Law of Desire

Law of Desire (1987) Spainish : Pedro Almodóvar ♥♥♥♡

ครั้งแรกของผู้กำกับ Pedro Almodóvar สร้างเรื่องราวที่ตอบสนองตัณหา กามารมณ์ มีความเป็นส่วนตัว รักสามเส้า (ชาย-ชาย-ชาย) และทำการ ‘Normalize’ หญิงข้ามเพศ (Transgender) ให้เหมือนคนปกติทั่วไป

ผู้กำกับชื่อดัง Pablo Quintero (รับบทโดย Eusebio Poncela) ตกหลุมรักชายหนุ่มรูปงาม Juan (รับบทโดย Miguel Molina) แต่ตระหนักว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบสนองความรู้สึกตนเองสักเท่าไหร่, การมาถึงของชายหนุ่มคนใหม่ Antonio Benítez (รับบทโดย Antonio Banderas) แม้สนเพียงสนองตัณหาความใคร่ อีกฝ่ายกลับแสดงความรักอย่างมากล้น จนแปรสภาพสู่ความอิจฉาริษยา … พล็อตคร่าวๆดังกล่าว พอสังเกตเห็นความเป็นส่วนตัวของผกก. Almodóvar ไหมเอ่ย?

It’s the key film in my life and career. It deals with my vision of desire, something that’s both very hard and very human. By this I mean the absolute necessity of being desired and the fact that in the interplay of desires it’s rare that two desires meet and correspond.

Pedro Almodóvar

หลังจากสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวที่ถูกนักวิจารณ์ด่ายับมาห้าเรื่องติดๆ (แต่ล้วนทำกำไรกลับคืนมา) La ley del deseo (1987) หรือ Law of Desire คือผลงานแจ้งเกิดของผกก. Almodóvar ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามในระดับนานาชาติ เพราะความเป็นส่วนตัว กล้านำเสนอเรื่องราวรักร่วมเพศ (ชาย-ชาย-ชาย) รวมถึงตัวละครข้ามเพศ (Transgender) เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่ตัวตลก สัตว์ประหลาด บุคคลมีอาการผิดปกติทางจิต … อย่าลืมว่าทศวรรษนั้นสังคมยังปิดกั้นเรื่องพรรค์นี้ Law of Desire (1987) คือภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่เปิดประตู ก้าวสู่โลกยุคสมัยใหม่ อิสรภาพทางเพศอย่างแท้จริง

แม้หนังจะเกี่ยวกับเรื่องราวรักสามเส้า (ชาย-ชาย-ชาย) แต่บุคคลขโมยซีนกลับคือ Carmen Maura รับบท Tina Quintero พี่ชายสาวของ Pablo เธอคือผู้หญิง รับบทหญิงข้ามเพศ (ผู้ชายแปลงเพศเป็นหญิง) ถ้าเป็นยุคสมัยนี้คงถูกด่ายับว่าทำไมไม่ให้ Trans จริงๆรับบท! ถึงอย่างนั้นความกล้าหาญของเธอทำให้ได้รับการยกย่อง ‘Gay Icon’ และยังมีฉากอาบน้ำสายยาง ในสเปนโด่งดังไม่ด้อยกว่า Marilyn Monroe กระโปรงบาน!

เกร็ด: โปสเตอร์ Law of Desire (1987) ออกแบบโดยจิตรกรใต้ดิน Ceesepe ชื่อจริง Carlos Sánchez Pérez (1958 -2018)


Pedro Almodóvar Caballero (เกิดปี ค.ศ. 1949) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Spanish เกิดที่ Calzada de Calatrava หมู่บ้านชนบทเล็กๆในจังหวัด Ciudad Real, ตอนอายุ 8 ขวบ ครอบครัวส่งไปโรงเรียนสอนศาสนายังเมือง Cáceres, Extremadura (ทางตะวันตกของสเปน) แต่วันๆกลับแวะเวียนเข้าโรงหนัง ได้อิทธิพลเต็มๆจากผลงานของ Luis Buñuel

Cinema became my real education, much more than the one I received from the priest.

Pedro Almodóvar

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967, Almodóvar หนีออกจากบ้านไปอยู่กรุง Madrid วาดฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ผู้นำเผด็จการ Francisco Franco สั่งห้ามทุกสิ่งอย่าง! เลยต้องศึกษาร่ำเรียนด้วยตนเอง (Self-Taught) รับจ้างทำงานสารพัด ขายของตลาดนัด เขียนบทความ/เรื่องสั้นลงนิตยสารต่างๆ เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อกล้อง Super 8 ถ่ายทำหนังสั้นนับสิบๆเรื่องร่วมกับคณะการแสดง Los Goliardos, กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Pepi, Luci, Bom and Other Girls on the Heap (1980)

สำหรับผลงานลำดับที่หก La ley del deseo แปลตรงตัว The Law of Desire เป็นโปรเจคที่ผกก. Almodóvar ครุ่นคิดพัฒนาขึ้นก่อนสร้างภาพยนตร์(ลำดับที่ห้า) Matador (1986) แต่เพราะไม่สตูดิโอไหนให้ความสนใจเรื่องราวรักร่วมเพศ และตัวละครข้ามเพศ จึงต้องเก็บขึ้นหิ้วเอาไว้ก่อน

Law of Desire is a celebration of Madrid. More specifically, of the Madrid of the 1980s. It’s like La La Land, the city where dreams come true. At least that’s how it was for me. I like that it’s still an open and hospitable city, that there’s a sign welcoming refugees as a symbol.

หลังเสร็จสร้าง Matador (1986), ผกก. Almodóvar และน้องชาย Agustín Almodóvar จึงร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่น El Deseo (แปลว่า The Desire) สำหรับจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของตนเอง โดยสามารถของบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรม P40 ล้าน Pesetas ร่วมทุนกับ Lauren Films อีก P20 ล้าน Pesetas ส่วนที่เหลือเกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อย กู้หนี้ยืมสินจากธนาคาร ฯ รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง

It was the first film that El Deseo produced. We were risking everything. I didn’t know it could be so difficult to make a film independently. It was an all-or-nothing bet. But I believed in it and took all the risks. That’s why it’s such a fundamental film in my career.


