyo, Dong-ho, Han-gang และตามท่อระบายน้ำที่เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก แถมช่วงเวลาขณะนั้นอากาศหนาวเหน็บ น้ำเย็นและเยือกแข็ง ต้องหาวิธีใช้ความร้อนหลอมละลาย

งานภาพของหนังมีการวางแผน วาดภาพ Storyboard ตระเตรียมการมาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะสามารถส่งต่อให้ WETA Workshop (บริษัทสัญชาติ New Zealand ผู้สร้าง Lord of the Rings, Kong Kong) นำไปใส่ Visual Effect หลังการถ่ายทำได้โดยง่าย

โทนสีหลักๆคือน้ำเงิน-ดำ สังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช็อตแรก เพื่อให้เกิดสัมผัสหนาวเหน็บ ยะเยือกเย็นชา ซึ่งสะท้อนกับอสูรกายหลบซ่อนตัวอยู่ใต้แม่น้ำ Han River

นาย McFarland สั่งให้เท Formaldehyde ทั้งหมด 192 ขวด (ขนาด 16-ounce) ถือเป็นปริมาณไม่น้อยเลยนะ ซึ่งหนังนำเสนอด้วยการเคลื่อนไหลกล้องไปด้านขวา จากนั้นซ้อนภาพสายน้ำที่กำลังไหลไปทิศทางเดียวกัน มีนัยยะถึงการผสมผสานคลุกเคล้า จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Han River

ฉากตอนกลางวันจะมีการปรับแสงให้สว่างจร้ากว่าปกติ และสังเกตว่าสีเขียวของเสื้อผ้า/ต้นหญ้า จะถูกย้อมให้มีความแก่ (เขียวแก่) ผสมโทนสีเหลือง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมเกิดสัมผัสลุ่มร้อน แผดเผาไหม้ ชีวิตไม่น่าอภิรมณ์เริงใจสักเท่าไหร่

ปลาหมึกปิ้ง ผมว่าใครๆก็น่าจะบอกได้ว่าเป็นการเปรียบเทียบล้อเลียนอสูรกาย หางยาวๆของมันคือสิ่งโอบอุ้มรัด Hyun-seo ลักพาตัวเธอไป ราวกับกรรมสนองของ Park Gang-du เพราะได้แอบขโมยกินหนวดปลาหมึกของลูกค้าชิ้นนี้

สูตรสำเร็จของหนังสัตว์ประหลาดสมัยก่อน มักไม่ยอมเปิดเผยรูปลักษณ์ หน้าตาของสัตว์ประหลาดตั้งแต่ต้นๆเรื่องราว (นึกถึงหนังของ J.J. Abrams ไว้นะครับ) เหตุผลเพื่อให้ผู้ชมเกิดความตื่นเต้น ลุ้นระทึก สยดสยองกับภาพที่พบเห็นวับๆแวบๆ

สำหรับผู้กำกับ Bong Joon-ho ไม่ได้มีความต้องการปกปิดรูปร่างหน้าตาสัตว์ประหลาด อีกทั้งจำเป็นต้องให้มันลักพาตัว Hyun-seo เลยเปิดเผยทุกสิ่งอย่างตั้งแต่นาทีที่สิบกว่าๆ เพื่อผู้ชมมีโอกาสรู้จักมักคุ้น และครุ่นคิดหาเหตุผล ทำไมถึงต้องมีรูปลักษณ์ดังกล่าว

เกร็ด: Steve Buscemi คือชื่อเล่นของอสูรกายตนนี้ ได้แรงบันดาลใจจากบทบาทการแสดงเรื่อง Fargo (1996)

อสูรกายออกแบบสร้างโดย Chin Wei-chen ได้แรงบันดาลใจจากปลากลายพันธุ์ที่พบเจอในแม่น้ำ Han River (แต่ไม่ใช่จากเหตุการณ์ ‘MaCarland incident’) ผสมจินตนาการถ้ามันสามารถขึ้นบก จะมีรูปลักษณะเช่นไร? อย่างแรกคือใส่แขนขาเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน (ครึ่งบกครึ่งน้ำ) หางยาวเพื่อโอบรัด ลักพาตัว ขณะที่ปากจะไม่มีฟัน เพื่อสามารถกลืนกินและสำรอก นำเหยื่อเก็บสะสมไว้เป็นอาหารภายหลัง

จะว่าไปอสูรกายตนนี้ มีความเทอะทะ ตุ้ยนุ้ย ขี้เกียจคร้าน แทบไม่ต่างจากตัวละคร Park Gang-du ซึ่งการที่หนังดำเนินเรื่องเคียงคู่ขนานกันไปชักชวนให้ครุ่นคิดว่า ถ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ถูกจับกุมแทน Gang-du นั่นจะสิ่งที่มันจะถูกทดลองต่างๆนานา

แรกเริ่มผู้กำกับ Bong Joon-ho วางแผนวาด Storyboard จะมีสัตว์ประหลาด CGI ทั้งหมด 180 ช็อต แต่ไปๆมาๆตัดโน่นนี่นั่นออกจนหลงเหลือประมาณ 120 ช็อตเท่านั้นเอง (น่าจะเรื่องงบประมาณล้วนๆ) ทำให้หลายๆครั้งต้องปรับเปลี่ยนมาใช้เทคนิค/ภาษาภาพยนตร์ ในการสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึกแทน

อย่างช็อตนี้ ฝูงชนที่มาพักผ่อนริมแม่น้ำ Han River จับจ้องยืนมองอสูรกายอย่างใคร่สงสัย ก็ถ่ายให้เห็นแค่สีหน้าสายตา สร้างความใคร่อยากรู้อยากเห็นให้ผู้ชมอย่างยิ่งทีเดียว

เช่นกันกับช็อตนี้ อสูรกายมันทำอะไรกับคนที่หลบซ่อนอยู่ใน Trailer อันนี้กัน แค่เขย่าๆ ใส่ Sound Effect เสียงกรี๊ดร้อง และผู้คนวิ่งกันขวักไขว่ ก็สร้างความตื่นเต้นลุ้นระลึกใคร่สงสัย

