The Host (2006)

The Host

The Host (2006) : Korea – Bong Joon-ho

หนังสัตว์ประหลาดประเภท Comedy-Satire ไม่ค่อยมีให้พบเห็นมากนัก The Host ของผู้กำกับ Bong Joon-ho (Memory of Murder-2003, Snowpiercer-2013) ได้ทำลายขนบธรรมเนียมเดิมๆของหนังแนวอสูรกาย จนทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลใน South Korea

ถ้าจำไม่ผิด ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ขณะฉายในโรงลิโด้ ตอนนั้นประทับใจมากๆ เป็นหนังแนวสัตว์ประหลาดที่แหวกแนวดี ไม่เน้นการทำลายล้าง พุ่งเป้าไปที่เรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง น้องสาวคนเล็กถูกสัตว์ประหลาดลักพาตัวไป พ่อ ปู่ อา น้า จึงร่วมมือกันหาทางช่วยเหลือ การได้กลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ทำให้ผมเห็นประเด็นต่างๆชัดเจนขึ้น แนวคิดของสัตว์ประหลาดถือว่าใกล้เคียงกับ Gojira แต่ถือว่าสัตว์ประหลาดไม่ใช่ประเด็นหลัก การเสียดสีรัฐบาลและการปกครองต่างหากที่ถือว่าเป็นจุดเด่น แทนที่หนังจะสร้างความรู้สึกอกขวัญสั่นประสาท ลึกลับ น่ากลัว (Horror) คนเกาหลี, ยุโรป, อเมริกา ดูหนังเรื่องนี้คงหัวเราะท้องแข็ง คนไทยคงมีส่วนน้อยที่ขำตาม ผมเป็นคนหนึ่งที่ หัวเราะจนปวดกราม สมควรแล้วที่หนังทำรายได้สูงสุดในประเทศด้วยยอดขายตั๋ว 13 ล้านใบ สูงกว่าหนัง hollywood เรื่องไหนๆอีก เพิ่งจะมาถูก The Admiral: Roaring Currents (2014) ทำยอดขายตั๋วแซงไปที่ 17.6 ล้านใบ

ผู้กำกับ Bong Joon-ho หลังจากได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากหนังเรื่อง Memories of Murder (2003) ผลงานเรื่องถัดไป The Host มีแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์เมื่อปี 2000 ที่นายทหารชาวอเมริกันคนหนึ่ง ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีใต้ทิ้งสาร Formaldehyde ลงไปในแม่น้ำ Han ใจกลางกรุงโซล ก่อให้เกิดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต และผู้คนที่อาศัยอยู่ริมน้ำเป็นวงกว้างและรุนแรงมาก  Bong Joon-ho จึงเกิดความต้องการสร้างหนังสัตว์ประหลาด ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบนี้

ว่าไปแม่น้ำ Han ถือเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านใจกลางเมืองหลวงกรุงโซล (Seoul) ของประเทศเกาหลีใต้ เทียบได้กับแม่น้ำคงคาของอินเดีย และแม่น้ำเจ้าพระยาของไทย ในบริบทของหนังเราสามารถตีความได้เลยว่า การกระทำของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา เป็นการบ่อนทำลายข้างในจิตใจของคนเกาหลี (เหมือนการวางยาพิษ) สัตว์ประหลาด(กลายพันธุ์)เกิดขึ้นใจกลางเมือง ณ บริเวณที่เป็นใจกลางประเทศ มันก็คือข้างในจิตใจของประชาชน มลพิษที่เกิดจากการกระทำของรัฐที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ผู้นำที่ล้าหลัง หัวโบราณ ไม่สนใจประชาชนและไม่ยอมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นี่คือภาพยุคหนึ่งของผู้นำประเทศเกาหลีใต้นะครับ

มีนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า The Host เป็นหนังต่อต้านอเมริกา (anti-American) คล้ายๆกับ Gojira ที่สามารถมองแบบนั้นได้เช่นกัน แต่ Bong Joon-Ho บอกเพิ่มเติมว่า เขาพุ่งเป้าการเสียดสีไปที่การปกครองรัฐบาลมากกว่าการจะให้อเมริกาเป็นแพะแค่ฝ่ายเดียว “It’s a stretch to simplify The Host as an anti-American film, but there is certainly a metaphor and political commentary about the U.S.”