Eusebio Poncela Aprea (เกิดปี ค.ศ. 1947) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Madrid ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working-Class) วัยเด็กนิสัยเกเร เคยถูกไล่ออกออกจากโรงเรียนบ่อยครั้ง แต่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง โตขึ้นเข้าฝึกฝน Escuela Superior de Arte Dramático de Málaga (RESAD) จบออกมากลายเป็นนักแสดงละคอนเวที ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Matador (1986), Law of Desire (1987) ฯ

รับบท Pablo Quintero ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เพิ่งเสร็จสร้างผลงานล่าสุด El paradigma del mejillón (The Paradigms of the Mussel) กำลังตระเตรียมวางแผนโปรเจคเรื่องใหม่ แต่ทว่าแฟนหนุ่ม Juan กลับเรียกร้องขอกลับบ้านทางตอนใต้ ยื้อยั้งยังไงก็ไม่รับฟัง ทำให้เขาเริ่มตระหนักอีกฝ่ายไม่ได้ทุ่มเทความรักให้ตนเองสักเท่าไหร่

โปรเจคใหม่ของ Pablo ดัดแปลงละคอนเวที La Voix humaine (1930) แปลว่า The Human Voice ของ Jean Cocteau โดยให้พี่สาว Tina ที่เป็นนักแสดงข้ามเพศรับบทนำ หลังการแสดงรอบปฐมทัศน์ เขาได้พบเจอกับแฟนคลับหนุ่ม Antonio Benítez ชักชวนมาอพาร์ทเม้นท์ ร่วมรักหลับนอน (เปิดบริสุทธิ์อีกฝ่าย)

ด้วยความที่ Pablo ยังมีเยื่อใยต่อ Juan จึงครุ่นคิดกับ Antonio แค่เพียงรักข้ามคืน (One Night Stand) แต่อีกฝ่ายกลับแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง สอดรู้สอดเห็นสิ่งต่างๆ อ่านจดหมาย(ของ Juan)แล้วบังเกิดความอิจฉาริษยา วันหนึ่งออกเดินทางไปเผชิญหน้า Juan ผลักตกหน้าผาเสียชีวิต! ตำรวจเข้าใจผิดว่า Pablo คือฆาตกร แต่เขาจมปลักอยู่ในความทุกข์โศก ขับรถพุ่งชนต้นไม้ สูญเสียความทรงจำชั่วขณะ

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าตัวละครนี้คือตัวตายตัวแทนผกก. Almodóvar ตั้งแต่การเป็นผู้กำกับชื่อดัง รสนิยมรักร่วมเพศ (เกย์) ตกหลุมรักแฟนหนุ่ม ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ทุ่มเทให้สักเท่าไหร่ รู้สึกผิดหวัง กำลังอยู่ในช่วงทำใจ สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อระบายอารมณ์อัดอั้นภายใน … ผมไม่รู้รายละเอียดเชิงลึก แต่ก็คาดเดาไม่ยากว่าคงเป็นประมาณนี้แหละ

การแสดงของ Poncela ดูเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า สีหน้าขาดความกระตือรือล้น หลังตระหนักว่าแฟนหนุ่มไม่ได้ทุ่มเทใจให้สักเท่าไหร่ ยังคงห่วงหวง โหยหาอาลัย ระบายอารมณ์อัดอั้นผ่านการร่วมเพศสัมพันธ์กับชายแปลกหน้า แต่มันก็ไม่สามารถคลายคำนึง ครุ่นคิดถึง รู้สึกชุ่มชื่นเมื่อนัดหมายกำลังจะพบเจอ ก่อนตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวังหลังรับรู้ข่าวการเสียชีวิต

ปัญหาของตัวละครคือการไม่มีกล่าวถึงรายละเอียด เป็นใครมาจากไหน เกิดอะไรในความสัมพันธ์กับ Juan? พอไม่รับรู้เบื้องหลัง ความเห็นอกเห็นใจจึงเบาบาง แถมพอสูญเสียความทรงจำ ก็ตัดจบเรื่องของอดีตคนรัก ค้างๆคาๆเอาไว้แบบนั้น และฉากที่ผมผิดหวังสุดๆคือไคลน์แม็กซ์ ในสถานการณ์นั้น(คล้ายๆแบบ Gone Girl (2014) ร่วมรักกับฆาตกร)มันจะไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านใดๆเลยหรือ? เป็นบทบาทที่เหมือนจะมีเบื้องลึก แต่กลับกลวงโบ๋ ว่างเปล่า


María del Carmen García Maura (เกิดปี ค.ศ. 1945) นักแสดงหญิงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Madrid ในตระกูลขุนนางเก่า โตขึ้นเข้าเรียนวรรณกรรมและปรัชญา École des Beaux-Arts, Paris ก่อนแต่งงานกับทนายความ มีบุตรชาย-สาว หลังหย่าร้าง ค.ศ. 1970 ผันตัวสู่วงการแสดง กลายเป็นนักร้องคาบาเร่ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Man in Hiding (1970), แจ้งเกิดกับ Tigres de papel (1977), กลายเป็น ‘Gay Icon’ จากการร่วมงานขาประจำผกก. Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Folle, folle, fólleme, Tim (1978), Pepi, Luci, Bom (1980), Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) และ Volver (2006)

รับบท Tina Quintero พี่ชายสาวของ Pablo เคยมีอดีตเลวร้ายเลยตัดสินใจแปลงเพศหญิง เพิ่งเลิกราแฟนสาวคนก่อน แถมทอดทิ้งบุตรสาวให้เลี้ยงดูแล ยังคงมองหารักครั้งใหม่ ครุ่นคิดว่าคราวนี้ต้องใช่แน่ๆ แต่ทว่าอีกฝ่ายคือ Antonio Benítez ต้องการแบล็กเมล์น้องชาย เธอจะเอาตัวรอดจากฆาตกรรายนี้ได้หรือไม่?

ปล. ผมมาครุ่นคิดดูตัวละครนี้น่าจะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผกก. Almodóvar และน้องชาย Agustín Almodóvar ไม่ได้แปลงเพศ ไม่ได้มีรสนิยมรักร่วมเพศ แต่ร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่น El Deseo พึ่งพาอาศัยกันและกันจนถึงปัจจุบัน

Of all the characters I’ve played in my life, Tina is one of the ones I’ve enjoyed playing the most, even though it left my hair singed, my nails in disarray, and I felt a bit like my brains had been sucked out. It was an absolutely special moment, because Pedro adored that character and my relationship with him was wonderful. I remember his voice telling me what to say, and making gestures that I would then imitate.

Carmen Maura

แม้จะเป็นแค่พระรอง/นางรอง แต่บทบาทของ Maura มีความโดดเด่นเหนือตัวละครอื่นใด เธอคือผู้หญิงที่มีความหาญกล้า พร้อมบ้า เชื่อมั่นในตัวผกก. Almodóvar เอาชนะขีดจำกัดเรื่องเพศสภาพ … ถ้าเป็นสมัยนี้คงโดนด่ายับ ตัวละครข้ามเพศทำไมไม่ให้นักแสดงข้ามเพศ? แต่สาธารณะชนต่างยกย่องให้เธอเป็น ‘Gay Icon’ คำตำหนิเหล่านั้นมันช่างไร้สาระสิ้นเชิง!

ตอนที่ผมยังไม่สามารถหา Pepi, Luci, Bom (1980) เลยตัดสินใจรับชม Law of Desire (1987) ขณะเปิดเผยว่าตัวละครนี้คือหญิงข้ามเพศ ผมรู้สึกช็อค ตกตะลึง คาดไม่ถึง หลงผิดชั่ววูบว่า Maura คือคนข้ามเพศจริงๆ (จดจำไม่ได้ว่าเธอเคยแสดง Volver (2008)) นั่นเป็นปฏิกิริยาที่ถ้าเกิดขึ้นกับใคร เชื่อเลยว่าต้องยกย่องความยิ่งใหญ่ แสดงได้อย่างแนบเนียน ดูเป็นธรรมชาติ ยิ่งพอเล่าเบื้องหลังสร้างความสงสารเห็นใจให้กับผู้ชม

ฉากไฮไลท์ในอาชีพการแสดง คือขณะเริงระบำสายฉีดน้ำ เป็นภาพติดตา อีโรติก แต่พอตระหนักว่าเธอคือหญิงข้ามเพศ อาจทำให้บุรุษบางคนเกิดความสั่นสยองทรวงใน!