ความเฟอะฟะของพ่อ Park Gang-du หยิบจับมือใครพาวิ่งหนีก็ไม่รู้ แล้วจู่ๆตระหนักถึงความผิดพลาด ทุกสิ่งอย่างดำเนินไปอย่างสโลโมชั่น หันหลังกลับไปมองช็อตนี้ พบเห็น Hyun-seo ค่อยๆลุกยืนขึ้นขวางทางอสูรกายวิ่งตรงเข้ามาด้านหลัง วินาทีนั้นทำให้ผู้ชมใจหายวาบ ค่อยๆตกลงไปอยู่ตาตุ่มอย่างสั่นสะท้าน

ต้องชมเลยว่าการเลือกสโลโมชั่นฉากนี้ สร้างความตราตรึง ทรงพลัง ให้ฉากนี้อย่างมาก บีบเค้นคั้นหัวจิตหัวใจผู้ชม บ่นขรมด่าทอผู้กำกับ ช่างริอาจหาญกล้า มาเข่นฆาตกรรมเด็กหญิงสาวต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร!

ผมละจี๊ดมากๆกับปฏิกิริยาอาการของพ่อ Park Gang-du เมื่อสูญเสียลูกสาวสุดที่รักไป ภาพช็อตนี้เงยหน้าขึ้นอย่างหมดสิ้นหวังอาลัย แสงสีเหลือทองสาดส่อง ช่างร้อนแรง แผดเผาไหม้ จิตใจเหี้ยมเกรียมกลายเป็นผุยผง

นี่เป็นฉากที่ 4 นักแสดงทำการ Improvised กอดคอกันร่ำไห้ ฟูมฟาย แล้วลงไปกลิ้งเกลือกลงบนพื้น … คือมันเว่อวังอลังการเกินชิบหาย เป็นความจงใจให้ออกมาชวนขบขัน (ซีนนี้ผมหัวเราะมากกว่าซีมเศร้า) ซึ่งสะท้อนถึงครอบครัวนี้ แม้งไม่มีใครปกติทั้งนั้น

จากนี้หนังดำเนินเรื่องคู่ขนานระหว่าง
– ครอบครัวถูกทางการควบคุมตัวไว้ จับไปตรวจหาเชื้อไวรัสโน่นนี่นั่น แถมถูกปฏิเสธความช่วยเหลือใดๆ จนทำให้ต้องร่วมมือวางแผนการหลบลี้หนี
– Hyun-seo แม้รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด แต่ถูกอสูรกายคุมขังไว้ โทรศัพท์ติดต่อพ่อแต่ทั้งรู้ว่าคงพึ่งพาอะไรไม่ได้ จึงพยายามค้นหาวิธีดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเอง

ในเกาหลีใต้ การลักขโมยของเด็กอายุยังไม่ถึงกำหนด (ไม่รู้ 15 หรือ 18 ปี) มีคำเรียกว่า Seori ไม่ถือว่าผิดกฎหมายอาชญากรรม (Criminal Act) แต่คือพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อน ก่อนกวนผู้อื่น (Mischievous Act) แค่ถูกตำหนิตักเตือก เรียกผู้ปกครองมาสั่งสอนเท่านั้นเอง

เพราะหนังไม่มีฉากที่สมาชิกทั้งห้าจะได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้า ผู้กำกับ Bong Joon-ho จึงใส่ความเพ้อฝัน/แฟนตาซีฉากนี้เข้ามา เพื่อผู้ชมจะได้มีกำลังใจ ความหวังที่จักต่อสู้ ลุ้นระทึกต่อไป … มองอีกมุมหนึ่งฉากนี้คือ Death Flag พยากรณ์ว่าสิ่งนี้ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน

มันไม่ใช่ว่าลูกๆทั้งสามของ Park Hee-bong ง่วงหงาวหาวหลับนอนกันหมดหรอกนะ แต่เป็นการสะท้อนถึงคำพูดพร่ำสอนที่มีสาระของพ่อ ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ตัวตน เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ไม่เชื่อ ไม่ใคร่สนใจ หรือมีความอภิรมเริงใจ อยากรับฟังเสียเท่าไหร่

ครอบครัว Park ไม่ได้ต้องการที่จะต่อสู้กับอสูรกาย แค่ต้องการทวงสิ่งที่มันลักขโมยไป แต่เริ่มต้นด้วยปืนลูกซองของพ่อ (น่าจะขณะนอนหลับด้วยนะ) ถือว่าเป็นการใช้กำลังความรุนแรงแก้ไขปัญหา ทำให้มันวิ่งเอาหัวพุ่งชนจนร้านพลิกคว่ำคะเมนตีลังกา … สะท้อนถึงว่า ความรุนแรง อารมณ์เคียดแค้น หาใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องสักเท่าไหร่

แม้หนังมีซีนฝนตกอยู่หลายฉาก แต่แทบทั้งหมดไม่มีครั้งไหนที่หยาดฝนโปรยปรายเปียกหน้ากล้อง ยกเว้นเพียงช็อตนี้ สังเกตว่ามีความเบลอๆเป็นจุดๆ ช่วงขณะที่อสูรกายกำลังพยายามปีนป่ายหลบหนีกระสุน

ลึกๆผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นความผิดพลาดแล้วปล่อยผ่านเสียมากกว่า เพราะถ้าจะให้แฝงนัยยะดีๆ ระหว่างที่ตัวละครพานพบเจอความสูญเสีย แล้วใช้มุมมองหยาดน้ำฝนพรำ (=หยาดน้ำตา) ย่อมมีความหมายที่งดงามกว่ามาก, ขณะที่ช็อตนี้ จะสะท้อนความเร่งรีบร้อนของครอบครัว ไม่ต้องการปล่อยให้อสูรกายหลบหนีไป … แล้วนัยยะมันคืออะไรกัน??

