
Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988)
: Pedro Almodóvar ♥♥♥♥
ชายคนนั้นกำลังจะทอดทิ้งเธอไป ทำให้หญิงสาวใกล้เสียสติแตก! ผลงานแจ้งเกิดระดับนานาชาติของผู้กำกับ Pedro Almodóvar ได้เข้าชิง Oscar, Golden Globe, BAFTA Award สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศจากแทบทุกสำนัก
หลายวันก่อนผมเพิ่งเขียนถึง A Woman Under the Influence (1974) ของผกก. John Cassavetes เห็นชื่อ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) ก็นึกว่าอาจมีความละม้ายคล้าย ต้องเป็นหนังดราม่าตับแตก มอดไหม้ทรวงใน แต่ที่ไหนได้คือภาพยนตร์ Screwball หรือ Black Comedy ที่มีความตลกร้าย ชิบหายวายป่วง นักแสดงเล่นจริงจัง เครียดคลั่ง พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่กลับยิ่งสร้างความตลกขบขัน ชวนหัวเราะจนท้องแข็ง … กลายเป็นผู้ชมที่ใกล้เสียสติแตก ซะงั้น!
รับชม Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) ชวนให้ผมระลึกถึงหลายๆผลงานของผกก. Alfred Hitchcock อาทิ Rope (1948) [เรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอพาร์ทเม้นท์บนตึกสูง แต่สร้างฉากขึ้นในสตูดิโอ], Rear Window (1954) [ถ้ำมองหน้าต่างชีวิตคนอื่น], Vertigo (1958) [การใช้เฉดสีสัน], North by Northwest (1959) [ฉากสนามบิน] ฯ หรือถ้าเป็นลีลาการนำเสนอ Screwball จะมีความละม้ายคล้าย Preston Sturges, Howard Hawks และ George Cukor อยู่มากทีเดียว!
การรับอิทธิพล แรงบันดาลใจ อ้างอิงสิ่งโน่นนี่นั่นมากมายจนกลายเป็นภาพยนตร์ post-Modern ของ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) อาจทำให้หลายคนครุ่นคิดว่าหนังจะสูญเสียอัตลักษณ์ของผู้สร้างหรือเปล่า? ถ้าเป็นผู้กำกับหน้าใหม่อาจจะใช่ แต่ในกรณีของผกก. Almodóvar มีความชัดเจนต่อสไตล์ของตนเอง พวกลูกเล่นเหล่านั้นเป็นส่วนเสริมมากกว่าทำลาย … สำหรับคนรับชมภาพยนตร์มาเยอะ รับรู้ถึงสิ่งที่อ้างอิงถึง มันจะยิ่งสร้างเสียงหัวเราะขบขัน ชวนให้เสียสติแตกขึ้นๆอีก!
Cinema became my real education, much more than the one I received from the priest.
Pedro Almodóvar
La voix humaine (1930) บทละคอนแนว Monodrama (นักแสดงคนเดียว ฉากเดียว องก์เดียว) เกี่ยวกับหญิงสาวนิรนาม (ในฝรั่งเศสใช้ชื่อ Elle เป็นคำเรียกหญิงสาวทั่วๆไป) ถูกชายคนรักทอดทิ้งมาหลายปี วันหนึ่งโทรศัพท์ติดต่อกลับมา เพื่อแจ้งข่าวว่าตนเองกำลังจะแต่งงานวันพรุ่งนี้ สร้างความห่อเหี่ยว ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ล้มป่วยซึมเศร้าโดยพลัน!
Although it’s not biographical, my films do reflect whatever I was going through at the time. Back then, I would come through the door and, if the answer machine was blinking, I was happy. If there was nothing, I felt a terrible uncertainty.
I was trying to talk about abandonment, about misunderstanding between women and men. The idea came from The Human Voice, a play by Jean Cocteau from 1930, but in a very free way. I often start writing with an idea of my own, or someone else’s, and in the process discover something else I really want to write. The first idea disappears – but it has an important place because it’s the thing that pushed you.
นี่คงเป็นบทละคอนเรื่องโปรดของผกก. Almodóvar คงครุ่นคิดอยากดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ออกมาตรงๆ แต่ด้วยความที่มันเป็น Monodrama นักแสดงคนเดียว ฉากเดียว องก์เดียว จึงต้องนำสิ่งต่างๆมากมายผสมผสานคลุกเคล้าเข้าไปให้กลายเป็นภาพยนตร์ความยาว 89 นาที … ท้ายที่สุดแล้วผกก. Almodóvar ก็ตัดสินใจดัดแปลงบทละคอนเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมาเป็นหนังสั้น La vos humana (2020) ความยาว 30 นาที นำแสดงโดย Tilda Swinton
เรื่องราวของ Pepa Marcos (รับบทโดย Carmen Maura) หลังถูกชายคนรัก Iván ทอดทิ้งขว้าง ตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ล้มป่วยซึมเศร้า พยายามโทรศัพท์ติดต่อหาแต่อีกฝ่ายปฏิเสธพูดคุยสนทนา ครุ่นคิดอยากฆ่าตัวตายก็มิอาจทำได้ลง จึงแอบติดตามไปที่อพาร์ทเม้นท์เผชิญหน้าภรรยาอีกฝ่าย Lucía ซึ่งก็กำลังติดตามหาสามีสูญหายตัวอย่างไร้ร่องรอย
เหตุการณ์วุ่นๆวายๆเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนสาว Candela, ชายแปลกหน้า Carlos (บุตรของ Iván & Lucía) พร้อมคู่หมั้น Marisa, รวมถึง Lucía (ภรรยาของ Iván) และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองคน ต่างแวะเวียนมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Pepa เพื่อติดตามหา Iván แล้วทุกคนรับประทานซุปมะเขือเทศเย็น (Gazpacho) ใส่ยานอนหลับสลบไสล … เหลือเพียง Pepa และ Lucía ออกไล่ล่าติดตามหา Iván ที่กำลังหนีออกนอกประเทศพร้อมชู้รักคนใหม่
María del Carmen García Maura (เกิดปี ค.ศ. 1945) นักแสดงหญิงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Madrid ในตระกูลขุนนางเก่า โตขึ้นเข้าเรียนวรรณกรรมและปรัชญา École des Beaux-Arts, Paris ก่อนแต่งงานกับทนายความ มีบุตรชาย-สาว หลังหย่าร้าง ค.ศ. 1970 ผันตัวสู่วงการแสดง กลายเป็นนักร้องคาบาเร่ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Man in Hiding (1970), แจ้งเกิดกับ Tigres de papel (1977), กลายเป็น ‘Gay Icon’ จากการร่วมงานขาประจำผกก. Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Folle, folle, fólleme, Tim (1978), Pepi, Luci, Bom (1980), Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) และ Volver (2006)