José Antonio Domínguez Bandera (เกิดปี ค.ศ. 1960) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Málaga, Andalusia วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นนักฟุตบอล แต่ตอนอายุสิบห้าข้อเท้าหัก จึงหันเหความสนใจสู่ด้านการแสดง เข้าร่วมคณะของ Guillermina Soto แล้วมีโอกาสศึกษาต่อ Escuela Superior de Arte Dramático de Málaga (ESAEM) ก่อนเข้าตาผู้กำกับ Pedro Almodóvar ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Labyrinth of Passion (1982), Matador (1986), Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Tie Me Up! Tie Me Down! (1989), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019) ฯ

I was working in the Spanish National Theatre at the time. We were a group of actors having coffee in a coffee shop close by, and he appeared with a red briefcase; a famous red briefcase.

He was really talkative. That afternoon, he talked 10 minutes, and he was very funny, you could tell he was a genius. It was fast, witty. About the time he was standing up to leave, he looked at me and said, “You should do movies, because you’ve got a really romantic face.” I said, “OK…”

Antonio Banderas

รับบทชายหนุ่มหล่อ Antonio Benítez บิดาเป็นนักการเมือง มารดาเคร่งครัดศาสนา ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไข่ในหิน แต่หลังจากรับชมภาพยนตร์ The Paradigms of the Mussel บังเกิดอารมณ์ทางเพศ พยายามหาโอกาสพบเจอผู้กำกับ Pablo Quintero ติดตามไปอพาร์ทเม้นท์ ยินยอมร่วมเพศสัมพันธ์ สูยเสียความบริสุทธิ์

เพราะเสียความบริสุทธิ์ให้ผู้กำกับดัง Antonio จึงเกิดความรักคลั่ง ต้องการครอบครอง รับล่วงรู้ทุกสิ่งอย่าง อิจฉาริษยาคนรักเก่าของ Pablo จึงเดินทางไปเผชิญหน้ากับ Juan พลั้งพลาดผลักอีกฝ่ายตกหน้าผา พยายามทำลายหลักฐาน ปัดความรับผิดชอบ แอบคบหา/จับกุมตัวประกัน Tina เพื่อแบล็กเมล์ชายคนรัก และเมื่อได้ร่วมเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย จึงตัดสินใจลงมือกระทำอัตวินิบาต

ถ้าผมไม่เคยรู้จัก Banderas แล้วมารับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ จะต้องครุ่นคิดว่าพี่แกเป็นเกย์อย่างแน่นอน! เค้าโครงใบหน้ามีความหล่อเหลา อีโรติก ยิ่งท่าทางเคลื่อนไหว สะบัดตูด มันช่างยั่วเย้ายวน รันจวนใจ เก้งกวางทั้งหลายเห็นแล้วคงปั่นป่วนทรวงใน แต่ความน่าสนใจจริงๆของตัวละครนี้คือด้านมืดจิตใจ หลังเสียความบริสุทธิ์ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของชายคนรัก พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อตอบสนอง ‘Law of Desire’ ของตนเอง!

สำหรับคนที่อ่านภาษาภาพยนตร์ออก จะรับรู้ว่าเรื่องราวของ Antonio & Pablo สามารถสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Pablo & Juan มันจึงไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดพื้นหลัง(ของ Pablo & Juan) และเรื่องราวบางส่วนของ Antonio ก็คืออัตชีวประวัติผกก. Almodóvar เติบโตขึ้นในครอบครัวเคร่งครัด ถูกส่งไปโรงเรียนสอนศาสนา การได้พบเจอภาพยนตร์ = สูญเสียความบริสุทธิ์ แล้วยังต้องพยายามปกปิดรสนิยมทางเพศ ราวกับไปฆ่าใครมา!

ผมแอบแปลกใจที่นี่ไม่ใช่บทบาท ‘Breakthrough’ ของ Banderas เหตุผลหนึ่งอาจถูกเปรียบเทียบกับ Carmen Maura ที่เจิดจรัสกว่าใครในหนัง, แต่จริงๆแล้วน่าจะเพราะตัวละครเป็นเกย์ เลยถูกนักวิจารณ์สมัยนั้นมองข้าม ปฏิเสธพูดกล่าวถึงเสียมากกว่า!


ถ่ายภาพโดย Ángel Luis Fernández (เกิดปี ค.ศ. 1947) ตากล้องสัญชาติ Spanish ร่วมงานขาประจำยุคแรกๆของผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Labyrinth of Passion (1982) จนถึง Law of Desire (1987), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Dream of Light (1992) ฯ

‘สไตล์ Almodóvar’ โดดเด่นกับการออกแบบศิลป์ องค์ประกอบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม จักต้องมีสีสันฉูดฉาด ลวดลายละลานตา รายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากมายเต็มไปหมด! ซึ่งสำหรับ Law of Desire (1987) นำเสนอกิเลสตัณหา ความอิจฉาริษยา ด้านมืดจิตใจ จึงมักพบเห็นมุมกล้องแปลกๆ ปกคลุมด้วยเงา บรรยากาศทะมึน อึมครึม กลิ่นอายนัวร์ๆ

Given that I was educated in the 60s and 70s one of the greatest influences is Pop Art. Some of the first films I saw were in Technicolor, and I’ve tried to recuperate some of these colors. My films are full of brilliant colors but over time they have darkened.

Pedro Almodóvar

ผกก. Almodóvar รับอิทธิพลการถ่ายภาพจากภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock, Douglas Sirk, ขณะที่บรรยากาศหนังนัวร์ก็ต้อง Fritz Lang ฯ นอกจากนี้ยังมีผลงานศิลปะของ Edward Hopper (การใช้สีสันที่มีความฉูดฉาด), Diego Velázquez (ให้ฉายา ‘master of light’)

The art and music always has an organic function and a narrative function… everything that appears on film and references that I cite always have a dramatic function. Artists have inspired me and inspired my characters, it gives them something to live… art’s function is to help you survive, help you live.