การเสียชีวิตของพ่อ เลือกใช้ไดเรคชั่น มุมกล้อง สโลโมชั่น (แต่จะไม่ช้าเท่านะ) แบบเดียวกับตอนที่ Hyun-seo ถูกอสูรกายลักพาตัวไป ผมขอเรียกว่า ‘ความตายคืบคลานมาจากด้านหลัง’

ก่อนมาถึงภาพวินาทีนี้ หนังทำการหักมุมที่คลุ้มคลั่ง เพราะ Hee-bong ครุ่นคิดว่ายังหลงเหลือกระสุนอีกนัดเลยกล้าเผชิญหน้าอสูรกาย แต่พอเหนี่ยวไกแล้วแป็ก ตัดไปภาพนับนิ้ว ใบหน้าซีดเผือกของ Gang-du และหวนกลับมาช็อตนี้ ยินยอมรับความตาย โบกมือร่ำลา ยกโทษให้อภัย มันช่างเจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจ

การจากไปของ Hee-bong ทำให้ครอบครัว Park แตกแยกกระจัดกระจายคนละทิศละทาง แต่เพราะโทรศัพท์มือถือ ทำให้พวกเขาสามารถติดต่อสื่อสารหากัน เริ่มจาก Nam-il ใช้เส้นสายกับเพื่อนที่ทำงานบริษัทโทรคมนาคม ค้นหาจบพบสัญญาณโทรศัพท์ของ Hyun-seo รับรู้เป้าหมายปลายทาง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการถูกเพื่อนคิดคดทรยศหักหลัง

วิธีเอาตัวรอดของ Hee-bong ใช้ความมืดในการหลบซ่อนตัว เช่นเดียวกันกับช็อตนี้ หลังจากตกลงใต้สะพาน กลิ้งเข้าสู่เงามืดภายใต้ เพียงเท่านี้ก็สามารถหลบลี้หนี แต่ก็ในสภาพปางตาย

ส่งข้อความให้ Nam-joo ซึ่งหลบซ่อนหลับนอนอยู่ใต้สะพาน ลุกขึ้นมาพยายามติดตามหา แต่ก็พึ่งพาไม่ได้สักเท่าไหร่ เกือบกลายเป็นเหยื่อของอสูรกายไปอีกคน

สำหรับ Gang-du ถูกจับมาเป็นหนูทดลอง วางยาสลบ (แต่ไม่ยอมสลบ) จากนั้นเจาะสมอง เลยทำให้ฉลาดขึ้นสักหน่อย

สามารถวางแผนตีเนียน หลังผ่าตัดทำตัวเป็นผัก จากนั้นใช้จังหวะทีเผลอ จับพยาบาลเป็นตัวประกัน แล้วสามารถหลบหนีเอาตัวรอด … ได้ยังไงก็ไม่รู้

ความพยายามของ Hyun-seo ในการหลบหนีเอาตัวรอด นำเอาเสื้อผ้าผูกติดกันเป็นเชือกแล้วโยกขึ้นด้านบน แต่กลายเป็นว่าสั้นเกินอาจเอื้อม (เพราะเธอยังไม่ใช่ผู้ใหญ่) ทีแรกจะใช้วิธีขี่คอกับ Se-joo แต่ค้นพบอีกวิธีการหนึ่ง วิ่งเหยียบอสูรกายแล้วกระโดดขึ้นไปเอื้อมมือไขว่คว้า เรื่องความหาญกล้าต้องยกนิ้วให้ แต่นั่นทำให้เธอถูกจับได้ กลายเป็นหายนะโดยทันที

Agent Yellow ที่ก็ไม่รู้พ่นควันอะไร ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายคลึงอสูรกาย เป็นการจงใจเปรียบเทียบพฤติกรรม การแสดงออก ความพยายามของหน่วยงานรัฐ กีดกันประชาชนไม่ให้ได้มีสิทธิ์เสียง โอกาสเรียกร้อง เดินขบวน หรือรับรู้เบื้องหลังข้อเท็จจริงหายนะบังเกิดขึ้น

เกร็ด: ชื่อของ Agent Yellow ล้อกับ Agent Orange (ฝนเหลือง) สารฆ่าวัชพืชทำให้ใบไม้ร่วง ซึ่งกองทัพสหรัฐอเมริกานำไปใช้ในภารกิจสงครามเวียดนาม Operation Ranch Hand ก่อให้เกิดพิษกับธรรมชาติและมนุษย์ ประมาณผู้ประสบภัยเวียดกงกว่า 3-4 ล้านคน

ไม่ใช่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐ ที่เป็นผู้ต่อสู้จัดการอสูรกายตนนี้ เริ่มต้นจาก Nam-il เขวี้ยงขว้างระเบิดโชจู พยายามไล่ต้อนให้มันเดินไปตำแหน่งที่พรรคพวกเตรียมน้ำมันเทราดใส่ (เป็นคนกำหนดทิศทางการแก้ปัญหา) แต่ขณะกำลังจะโยนขวดสุดท้ายกลับลื่นทำตกพื้น (คนที่เหมือนจะพึ่งพาได้มากที่สุด วินาทีนี้กลับพึ่งพาไม่ได้)

ติดตามมาด้วย  Nam-joo ปกติแล้วเธอเป็นคนขาดความมั่นใจในการทำอะไร แต่ครั้งนี้ถือว่าชีวิตมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ใช้ธนูติดม้วนสำลี แค่ประกายไฟเล็กๆ เล็งเป้า มีหรือจะผิดพลาด (เมื่อมนุษย์พบเจอเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถพุ่งตรงไปโดยไม่ไขว้เขว) แต่ถึงอย่างนั้น เปลวเพลิงมันก็ทำร้ายอสูรกายแค่ภายนอก ดิ้นพร่านไปมา และพยายามกระเสือกกระสนหาหนทางกลับลงแม่น้ำ

นั่นเองพระเอกมาแล้ว ใช้เสาเหล็กทิ่มแทงเข้าไปในปากของอสูรกาย ทำลายอวัยวะภาย ดิ้นรนต่อไปอีกสักพัก ก็สามารถจนหยุดนิ่งหมดสิ้นแรงลมหายใจ (สะท้อนถึงการจะแก้ไขปัญหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่เปลือกนอกเฉพาะหน้า แต่ต้องให้ลึกถึงภายใน สาเหตุเริ่มต้น)