รับบท Pepa Marcos นักพากย์หนังต่างประเทศ หลังถูกชายคนรัก Iván ห่างหายจากไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง อยากพูดคุยสอบถาม เฝ้ารอคอยโทรศัพท์ วันแล้ววันเล่าได้ยินแต่เสียงรับฟากข้อความ ครุ่นคิดจะฆ่าตัวตายก็ไร้ความหาญกล้า จนกระทั่งการแวะเวียนมาของเพื่อนสาวและกลุ่มคนแปลกหน้า ทีแรกก็ไม่อยากใคร่สนใจ แต่หลังจาก Candela พยายามกระโดดตึกฆ่าตัวตาย โดยไม่รู้ตัวนั่นทำให้เธอค่อยๆคลายความกังวลจากเรื่องของเขาสักที
ผมมีภาพจำ Maura ในหนังของผกก. Almodóvar คือ ‘Gay Icon’ ที่พร้อมระเบิดระบายอารมณ์ กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าทำสิ่งบ้าๆบอๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นจากภาพยนตร์ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) แทบจะเป็นการพลิกบทบาท หน้าดำคร่ำเครียดตั้งแต่ฉากแรก เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น สีหน้าห่อเหี่ยว กิริยาอาการสิ้นหวัง ยังคงโหยหาชายคนรัก ใกล้จะถึงจุดแตกหัก อีกไม่นานคงเสียสติแตก!
ครึ่งแรกของหนัง Maura อยู่ในสภาพนั้นจนทำให้ผู้ชมสงสารเห็นใจ (แต่บางคนอาจรู้สึกสมเพศเวทนา) จมปลักอยู่กับความซึมเศร้าโศก โลกต้องหมุนรอบตนเอง แต่การมาถึงของเพื่อนสาวและกลุ่มคนแปลกหน้า วินาทีที่เริ่มคลายความกังวล เบี่ยงเบนความสนใจ เปลี่ยนมาเป็นการผจญภัย Screwball Comedy พยายามทำสิ่งสุดท้ายเพื่อปกป้องอดีตชายคนรัก นั่นทำให้บทบาทนี้มีความเจิดจรัส เปร่งประกาย ก้าวผ่านช่วงเวลาเลวร้าย พร้อมแล้วจะเริ่มต้นชีวิตใหม่
การแสดงอันเจิดจรัสของ Maura ส่งให้เธอกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ กวาดรางวัลมากมายนับไม่ถ้วน (ครั้งแรกคว้า Goya Awards: Best Actress) แต่ในกองถ่ายกลับเกิดความขัดแย้งผกก. Almodóvar ถึงขนาดกล่าวว่า “Living Hell” กลายเป็นจุดแตกหัก ปฏิเสธพูดคุยกันนานกว่า 18 ปี! จนกระทั่ง Volver (2006) ถึงยินยอมหวนกลับมาร่วมงานกันอีก
เกร็ด: Carmen Maura ถือเป็นนักแสดงหญิง (Muse) คนแรกของผกก. Almodóvar มีคำเรียก chicas Almodóvar แปลว่า Almodóvar Girls คล้ายๆกับ Hitchcock Blonde สามารถเป็นตัวตายตัวแทน ร่วมงานกันบ่อยครั้ง จนผู้ชมบังเกิดภาพจำ
ถ่ายภาพโดย José Luis Alcaine (เกิดปี ค.ศ. 1938) ตากล้องสัญชาติ Spanish เกิดที่ Tangier, Morroco หลังสำเร็จการศึกษา Instituto Español Severo Ochoa (ที่ Tangier) เดินทางสู่ Madrid ทำงานถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายหนังสั้น ผลงานเด่นๆ อาทิ El Sur (1983), ¡Ay, Carmela! (1991), Belle Époque (1992), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), Tie Me Up! Tie Me Down! (1989), Bad Education (2004), Volver (2006), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019), Parallel Mothers (2021) ฯ
งานภาพใน ‘สไตล์ Almodóvar’ ได้ถูกพัฒนามาจนพบเห็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว! โดดเด่นกับการออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผมนำเทรนด์แฟชั่น มีความฟรุ้งฟริ้ง (ภาษากะเทย แปลว่าระยิบระยับ ความสวยงามที่เกินจากความเป็นจริง) ละเลงแสง-สีสัน ลวดลายละลานตา ทุกช็อตฉากล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียด ยัดเยียดโน่นนี่นั่นมากมาย แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ … ล้วนเป็นการสำแดงพลังแห่งการปลดปล่อยของกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña
แตกต่างจากผลงานก่อนๆ นิยมถ่ายทำยังสถานที่จริง! Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) น่าจะเป็นครั้งแรกๆที่ผกก. Almodóvar ตัดสินใจสร้างฉากอพาร์ทเมนท์ขึ้นภายในสตูดิโอ Estudios Barajas (เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1985) ทำออกมาละม้ายคล้ายๆภาพยนตร์ Rope (1948) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกระเบียง สิ่งก่อสร้าง อาคารสูงใหญ่ และยังผันแปรเปลี่ยนตามช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน (น่าจะเป็นส่วนผสมของภาพถ่าย+โมเดลจำลอง)
I wanted a pop-art kind of set, with pastel colours. If I’d had the money and the contacts, I would have asked David Hockney to design it. The chickens Pepa kept on her terrace wandered freely around the set. I was surrounded by animals in my youth. I liked the nostalgia of that – but put in a Madrid penthouse.
Pedro Almodóvar
เกร็ด: ด้วยความที่งบประมาณในการสร้างฉากสูงมากๆ ผกก. Almodóvar จึงทำการรีไซเคิลสำหรับภาพยนตร์เรื่องถัดไป Tie Me Up! Tie Me Down! (1990)
โปสเตอร์หนังและ Opening Title ออกแบบโดย Juan Gatti (เกิดปี ค.ศ. 1950) กราฟฟิกดีไซเนอร์ สัญชาติ Argentine ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) ทำออกมาเหมือนนิตยสารผู้หญิง เต็มไปด้วยนางแบบโพสท่า นำตรงโน้นมาแปะตรงนี้ เว้นที่ว่างใส่ลวดลายสีสัน … ชวนนึกถึงสไตล์ของ Saul Bass อยู่ไม่น้อย