การถ่ายทำแบ่งออกเป็นสองส่วน เริ่มต้นจากกรุง Madrid แล้วเดินทางไปยัง Cádiz, Andalucía (เมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสเปน) เที่ยวชมเมือง Jerez de la Frontera, Conil de la Frontera (เมืองสีขาว) และประภาคาร Trafalgar Lighthouse


หลายคนอาจเบือนหน้าหนีตั้งแต่ฉากแรกของหนัง ฟุตเทจภาพยนตร์ El paradigma del mejillón (The Paradigms of the Mussel) ได้ยินเสียงใครบางคนบอกให้ชายหนุ่มถอดเสื้อผ้า ลูบไล้ตนเอง เอาอวัยวะเพศถูกระจก (ถกกระจู๋) มันช่างเสื่อมคุณธรรม ไร้สามัญสำนึก และความเป็นมนุษย์

แต่ผมมองซีเควนซ์นี้เทียบเท่าฉากกรีดตา Un Chien Andalou (1929), เด็กชายเอื้อมมือไขว่คว้าภาพหญิงสาว/มารดา Persona (1966), สะกดจิตไม่ให้ติดอ่าง Mirror (1975) ฯ กล่าวคือผกก. Almodóvar ทำการปลดเปลื้องตนเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้คือครั้งที่ทำออกมาในลักษณะอัตชีวประวัติ ภาพสะท้อนความต้องการ ‘Desire’ สนองตัณหาส่วนบุคคล

เผื่อคนไม่ทันสังเกตตอนปรากฎชื่อหนัง (ตัวอักษรสีม่วง คงไม่ต้องอธิบายอะไร) Pablo และ Tina สวมโอบกอด และยังมี Antonio พอดิบพอดี อยู่ร่วมเฟรม กำลังเดินผ่านทั้งสองไป

หลังดูหนังจบ Antonio ตรงไปเข้าห้องน้ำ ช่วยตนเอง กล้องจะถ่ายภาพระยะไกล-กลาง-ใกล้ แล้วโคลสอัพริมฝีปาก จากนั้น ‘Cross-Cutting’ จินตนาการภาพผู้กำกับ Pablo ท่ากลางฝูงชน อยากร่วมเพศสัมพันธ์ เติมเต็มตัณหาความใคร

อพาร์ทเม้นท์ในหนังของผกก. Almodóvar มันต้องมีสิ่งข้าวของอะไรไม่รู้มากมาย รกรุงรัง เต็มไปด้วยสีสัน ชั้นวางหนังสือ ภาพวาด/ภาพถ่าย ดอกไม้/ต้นไม้ สรรพสัตว์น้อยใหญ่ (บางครั้งก็มีชีวิต บางครั้งแค่เพียงหุ่นจำลอง) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็จัดจ้านไม่แพ้กัน

เกร็ด: ตาดีได้ ตาร้ายเสีย หนึ่งในภาพวาดติดอยู่บนฝาผนังคือ Nighthawks (1942) ของ Edward Hopper

ผมอ่านเจอในเกร็ดหนัง ผ้ากันเปื้อนของ Tina ขณะล้างจานนี้ มันคือโลโก้ภาพยนตร์ ¿Qué he hecho yo para merecer esto! (1984) แปลว่า What Have I Done to Deserve This? กำกับโดย Pedro Almodóvar

ตอนแรกผมก็ไม่ได้ครุ่นคิดอะไรกับภาพช็อตนี้ ก็แค่มุมกล้องแปลกๆ ถ่ายจากภายใต้แป้นพิมพ์ดีด แล้วจู่ๆเอะใจถึงลักษณะหนังนัวร์ เงามืดมักสื่อถึงด้านมืดจิตใจ เช่นนั้นแล้วภาพช็อตนี้จึงเคลือบแฝงนัยยะ การตีพิมพ์ พัฒนาบทหนัง(ละคอนเวที) สะท้อนสิ่งที่อยู่ภายใน(ด้านมืด)ของผู้สร้าง/ผกก. Almodóvar

เมื่อครั้นยังเป็นเด็ก ผกก. Almodóvar ถูกครอบครัวส่งไปโรงเรียนสอนศาสนา บรรดาบาทหลวงต่างประทับใจในน้ำเสียงร้องเพลง แต่ขณะเดียวกันก็ได้พบเห็นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะของคริสตจักร (ละม้ายคล้ายกับ Luis Buñuel) จึงมักแอบหลบหนี ลอดผ่านรั้วเหล็ก เดินทางไปรับชมภาพยนตร์

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองคือ ผกก. Almodóvar ไม่ได้มีความเชื่อในพระเจ้า, ผิดกับ Buñuel แม้ต่อต้านคริสตจักร แต่ยังคงศรัทธามากล้น พบเห็นอิทธิพลศาสนาในผลงานภาพยนตร์ … หนังของผกก. Almodóvar แทบไม่เคยกล่าวถึงความเชื่อ-ศรัทธา-ศาสนา แต่ถ้าแทรกใส่เข้ามามักมีลักษณะเสียดสีล้อเลียนเสียมากกว่า

มันมีอยู่หลายครั้งที่ผกก. Almodóvar อ้างอิงถึงภาพวาดศิลปะของ Edward Hopper ยกตัวอย่าง

  • Antonio เฝ้ารอคอยอยู่ตรงทางออกโรงภาพยนตร์ ชวนนึกถึงภาพวาด New York Movie (1939)
  • ห้องทำงานในอพาร์ทเม้นท์ของ Pedro มีหน้าต่างกระจกที่สามารถมองทิวทัศน์ภายนอก จริงๆมันมีหลายภาพอ้างอิง แต่ผมเลือก Room in Brooklyn (1932) น่าจะใกล้เคียงสุด
  • หน้าร้านอาหารที่ Pablo พา Antonio มารับประทาน ช่างละม้ายคล้ายภาพวาด Nighthawks (1942)
  • หลังการแสดง La Voix humaine (1930) ยามค่ำคืน Pablo นำพา Tina และบุตรสาวมารับประทานอาหารยังร้านชื่อ Manila นี่อาจไม่ใช่การอ้างอิงภาพเปะๆ แต่ผมรู้สึกว่าบรรยากาศของ Room in New York (1932) มันช่างละม้ายคล้ายคลึง

แซว: ผู้กำกับ Pedro Almodóvar พอโกนหนวดแล้วดูมีความเป็นมนุษย์มนาขึ้นเยอะ รับบทพนักงานขายของร้าน DIY (Do It Yourself) … จะว่าไปภาพยนตร์ก็มีลักษณะไม่ต่างจาก DIY?

จริงๆแล้วละคอนเวที La Voix humaine (1930) มันต้องมีอะไรมากกว่านี้ แต่ทว่าผกก. Almodóvar ไม่ชอบการออกแบบฉากสักเท่าไหร่ เลยนำอาวุธมาให้ Carmen Maura เลือกว่าจะใช้ขวานหรืออะไรพังทำลายฉากนี้ สำหรับระบายอารมณ์เก็บกดอัดอั้นของทั้ง Tina (ถูกแฟนสาวทอดทิ้ง) และ Pedro (ถูกแฟนหนุ่มทอดทิ้ง)

La voix humaine (1930) แปลว่า The Human Voice บทละคอนแนว Monodrama (นักแสดงคนเดียว ฉากเดียว องก์เดียว) เกี่ยวกับหญิงสาวนิรนาม (ในฝรั่งเศสใช้ชื่อ Elle เป็นคำเรียกหญิงสาวทั่วๆไป) ถูกชายคนรักทอดทิ้งมาหลายปี วันหนึ่งโทรศัพท์ติดต่อกลับมา เพื่อแจ้งข่าวว่าตนเองกำลังจะแต่งงานวันพรุ่งนี้ สร้างความห่อเหี่ยว ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ล้มป่วยซึมเศร้าโดยพลัน!