แม้อีกหนึ่งชีวิตจะสูญเสียไป แต่ Park Gang-du ก็ได้ค้นพบอีกหนึ่งความหวัง เด็กชายใครก็ไม่รู้ เพราะอยู่ในอ้อมอกของ Hyun-seo จึงตัดสินใจรับเลี้ยงดูแล ก้าวผ่านวันร้ายๆ เริ่มต้นทุกสิ่งอย่างใหม่หมด ตัดผมเรียบร้อย (สะท้อนถึงการกลายเป็นคนพึ่งพาตนเองได้เสียที)

ช็อตสุดท้ายของหนัง ท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บริมแม่น้ำ Han River พบเห็นหลงเหลือแต่ร้านค้าหลังนี้อย่างเดียวดาย แสงไฟดวงเล็กๆสาดส่อง รอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด พบเห็นแสงไฟลิบๆจากชุมชนเมือง … ผมได้ข้อสรุปช็อตนี้สั้นๆ ‘ตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน’

ตัดต่อโดย Kim Sun-min ผลงานเด่นๆ อาทิ Memories of Murder (2003), The Host (2006), The Chaser (2008), The Wailing (2016) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของครอบครัว Park ในระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน โดยมีแม่น้ำ Han River คือจุดหมุน
– อารัมบท: ปี ค.ศ. 2000 เริ่มต้นด้วยความสิ้นหวัง เมื่อมีการเททิ้ง Formaldehyde ลงในแม่น้ำ
– องก์แรก: ศูนย์กลางเรื่องราวคือบริเวณร้านขายของชำครอบครัว Park การมาถึงของอสูรกาย
– องก์สอง: สมาชิกครอบครัวถูกทางการควบคุมตัว กระทั่ง Hyun-seo ติดต่อมา จึงตัดสินใจหลบหนีเอาตัวรอด
– องก์สาม: ตัดสลับระหว่าง Hyun-seo ในรังอสูรกาย, สองพี่น้องเร่ร่อนทำการ Seori, และสมาชิกครอบครัวออกติดตามหา ต่อสู้กับอสูรกาย
– องก์สี่: การกระจัดกระจายของครอบครัว Park นำเสนอแบบไล่เรียงส่งไม้ต่อจาก Nam-il สู่ Nam-joo และ Gang-du สลับกับ Hyun-seo พบเจอเด็กชาย Se-joo กำลังวางแผนหลบหนี
– องก์ห้า: การต่อสู้เผชิญหน้าครั้งสุดท้าย
– ปัจฉิมบท: Gang-du กับความหวังใหม่

สไตล์ของผู้กำกับ Bong Joon-ho โดดเด่นในเรื่องการชี้ชักนำความเข้าใจผู้ชม ซึ่งมักบอกทางผิดๆแล้วพลิกกลับหักมุม ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่หลายรอบ อาทิ
– เมื่อ Hyun-seo ถูกอสูรกายจับตัวไป ใครๆครุ่นคิดว่าเธอคงถูกฆ่าเสียชีวิต แต่แท้จริงแล้ว…
– Gang-du บอกกับ Hee-bong ว่ากระสุนเหลืออีกนัด แต่แท้จริงแล้ว…
– ภาพใหญ่สุดของหนังก็คือ ทางการบอกกับประชาชนว่า อสูรกายตนนี้มีไวรัสที่ร้ายแรง แต่แท้จริงแล้ว…
ฯลฯ


เพลงประกอบโดย Lee Byung-woo นักกีตาร์/แต่งเพลง สร้างชื่อกับผลงาน A Tale of Two Sisters (2003), ผลงานเด่นๆติดตามมา อาทิ The King and the Clown (2005), The Host (2006), Mother (2009) ฯ

เป็นความพยายามเล่นของใหญ่ของผู้กำกับ Bong Joon-ho ต้องการงานเพลงที่เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ Lee Byung-woo เลยจัดเต็มวงออเครสตร้า เน้นความตื่นเต้นรุกเร้าใจ สไตล์ Hollywood จนขาดกลิ่นอายความเป็นเกาหลีไปพอสมควร

สไตล์ของ Lee Byung-woo ถ้าไม่ใช่กีตาร์ ก็คือเครื่องสายไวโอลิน ซึ่งจะมีความ ‘Dramatic’ ขยับขับเคลื่อนไหวอารมณ์ ตราตรึงที่สุดก็คือ Reunion การหวนกลับมาพบเจอที่สายเกินไป มันช่างเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมาน แต่หายนะยังไม่หมดสิ้นสุด หลงเหลือบางสิ่งอย่างให้ครอบครัว Park ได้แสดงออกเพื่อทวงคืนความยุติธรรม

Little Hut in the Snow ไพเราะเพราะพริ้งด้วยลีลาดีดกีตาร์นุ่มๆของ Lee Byung-woo มอบสัมผัสแห่งความเวิ้งว้าง เดียวดาย ทั้งๆมนุษย์ก็รายล้อมด้วยผู้คนมากมาย แต่ไฉนราวกับเป็นบุคคลเดียวบนโลกนี้ ไม่มีใครที่ให้ความสนใจใยดี … เว้นเสียจากพ่อ-แม่ พี่น้อง ครอบครัวเราเองเท่านั้น

ชื่อหนังภาษาเกาหลี 괴물, Gwoemul แปลว่า Monster, สัตว์ประหลาด แต่แปลกที่ไฉนกลับใช้ชื่อภาษาอังกฤษ The Host ที่แปลว่าเจ้าภาพ, เจ้าของ, สัตว์หรือพืชที่เป็นที่อาศัยของปรสิต

อสูรกายตนนี้ ถือกำเนิดขึ้นจากความคอรัปชั่น/เห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่ค่อยๆกลายพันธุ์จนก่อเกิดหายนะในวงกว้าง เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียชีวิต เงินทอง สิ่งข้าวของ แถมยังถูกขับไล่ที่ทาง และได้รับการตีตราหน้าว่าเป็นตัวอันตราย (ทั้งๆที่บุคคลนั้นไม่ได้ทำอะไร หรือเป็นต้นตอสาเหตุใดๆของปัญหา)

ครอบครัว Park จัดเป็นชนชั้นล่างทางสังคม เอาจริงๆก็ไม่ได้ยี่หร่าอะไรกับชีวิตและสังคม เว้นเสียแต่สมาชิกในครอบครัว ซึ่งเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้น แรกเริ่มพวกเขาพยายามที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ แต่กลับถูกตีตราหน้าตอกกลับว่าเพ้อเจ้อไร้สาระ ไม่มีใครยินยอมรับฟังปัญหา ด้วยเหตุนี้หนทางออกเดียวคือ ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ พวกเขาจึงออกติดตามหาหลานสาวคนเล็กด้วยกันเอง

ผู้ชมส่วนใหญ่คงสังเกตพบว่า หนังมีใจความ Anti-American ไล่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของหายนะ (จากนาย MaCarland), สมมติฐานไวรัส, จัดส่งเจ้าหน้าที่ กำลังทหาร ฯลฯ แต่นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของผู้กำกับ Bong Joon-ho ที่จะใส่ร้ายป้ายความผิดอะไรให้สหรัฐอเมริกา ก็แค่ลักษณะของ ‘Stereotype’ ที่คนเอเชียมักมองชาวตะวันตกผิวขาว ว่าเป็นชนชาติเข้ามากดขี่ข่มเหง แสวงหาอำนาจบาดใหญ่ (ก็เหมือนที่ชาวตะวันตกมักมองคนเอเชียผิวเหลือง คือสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย อันตราย ไร้อารยธรรม)

ผมรู้สึกว่า The Host (2006) ช่างมีความละม้ายคล้ายคลึง Parasite (2019) โดยเฉพาะแนวความคิด ครอบครัวคือสิ่งสำคัญสุด! สมาชิกพร้อมที่จะเสียสละ ทำบางสิ่งอย่าง โดยไม่สนใครอื่น ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ ซึ่งพวกเขาต้องผจญหน้ากับเรื่องวุ่นๆ เสี่ยงอันตราย ท้าความตาย โศกนาฎกรรม และมักไม่ได้รับความเห็นใจจากผู้อื่น

รายการโทรทัศน์กำลังนำเสนอข่าว รัฐบาลสหรัฐกล่าวขอโทษต่อความผิดพลาด หายนะที่บังเกิดขึ้น ซึ่งมันพอดิบพอดีกับ Gang-du พยายามมองหารีโมทแต่ไม่พบเจอ เลยใช้เท้าเอื้อมไปกดปิด … นี่ถือเป็นทัศนะตรงไปตรงมาของผู้กำกับ Bong Joon-ho ต่อคำตัดสินคดีความ ‘MaCarland incident’ คนชั่วไม่ได้ติดคุก ไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหาย แค่คำกล่าวขอโทษอย่างไร้สำนึก มันช่างเป็นเรื่องหน้า’ส้นตีน’สิ้นดี

 

ด้วยทุนสร้าง ₩11.8 พันล้านวอน (ประมาณ $11-12 ล้านเหรียญสหรัฐ) สามารถทุบสถิติยอดจำหน่ายตั๋วสูงสุดในประเทศกว่า 13 ล้านใบ (ขณะนั้นเกาหลีใต้มีจำนวนประชากร 48.5 ล้านคน) คิดเป็นรายรับ $64.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $89.4 ล้านเหรียญ

ความสำเร็จอันล้นหลามของ The Host จึงมีความพยายามที่จะ … แต่จวบจนถึงปัจจุบัน (ปี 2019) ล้วนไม่มีข่าวคราวความคืบหน้าประการใดเกิดขึ้นทั้งหมด!
– สร้างภาคต่อ ทำเป็นสามมิติ
– ประกาศ Remake เมื่อปี 2008 ซื้อลิขสิทธิ์โดย Universal Picture โดยมี Gore Verbinski เป็นโปรดิวเซอร์
– และ Video Game แนว First-Person Shooting ประกาศเมื่อปลายปี 2009

ผมถือว่าตนเองโชคดีมากๆที่เคยได้รับชม The Host ในโรงภาพยนตร์ ตกหลุมรักคลั่งไคล้เพราะการหักมุม ตลบแตลง พลิกแล้วพลิกอีกจนคาดเดาอะไรแทบไม่ได้, รับชมครานี้ยังคงตราตรึง อึ้งทึ่ง ประทับใจ ซูฮกยกนิ้วให้ผู้กำกับ Bong Joon-ho ควบคุมทุกสิ่งอย่างได้อยู่หมัด และการแสดงของ Song Kang-ho ช่างบริสุทธิ์ ใสซื่อ ติ้งต๋องได้ใจ สะอื้อไห้ทุกการสูญเสีย

กาลเวลาทำให้ Visual Effect ของสัตว์ประหลาด ลดทอนความสมจริงลงไปบ้าง แต่สิ่งโดดเด่นของหนังอยู่ที่การดำเนินเรื่อง ไดเรคชั่นของ Bong Joon-ho สามารถชี้ชักนำทางอารมณ์ผู้ชม ให้ยังคงตื่นเต้น รุกเร้าใจ คาดคิดไม่ถึงว่าเรื่องบ้าๆบอคอแตก อะไรบ้างจักเกิดขึ้นบ้างกับครอบครัวอลเวงนี้

จัดเรต 18+ กับภาพกราฟฟิกรุนแรง ความคอรัปชั่น และการสูญเสีย

คำโปรย | ผู้กำกับ Bong Joon-ho ได้รังสรรค์สร้าง The Host จนกลายเป็นสัตว์ประหลาดสายพันธุ์ใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ 
คุณภาพ | สัตว์ประหลาด-พัธุ์ม่
ส่วนตัว | รักมากๆ


The Host

The Host (2006) : Korea – Bong Joon-ho

(16/4/2016) หนังสัตว์ประหลาดประเภท Comedy-Satire ไม่ค่อยมีให้พบเห็นมากนัก The Host ของผู้กำกับ Bong Joon-ho (Memory of Murder-2003, Snowpiercer-2013) ได้ทำลายขนบธรรมเนียมเดิมๆของหนังแนวอสูรกาย จนทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลใน South Korea

ถ้าจำไม่ผิด ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ขณะฉายในโรงลิโด้ ตอนนั้นประทับใจมากๆ เป็นหนังแนวสัตว์ประหลาดที่แหวกแนวดี ไม่เน้นการทำลายล้าง พุ่งเป้าไปที่เรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง น้องสาวคนเล็กถูกสัตว์ประหลาดลักพาตัวไป พ่อ ปู่ อา น้า จึงร่วมมือกันหาทางช่วยเหลือ การได้กลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ทำให้ผมเห็นประเด็นต่างๆชัดเจนขึ้น แนวคิดของสัตว์ประหลาดถือว่าใกล้เคียงกับ Gojira แต่ถือว่าสัตว์ประหลาดไม่ใช่ประเด็นหลัก การเสียดสีรัฐบาลและการปกครองต่างหากที่ถือว่าเป็นจุดเด่น แทนที่หนังจะสร้างความรู้สึกอกขวัญสั่นประสาท ลึกลับ น่ากลัว (Horror) คนเกาหลี, ยุโรป, อเมริกา ดูหนังเรื่องนี้คงหัวเราะท้องแข็ง คนไทยคงมีส่วนน้อยที่ขำตาม ผมเป็นคนหนึ่งที่ หัวเราะจนปวดกราม สมควรแล้วที่หนังทำรายได้สูงสุดในประเทศด้วยยอดขายตั๋ว 13 ล้านใบ สูงกว่าหนัง hollywood เรื่องไหนๆอีก เพิ่งจะมาถูก The Admiral: Roaring Currents (2014) ทำยอดขายตั๋วแซงไปที่ 17.6 ล้านใบ

ผู้กำกับ Bong Joon-ho หลังจากได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากหนังเรื่อง Memories of Murder (2003) ผลงานเรื่องถัดไป The Host มีแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์เมื่อปี 2000 ที่นายทหารชาวอเมริกันคนหนึ่ง ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีใต้ทิ้งสาร Formaldehyde ลงไปในแม่น้ำ Han ใจกลางกรุงโซล ก่อให้เกิดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต และผู้คนที่อาศัยอยู่ริมน้ำเป็นวงกว้างและรุนแรงมาก  Bong Joon-ho จึงเกิดความต้องการสร้างหนังสัตว์ประหลาด ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบนี้

ว่าไปแม่น้ำ Han ถือเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านใจกลางเมืองหลวงกรุงโซล (Seoul) ของประเทศเกาหลีใต้ เทียบได้กับแม่น้ำคงคาของอินเดีย และแม่น้ำเจ้าพระยาของไทย ในบริบทของหนังเราสามารถตีความได้เลยว่า การกระทำของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา เป็นการบ่อนทำลายข้างในจิตใจของคนเกาหลี (เหมือนการวางยาพิษ) สัตว์ประหลาด(กลายพันธุ์)เกิดขึ้นใจกลางเมือง ณ บริเวณที่เป็นใจกลางประเทศ มันก็คือข้างในจิตใจของประชาชน มลพิษที่เกิดจากการกระทำของรัฐที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ผู้นำที่ล้าหลัง หัวโบราณ ไม่สนใจประชาชนและไม่ยอมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นี่คือภาพยุคหนึ่งของผู้นำประเทศเกาหลีใต้นะครับ

มีนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า The Host เป็นหนังต่อต้านอเมริกา (anti-American) คล้ายๆกับ Gojira ที่สามารถมองแบบนั้นได้เช่นกัน แต่ Bong Joon-Ho บอกเพิ่มเติมว่า เขาพุ่งเป้าการเสียดสีไปที่การปกครองรัฐบาลมากกว่าการจะให้อเมริกาเป็นแพะแค่ฝ่ายเดียว “It’s a stretch to simplify The Host as an anti-American film, but there is certainly a metaphor and political commentary about the U.S.”

บทหนัง Bong Joon-ho ร่วมเขียนกับ Baek Chul-hyun ตามธรรมเนียมของหนังสัตว์ประหลาด มักจะไม่ค่อยมีการเปิดเผยหน้าตาของ Monster ตั้งแต่ต้นเรื่อง และจะมีนักวิทยาศาสตร์ที่มักจะเป็นผู้ค้นพบวิธีต่อสู้เพื่อเอาชนะอสูรกาย นี่เป็นสิ่งที่ Bong Joon-ho เบื่อมากๆ เขาเลยทำการแหกกฎ สร้างวิธีการใหม่เพื่อใช้เล่าเรื่อง ใน The Host เราจะเห็นสัตว์ประหลาดเต็มตัวออกอาละวาดตั้งแต่ต้นๆเรื่อง นักวิทยาศาสตร์กลายเป็นเหมือนผู้ร้าย และกลุ่มที่เอาชนะสัตว์ประหลาด เป็นแค่ครอบครัวๆหนึ่ง ที่ต้องการแค่ตามหาน้องสาวคนเล็กเท่านั้น ไม่ได้มีความต้องการจะเผชิฐหน้าต่อสู้กับ Monster แต่อย่างไร กระนั้นตอนจบอสูรกายจะต้องตาย … ยังกะการ์ตูนญี่ปุ่น กลุ่มตัวละครหลัก ต่างมี Finish Move ท่าไม้ตายเพื่อจัดการกับสัตว์ประหลาดอย่างเท่ห์ๆ

นำแสดงโดย Song Kang-ho หลังจากที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับตอน Memories of Murder เพราะความที่สเกลหนังมีขนาดใหญ่ขึ้น Bong Joon-ho ต้องการเอาความเครียดลงกับงานออกแบบมากกว่า เขาจึงร่วมงานกับ Song Kang-ho อีกครั้ง เพราะเชื่อในความสามารถที่จะถ่ายทอดการแสดงออกมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยการกำกับมาก ซึ่ง Song Kang-ho พี่แกถือว่าสุดยอดเลย เล่นบทบ้าๆอะไรยังไงก็ได้ ทรงผมย้อมสีทองแบบเละๆ เป็นการจงใจสื่อว่า สติเขาไม่เต็มเท่าไหร่ ซึ่งตัวละครนี้มันก็ไม่เต็มจริงๆนะแหละ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตัวละครมีเอ่อล้นมากๆ คือ ความรักต่อครอบครัว ผมชอบฉากตอนที่พ่อของพระเอกถูกสัตว์ประหลาดฆ่ามากๆ ขณะที่คนอื่นต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ยังสามารถก้าวเท้าออกวิ่งหนีได้ แต่ตัวละครนี้ เขาพยายามจะวิ่ง แต่ทำไม่ได้ เขาไม่สามารถทอดทิ้งพ่อของตัวเองได้ เหมือนกับที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกสาว นี่คือสิ่งที่ผมต้องขอยกย่องตัวละครนี้เลย หมอนี่โคตรแมนเลย!

Byun Hee-bong เล่นเป็นพ่อพระเอก มีช่วงหนึ่งที่ทำให้ผมชอบตัวละครนี้มากๆ คือตอนที่พ่อระบายความรู้สึกในใจออกมา ถึงเหตุผลที่ทำให้ตัวละครของ Song Kang-ho เป็นคนสติไม่เต็ม นี่แสดงถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของคนในครอบครัวนี้ ที่คนนอกอย่างเราๆอาจคิดว่าพวกเขาบ้า แต่คนในครอบครัวไม่มีใครมองกันแบบนั้นแน่นอน พวกเขาเข้าใจว่าเกิดอะไร ทำไมคนในครอบครัวถึงเป็นแบบนั้น ฉากนี้เกิดขึ้นต่อจากการกินอาหารร่วมกันของทั้งครอบครัว เป็นการนั่งคุยเพื่อย่อยอาหาร และเป็น Death Flag ปักธงพ่อที่ฉากถัดมา อึ่ง ทึ่ง พูดไม่ออกเลย

Bae Doona ยัยเฉื่อย(น้า) ทำไมเธอถึงเฉื่อย มันก็ชัดอยู่นะครับ เสียดสีถึงการทำงานที่ล่าช้าของรัฐ กว่าจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างได้ เวลามันก็หมดลงไปแล้ว ผมชอบที่ผู้กำกับเลือกให้เธอใช้ธนู และเป็นนักกีฬาด้วย เป้าหมายที่อยู่ห่างไกลออกไป ถ้าไม่สามารถยิงภายในเวลาที่กำหนดได้ก็จะกลายเป็นผู้แพ้ทันที พัฒนาการของตัวละครนี้ถือว่าคาดไม่ถึงทีเดียว ฉากต่อสู้ครั้งสุดท้าย ท่า Finish Move ของเธอ คิดไม่ถึงทีเดียวว่าเธอสามารถเอาชนะความช้าของตัวเองได้ เท่ห์สุดๆไปเลย

Park Hae-il เล่นเป็นน้องของพระเอก(อา) หมอนี่หัวโบราณครับ ชัดเจนเลยว่าเสียดสีอะไร ตอนตัวละครนี้โผล่ออกมาครั้งแรกเขาถือขวดเหล้า ซึ่งดันไปล้อกับตอนท้ายที่เขาใช้ Molotov ขว้างใส่สัตว์ประหลาด ถึงหมอนี่จะปากร้ายแค่ไหน มีเรื่องให้ต้องสู้กับพี่ชาย(พระเอก) บ่อยครั้ง แสดงถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของเขา แต่ในใจก็รักครอบครัว และทำทุกอย่างเพื่อพี่น้อง

นี่ถือเป็นหนัง Tragedy นะครับ น้องสาวคนเล็ก นำแสดงโดย Go Ah-sung ปัจจุบันเธอโตขึ้นมากแล้วนะครับ ผมเห็นเธอแสดงใน Snowpiercer ด้วย ตัวละครนี้เปรียบเสมือนผู้บริสุทธิ์ (ถึงจะดูไม่ค่อยไร้เดียงสาก็เถอะ) แม้ต้องพลัดพรากจากครอบครัว แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ พยายามหาวิธีหนีออกจากรังของสัตว์ประหลาด สาเหตุที่ Monster จับพวกเธอมาก็เพื่อเป็นเสบียงตุนไว้เป็นอาหาร การได้เจอกับเด็กชายผู้รอดชีวิตอีกคน ที่อายุน้อยกว่าเธออีก มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ใหญ่ไปทันที กระนั้นก็น่าเสียดาย ในบริบทของหนังการตายของเธอเป็นการพูดถึงความล้มเหลวในการปกครองของรัฐ (เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้ตัวละครนี้ตายจริงๆ) เหลือเด็กชายไว้ ซึ่งพื้นหลังเขาเป็น Seori เด็กน้อยไร้บ้านที่อาศัยการขโมยของเพื่อเลี้ยงชีพ ผมมองว่าตัวละครนี้ถึงจะเคยทำความผิดไว้มากมาย แต่เพราะความที่เขายังเด็กอยู่มาก จึงยังสามารถให้อภัยได้ (Seori ก็มีลักษณะแบบนี้ คือ เด็กที่ทำผิดมักจะได้รับการให้อภัย เพราะพวกเขายังไม่ถึงวัยที่บรรลุนิติภาวะจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ผิด) ไม่ว่าอดีตจะเลวร้ายยังไง แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็สามารถเริ่มต้นใหม่