Pepa กำลังนอนหลับฝัน (ถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ) ฉายภาพชายวัยกลางคน Iván ถือไมค์เดินพรอดรักหญิงสาวมากมายนับไม่ถ้วน “Life mean nothing without you” “Will you marry me?” “I can’t live without you” คำพูดเหล่านี้สะท้อนความหวาดกลัว ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายเจ้าชู้ประตูดิน แต่ยังคงรัก คงครุ่นคิดถึง ไม่ต้องการเลิกราจากไป

คล้ายกับ Law of Desire (1987) ที่เริ่มต้นด้วยการพากย์เสียง พร้อมฉายหนัง, Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) เลือนลางระหว่างชีวิตจริง (ความสัมพันธ์ระหว่าง Pepa & Iván) และภาพยนตร์กำลังฉาย Johnny Guitar (1954) กำกับโดย Nicholas Ray, นำแสดงโดย Joan Crawford, Sterling Hayden
การเปรียบเทียบตัวละคร Pepa = Vienna (รับบทโดย Joan Crawford) ใครเคยรับชม Johnny Guitar (1954) ย่อมรู้สึกว่าใช่เลย จิตใจอาจอ่อนไหว แต่แสดงออกภายนอกได้อย่างเข้มแข็งแกร่ง


ด้วยความที่ Pepa ตื่นสาย มาทำงานไม่ทัน Iván ให้เสียงภาพยนตร์ Johnny Guitar (1954) เสร็จสรรพกลับไปตั้งแต่เช้า, พอเธอเดินทางสตูดิโอยามบ่าย เลยเปลี่ยนมาพากย์หนังอีกเรื่อง … ผมครุ่นคิดว่าน่าจะเป็น ‘หนังซ้อนหนัง’ นำแสดงโดย Candela (เพื่อนสนิทของ Pepa ที่พยายามจะกระโดดอพาร์ทเม้นท์ฆ่าตัวตาย) ในพิธีแต่งงานได้รับการเสี้ยมสอนจากบาทหลวง “You musn’t trust any man.” นี่พาดพิงถึงทั้ง Pepa (ต่อชายคนรัก Iván) และตัวของ Candela (ตกหลุมรักผู้ก่อการร้าย Shiite) เองด้วย!


การพากย์เสียง (Dubbing) มันไม่จำเป็นที่นักพากย์ทุกคนจะต้องอยู่ในห้องอัดโดยพร้อมหน้า มันสามารถแยกบทใครบทมัน ตามคิววันว่าง แล้ววิศวกรเสียงจะนำมาผสมผสาน (Sound Mixing) ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน!
ระหว่างที่ Pepa กำลังพากย์เสียง Johnny Guitar (1954) ต่อจาก Iván ที่บันทึกเสียงไว้ก่อนหน้า ขณะกำลังอินกับบทสนทนา (เลือนลางระหว่างชีวิตจริง-บทพากย์ในภาพยนตร์) จู่ๆเธอเป็นลมล้มพับ ลงไปนอนกองกับพื้น ใครเคยรับชม Love Streams (1984) ของผกก. John Cassavetes ก็น่าจะมักคุ้นฉากคล้ายๆเดียวกันนี้ มันคืออาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจิตใจ ส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย … ถ่ายผ่านแว่นตาช็อตนี้ชวนนึกถึงภาพยนตร์ Strangers on a Train (1951)

ผมพยายามมองหาว่าผกก. Almodóvar จะมาปรากฎตัวรับเชิญตอนไหน? แต่เรื่องนี้เพียงส่งน้องชาย/โปรดิวเซอร์ Agustín Almodóvar รับบทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เห็นว่าเจ้าตัวชื่นชอบทำโมเดลจำลองแบบที่เห็นในซีนนี้ด้วยละ

อพาร์ทเม้นท์ในหนังของผกก. Almodóvar มันต้องมีสิ่งข้าวของอะไรไม่รู้มากมาย รกรุงรัง เต็มไปด้วยสีสัน ชั้นวางหนังสือ ภาพวาด/ภาพถ่าย ดอกไม้/ต้นไม้ สรรพสัตว์น้อยใหญ่ (บางครั้งก็มีชีวิต บางครั้งแค่เพียงหุ่นจำลอง) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็จัดจ้านไม่แพ้กัน
อย่างที่บอกไปว่า Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผกก. Almodóvar สร้างฉากอพาร์ทเม้นท์ขึ้นภายในสตูดิโอ จงใจให้ผู้ชมสังเกตออกว่ามันคือฉาก สำหรับเลือนลางระหว่างชีวิตจริง-การแสดง … พยายามผสมผสานทุกสิ่งอย่างคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

Gazpacho คือซุปเย็นที่มีต้นกำเนิดจากทางตอนใต้ของสเปน โดยเฉพาะแคว้น Andalucía ทำจากผักดิบและรับประทานแบบเย็นๆ ส่วนผสมหลักๆคือมะเขือเทศบด นิยมรับประทานกันทั่วไปในฤดูร้อนของสเปนและโปรตุเกส!
เป็นปกติของ ‘สไตล์ Almodóvar’ ที่จะต้องแนะนำอาหารพื้นเมืองสเปน สำหรับ Gazpacho ผมครุ่นคิดว่าเป็นซุปที่มีสีโดดเด่น แดงเข้ม (สัญลักษณ์ของชีวิตและจิตวิญญาณ) เกิดจากการปั่นรวมทุกสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน … และมันยังสีเดียวกับเปลวไฟที่ลุกไหม้เตียงนอน ต้องการแผดเผา ทำลายล้าง แต่ก็มิอาจทำได้ลง!