เกร็ด: ผกก. Almodóvar คงจะโปรดปรานละคอนเวทีเรื่องนี้มากๆ นำไปดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) และหนังสั้น The Human Voice (2020) [สร้างจากบทละคอนตรงๆ]

นอกจากการแสดง La voix humaine (1930) ที่ระบายอารมณ์เก็บกด อัดอั้น ระหว่างทางกลับบ้าน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนระอุ Tina ต้องการความเย็นซาบซ่านทรวงใน บังเอิญเดินผ่านคนกำลังใช้สายยางฉีดน้ำ เข้าไปเริงระบำให้ชุ่มฉ่ำ ด้วยท่าทางเซ็กซี่ อีโรติก … กลายเป็นฉาก Iconic ของหนัง ที่ในสเปนโด่งดังไม่ด้อยกว่า Marilyn Monroe กระโปรงบาน!

เกร็ด: ฉากนี้ถ่ายทำสองครั้ง เพราะครั้งแรกเปิดน้ำแรงเกินไปจน Carmen Maura กระเด็นกระดอน ล้มกลิ้งลงพื้น หลังเสื้อผ้า ปรับระดับความแรงน้ำ ถึงค่อยเริ่มถ่ายทำอีกครั้ง

สังเกตความแตกต่างตรงกันข้ามของสองช็อตนี้ไหมเอ่ย? ระหว่างการคุยโทรศัพท์ มีการใช้เทคนิค ‘Split Screen’ เพื่อให้เห็นคู่สนทนาต้น-ปลายสาย

  • Pablo & Juan ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน แต่ฟากฝั่ง Juan พื้นหลังขาว (ไร้ความรู้สึก) โทรศัพท์สีแดง (เยื่อใยที่หลงเหลือ) พยายามพูดขอโอกาส ชักชวนให้เขาเดินทางมาหา
  • Pablo & Antonio ทั้งสองหันหน้าตรงกันข้าม แต่ฟากฝั่ง Antonio สวมใส่เสื้อแดง (อารมณ์ลุ่มร้อนคลั่งรัก) หวีผมสุดเนี๊ยบ พื้นหลังเต็มไปด้วยลดลาย พูดกล่าวขอโทษ แล้วเรียกร้องเชิงบีบบังคับให้เขาเดินทางมาหา

ใครเคยรับชม The Lighthouse (2019) ก็น่าจะเข้าใจนัยยะเชิงสัญลักษณ์ของประภาคาร ตั้งตระหง่าน โด่เด่ (=ลิงค์/อวัยวะเพศชาย) อยู่ปลายผืนแผ่นดิน แหลมยื่นลงไปในท้องทะเล, Antonio และ Juan เกิดการเผชิญหน้าต่อสู้มีเพียงใครคนหนึ่งสามารถครอบครองเป็นเจ้าของ(อวัยวะเพศของ) Pablo

เกร็ด: Trafalgar Lighthouse ตั้งอยู่บนแหลม Trafalgar Cape (Cádiz, Andalusia) ยื่นสู่มหาสมุทร Atlantic Ocean

Pablo เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจหลังรับรู้การเสียชีวิตของ Juan ระหว่างขับรถ ถอดแว่นดำ (จากภาพยนตร์ Lolita (1962)) ซ้อนภาพดวงตากับล้อรถ (Running Tears) ถนนเบื้องหน้าราวกับฝนตก แต่นั่นคือธารน้ำตาไหลลงมาบดบังวิสัยทัศน์การมองเห็น ยกมือขึ้นมาเช็ด เลยมองไม่เห็นชั่วขณะ ก่อนพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง ได้รับบาดเจ็บสาหัส

มันช่างเป็นความน่ามหัศจรรย์ไม่น้อย! อพาร์ทเม้นท์ของ Pablo จากเคยมีสีสันสดใส ลวดลายละลานตา แรงบันดาลใจผลงานศิลปะ Edward Hopper

แต่หลังจากประสบอุบัติเหตุ สูญเสียความทรงจำ ตำรวจสองพ่อ-ลูก (Fernando Guillén Cuervo และ Fernando Guillén เป็นพ่อ-ลูกในชีวิตจริง) เมื่อเดินทางมาค้นหาหลักฐานคดีฆาตกรรม อพาร์ทเมนท์แห่งนี้ได้แปรสภาพสู่หนังนัวร์ บรรยากาศทะมึน อึมครึม ปกคลุมด้วยเงามืด แสงสว่างลอดผ่านบานเกร็ด อิทธิพลงานศิลปะ Diego Velázquez

Pablo สูญเสียความทรงจำชั่วคราว Tina จึงเล่าอดีตความหลัง ในอดีตตนเองคือผู้ชาย แต่หลังจากถูกบิดาข่มขืนกระทำชำเราที่ Morocco เลยผ่าตัดแปลงเพศกลายเป็นผู้หญิง! เราสามารถเปรียบเทียบความชั่วร้ายของบิดา = จอมพลเผด็จการ Francisco Franco ตั้งแต่เข้ามาเป็นผู้นำประเทศ ก็ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง ข่มขืนกระทำชำเราประชาชน (ในเชิงนามธรรม) จนทำให้สเปนเกิดความเปลี่ยนแปลงจากหน้าเป็นหลัง ชายเป็นหญิง อดีตอันขื่นขม หลงลืมไปเสียดีกว่า!

Antonio กระทำอัตวินิบาตต่อหน้าแท่นบูชาพระแม่มารีย์ ราวกับเป็นการสละชีพเพื่อศาสนา ท่าเสียชีวิตก็แลดูละม้ายคล้าย The Dead Christ และพอ Pablo เข้ามาโอบกอด ร่ำไห้ ก็ใกล้เคียงกับ Pietà (แปลว่า ความสงสาร) หรือจะเหมารวม Lamentation over the Dead Christ … เอาว่าแนวคิดของฉากนี้ต้องการอ้างอิงความตายของ Jesus Christ

ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะตระหนักว่า Antonio ≠ Jesus Christ มันจะเปรียบเทียบกันได้อย่างไร? บุตรของพระเจ้าผู้มีจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ vs. ชายหนุ่มผู้ลุ่มหลงระเริงในตัณหาราคะ แต่ในมุมผกก. Almodóvar ความรักของ Antonio ที่มีต่อ Pablo มันช่างซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ ยินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่าง+เสียสละตนเองเพื่อชายคนรัก (แต่จริงๆหมอนี่มันหมาจนตรอกเสียมากกว่า)

ผมจนปัญญากับภาพสุดท้ายของหนัง ไม่เข้าใจว่าต้องการสื่อถึงอะไร? เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรีบปีนป่ายบันไดขึ้นไปยังอพาร์ทเม้นท์ของ Pablo แล้วจู่ๆภาพหยุดแน่นิ่ง “Freeze Frame” ก่อนปรากฎเครดิตปิดท้าย … ความรักจบสิ้น? ปีนป่ายสู่สรวงสวรรค์? ให้เวลาผู้ชมทบทวนความทรงจำ (จากบทเพลง Dejame recordar แปลว่า Let Me Remember)?