ถ่ายภาพโดย Kim Hyung-koo ตัดต่อโดย Kim Sun-min และเพลงประกอบ Lee Byung-woo ผมรู้สึกเลยว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายเหมือนหนังของ Steven Spielberg โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศและการมีเรื่องราว sub-plot เล็กๆในฉากใหญ่ๆ ตอนที่สัตว์ประหลาดโจมตีผู้คนครั้งแรกริมแม่น้ำ Han ช่วงต้นเรื่อง การถ่ายภาพที่มีลูกเล่นค่อยๆสร้างความน่าสนใจให้อยากรู้ การตัดต่อช้าๆเนิบๆ เพลงประกอบเบาๆ จากนั้นเริ่มเห็นเงาของสัตว์ประหลาด มีการเคลื่อนไหวไกลๆ และเมื่ออสูรกายปรากฎตัวออกมา ตัวละครจากเดินเป็นวิ่ง การเคลื่อนไหวกล้องจาก tracking เป็น racing ตัดต่อจากช้าๆเป็นเร่งความเร็ว และเพลงจากเบาๆ กลายเป็นเร่งจังหวะ เร้าอารมณ์ มีเหตุการณ์ที่เป็น sub-plot เกิดขึ้นระหว่างนั้นมากมาย และตอนจบที่ ‘คาดไม่ถึง’ นี่คือเทคนิคสไตล์ของ Spielberg นะครับ เห็นใช้ครั้งแรกตั้งแต่ Jaws นี่แสดงถึงผู้กำกับ Bong Joon-ho ต้องได้อิทธิพลการสร้างหนังมาจาก Spielberg แน่ๆ และต้องออกปากชมเลยว่า เขาสามารถประยุกต์สไตล์นี้มาปรับใช้ให้เข้ากับหนังตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม

งาน Visual Effect โดย WETA Workshop ของ Peter Jackson ที่ New Zealand ทีมงานนำโดย John Cox ที่เคยทำ Visual Effect ให้กับหนังเรื่อง The Orphanage และ The Day After Tomorrow ด้วยงบประมาณหนังที่ได้ทุนมาประมาณ ₩10 พันล้านวอน (10 ล้านUS) เอาจริงๆก็ทำ CG ได้ไม่เยอะนัก แผนเดิมมีประมาณ 180 shot แต่ถูกตัดเหลือแค่ 120 shot เท่านั้น สำหรับสัตว์ประหลาด ออกแบบโดย Chin Wei-chen ซึ่งผู้กำกับ Bong Joon-ho ต้องการเน้นที่ปาก (การกลืนกินและคายออก) หางและการเคลื่อนไหวที่เหมือนตัว S (บิดไปบิดมาได้) เอาจริงๆคนดูก็แทบจะไม่เห็นภาพ close-up ของสัตว์ประหลาดเท่าไหร่ และฉากส่วนใหญ่จะเป็นการเคลื่อนไหวเร็วๆ เป็นการลดรายละเอียดในการสร้างสัตว์ประหลาดแต่ละฉาก ประหยัดงบลงได้อีก

ขณะที่น้องสาวคนเล็กกำลังถูกสัตว์ประหลาดอุ้มไป ภาพเดียวกับโปสเตอร์หนังที่ผมแปะไว้ด้านบน CG ฉากนี้ถือว่าสวยมากๆ และเหตุการณ์ได้สร้างอารมณ์ให้เกิดกับฉากนี้ได้เยี่ยมสุดๆ ความผิดพลาดของพระเอกที่จับมือผิดคน การตัดต่อแบบสโลว์โมชั่น เพลงประกอบที่จบลงพอดี สายตาที่สิ้นหวังทั้งของลูกสาวและพระเอก ผมจำความรู้สึกของฉากนี้ตอนดูในโรงได้แม่นเลย อ้าปากค้าง อุทานออกมา เจ๋งว่ะ!

หนังถือว่าได้รับคำชมอย่างมากหลังจากไปฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้จะไม่ได้รับรางวัลอะไร แต่ก็ได้รับความคาดหวังอย่างสูงจากคนในประเทศ เมื่อหนังออกฉากสัปดาห์แรกก็สามารถทำยอดขายไปตั๋วไปได้ถึง 2.3 ล้านใบ ทำลายสถิติเดิมไปอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ในระดับโลก หนังได้รับการจัดอันดับให้ติด Top10 ยอดเยี่ยมแห่งปี ของนักวิจารณ์ชื่อดังหลายคนๆ รวมถึง Quentin Tarantino ได้จัดหนังให้อยู่ Top 20 หนังตั้งแต่ปี 1992 (ปีที่เขาได้กำกับหนังเรื่องแรก) นิตยสาร Empire จัดอันดับ The 100 Best Films of World Cinema โดย The Host ติดอันดับ 81

มีการพยายามที่จะสร้างภาคต่อ และ remake หนังเรื่องนี้ด้วย แต่ก็หาได้ประสบความสำเร็จแม้แต่น้อยจนข่าวเงียบหายไปแล้ว ผมคงได้แต่หวังว่า อย่าให้คนที่คิดจะทำอะไรกับหนังเรื่องนี้ต่อ ทำได้ประสบความสำเร็จเลย โชคดีที่ Old Boy เวอร์ชั่น hollywood ล้มเหลว ทำให้ hollywood ไม่กล้าแตะ The Host แต่ก็ไม่แน่ อนาคตอะไรก็อาจเกิดขึ้นได้ Quentin หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ก็พูดพาดพิงถึง hollywood ว่าไม่มีทางสร้างหนังแบบ The Host ได้แน่ เพราะมันไม่ใช่ประเด็นที่เป็นความสนใจของ hollywood แม้แต่น้อย กระนั้นหนังแนวสัตว์ประหลาดถือว่าเป็นสิ่งที่ฮิตได้ง่าย และถ้าหนังเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษละก็ มีความเป็นไปได้ที่จะทำเงิน

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนที่ชอบหนังแนวสัตว์ประหลาด ชอบคิดวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์ และชอบหนังแนวเสียดสี สำหรับคนที่ดูหนังแบบไม่คิดอะไรก็อาจจะพอสนุกได้นะครับ แต่ถ้าคิดได้จะสนุกขึ้นไปอีก หนังมีฉากที่สยดสยองและรุนแรง (เลือด, การตาย, โครงกระดูก) ดังนั้นจึงต้องจัดเรต R นะครับ สงวนไว้ให้เฉพาะผู้ใหญ่ได้ชมแล้วกัน

คำโปรย : “หนังสัตว์ประหลาดที่เป็นมากกว่าแค่สัตว์ประหลาด The Host หนัง Comedy-Satire ที่เสียดสีรัฐบาลและสังคมได้อย่างเจ็บแสบ โดยผู้กำกับ Bong Joon-ho”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of