อพาร์ทเม้นท์ของ Candela สังเกตว่ามันจะมีโปสเตอร์กลับซ้ายเป็นขวาอยู่ด้านหลังโทรทัศน์ นั่นคือภาพยนตร์ Cover Girl (1944) กำกับโดย Charles Vidor, นำแสดงโดย Rita Hayworth, Gene Kelly … นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบตรงๆถึงตัวละคร Candela (รับบทโดย María Barranco) = Rita Hayworth


ค่ำคืนนี้ Pepa มานั่งรอคอย Iván อยู่หน้าอพาร์ทเม้นท์ ช่วงเวลาว่างๆไม่มีอะไรทำ เลยเหม่อมองไปยังห้องพักต่างๆ ใครเคยรับชม Rear Window (1954) ก็น่าจะมักคุ้นวิธีการนำเสนอซีเควนซ์นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่ละม้ายคล้ายธรรมดาๆ แต่มีรายละเอียดใกล้เคียงกันมากๆ




ไม่มีใครสนใจรับฟังเรื่องราวของ Candela เธอจึงพยายามจะครุ่นคิดสั้น แต่สุดท้ายกลับวิงวอนร้องขอ ฉันยังไม่อยากตาย … นี่ก็ชวนนึกถึง Rear Window (1954) แต่มันน่าจะมีมุมกล้องจากด้านบนลงล่างด้วยนะ

สามครั้งที่ Pepa โบกขึ้นรถแท็กซี่ Taxi Mambo มักมีเหตุการณ์/อารมณ์แตกต่างออกไป! สามารถเหมารวมการเดินทางชีวิต อะไรล้วนบังเกิดขึ้นได้
- ครั้งแรกแอบติดตาม Lucía ไปยังอพาร์ทเม้นท์ของ Iván มีการชวนคุย ทำความรู้จักกับคนขับ
- ครั้งสองเดินทางไปหาทนายความ Paulina แต่จู่ๆ Pepa กลับร่ำร้องไห้ออกมา ทำเอาคนขับแท็กซี่บ่อน้ำตาแตก ก่อนค้นพบว่าบางสิ่งขาดหาย (บนรถไม่มียาหยอดตา)
- ครั้งสุดท้ายตอนค่ำมืด ออกไล่ล่าติดตาม Lucía มุ่งสู่สนามบิน มีการยิงปืนโต้ตอบ พานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย
แซว: มีคนจำนวนมากเข้าใจผิดๆ ครุ่นคิดว่าคนขับรถแท็กซี่คือผกก. Almodóvar จริงๆแล้วรับบทโดย Guillermo Montesinos นักแสดงมีชื่อเสียงใน Spain พอสมควรเลยละ

“I have to go just to lie down?” I thought. “This is the role of an actress?” I was very heavy with Pedro, always saying: “I’m bored.” He would say: “What are you going to do? When people are asleep, they’re asleep!” Eventually he said: “OK, you’re going to have a dream. And you’re going to have an orgasm. Then you won’t be a virgin any more, as the dream is going to be so real for you.” I said: “I’ll take it!”
Rossy de Palma
Rossy de Palma หน้าตาของเธออาจไม่ใช่มาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ดูบิดๆเบี้ยวๆ บางคนอาจครุ่นคิดว่าเป็นหญิงข้ามเพศ (Transgender) แต่ผมนึกถึงภาพวาด Surrealism ของ Pablo Picassco นั่นกระมังคือเหตุผลที่กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงขาประจำของผกก. Almodóvar เล่นหนังเรื่องนี้แค่นอนหลับฝัน กลับสามารถแย่งซีนโดดเด่นไม่แพ้ตัวละครอื่นใด

ระหว่างการเดินทางสู่สนามบิน สังเกตว่าทรงผมของ Lucía ปลิดปลิวไปตามสายลม ชวนนึกถึงภาพยนตร์ Bride of Frankenstein (1935) ท่าทางของเธอดูเริดเชิด เย่อหยิ่ง ไม่สนห่าเหวอะไรใคร พอมาถึงสนามบินระหว่างขึ้นบันไดเลื่อนไปยัง International Airport มันมีช็อตที่พบเห็นเฉพาะศีรษะล่องลอย ไร้ตัวตน … ราวกับคนใกล้เสียสติแตก!
ชุดของ Lucía ดูราวกับผู้หญิงยุค 60s สไตล์วินเทจ (Vintage) ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นๆสวมใส่เสื้อผ้านำเทรนด์แฟชั่นสมัยใหม่ บางคนอาจมองว่าเป็นภาพสะท้อนความเฉิ่มเชย ตกยุคสมัยของตัวละคร ขณะเดียวกันยังสื่อถึงการหยุดนิ่ง ไม่สามารถปรับตัวต่อเปลี่ยนแปลง ความรักต่อสามีก็เฉกเช่นกัน