ตัดต่อโดย José Salcedo Palomeque (1949-2017) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Ciudad Real, ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Pepi, Luci, Bom (1980) จนถึง Julieta (2016)

หนังไม่ได้จำเพาะเจาะจงมุมมองดำเนินเรื่อง แต่จะเวียนวนอยู่กับ Pablo สลับไป Tina บางครั้ง Antonio และช่วงสืบสวนสอบสวนคือตำรวจพ่อ-ลูก (สารวัตร-นักสืบ) ทำคดีความ

  • อารัมบท
    • ฟุตเทจภาพยนตร์ El paradigma del mejillón
    • งานเลี้ยงหลังฉายรอบปฐมทัศน์
    • Pablo ร่วมรักกับ Juan ก่อนอีกฝ่ายเดินทางกลับต่างจังหวัด
  • ละคอนเวที La Voix humaine
    • Pablo พัฒนาโปรเจคละคอนเวที La Voix humaine
    • เดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่สาว Tina โน้มน้าวให้รับบทนำ
    • Pablo พบเจอกับ Antonio พากลับมาห้อง ร่วมเพศสัมพันธ์
    • Antonio พาตัวเองเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายชีวิตของ Pablo
    • ระหว่างซักซ้อมการแสดง อดีตแฟนสาวของ Tina เดินทางมาโน้มน้าวบุตรสาวให้หวนกลับไปอยู่ด้วยกัน
    • หลังทำลายสิ่งข้าวของ ระหว่างทางกลับบ้าน Tina เริงระบำกับสายฉีดน้ำ
  • ความอิจฉาริษยาของ Antonio
    • Antonio แอบเดินทางมาหา Juan ที่ภัตตาคาร ผลักอีกฝ่ายตกหน้าผาเสียชีวิต
    • Pablo ตกเป็นผู้ต้องสงสัย
    • Antonio ทำลายหลักฐานก่อนการมาเยือนของ Pablo และเจ้าหน้าที่ตำรวจ
    • Pablo ขับรถพุ่งชนต้นไม้ แพทย์วินิจฉัยล้มป่วยความจำเสื่อม
  • ความจริงที่ไม่มีวันเลือนลาง
    • ตำรวจเบี่ยงเบนผู้ต้องสงสัยสู่ Tina
    • Tina เดินทางมาโรงพยาบาล เล่าอดีตให้กับ Pablo
    • Pablo รื้อฟื้นความหลัง ก่อนค้นพบว่า Antonio แอบสานสัมพันธ์กับพี่สาว Tina
    • Antonio จับกุม Tina เป็นตัวประกัน เรียกร้องขอใช้เวลาชั่วโมงสุดท้ายกับ Pablo

ช่วงครึ่งแรกของหนังมีการดำเนินเรื่องที่ลื่นไหล ชักชวนให้ติดตาม แต่หลังจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรม มีการสลับเปลี่ยนมุมมองตัวละครคนโน้นที คนนี้ที มันเริ่มสะเปะสะปะ ขาดความต่อเนื่อง แถมแต่ละบุคคลก็มี Genre ของตนเอง ผลลัพท์ออกมาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่


เพลงประกอบโดย Bernardo Silvano Bonezzi Nahón (1964-2012) สัญชาติ Spanish ร่วมงานขาประจำยุคแรกๆของผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Labyrinth of Passion (1982), Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) ฯ

ด้วยทุนสร้างจำกัด ผกก. Almodóvar ไม่สามารถว่าจ้าง Bonezzi ให้ทำเพลงประกอบขึ้นใหม่หมด! เลือกตัดสินใจนำบทเพลง La Soledad de Gloria (The Solitude of Gloria) จากภาพยนตร์ก่อนหน้า What Have I Done to Deserve This? (1984) มาใส่ลงใน Opening Credit (ที่สอง) และเลือกบทเพลงที่ค่าลิขสิทธิ์ถูกๆ หรือไม่ก็เป็นสมบัติสาธารณะอย่าง Dmitri Shostakovich: Symphony No. 10 in E minor, Op. 93 ดังขึ้นระหว่าง Opening Credit (ที่หนึ่ง)

(Opening Credit ของหนังมีสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเฉพาะทีมงานผู้สร้าง คั่นด้วยฟุตเทจภาพยนตร์ และส่วนสองปรากฎชื่อหนังและนักแสดง)

Ne Me Quitte Pas (1959) แปลว่า Don’t Leave Me แต่งโดย Jacques Brel, ขับร้องโดย Maysa Matarazzo, เสียงร้องบทเพลงนี้ช่างมีความโหยหวย คร่ำครวญ หลายต่อหลายครั้งได้ยินในหนัง ล้วนคือคำรำพันความรู้สึกภายใน ไม่อยากให้เขา/เธอจากไป มันช่างเจ็บปวดรวดร้าวจิตใจ

หนึ่งในฉากน่าสนใจคือระหว่างการแสดงละคอนเวที La Voix humaine พบเห็นขับร้อง/ลิปซิงค์โดยเด็กหญิง Ada นั่นคือการรำพัน ครุ่นคิดถึงมารดา ไม่อยากให้เธอทอดทิ้งจากไป

ต้นฉบับฝรั่งเศสคำแปล Google Translate
Ne me quitte pas
Il faut oublier
Tout peut s’oublier
Qui s’enfuit déjà
Oublier le temps des malentendus
Et le temps perdu
À savoir comment
Oublier ces heures
Qui tuaient parfois
À coups de pourquoi
Le cœur du bonheur

Ne me quitte pas
Ne me quitte pas
Ne me quitte pas

Moi je t’offrirai
Des perles du pluie
Venues de pays
Où il ne pleut pas
Je creuserai la terre
Jusqu’après ma mort
Pour couvrir ton corps
D’or et de lumière
Je ferai un domaine
Où l’amour sera roi
Où l’amour sera loi
Où tu seras reine

Ne me quitte pas
Ne me quitte pas
Ne me quitte pas

Je t’inventerai
Des mots insensés
Que tu comprendras
Je te parlerai
De ces amants-là
Qui ont vu deux fois
Leurs cœurs s’embraser
Je te raconterai
L’histoire de ce roi
Mort de n’avoir pas
Pu te rencontrer

Ne me quitte pas
Ne me quitte pas
Ne me quitte pas

Je te parlerai
De ces amants-là
Qui ont vu deux fois
Leurs cœurs s’embraser
Je te raconterai
L’histoire de ce roi
Mort de n’avoir pas
Pu te rencontrer

Ne me quitte pas
Ne me quitte pas
Ne me quitte pas

Je ne veux plus pleurer
Je ne veux plus parler
Je me cacherai
À te regarder
Danser et sourire
Et à t’écouter
Chanter et puis rire
Laisse-moi devenir
L’ombre de ton ombre
L’ombre de ta main
L’ombre de ton chien
Ne me quitte pas
Pourquoi, ne me quitte pas

Ne me quitte pas
Ne me quitte pas
Ne me quitte pas
Ne me quitte pas
Don’t leave me
We must forget
Everything can be forgotten
Who already runs away
Forget the time of misunderstandings
And the time lost
To know how
Forget these hours
That sometimes killed
With blows of why
The heart of happiness

Don’t leave me
Don’t leave me
Don’t leave me

I will offer you
Rain pearls
Coming from countries
Where it doesn’t rain
I will dig the earth
Until after my death
To cover your body
With gold and light
I will make an estate
Where love will be king
Where love will be law
Where you will be queen