บทหนัง Bong Joon-ho ร่วมเขียนกับ Baek Chul-hyun ตามธรรมเนียมของหนังสัตว์ประหลาด มักจะไม่ค่อยมีการเปิดเผยหน้าตาของ Monster ตั้งแต่ต้นเรื่อง และจะมีนักวิทยาศาสตร์ที่มักจะเป็นผู้ค้นพบวิธีต่อสู้เพื่อเอาชนะอสูรกาย นี่เป็นสิ่งที่ Bong Joon-ho เบื่อมากๆ เขาเลยทำการแหกกฎ สร้างวิธีการใหม่เพื่อใช้เล่าเรื่อง ใน The Host เราจะเห็นสัตว์ประหลาดเต็มตัวออกอาละวาดตั้งแต่ต้นๆเรื่อง นักวิทยาศาสตร์กลายเป็นเหมือนผู้ร้าย และกลุ่มที่เอาชนะสัตว์ประหลาด เป็นแค่ครอบครัวๆหนึ่ง ที่ต้องการแค่ตามหาน้องสาวคนเล็กเท่านั้น ไม่ได้มีความต้องการจะเผชิฐหน้าต่อสู้กับ Monster แต่อย่างไร กระนั้นตอนจบอสูรกายจะต้องตาย … ยังกะการ์ตูนญี่ปุ่น กลุ่มตัวละครหลัก ต่างมี Finish Move ท่าไม้ตายเพื่อจัดการกับสัตว์ประหลาดอย่างเท่ห์ๆ

นำแสดงโดย Song Kang-ho หลังจากที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับตอน Memories of Murder เพราะความที่สเกลหนังมีขนาดใหญ่ขึ้น Bong Joon-ho ต้องการเอาความเครียดลงกับงานออกแบบมากกว่า เขาจึงร่วมงานกับ Song Kang-ho อีกครั้ง เพราะเชื่อในความสามารถที่จะถ่ายทอดการแสดงออกมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยการกำกับมาก ซึ่ง Song Kang-ho พี่แกถือว่าสุดยอดเลย เล่นบทบ้าๆอะไรยังไงก็ได้ ทรงผมย้อมสีทองแบบเละๆ เป็นการจงใจสื่อว่า สติเขาไม่เต็มเท่าไหร่ ซึ่งตัวละครนี้มันก็ไม่เต็มจริงๆนะแหละ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตัวละครมีเอ่อล้นมากๆ คือ ความรักต่อครอบครัว ผมชอบฉากตอนที่พ่อของพระเอกถูกสัตว์ประหลาดฆ่ามากๆ ขณะที่คนอื่นต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ยังสามารถก้าวเท้าออกวิ่งหนีได้ แต่ตัวละครนี้ เขาพยายามจะวิ่ง แต่ทำไม่ได้ เขาไม่สามารถทอดทิ้งพ่อของตัวเองได้ เหมือนกับที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกสาว นี่คือสิ่งที่ผมต้องขอยกย่องตัวละครนี้เลย หมอนี่โคตรแมนเลย!

Byun Hee-bong เล่นเป็นพ่อพระเอก มีช่วงหนึ่งที่ทำให้ผมชอบตัวละครนี้มากๆ คือตอนที่พ่อระบายความรู้สึกในใจออกมา ถึงเหตุผลที่ทำให้ตัวละครของ Song Kang-ho เป็นคนสติไม่เต็ม นี่แสดงถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของคนในครอบครัวนี้ ที่คนนอกอย่างเราๆอาจคิดว่าพวกเขาบ้า แต่คนในครอบครัวไม่มีใครมองกันแบบนั้นแน่นอน พวกเขาเข้าใจว่าเกิดอะไร ทำไมคนในครอบครัวถึงเป็นแบบนั้น ฉากนี้เกิดขึ้นต่อจากการกินอาหารร่วมกันของทั้งครอบครัว เป็นการนั่งคุยเพื่อย่อยอาหาร และเป็น Death Flag ปักธงพ่อที่ฉากถัดมา อึ่ง ทึ่ง พูดไม่ออกเลย

Bae Doona ยัยเฉื่อย(น้า) ทำไมเธอถึงเฉื่อย มันก็ชัดอยู่นะครับ เสียดสีถึงการทำงานที่ล่าช้าของรัฐ กว่าจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างได้ เวลามันก็หมดลงไปแล้ว ผมชอบที่ผู้กำกับเลือกให้เธอใช้ธนู และเป็นนักกีฬาด้วย เป้าหมายที่อยู่ห่างไกลออกไป ถ้าไม่สามารถยิงภายในเวลาที่กำหนดได้ก็จะกลายเป็นผู้แพ้ทันที พัฒนาการของตัวละครนี้ถือว่าคาดไม่ถึงทีเดียว ฉากต่อสู้ครั้งสุดท้าย ท่า Finish Move ของเธอ คิดไม่ถึงทีเดียวว่าเธอสามารถเอาชนะความช้าของตัวเองได้ เท่ห์สุดๆไปเลย

Park Hae-il เล่นเป็นน้องของพระเอก(อา) หมอนี่หัวโบราณครับ ชัดเจนเลยว่าเสียดสีอะไร ตอนตัวละครนี้โผล่ออกมาครั้งแรกเขาถือขวดเหล้า ซึ่งดันไปล้อกับตอนท้ายที่เขาใช้ Molotov ขว้างใส่สัตว์ประหลาด ถึงหมอนี่จะปากร้ายแค่ไหน มีเรื่องให้ต้องสู้กับพี่ชาย(พระเอก) บ่อยครั้ง แสดงถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของเขา แต่ในใจก็รักครอบครัว และทำทุกอย่างเพื่อพี่น้อง

นี่ถือเป็นหนัง Tragedy นะครับ น้องสาวคนเล็ก นำแสดงโดย Go Ah-sung ปัจจุบันเธอโตขึ้นมากแล้วนะครับ ผมเห็นเธอแสดงใน Snowpiercer ด้วย ตัวละครนี้เปรียบเสมือนผู้บริสุทธิ์ (ถึงจะดูไม่ค่อยไร้เดียงสาก็เถอะ) แม้ต้องพลัดพรากจากครอบครัว แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ พยายามหาวิธีหนีออกจากรังของสัตว์ประหลาด สาเหตุที่ Monster จับพวกเธอมาก็เพื่อเป็นเสบียงตุนไว้เป็นอาหาร การได้เจอกับเด็กชายผู้รอดชีวิตอีกคน ที่อายุน้อยกว่าเธออีก มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ใหญ่ไปทันที กระนั้นก็น่าเสียดาย ในบริบทของหนังการตายของเธอเป็นการพูดถึงความล้มเหลวในการปกครองของรัฐ (เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้ตัวละครนี้ตายจริงๆ) เหลือเด็กชายไว้ ซึ่งพื้นหลังเขาเป็น Seori เด็กน้อยไร้บ้านที่อาศัยการขโมยของเพื่อเลี้ยงชีพ ผมมองว่าตัวละครนี้ถึงจะเคยทำความผิดไว้มากมาย แต่เพราะความที่เขายังเด็กอยู่มาก จึงยังสามารถให้อภัยได้ (Seori ก็มีลักษณะแบบนี้ คือ เด็กที่ทำผิดมักจะได้รับการให้อภัย เพราะพวกเขายังไม่ถึงวัยที่บรรลุนิติภาวะจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ผิด) ไม่ว่าอดีตจะเลวร้ายยังไง แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็สามารถเริ่มต้นใหม่

ถ่ายภาพโดย Kim Hyung-koo ตัดต่อโดย Kim Sun-min และเพลงประกอบ Lee Byung-woo ผมรู้สึกเลยว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายเหมือนหนังของ Steven Spielberg โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศและการมีเรื่องราว sub-plot เล็กๆในฉากใหญ่ๆ ตอนที่สัตว์ประหลาดโจมตีผู้คนครั้งแรกริมแม่น้ำ Han ช่วงต้นเรื่อง การถ่ายภาพที่มีลูกเล่นค่อยๆสร้างความน่าสนใจให้อยากรู้ การตัดต่อช้าๆเนิบๆ เพลงประกอบเบาๆ จากนั้นเริ่มเห็นเงาของสัตว์ประหลาด มีการเคลื่อนไหวไกลๆ และเมื่ออสูรกายปรากฎตัวออกมา ตัวละครจากเดินเป็นวิ่ง การเคลื่อนไหวกล้องจาก tracking เป็น racing ตัดต่อจากช้าๆเป็นเร่งความเร็ว และเพลงจากเบาๆ กลายเป็นเร่งจังหวะ เร้าอารมณ์ มีเหตุการณ์ที่เป็น sub-plot เกิดขึ้นระหว่างนั้นมากมาย และตอนจบที่ ‘คาดไม่ถึง’ นี่คือเทคนิคสไตล์ของ Spielberg นะครับ เห็นใช้ครั้งแรกตั้งแต่ Jaws นี่แสดงถึงผู้กำกับ Bong Joon-ho ต้องได้อิทธิพลการสร้างหนังมาจาก Spielberg แน่ๆ และต้องออกปากชมเลยว่า เขาสามารถประยุกต์สไตล์นี้มาปรับใช้ให้เข้ากับหนังตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม

งาน Visual Effect โดย WETA Workshop ของ Peter Jackson ที่ New Zealand ทีมงานนำโดย John Cox ที่เคยทำ Visual Effect ให้กับหนังเรื่อง The Orphanage และ The Day After Tomorrow ด้วยงบประมาณหนังที่ได้ทุนมาประมาณ ₩10 พันล้านวอน (10 ล้านUS) เอาจริงๆก็ทำ CG ได้ไม่เยอะนัก แผนเดิมมีประมาณ 180 shot แต่ถูกตัดเหลือแค่ 120 shot เท่านั้น สำหรับสัตว์ประหลาด ออกแบบโดย Chin Wei-chen ซึ่งผู้กำกับ Bong Joon-ho ต้องการเน้นที่ปาก (การกลืนกินและคายออก) หางและการเคลื่อนไหวที่เหมือนตัว S (บิดไปบิดมาได้) เอาจริงๆคนดูก็แทบจะไม่เห็นภาพ close-up ของสัตว์ประหลาดเท่าไหร่ และฉากส่วนใหญ่จะเป็นการเคลื่อนไหวเร็วๆ เป็นการลดรายละเอียดในการสร้างสัตว์ประหลาดแต่ละฉาก ประหยัดงบลงได้อีก

ขณะที่น้องสาวคนเล็กกำลังถูกสัตว์ประหลาดอุ้มไป ภาพเดียวกับโปสเตอร์หนังที่ผมแปะไว้ด้านบน CG ฉากนี้ถือว่าสวยมากๆ และเหตุการณ์ได้สร้างอารมณ์ให้เกิดกับฉากนี้ได้เยี่ยมสุดๆ ความผิดพลาดของพระเอกที่จับมือผิดคน การตัดต่อแบบสโลว์โมชั่น เพลงประกอบที่จบลงพอดี สายตาที่สิ้นหวังทั้งของลูกสาวและพระเอก ผมจำความรู้สึกของฉากนี้ตอนดูในโรงได้แม่นเลย อ้าปากค้าง อุทานออกมา เจ๋งว่ะ!

หนังถือว่าได้รับคำชมอย่างมากหลังจากไปฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้จะไม่ได้รับรางวัลอะไร แต่ก็ได้รับความคาดหวังอย่างสูงจากคนในประเทศ เมื่อหนังออกฉากสัปดาห์แรกก็สามารถทำยอดขายไปตั๋วไปได้ถึง 2.3 ล้านใบ ทำลายสถิติเดิมไปอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ในระดับโลก หนังได้รับการจัดอันดับให้ติด Top10 ยอดเยี่ยมแห่งปี ของนักวิจารณ์ชื่อดังหลายคนๆ รวมถึง Quentin Tarantino ได้จัดหนังให้อยู่ Top 20 หนังตั้งแต่ปี 1992 (ปีที่เขาได้กำกับหนังเรื่องแรก) นิตยสาร Empire จัดอันดับ The 100 Best Films of World Cinema โดย The Host ติดอันดับ 81

มีการพยายามที่จะสร้างภาคต่อ และ remake หนังเรื่องนี้ด้วย แต่ก็หาได้ประสบความสำเร็จแม้แต่น้อยจนข่าวเงียบหายไปแล้ว ผมคงได้แต่หวังว่า อย่าให้คนที่คิดจะทำอะไรกับหนังเรื่องนี้ต่อ ทำได้ประสบความสำเร็จเลย โชคดีที่ Old Boy เวอร์ชั่น hollywood ล้มเหลว ทำให้ hollywood ไม่กล้าแตะ The Host แต่ก็ไม่แน่ อนาคตอะไรก็อาจเกิดขึ้นได้ Quentin หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ก็พูดพาดพิงถึง hollywood ว่าไม่มีทางสร้างหนังแบบ The Host ได้แน่ เพราะมันไม่ใช่ประเด็นที่เป็นความสนใจของ hollywood แม้แต่น้อย กระนั้นหนังแนวสัตว์ประหลาดถือว่าเป็นสิ่งที่ฮิตได้ง่าย และถ้าหนังเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษละก็ มีความเป็นไปได้ที่จะทำเงิน

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนที่ชอบหนังแนวสัตว์ประหลาด ชอบคิดวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์ และชอบหนังแนวเสียดสี สำหรับคนที่ดูหนังแบบไม่คิดอะไรก็อาจจะพอสนุกได้นะครับ แต่ถ้าคิดได้จะสนุกขึ้นไปอีก หนังมีฉากที่สยดสยองและรุนแรง (เลือด, การตาย, โครงกระดูก) ดังนั้นจึงต้องจัดเรต R นะครับ สงวนไว้ให้เฉพาะผู้ใหญ่ได้ชมแล้วกัน

คำโปรย : “หนังสัตว์ประหลาดที่เป็นมากกว่าแค่สัตว์ประหลาด The Host หนัง Comedy-Satire ที่เสียดสีรัฐบาลและสังคมได้อย่างเจ็บแสบ โดยผู้กำกับ Bong Joon-ho”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of