สนามบิน คือสถานที่สำหรับเดินทาง โบยบินสู่เสรีภาพ ชายโฉด-หญิงชู้กำลังจะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์! การมาถึงของ Lucía พยายามขัดขวางสามี แต่ทว่า Pepa ซึ่งเป็นอดีตชู้รักก็พยายามขัดขวางเธอเช่นกัน
- Lucía คือคนที่ไม่สามารถยินยอมรับพฤติกรรมคบชู้นอกใจสามี จึงต้องการล้างแค้น ฆ่าให้ตาย
- Pepa มาถึงจุดที่สามารถยินยอมรับความจริง ให้อภัยอดีตคนรัก ปลดปล่อยเขา และตนเองคลายความหมกมุ่นยึดติด
หลังจาก Pepa ขัดขวางการกระทำของ Lucía ได้สำเร็จ เธอเป็นลมล้มพับ หมดเรี่ยวแรง ลงไปนอนกองกับพื้น แต่ในทิศทางตรงกันข้ามกับตอนต้นเรื่อง … แบบเดียวกันเปี๊ยบกับ Love Streams (1984)
- ตอนต้นเรื่อง Pepa เป็นลมล้มพับเพราะความทุกข์ทรมานใจ ยังยินยอมรับความจริงไม่ได้
- ช่วงท้ายหลังจาก Pepa ยินยอมรับความจริงได้แล้ว เป็นลมครั้งนี้เกิดจากอารมณ์อิ่มอกอิ่มใจที่ได้ช่วยชีวิตอดีตคนรัก และถึงเวลาปลดปล่อยวางจากเขาเสียที

ตัดต่อโดย José Salcedo Palomeque (1949-2017) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Ciudad Real, ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Pepi, Luci, Bom (1980) จนถึง Julieta (2016)
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Pepa Marcos พยายามติดต่อหาอดีตชายคนรัก Iván จมปลักอยู่กับความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ครุ่นคิดจะฆ่าตัวตายหลายครั้ง กระทั่งการมาถึงของเพื่อนสาวและกลุ่มคนแปลกหน้า ทำให้เธอคลายความกังวล เบี่ยงเบนความสนใจ เปลี่ยนมาเป็นการผจญภัย Screwball Comedy และกระทำสิ่งสุดท้ายเพื่อปกป้องเขาจากหายนะ
- Pepa จมปลักอยู่กับความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
- เช้าตื่นสาย (เพราะทานยานอนหลับ) ทำให้คลาดกับ Iván ระหว่างการพากย์เสียงภาพยนตร์
- ก่อนกลับบ้าน Pepa แวะซื้อยานอนหลับ ผสมเข้ากับซุปมะเขือเทศเย็น (Gazpacho) ตั้งใจจะฆ่าตัวตายแต่ไร้ความหาญกล้า
- จุดไฟเผาเตียงนอน แต่ไม่นานก็เร่งรีบดับไฟ
- เดินทางไปหา Iván แล้วแอบติดตามภรรยาอีกฝ่ายไปยังอพาร์ทเม้นท์จริงๆของเขา
- หวนกลับมาห้องพัก รอรับโทรศัพท์ แต่กลับเป็นเพื่อนสาว Candela ติดต่อหา
- พอค่ำมืดเดินทางไปดักรอ Iván หน้าอพาร์ทเม้นท์ แต่ก็ไม่พบเจอใคร
- การมาถึงของบรรดาคนแปลกหน้า
- เช้าวันถัดมาเดินทางกลับอพาร์ทเม้นท์ ระบายอารมณ์หงุดหงิดใส่โทรศัพท์
- Candela แวะเวียนมาหา อยากพูดบอกอะไรบางอย่าง
- Carlos และคู่หมั้น Marisa เดินทางมาเยี่ยมชมอพาร์ทเม้นท์
- Candela พยายามจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย นั่นทำให้ Pepa ยินยอมรับฟังปัญหาของเธอ
- Marisa รับประทานซุปมะเขือเทศเย็น (Gazpacho) นอนหลับสลบไสล
- Pepa เดินทางไปหาทนายความ Paulina ก่อนค้นพบว่าอีกฝ่ายคือชู้รักคนใหม่ของ Iván
- Carlos โทรศัพท์แจ้งความต่อตำรวจเกี่ยวกับเรื่องที่ Candela สารภาพออกมา
- เรื่องวุ่นๆของกระเป๋า Iván
- Pepa vs. Lucía
- Lucía และตำรวจอีกสองนายเดินทางมาถึงยังอพาร์ทเม้นท์ของ Pepa
- ทุกคนรับประทานซุปมะเขือเทศเย็น (Gazpacho) นอนหลับสลบไสล
- เหลือเพียง Pepa เผชิญหน้ากับ Lucía
- Pepa และ Lucía ออกไล่ล่าสู่สนามบิน
- Pepa ให้ความช่วยเหลือ Iván รอดชีวิตจาก Lucía
- หวนกลับมาอพาร์ทเม้นท์ Marisa ตื่นขึ้นพอดี
‘สไตล์ Almodóvar’ ขึ้นชื่อเรื่องการผสมแนวหนัง (genre-bending) อย่างช่วงองก์แรกจัดเป็นเมโลดราม่า สะท้อนจิตวิทยา ความรู้สึกสิ้นหวังของหญิงสาวหลังถูกทอดทิ้ง, การมาถึงของบรรดากลุ่มคนแปลกหน้า แปรสภาพสู่ Screwball Comedy ผสมเข้ากับการเมือง (เรื่องของ Shiite วางแผนก่อการร้าย) สิทธิสตรี (ทนายความ Paulina), และองก์สุดท้ายกลายเป็นหนังแอ็คชั่น ขับรถไล่ล่า หาหนทางช่วยเหลืออดีตชายคนรัก
เพลงประกอบโดย Bernardo Silvano Bonezzi Nahón (1964-2012) สัญชาติ Spanish ร่วมงานขาประจำยุคแรกๆของผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Labyrinth of Passion (1982), Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), Tie Me Up! Tie Me Down! (1989) ฯ
งานเพลงของ Bonezzi คละคลุ้งกลิ่นอาย Spanish Mambo คือมีทั้งความเป็น Spanish ผสมเข้ากับจังหวะ Mambo บางเพลงช้า บางเพลงเร็ว บางเพลงทั้งช้าและเร็ว ผสมผสานคลุกเคล้า สร้างความหลากหลายทางอารมณ์ ผันแปรเปลี่ยนไปตาม Genre ของแต่ละเรื่องราว
อย่างบทเพลง Main Theme ดำเนินไปด้วยจังหวะ Mambo แต่ผันแปรเปลี่ยนเครื่องดนตรีหลักจากขลุ่ย กีตาร์ โอโบ คาร์ริเน็ต ประสานเสียงไวโอลิน ทรัมเป็ต ทรัมโบน ฯ นี่เช่นกันแสดงถึงความหลากหลาย เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็มีสัมผัสทางอารมณ์แตกต่างออกไป เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเศร้าโศก รวมเรียกว่าสีสันแห่งชีวิต!
Pepa ยังคงเฝ้ารอคอยชายคนรัก ทุกครั้งกลับถึงอพาร์ทเม้นท์ เร่งตรงมายังเครื่องรับฟากข้อความ แต่ทว่า El teléfono no suena (แปลว่า Telephone doesn’t ring) บทเพลงสร้างบรรยากาศเศร้าๆ เหงาๆ เวิ้งว่างเปล่าทรวงใน เมื่อไหร่เขาจะติดต่อกลับมา รู้ไหมว่าฉันห่วงโหยหาอาลัย ครุ่นคิดถึงใจจะขาด แทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่ละครั้งที่ Pepa โบกขึ้นรถแท็กซี่คันนั้น มักมีเหตุการณ์/อารมณ์แตกต่างออกไป! Taxi Mambo คือการเดินทางที่เต็มไปด้วยสีสัน ช่วงเวลาแห่งความสนุกสนาน ครึ้กครื้นเครง อลเวง ไล่ตามความฝัน เริงระบำ ท้าความตาย เสี่ยงอันตราย มุ่งสู่เป้าหมายสุดท้าย
ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพ/ตัดต่อที่อ้างอิงถึงภาพยนตร์เรื่องอื่น, Pepa en la noche แปลว่า Pepa at night ช่างมีท่วงทำนองละม้ายคล้ายงานเพลงของ Bernard Herrmann (จากภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock) ก็เพื่อให้ผู้ชมเกิดความเชื่อมโยง เห็นความสัมพันธ์ที่ผู้สร้างต้องการเปรียบเทียบถึงโดยง่าย
นอกจาก Original Soundtrack ยังมีการเลือกใช้บทเพลงจากศิลปินชื่อดัง Opening Credit เปิดเพลง Soy infeliz (1969) แปลว่า I am unhappy, แต่งโดย Ventura Romero Armendariz, ขับร้องโดย Lola Beltrán น้ำเสียงของเธอช่างโหยหวน คร่ำครวญ สั่นสะท้านเมื่อไต่ระดับขึ้นสูงสูง เป็นการรำพันความเจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกเสียใจ ครุ่นคิดถึงชายคนรัก ทรยศหักหลังแบบนี้ ฆ่ากันให้ตายเสียยังดีกว่า
soy infeliz porque se que no me quieres para que mas insistir
คำร้องภาษา Spanish
vive feliz mi bien, si el amor que tu me diste para siempre he de sentir
soy infeliz si porque tu no me quieres, piensas que yo he de morir
que me sirvan otro trago cantinero yo los pago
pa’ calmar este sufrir
vive feliz en tu mundo de ilusiones
no pienses mas en tu amor y tus traiciones
soy infeliz si porque tu no me quieres, piensas que yo he de morir
que me sirvan cuatro tragos cantinero yo los pago
pa’ calmar este sufrir
vive feliz en tu mundo de ilusiones
no pienses mas en tu amor y tus traiciones
soy infeliz si porque tu no me quieres, piensas que yo he de morir
que me sirvan cuatro tragos cantinero yo los pago
pa’ calmar este sufrir
I’m unhappy because I know you don’t love me, why should I insist?
คำแปล Google Translate
Live happily, my love, if the love you gave me is forever.
I’m unhappy if it’s because you don’t love me that you think I’ll die.
Pour me another drink, bartender. I’ll pay for it.
To ease this suffering.
Live happily in your world of dreams.
Don’t think about your love and your betrayals anymore.
I’m unhappy if it’s because you don’t love me that you think I’ll die.
Pour me four drinks, bartender. I’ll pay for it.
To ease this suffering.
Live happily in your world of dreams.
Don’t think about your love and your betrayals anymore.
I’m unhappy if it’s because you don’t love me that you think I’ll die.
Pour me four drinks, bartender. I’ll pay for it.
To ease this suffering.
และสำหรับ Closing Credit ชื่อเพลง Puro Teatro (1969) แปลว่า Pure Theater, แต่งโดย C. Curet Alonso, ขับร้องโดย La Lupe, ซึ่งความหมายของ Pure Theater มีความสองแง่สองง่าม!
- สามารถตีความอย่างตรงไปตรงมา ทั้งหมดที่รับชมนี้คือการแสดง/ภาพยนตร์ (โปรดักชั่นคล้ายๆละคอนเวที)
- พฤติกรรมเสแสร้ง หลอกให้รักแล้วจากไป ไม่ต่างจากการแสดง เล่นละคอนตบตา … ชีวิตจริงไม่ต่างจากดราม่าละคอนเวที
| คำร้อง Spanish | คำแปล Google Translate |
|---|---|
| Igual que en un escenario Finges tu dolor barato Tu drama no es necesario Ya conozco ese teatro Fingiendo Que bien te queda el papel Después de todo parece Que es esa tu forma de ser Yo confiaba ciegamente En la fiebre de tus besos Mentiste serenamente Y el telón cayo por eso Teatro, Lo tuyo es puro teatro Falsedad bien ensayada Estudiado simulacro Fue tu mejor actuación Destrozar mi corazón Y hoy que me lloras de veras Recuerdo tu simulacro Perdona que no te crea Me parece que es teatro Teatro, Lo tuyo es puro teatro Falsedad bien ensayada Estudiado simulacro Fue tu mejor actuación Destrozar mi corazón Y hoy que me lloras de veras Recuerdo tu simulacro Perdona que no te crea Me parece que es teatro Perdona que no te crea Lo tuyo es puro teatro | Just like on a stage You fake your cheap pain Your drama isn’t necessary I already know that theater Pretending How well the role suits you After all, it seems That’s your way of being I trusted blindly In the fever of your kisses You lied serenely And the curtain fell because of that Theater, Yours is pure theater Well-rehearsed falsehood Studied pretense It was your best performance Breaking my heart And today that you truly cry for me I remember your pretense Forgive me if I don’t believe you It seems to me it’s theater Theater, Yours is pure theater Well-rehearsed falsehood Studied pretense It was your best performance Breaking my heart And today that you truly cry for me I remember your pretense Forgive me if I don’t believe you It seems to me it’s theater Forgive me if I don’t believe you Yours is pure theater |
A woman called Pepa is going to have a definitive conversation with her lover, who is leaving her. When you split up with someone you are on the verge of a breakdown, you are about to lose control. She goes out in search of him and things happen: her apartment fills up with people who have a range of different problems. At first Pepa resents all these people, but in the process of helping them, she realises she has got over her own problem.
Pedro Almodóvar
Pepa ต้องการสนทนาบางอย่างกับอดีตชายคนรัก Iván แต่เขาไม่เคยรับโทรศัพท์ ไม่เคยติดต่อกลับมา เพียงฝากเสียงผ่านเครื่องบันทึกข้อความ (แบบเดียวกับการพากย์หนังที่สามารถแยกให้เสียง ไม่จำเป็นต้องเข้าห้องอัดพร้อมกัน) ทำให้เธอใกล้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง เกือบจะสูญเสียสติแตก
ชื่อหนังภาษาสเปน Ataque de nervios แปลตรงตัว Attack of Nerves เป็นศัพท์เฉพาะของคนพูดภาษา Spanish ในแถบ Caribbean มักจำเพาะเจาะจงถึงเพศหญิง สำแดงอารมณ์ด้านลบ (Negative Emotions) ผ่านน้ำเสียง แสดงออกภาษากาย ต่อเหตุการณ์ที่สร้างความหงุดหงิด รำคาญใจ ไม่ชอบพออย่างรุนแรง คล้ายๆอาการ Hysteria และบ่อยครั้งมักเป็นลมล้มพับ สิ้นสติสมประดี … แตกต่างจาก Nervous Breakdown ที่เหมารวมอาการทางประสาท เป็นได้ทุกเพศวัย
มันเป็นเรื่องปกติของการสูญเสีย ทำให้มนุษย์ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ไม่อยากยินยอมรับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น บางคนอาจถึงขนาดกล่าวโทษตนเอง(หรือผู้อื่น) จมปลักอยู่บนความทุกข์เศร้าโศกเสียใจ ครุ่นคิดอยากจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อไหร่เริ่มคลายความหมกมุ่นยึดติด ทำใจรับสภาพเป็นจริง เกิด-ตาย พบเจอ-พรากจาก นั่นคือวัฏจักรแห่งชีวิต ไม่มีใครสามารถดิ้นหลุดพ้น การได้รับกำลังใจจากเพื่อนพ้อง ญาติพี่น้อง จักช่วยให้เราสามารถลุกขึ้นยืน ก้าวเดิน ข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย
Pepa จมปลักอยู่กับความซึมเศร้ามานาน การมาถึงของเพื่อนสาวและกลุ่มคนแปลกหน้า ทำให้ความว้าวุ่นวายใจของเธอจึงค่อยๆผ่อนคลายลง มันไม่ใช่ว่าชีวิตเพื่อนสำคัญกว่าตนเอง แต่คือการตระหนักว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกมากมาย ไม่จำเป็นที่ฉันจักต้องจมปลักอยู่กับชายผู้ไม่เหลือเยื่อใยคนนั้น
เพื่อนสาวและกลุ่มคนแปลกหน้า (ที่มาสลบไสลในอพาร์ทเม้นท์ของ Pepa) ทุกคนต่างมีเบื้องหลังละม้ายคล้ายกัน คือถูกใครบางคนทอดทิ้ง มองข้าม ไม่เห็นหัวอก ในระดับบุคคล ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ
- Candela เพื่อนสาวคนสนิทของ Pepa แต่กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลจนกระทั่งพยายามกระโดดตึกฆ่าตัวตาย (นั่นคือการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง) ก่อนสารภาพว่าตนเองสานสัมพันธ์ผู้ก่อการร้ายชีอะฮ์ (Shiite) แอบได้ยินว่ากำลังจะจี้ปล้นเครื่องบิน เกิดความหวาดระแวง วิตกจริต กลัวถูกหมายหัวฆ่าปิดปาก
- การก่อการร้าย ก็ถือเป็นการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่ง เพื่อให้นานาชาติยินยอมข้อตกลงอะไรบางอย่าง
- Carlos นายเจี๋ยมเจี้ยม เป็นบุตรของ Iván และ Lucía แต่ไม่เคยได้รับความสนใจจากบิดา ส่วนมารดาก็ทำการครอบงำ ออกคำสั่งโน่นนี่นั่น จนไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆด้วยตนเอง ขณะนั้นหมั้นหมายกับแฟนสาว Marisa กำลังมองหาอพาร์ทเม้นท์ใหม่ จักได้ก้าวออกจากบ้าน หลุดพ้นพันธนาการครอบครัว
- Marisa แฟนสาวจอมบงการของ Carlos ชอบเรียกร้องโน่นนี่นั่น แต่เขากลับแทบไม่เคยสนใจ ก่อนรับประทานซุปมะเขือเทศเย็น (Gazpacho) นอนหลับสลบไสล ฝันเปียก เสียความบริสุทธิ์ (ในฝัน) ไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวใดๆ
- Lucía (ภรรยาของ Iván) เคยเข้ารักษาอาการป่วยทางจิต หลงลืมอดีตทุกสิ่งอย่าง แต่พอถูกกระตุ้นความทรงจำกลับคืนมา พยายามติดตามหาสามีที่หายตัวไป ต้องการล้างแค้นเอาคืนให้สาสม!
- หนังไม่ได้มีคำอธิบายอาการป่วยจิตของ Lucía แต่มันมีความเป็นได้สูงว่าอาจเกิดอาการสติแตก (Nervous Breakdown)
แซว: เรายังสามารถนับรวมทนายความเรียกร้องสิทธิสตรี Paulina Morales ที่ยุคสมัยนั้นสังคมยังไม่ให้การยินยอมรับ แต่ตัวเธอก็โอบรับอิสรภาพทางเพศ ด้วยการแอบคบชู้กับ Iván วางแผนขึ้นเครื่องบินหนีไปครองรักต่างแดน
I wanted to find a way of joking about my own problems… It was about taking a painful point of origin and converting it into something comical and fun.
ก่อนหน้าจะกลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มเวลา ผกก. Almodóvar เคยทำงานบริษัทโทรคมนาคม Telefónica ยาวนานถึง 12 ปี! (ตอนสร้าง Pepi, Luci, Bom (1980) วันธรรมดาทำงานประจำ ถ่ายทำหนังได้เฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์) คงติดเป็นนิสัยพอถึงบริษัท โต๊ะทำงาน หรือเดินทางกลับห้องพัก จะต้องเปิดเครื่องบันทึกข้อความโทรศัพท์ วันไหนไม่มีใครฝากอะไรไว้มันช่างหงุดหงิดรำคาญ “If the answer machine was blinking, I was happy. If there was nothing, I felt a terrible uncertainty.”
เรื่องราวของ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) เห็นว่าสร้างขึ้นจากเรื่องจริงของเพื่อนสาวใกล้ตัวผกก. Almodóvar คงถูกชายคนรักทอดทิ้ง แต่ยังคงรักมาก ตัดใจจากเขาไม่ลง ซึ่งพอเธอคนนั้นรับชมหนัง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง “My woman friend recognised herself in the film – and did not like what I’d done.” ซึ่งผมมีความเอะใจเล็กๆว่าอาจคือ Carmen Maura หรือเปล่า? ทั้งสองมีความสนิมสนม ร่วมงานกันมาหลายครั้ง แล้วจู่ๆความสัมพันธ์ขาดสะบั้น ปฏิเสธพูดคุย มองหน้ากันไม่ติดหลายสิบปี? … นี่แค่การสันนิษฐานเท่านั้นนะครับ
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในยุคสมัย La Movida Madrileña เกิดขึ้นหลังการจากไปของจอมพลเผด็จการ Francisco Franco (1892-1975) คือช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อย เฉลิมฉลองอิสรภาพของชาว Spanish … เราสามารถเปรียบเทียบ Iván = จอมพล Franco ที่ทำให้ตัวละครทั้งหลายเกือบจะเสียสติแตก (on the Verge of a Nervous Breakdown) ซึ่งพอชายคนนั้น(ทอดทิ้ง/เลิกรา/ตกตาย)จากไป มันคือช่วงเวลาแห่งการปรับตัว เปลี่ยนแปลง ยินยอมรับสภาพเป็นจริง เตรียมพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตื่นขึ้นจากฝันร้ายเปียก
(ถือเป็นภาพยนตร์ที่โอบรับจิตวิญญาณของ La Movida Madrileña น่าจะครบเครื่องสมบูรณ์ที่สุดแล้วกระมัง)
ด้วยทุนสร้างประมาณ P100 ล้าน Pesetas เฉพาะในสเปนสามารถทำเงินถล่มทลายถึง P1.1 พันล้าน Pesetas (=$8 ล้านเหรียญ) ทุบสถิติเดิมของ La Vaquilla (1985) กลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในสเปน(ขณะนั้น)
จากนั้นเดินทางไปฉายเทศกาลหนังเมือง Venice สามารถคว้ามาสองรางวัล
- Golden Ciak: Best Actress (Carmen Maura)
- Golden Osella: Best Screenplay
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้หนังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศสเปน ส่งเข้าลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film สามารถเข้าถึงห้าเรื่องสุดท้าย ก่อนพ่ายแพ้ต่อ Pelle the Conqueror (1987)
- Academy Award: Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ Pelle the Conqueror (1987)
- Golden Globe Award: Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ Pelle the Conqueror (1987)
- BAFTA Award: Best Film not in the English Language พ่ายให้กับ Life and Nothing But (1989)
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 2K ผ่านการตรวจอนุมัติโดยผกก. Almodóvar และน้องชาย Agustín Almodóvar เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2017 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel
ผลงานในยุคแรกๆของผกก. Almodóvar มักมีความตลกร้ายที่ถ้าคุณไม่ใช่ชาว Spanish เติบโตขึ้นในช่วง La Movida Madrileña อาจไม่รู้สึกขบขันสักเท่าไหร่, แต่อาจยกเว้น Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988) ที่มีความสากล ผู้ชมต่างชาติสามารถทำความเข้าใจ รวมถึงสารพัดสิ่งอ้างอิงจะยิ่งสร้างรอยยิ้ม ผมยังหัวเราะท้องแข็ง แทบอยากจะเสียสติแตก!
จัดเรต 15+ กับเรื่องวุ่นๆวายๆ ความพยายามฆ่าตัวตาย ใกล้คลุ้มคลั่งเสียสติแตก
พี่ทำบทความเกี่ยวกับหนังเรื่อง natural born killers 1994
ได้ไหมคร้บ