Don’t leave me
Don’t leave me
Don’t leave me

I will invent for you
Senseless words
That you will understand
I will speak to you
Of these lovers
Who have seen twice
Their hearts set ablaze
I will tell you
The story of this king
Dead from not having
Been able to meet you

Don’t leave me
Don’t leave me
Don’t leave me

I’ll tell you
Of those lovers
Who have seen twice
Their hearts set ablaze
I’ll tell you
The story of this king
Dead from not having
Been able to meet you

Don’t leave me
Don’t leave me
Don’t leave me

I don’t want to cry anymore
I don’t want to talk anymore
I’ll hide
To look at you
Dance and smile
And listen to you
Sing and then laugh
Let me become
The shadow of your shadow
The shadow of your hand
The shadow of your dog
Don’t leave me
Why, don’t leave me

Don’t leave me
Don’t leave me
Don’t leave me
Don’t leave me

Guarda Che Luna (1959) แปลว่า Look at the Moon, แต่งโดย Walter Malgoni & Bruno Pallesi, ขับร้องโดย Fred Buscaglione ศิลปินชาวอิตาเลี่ยน ดังขึ้นระหว่าง Antonio เผชิญหน้ากับ Juan ณ ประภาคารแห่งนั้น … ใครได้ซับไตเติ้ลที่แปลเนื้อเพลงไปด้วย จะพบเห็นความสอดคล้องระหว่างคำร้องและภาพปรากฎขึ้น

ต้นฉบับอิตาเลี่ยนคำแปล Google Translate
Guarda che luna
Guarda che mare
Da questa notte senza te dovrò restare
Folle d’amore
Vorrei morire
Mentre la luna di lassù mi sta a guardare
Resta soltanto
Tutto il rimpianto
Perché ho peccato nel desiderarti tanto
Ora son solo a ricordare
E vorrei poterti dire
Guarda che luna
Guarda che mare

Ma guarda che luna
Guarda che mare
In questa notte senza te vorrei morire
Perché son solo a ricordare
E vorrei poterti dire
Guarda che luna
Guarda che mare
Guarda che luna
Guarda che mare
Che luna
Look at that moon
Look at that sea
From this night without you I will have to stay
Crazy with love
I would like to die
While the moon up there is watching me
Only remains
All the regret
Because I have sinned in wanting you so much
Now I am alone to remember
And I would like to be able to tell you
Look at that moon
Look at that sea

But look at that moon
Look at that sea
To this night without you I would like to die
Because I am alone to remember
And I would like to be able to tell you
Look at that moon
Look at that sea
Look at that moon
Look at that sea
What a moon

ความเศร้าโศกเสียใจถาโถมเข้าใส่ Pablo หลังความตายของ Juan ขับรถพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง ได้ยินบทเพลงคลาสสิก Igor Stravinsky: Tango (1940) เป็นตัวเลือกที่แปลกทีเดียว มันควรเป็นความเศร้าโศก แต่ทว่า Tango กลับคือจังหวะการเริงระบำ

บทเพลง Lo Dudo (1953) แปลว่า I Doubt It แต่งโดย Chucho Navarro ขับร้อง/บรรเลงโดย Los Panchos วงดนตรีสามสหาย (Trio) Latin American, ดังขึ้นครั้งแรกเช้าวันใหม่หลังสูญเสียความบริสุทธิ์ และชั่วโมงสุดท้ายในชีวิตของ Antonio ที่จะได้อยู่สองต่อสองร่วมกับ Pablo

มันช่างเป็นความย้อนแย้งในชีวิต Pablo ทุ่มเทความรักให้ Juan กลับไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ, ในทิศทางตรงกันข้าม Antonio มอบทุกสิ่งอย่างแก่ Pablo แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลใดๆ … บทเพลงนี้ถือว่าสะท้อนความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “I doubt it that you will come to love me as I love you.”

คำร้อง Spanishคำแปล Google Translate
Lo dudo, lo dudo, lo dudo
Que tú llegues a quererme
Como yo te quiero a ti
Lo dudo, lo dudo, lo dudo
Que halles un amor más puro
Como el que tienes en mí

Hallarás mil aventuras sin amor
Pero al final de todas
Solo tendrás dolor
Te darán de los placeres frenesí
Mas no ilusión sincera
Como la que te di

Lo dudo, lo dudo, lo dudo
Que halles un amor más puro
Como el que tienes en mí

Hallarás mil aventuras sin amor
Pero al final de todas
Solo tendrás dolor
Te darán de los placeres frenesí
Mas no ilusión sincera
Como la que te di

Lo dudo, lo dudo, lo dudo
Que halles un amor más puro
Como el que tienes en mí
Como el que tienes en mí
I doubt it, I doubt it, I doubt it
That you will come to love me
As I love you
I doubt it, I doubt it, I doubt it
That you will find a purer love
Like the one you have in me

You will find a thousand adventures without love
But at the end of all
You will only have pain
You will be given frenzy of pleasures
But not sincere illusion
Like the one I gave you

I doubt it, I doubt it, I doubt it
That you will find a purer love
Like the one you have in me

You will find a thousand adventures without love
But at the end of all
You will only have pain
You will be given frenzy of pleasures
But not sincere illusion
Like the one I gave you

I doubt it, I doubt it, I doubt it
That you will find a purer love
Like the one you have in me
Like the one you have in me

ทิ้งท้ายกับ Closing Credit บทเพลง Dejame recordar (1955) แปลว่า Let Me Remember, แต่งโดย José Sabre Marroquín, ขับร้องโดย Bola de Nieve นักร้อง/นักเปียโน สัญชาติ Cuban

คำร้อง Spanishคำแปล Google Translate
Quién
De tu vida borrará
Mi recuerdo y te hará olvidar este amor
Hecho de sangre y dolor

Pobre amor
Que nos vio a los dos llorar
Y nos hizo también soñar y vivir
¿Cómo dejó de existir?
Hoy que se ha perdido

Déjame recordar
El fuerte latido
Del adiós del corazón que se va
Sin saber a dónde irá
Y yo sé que no volverá este amor
Pobre amor

Pobre amor
Que nos vio a los dos llorar
Y nos hizo también soñar y vivir
¿Cómo dejó de existir?
Hoy que se ha perdido

Déjame recordar
El fuеrte latido
Del adiós del corazón quе se va
Sin saber a dónde irá
Pero sé que no volverá este amor
Pobre amor
Who
Will erase from your life
My memory and make you forget this love
Made of blood and pain

Poor love
That saw us both cry
And made us also dream and live
How did it stop existing?
Today that it has been lost

Let me remember
The strong beat
Of the goodbye of the heart that goes away
Without knowing where it will go
And I know that this love will not return
Poor love

Poor love
That saw us both cry
And made us also dream and live
How did it stop existing?
Today that it has been lost

Let me remember
The strong beat
Of the goodbye of the heart that goes away
Without knowing where it will go
But I know that this love will not return
Poor love

Law of Desire (1986) นำเสนอเรื่องราวความรักของผู้กำกับชื่อดัง Pablo Quintero (=ผกก. Almodóvar) ต่อผู้ชายสามคนในชีวิต

  • Juan เป็นบุคคลที่ Pablo เรียกได้ว่าคลั่งรัก พร้อมมอบกายถวายวิญญาณ แต่อีกฝ่ายกลับแสดงออกอย่างเอื่อยเฉื่อย เย็นชา ไม่ได้ยี่หร่า ทุ่มเทความรู้สึกให้สักเท่าไหร่ … เป็นผู้ให้
  • ตรงกันข้ามกับ Antonio Benítez ตั้งใจแค่รักข้ามคืน (One Night Stand) แต่อีกฝ่ายกลับมอบความรัก พร้อมทุ่มกายถวายจิตวิญญาณ แต่ทว่า Pablo กลับไม่สามารถตอบแทนความรู้สึกดังกล่าว … เป็นผู้รับ
  • พี่ชายสาว Tina กับ Pablo เมื่อไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง ต่างฝ่ายต่างมอบความรักอันบริสุทธิ์ มั่นคง จริงใจ พร้อมให้การช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัย ดูแลกันและกัน … เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ

What interested me most is passion for its own sake. It is a force you cannot control, which is stronger than you and which is as much a source of pain as of pleasure. In any case, it is so strong that it makes you do things which are truly monstrous or absolutely extraordinary.

Desire and passion are important motifs and topics in all of my films, in real life it is one of the biggest driving forces we possess … there’s a high price to pay for it and it’s worth paying the price.

Pedro Almodóvar

Passion และ Desire คือสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นผลักดัน พลังขับเคลื่อนชีวิตของผกก. Almodóvar ต้องการสร้างภาพยนตร์ ต้องการตกหลุมรักใครสักคน ต้องการการยินยอมรับจากผู้คนรอบข้าง ต้องการเป็นอิสระจากเพศสภาพ และทุกสรรพสิ่งอย่าง

ผลงานยุคแรกๆของผกก. Almodóvar ล้วนคือภาพสะท้อนยุคสมัย La Movida Madrileña (คล้ายๆกับ Prague Spring) ความตายของจอมพลเผด็จการ Francisco Franco (1892-1975) ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่สเปนหวนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อย เฉลิมฉลองอิสรภาพ! … แต่มันก็ต้องแลกมากับหลายๆสิ่งอย่าง

  • Juan มีชีวิตอย่างร่อนเร่ เตร็ดเตร่ ดำเนินชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย มีคำเรียก(ภาษา Spanish) Pasota ตรงกับ(ภาษาอังกฤษ) Slacker นั่นคือภาพสะท้อนวัยรุ่น La Movida Madrileña ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอะไรยังไง
    • ปล. เห็นชื่อตัวละคร Juan ในแทบทุกผลงานของผกก. Almodóvar มันชวนให้ครุ่นคิดว่าอาจคือรักครั้งแรกหัวใจก็แตกสลาย เลยยังคงจดจำไม่รู้ลืมเลือน หรือเปล่า?
  • Antonio รับอิทธิพลการใช้ชีวิตที่สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองตัณหา อารมณ์ ‘Desire’ ส่วนตน! บังเกิดความอิจฉาริษยา Juan พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของ Pablo
  • สำหรับ Tina คงเป็นเรื่องอิสรภาพทางเพศ (Sexual Freedom) อดีตที่เคยถูกบิดาข่มขืน (สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงจอมพลเผด็จการ Francisco Franco) นั่นทำให้ร่างกายและจิตใจปรับเปลี่ยนแปลงไป!

ผกก. Almodóvar ให้คำนิยามภาพยนตร์เรื่องนี้ “love affair with Madrid” ก็คือความรักคลั่งไคล้ต่อยุคสมัย La Movida Madrileña ซึมซับรับอิทธิพล กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แม้อีกฝ่ายจะไม่เคยตอบสนอง มอบความรักกลับคืนมา

ชื่อหนัง The Law of the Desire ฟังดูคล้ายๆกฎแห่งกรรม! เรื่องราวของหนังก็นำเสนอสองสิ่งตรงข้ามของความต้องการ Pablo เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ, รักคลั่งไคล้ Juan แต่เฉื่อยชากับ Antonio, พลั้งพลาดฆ่าคนตาย เลยตัดสินใจปลิดชีพตนเอง … ทุกแรงปรารถนาล้วนมีค่าใช้จ่ายที่สมราคา


ด้วยทุนสร้าง P100 ล้าน Pesetas มียอดจำหน่ายตั๋ว(ในสเปน) 781,000+ ใบ คิดเป็นมูลค่า P240.3 ล้าน Pesetas ถือว่าประสบความสำเร็จ ภาพยนตร์ทำเงินสูงสุด(ในสเปน)แห่งปี ค.ศ. 1987

จากนั้นมีโอกาสเข้าฉายนอกสายการประกวด (Out-of-Competition) เทศกาลหนังเมือง Berlin แต่สามารถคว้ารางวัล Teddy Award สำหรับภาพยนตร์ LGBT+ ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก (Inaugural Ceremony) นั่นคือจุดเริ่มต้นความสำเร็จของผกก. Almodóvar ในระดับนานาชาติ มีโอกาสเดินทางไปฉายตามเทศกาลหนังอื่นๆทั่วโลก!

แม้เสียงตอบรับ ความสำเร็จระดับนานาชาติจะล้นหลาม แต่ความละเอียดอ่อนของเรื่องราว รักร่วมเพศ หญิงข้ามเพศ ฯ ทำให้หนังถูกมองข้ามจากงานประกาศรางวัลในสเปน ไม่ได้รับโอกาสเข้าชิง Goya Award สักสาขา!

The Law of Desire received the support of 781,000 spectators, and its originality was praised by the specialized press. However, it became the only film by the man from La Mancha that was not awarded in Spain. It was not even a finalist in any of the Goya categories. Almodóvar felt hurt by this, and even commented publicly that his film had not received any award “for a vulgar and insipid reason: out of envy.”

Alex Ander จาก Vanity Fair

ปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่น่าจะได้รับการสแกนใหม่ เห็นอยู่ในบ็อกเซ็ต Pedro Almodóvar Collection Vol. 2 [Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), Tie Me Up! Tie Me Down! (1990) และ Talk to Her (2002)] ของค่าย Soul Media วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2022

แม้ส่วนตัวจะชื่นชอบหนัง แต่รู้สึกว่าเรื่องราวรักสามเส้า(ที่ควรเป็นหัวใจหลักของหนัง)ดูตื้นเขิน ไม่ค่อยน่าสนใจ ขาดเหตุผล แรงจูงใจ (ไม่ได้มีการเล่าพื้นหลัง/ความสัมพันธ์ตัวละคร) เมื่อเทียบกับหญิงข้ามเพศของ Carmen Maura พอเธอเล่าถึงอดีต ทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสาร พร้อมๆกับสมเพศเวทนา และฉากเริงระบำสายฉีดน้ำ สมควรจะกลายเป็น ‘Gay Icon’

จัดเรต 18+ ความอิจฉาริษยา คดีฆาตกรรม เพศสัมพันธ์ (ชาย-ชาย)

คำโปรย | Law of Desire ถือกำเนิดผู้กำกับ Pedro Almodóvar สร้างเรื่องราวตอบสนองตัณหา รักๆใคร่ๆ อิสรภาพทางเพศ
คุณภาพ | สนองตัณหา
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: