
Bad Education (2004)
: Pedro Almodóvar ♥♥♥♡
บทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตผู้กำกับ Pedro Almodóvar ผสมเข้ากับประวัติศาสตร์ประเทศ Spain ตั้งแต่ยุคสมัยผู้นำเผด็จการ Francisco Franco จนการมาถึงของกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña
ทีแรกผมไม่ได้สนใจหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะมันไม่มีรางวัลใหญ่ๆการันตีความสำเร็จเหมือนผลงานอื่นๆ แต่ระหว่างค้นหาข้อมูล “Best of Pedro Almodóvar” พบเจอชาร์ทของ Indiewire เลือกอันดับหนึ่ง Bad Education (2004) นั่นสร้างความแปลกประหลาดใจไม่น้อย ก็เลยต้องลองมารับชมสักหน่อย
โดยปกติแล้วผลงานของผกก. Almodóvar มักมีความเป็นส่วนตัว ครอบครัว เรื่องราวรักๆใคร่ๆ แต่สำหรับ Bad Education (2004) มีความชัดเจนที่เราสามารถเชื่อมโยงเข้ากับประวัติศาสตร์ประเทศ Spain ตั้งแต่ยุคสมัยผู้นำเผด็จการ Francisco Franco, ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย และการปลดปล่อยของกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña
ไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ Bad Education (2004) ยังมีลีลาการเล่าเรื่องที่ดูยาก ท้าทายความสามารถในการรับชมอย่างมากๆ เต็มไปด้วยการทับซ้อน, Flashback ซ้อน Flashback, เลือนลางระหว่างภาพยนตร์-ชีวิตจริง (Film within Film), รวมถึงนักแสดงนำ Gael García Bernal รับบทบาททั้งชาย-หญิง (เกย์-กะเทย) … เหล่านี้กระมังอาจคือเหตุผลที่ Indiewire ยกหนังเรื่องนี้ขึ้นหิ้งอันดับหนึ่ง
แต่ว่ากันตามตรง Bad Education (2004) เป็นหนังที่ดูจบแล้วจบเลย พอไคลน์แม็กซ์เฉลยเบื้องหลังความจริง ความน่าสนใจของหนังก็แทบหมดสิ้นลง ไม่หลงเหลือสิ่งติดค้างในสมอง หรือภายในจิตใจ … ผมนึกเปรียบเทียบถึง Les Diaboliques (1955) ของผกก. Henri-Georges Clouzot ที่พอคุณรู้ใครคือฆาตกร หวนกลับมารับชมอีกรอบก็แทบไม่หลงเหลือความสนุกสักเท่าไหร่
Pedro Almodovar’s new movie is like an ingenious toy that is a joy to behold, until you take it apart to see what makes it work, and then it never works again. While you’re watching it, you don’t realize how confused you are, because it either makes sense from moment to moment or, when it doesn’t, you’re distracted by the sex. Life is like that.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 3.5/4
Cinema became my real education, much more than the one I received from the priest.
Pedro Almodóvar
สำหรับ Bad Education (2004) มาจากเรื่องสั้นสิบหน้ากระดาษที่ผกก. Almodóvar เคยเขียนไว้ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เกี่ยวกับกะเทย Zahara เดินทางมาทำการแสดงโชว์ยังเมืองที่เติบโตขึ้นมา เสร็จแล้วไปเยี่ยมเยียนบาทหลวง พร้อมแบล็กเมล์สิ่งที่อีกฝ่ายเคยกระทำกับตนเองในอดีต
The true origin of Bad Education comes from a short story that I wrote, about ten pages long, in my adolescence. When I reread that short story in the ’90s, I found that there was something there that I could use. The original short story only tells about the show that Zahara performs in the town where she grew up, the visit that she pays to the priest, and the blackmail being offered. Once I started working on it, immediately the two-brother relationship showed up.
เมื่อตอนผกก. Almodóvar อ่านเรื่องสั้นนี้ในช่วงทศวรรษ 90s (ตอนเป็นผู้ใหญ่ สร้างภาพยนตร์มาหลายเรื่อง) ชวนให้หวนระลึกความทรงจำเมื่อตอนอาศัยอยู่ในโรงเรียนประจำสอนศาสนา มีบาทหลวงสองคนที่ชอบพูดจาข่มขู่ คุกคามเด็กดื้อๆ … ผกก. Almodóvar รอดตัวเพราะไม่ได้สร้างปัญหา แต่ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจพัฒนาตัวละคร Father Manolo
There is a huge difference between a fiction character and real life. I’m more interested in the priest when he’s no longer a priest and he gives up his passion for this young, beautiful, evil man.”
ผกก. Almodóvar ใช้เวลานับสิบๆปีในการพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ (เริ่มจากต้นทศวรรษ 90s) ผิดกับบทหนังเรื่องอื่นแค่สองสามเดือนก็เสร็จแล้ว นั่นเพราะเขาพยายามผสมผสานหลายสิ่งอย่าง อ้างอิงประสบการณ์ชีวิต รวมถึงประวัติศาสตร์/การเมือง กว่าจะได้ผลลัพท์ที่พึงพอใจ โดยไม่รู้ตัวผ่านมากว่าทศวรรษ
Bad Education went through at least ten drafts, across a big chunk of time, around ten years. It took longer than usual, because I didn’t get to the point where I was happy with it. But that’s not what normally happens with all my scripts. When I take myself as a reference, from my experiences, it takes me a longer time to develop. Other scripts normally take me from two to three months to finish. But this script is pretty special. I’ve learned with it that there are many things that you are going to write that you are not going to use. I’ve gone through so many different drafts that I got to the point where I thought I was never going to get it.
โดยทิศทางของหนังนั้น ผกก. Almodóvar เลือกนำเสนอในสไตล์หนังนัวร์ (Film Noir) แต่ไม่จำเป็นว่าต้องมีตำรวจ-ผู้ร้าย คือผู้ชมทำการสืบสวนสอบสวน ร่วมค้นหาเบื้องหลังความจริง มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต พบเห็นด้านมืดของมนุษย์ และสำแดงความสงสารเห็นใจออกมา
I’m fascinated by film noir. The best of drama and the best of tragedy is both there. I am interested in noir pictures where there are not necessarily lots of detectives and investigations going on, but where they speak to the dark side of the human character.
I actually discovered that it was a film noir as I was approaching the end of writing, which made me have to go back to the beginning and change most of it. In film noir there may not be policemen or guns or even physical violence, but there must be lies and fatality, qualities that are normally embodied by a woman: the femme fatale.
เกร็ด: หนังมี Working Title ว่า La Visita (The Visit) ชื่อบทหนังของ Ignacio ก่อนเปลี่ยนมาเป็น La Mala Educación แปลว่า Bad Education หรือ Bad Manners
เรื่องราวเริ่มต้นปี ค.ศ. 1980 ณ กรุง Madrid, ผู้กำกับภาพยนตร์ Enrique Goded (รับบทโดย Fele Martínez) ขณะกำลังมองหาโปรเจคถัดไป ได้พบเจอบุคคลอ้างว่าคือเพื่อนเก่า/อดีตคนรัก Ignacio Rodríguez ขณะนั้นใช้ชื่อในวงการ Ángel Andrade (รับบทโดย Gael García Bernal) นำเอาบทหนัง The Visit มาให้พิจารณา
The Visit มีพื้นหลังปี ค.ศ. 1977 เกี่ยวกับนักแสดงกะเทย Zahara เดิมชื่อว่า Ignacio (รับบทโดย Gael García Bernal) หลังทำการแสดงถูกชายขี้เมาคนหนึ่งเกี้ยวพาราสี ชักชวนขึ้นโรงแรม ก่อนค้นพบว่าอีกฝ่ายคือ Enrique Serrano อดีตคนรักเก่าสมัยเรียน จากนั้นออกเดินทางไปหา Father Manolo (รับบทโดย Daniel Giménez Cacho) เพื่อแบล็กเมล์เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต
ระหว่างพยายามแบล็กเมล์ Father Manolo มีการฉายภาพเหตุการณ์ในอดีต เมื่อปี ค.ศ. 1964 ณ โรงเรียนประจำคาทอลิก, Ignacio วัยสิบขวบมีน้ำเสียงร้องโซปราโนที่สร้างความประทับใจให้อธิการ Manolo ส่งสายตาลวนลาม คุกคามทางเพศ แต่ทว่า Ignacio ตกหลุมรักเพื่อนร่วมห้อง Enrique แอบไปดูหนัง อยู่ด้วยกันสองต่อสองบ่อยครั้งจนถูกอธิการจับได้เลยขับไล่ Enrique ออกจากโรงเรียน
หวนกลับมาปัจจุบัน ผู้กำกับ Enrique Goded มีความสนอกสนใจอยากดัดแปลงบทหนัง The Visit แต่ทว่าข้อเรียกร้องของ Ángel ต้องการรับบท Zahara สร้างความประหลาดใจ ทำไมเพื่อนเก่าคนนี้ถึงเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เลยออกเดินทางติดตามหาครอบครัวอีกฝ่าย พบเจอมารดาอาศัยอยู่ Ortigueira, Galicia เรียนรู้ว่า Ignacio ตัวจริงเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน บุคคลพบเจอคือน้องชาย Juan นั่นทำให้เขาเกิดความครุ่นคิด “How far Juan would go?” ยินยอมให้เขาเล่นบทที่ร้องขอ และกลายเป็น Sexual Partner ย้ายมาอาศัยอยู่ร่วมกัน
วันสุดท้ายของการถ่ายทำ มีชายแปลกหน้าคนหนึ่ง Manuel Berenguer (รับบทโดย Lluís Homar) อดีตบาทหลวงลาออกมาเป็นบรรณาธิการหนังสือ หรือก็คือ Father Manolo ในบทหนัง The Visit เดินทางมาเยียมเยี่ยนผู้กำกับ Enrique Goded แล้วเปิดเผยเบื้องหลังความจริงเกี่ยวกับความตายของ Ignacio รวมถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับ Juan
Gael García Bernal (เกิดปี ค.ศ. 1978) นักแสดงสัญชาติ Mexican เกิดที่ Guadalajara, Jalisco เป็นบุตรของนักแสดง/ผู้กำกับ José Ángel García และ Patricia Bernal เลยเกิดความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเลือกเข้าเรียนปรัชญา National Autonomous University of Mexico แต่เกิดการประท้วงหยุดเรียน เลยออกท่องเที่ยวยุโรป ก่อนลงหลักปักฐานที่กรุง London แล้วเข้าศึกษาต่อ Central School of Speech and Drama จบออกมาหวนกลับบ้านเกิดเริ่มจากเป็นนักแสดง Soap Operas, แจ้งเกิดภาพยนตร์ Amores Perros (2000), ติดตามด้วย Y tu mamá también (2001), The Crime of Father Amaro (2002), Bad Education (2004),The Motorcycle Diaries (2004), Babel (2006) ฯ
เริ่มต้นอ้างว่าตนเองคือ Ignacio Rodríguez เพื่อนเก่า/อดีตคนรักของ Enrique ขณะนี้ใช้ชื่อในวงการ Ángel Andrade เคยมีประสบการณ์แสดงละคอนเวที เดินทางมายื่นบทหนัง The Visit และเรียกร้องขอรับบทกระเทย Zahara แต่แท้จริงแล้วเขาชื่อ Juan เป็นน้องชายแท้ๆของ Ignacio ร่วมมือกับอดีตบาทหลวง Manuel Berenguer (หรือ Father Manolo ในบทหนัง The Visit) ลงมือฆาตกรรมพี่ชาย
I had tested, auditioned a lot of Spanish actors for three years, but I couldn’t find someone that was both masculine and feminine enough. The closest I came to choosing someone was Eduardo Noriega. When he was made up to look like a woman, he was amazing; he looked exactly like Ava Gardner, but his shoulders and back were too big, and there was no way to refine that. I chose Gael because he was the only one that could play an extremely masculine character and also become an incredibly beautiful woman, which was a surprise for all of us.
Pedro Almodóvar
ต้องถือเป็นไฮไลท์การแสดงในอาชีพของ García Bernal เพราะแต่ละบทบาทมีความซับซ้อน ท้าทาย ซึ่งการที่ผู้ชายแท้ๆแต่งหญิง สวมส้นสูง หรือเข้าฉากร่วมรัก (ชาย-ชาย) มันต้องใช้มากกว่ากายภาพภายนอก ยังคือสิ่งที่เจ้าตัวเรียกว่า ‘inner transvestitie’
Everyone has their inner transvestite, but my inner transvestite is Mexican-Caribbean, and that’s a very different way of putting on a show than Pedro’s. Making this film was very hard, but in Bad Education, as in all of Pedro’s movies, we see a world we have never seen.
Gael García Bernal
เห็นว่าในกองถ่าย García Bernal เกิดความขัดแย้งผกก. Almodóvar อยู่บ่อยครั้ง นั่นเพราะวิถี Mexican-Caribbean แตกต่างไปจาก Spanish นั่นรวมถึงสำเนียงภาษา กิริยาท่าทาง เห็นว่ามีการหยุดการถ่ายทำเป็นสัปดาห์ๆ เพื่อใช้เวลาเตรียมความพร้อมทางร่างกาย-จิตใจ … ชายแท้ๆสวมบทบาทกะเทย เหมือนจะง่าย แต่มันก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่เยอะเหมือนกัน
We had the normal problems you encounter when a part is as difficult as Gael’s, although I have to say he had more trouble with it than I did. He had to take dialect classes to lose completely his Mexican accent. He also took lots of classes in femininity, to become a woman. He had to learn to wear high heels. He had all this preparation to do even before he could confront the part. He also had to immerse himself in to the Spanish culture because a Spanish transvestite in the late 70’s is different to a Mexican drag queen nowadays.They might seem the same, but they are completely opposite. So long before he started to work on the film he had to have exhaustive training.
Pedro Almodóvar
สำหรับผมค่อนข้างชัดเจนว่า Juan คือชายแท้ๆ ชื่นชอบผู้หญิง ไม่ได้มีรสนิยมรักร่วมเพศ ต้องการรับบท Zahara เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองคือ Ignacio ขณะที่ความสัมพันธ์ผู้กำกับ Enrique และ Manuel Berenguer คือการยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อชื่อเสียง เงินทอง โอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน วาดฝันว่าสักวันจะไต่เต้าไปถึงจุดสูงสุด
หลายคนอาจติดตากับภาพของ Zahara สวยแบบตกตะลึง คาดไม่ถึง อาจทำให้ชายแท้ๆรู้สึกหวั่นไหว แต่ผมกลับชอบบทบาทชายแท้ๆ Juan/Ignacio ทำตัวติ๋มๆ ไร้เดียงสา ปลอมตัวมา แสร้งเจ็บปวดระหว่างร่วมเพศสัมพันธ์ ทั้งๆที่เขาคือผู้ร่วมวางแผนฆาตกรรม เคยผ่านประสบการณ์ทางเพศนั้นมาแล้ว … García Bernal กล่าวว่าได้แรงบันดาลใจการแสดงมาจาก Alain Delon ภาพยนตร์ Purple Noon (1960)
Rafael ‘Fele’ Martínez (เกิดปี ค.ศ. 1975) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Alicante ร่ำเรียนการแสดงยัง Real Escuela Superior de Arte Dramático (RESAD) จบออกมามีผลงานละคอนเวที ภาพยนตร์ อาทิ Thesis (1996), Open Your Eyes (1997), Lovers of the Arctic Circle (1998), Bad Education (2004) ฯ
รับบทผู้กำกับ Enrique Goded ระหว่างกำลังประสบปัญหา มองหาโปรเจคเรื่องถัดไป ได้พบเจอบุคคลอ้างว่าเป็นเพื่อนเก่า Ignacio นำเอาบทหนัง The Visit มาให้พิจารณา แม้เนื้อหาสร้างความประทับใจ ชวนระลึกถึงช่วงเวลาตอนตนเองยังเป็นเด็ก แต่รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้ปรับเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ก่อนค้นพบว่าอีกฝ่ายชื่อ Juan เป็นน้องชายของ Ignacio ผู้ล่วงลับ
Enrique มีความเศร้าโศกอย่างมากที่รับรู้การเสียชีวิตของเพื่อนเก่า/อดีตคนรัก Ignacio แต่ตัดสินใจยินยอมรับ Juan ปากบอกต้องการท้าทาย “How far Juan would go?” ขณะเดียวกันยังสามารถมองเป็นการแก้แค้น กลั่นแกล้ง ระบายอารมณ์อัดอั้น โดยไม่รู้ตัวค่อยๆเริ่มเปิดใจให้อีกฝ่าย จนกระทั่งการมาถึงของ Manuel Berenguer พูดเล่าความจริงทั้งหมด ตกอยู่ในความสิ้นหวังโดยพลัน
ใบหน้าของ Martínez อาจดูเหมือนไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาสักเท่าไหร่ แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงอารมณ์ปั่นป่วนภายในจิตใจ ร่าเริงสดใสเมื่อได้พบเจอเพื่อนเก่า/อดีตคนรัก ตกตะลึงงันเมื่อรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของ Ignacio และโดยเฉพาะช่วงท้ายปฏิเสธต่อต้าน Juan สีหน้าเย็นชา ทำเหมือนไม่ยี่หร่า ก่อนตกอยู่ในความสิ้นหวังอาลัย
แม้ตัวละครถือเป็นตัวตายตัวแทนผกก. Almodóvar แต่ทว่า Enrique แทบไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวสักเท่าไหร่ เพียงมุมมองผู้สังเกตการณ์ หวนระลึกอดีตพานผ่าน ทบทวนความทรงจำวันวาน แปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ เติมเต็มเรื่องราวขาดหาย และสำแดงปฏิกิริยาความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้นๆออกมา
Daniel Giménez Cacho (เกิดปี ค.ศ. 1961) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Madrid ทั้งบิดา-มารดาต่างเป็นนักแสดงละคอนเวที ก่อนย้ายไปเติบโตที่ Mexico, โตขึ้นเข้าเรียนการละคอน National Autonomous University of Mexico (UNAM), มีผลงานละคอนเวที ภาพยนตร์ทั้งฟากฝั่ง Spain และ Mexico อาทิ Love in the Time of Hysteria (1991), Cronos (1993), Midaq Alley (1995), ให้เสียงบรรยาย Y tu mamá también (2001), Bad Education (2004), Tear This Heart Out (2008)
รับบท Father Manolo (ตัวละครในบทหนัง The Visit) เคยเป็นอธิการโรงเรียนประจำคาทอลิก สอนวิชาวรรณกรรม หลงใหลเสียงร้องโซปราโนของเด็กชาย Ignacio จึงต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ (ใคร่เด็ก) ไม่พึงพอใจพฤติกรรม Enrique แอบพบเจอกันดึกดื่นในห้องน้ำ ถึงขนาดขับไล่ออกจากโรงเรียน หลายปีให้หลังถูกแบล็กเมล์จาก Ignacio แต่ก็ไม่รู้สึกสำนึกใดๆ
ใครก็ตามยินยอมเล่นบทบาทนี้ ต้องถือว่าหาญกล้า บ้าบิ่น สวมชุดบาทหลวงแล้วสำแดงสีหน้าหื่นกระหาย ใคร่เด็ก ต่อหน้าสาธารณะด้วยนะ (ระหว่างรับชมการขับร้องโซปราโนของ Ignacio) แถมตอนถูกแบล็กเมล์ก็ใช่ว่าจะรู้สึกสำนึกผิด สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองสันชาตญาณ กามารมณ์ โดยไม่สนถูก-ผิด ชอบ ชั่ว-ดี … เป็นตัวละครที่ไม่มีความน่าสงสารเห็นใจเลยสักนิด!
นักแสดงอีกคนที่ต้องกล่าวถึงก็คือ Lluís Homar i Toboso (เกิดปี ค.ศ. 1957) นักแสดง/ผู้กำกับละคอนเวที สัญชาติ Spanish เกิดที่ Barcelona, วัยเด็กเคยเป็น Altar Boy โบสถ์ Sant Joan d’Horta โตขึ้นเข้าศึกษากฎหมาย Autonomous University of Barcelona และฝึกฝนการแสดงยัง Institut del Teatre de Barcelona, มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงละคอนเวที ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The Time of the Doves (1981), Bad Education (2004), Los Borgia (2006), Broken Embraces (2009), Eva (2011) ฯ
รับบท Manuel Berenguer บุคคลที่เป็นต้นแบบตัวละคร Father Manolo ในอดีตเคยเป็นอธิการโรงเรียนประจำคาทอลิก ปัจจุบันลาออกมาเป็นบรรณาธิการหนังสือ แต่งงานมีบุตร ก่อนถูกแบล็กเมล์โดย Ignacio ระหว่างไปมาหาสู่พบเจอน้องชาย Juan หาโอกาสอยู่ตามลำพัง แล้วทำการเกี้ยวพาราสี ใช้เงินแลกความรัก ร่วมกันครุ่นคิดแผนฆาตกรรม หลังจากแยกย้ายหลบหนี พยายามติดตามหาอีกฝ่ายจนมาพบเจอในกองถ่ายหนังของ Enrique
ภาพลักษณ์ของ Toboso (แก่กว่า หน้าบานกว่า รูปร่างอวบอ้วนกว่า) แทบจะแตกต่างตรงกันข้ามกับ Cacho (หนุ่มกว่า ใบหน้ารูปไข่ รูปร่างผอมบาง) แต่ทว่ารสนิยมทางเพศเดียวกันคือใคร่เด็ก ชื่นชอบผู้ชายวัยละอ่อน แรกพบเจอกระเทย Ignacio แสดงอาการชะงักงัน แทบจะรับสภาพไม่ได้ ถ้าไม่เพราะน้องชายสุดหล่อ Juan น่าจะตกหลุมรักแรกพบเลยกระมัง
ผมรู้สึกว่า Manuel ไม่ได้สนใจการแบล็กเมล์ของ Ignacio ยินยอมเป็นขี้ข้าเพื่อโอกาสในการใกล้ชิด สานสัมพันธ์กับ Juan สบโอกาสจึงโน้มน้าวชักชวน ต่อรองใช้เงินซื้อความรัก เพศสัมพันธ์ และยังร่วมกันวางแผนฆาตกรรม … มันคืออาการรักคลั่ง รักข้างเดียวอย่างหัวปลักหัวปลำ หลังจากแยกย้ายหลบหนี จึงพยายามออกติดตามหา อยากให้เขาหวนกลับมา แต่ทว่า Juan ปฏิเสธยุ่งเกี่ยวข้องแว้งอีกต่อไป
ถ่ายภาพโดย José Luis Alcaine (เกิดปี ค.ศ. 1938) ตากล้องสัญชาติ Spanish เกิดที่ Tangier, Morroco หลังสำเร็จการศึกษา Instituto Español Severo Ochoa (ที่ Tangier) เดินทางสู่ Madrid ทำงานถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายหนังสั้น ผลงานเด่นๆ อาทิ El Sur (1983), ¡Ay, Carmela! (1991), Belle Époque (1992), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), Tie Me Up! Tie Me Down! (1989), Bad Education (2004), Volver (2006), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019), Parallel Mothers (2021) ฯ
งานภาพใน ‘สไตล์ Almodóvar’ โดดเด่นกับการออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผมนำเทรนด์แฟชั่น มีความฟรุ้งฟริ้ง (ภาษากะเทย แปลว่าระยิบระยับ ความสวยงามที่เกินจากความเป็นจริง) ละเลงแสง-สีสัน ลวดลายละลานตา ทุกช็อตฉากล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียด ยัดเยียดโน่นนี่นั่น แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์
เราสามารถแบ่งงานสไตล์การถ่ายภาพ ออกเป็นสามช่วงเวลาที่สะท้อนเข้ากับเรื่องราว/ยุคสมัยต่างๆของประเทศ Spain
- ค.ศ. 1980 ยุคสมัย La Movida Madrileña คือช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อย เต็มไปด้วยลวดลาย แสงสีสัน ห้องทำงาน/บ้านเช่าของ Enrique ช่างมีความโมเดิร์น หรูหรา
- ค.ศ. 1977 คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย มันจึงมีส่วนผสมของเรื่องราวจากบทหนัง-เหตุการณ์จริงบังเกิดขึ้น
- ช่วงระหว่าง Zahara ขึ้นเวทีทำการแสดง จะเต็มไปด้วยลวดลายสีสัน, ในอพาร์ทเม้นท์ของ Ignacio (ตัวจริง) ก็เฉกเช่นเดียวกัน
- แต่พอออกมาภายนอก หรือเดินทางไปพบเจอบาทหลวง Father Manolo เฉดสีสันเหล่านั้นพลันมลายหายไป เหลือเพียงโทนสีซีดๆ บรรยากาศแห้งเหือดแล้ง หรือหลังจากฆาตกรรม Ignacio ฝนตกยามค่ำคืน มันช่างหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน
- ค.ศ. 1964 ภายใต้ผู้นำเผด็จการ Francisco Franco
- ส่วนใหญ่มีโทนสีซีดๆ เหมือนภาพถ่ายเก่าๆ บรรยากาศเหือดแห้งแล้ง (ยกเว้นเพียงหนังฉายในโรงภาพยนตร์ที่ดูมีสีสันขึ้นมา) ยามค่ำคืนปกคลุมด้วยมืดมิด ดำ-น้ำเงิน สร้างสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน
สถานที่ถ่ายทำหลักๆของหนังประกอบด้วยสตูดิโอ Estudios de rodaje (ในกรุง Madrid), โรงเรียนประจำ Escuela Pías de Alella (Barcelona), เมืองชายฝั่ง Costa de Loiba, A Coruña (Galicia), Benimaclet (Valencia) ฯ ใช้เวลาโปรดักชั่น 3 เดือน ระหว่าง 16 มิถุนายน – 22 กันยายน ค.ศ. 2003
แวบแรกที่ผมเห็นตัวอักษรขูดๆขีดๆ ไม้กางเขน ชวนนึกถึงภาพยนตร์ Antichrist (2009) ของ Lars von Trier แต่ทว่า Bad Education (2004) สร้างขึ้นก่อน และลูกเล่นอย่างฉีกกระดาษ แบ่งเฟรมภาพ ศิลปะแปะติด (Collage Art) มันคือสไตล์ของนักออกแบบ Title Sequences ชื่อดัง Saul Bass (1920-96) … หนังไม่ได้ขึ้นเครดิต แต่คาดว่าน่าจะคือ Juan Gatti นักออกแบบโปสเตอร์/Title Designer ร่วมงานกันมาหลายครั้ง
Opening Credit แอบบอกใบ้เนื้อหาของหนังพอสมควร ตัวอักษรขูดๆขีดๆคือการระบายอารมณ์อัดอัน ไม่พึงพอใจบางสิ่งอย่างรุนแรงจนแทบคลุ้มคลั่ง ภาพไม้กางเขน ชื่อหนังเกี่ยวกับการศึกษา ทั้งยังพระเยซู โครงกระโหลก หญิงโป๊เปลือย … ล้วนชี้นำไปทิศทางต่อต้านศาสนาศริสต์ (Antichrist)


ลายเซ็นต์ของผกก. Almodóvar ก็คือลวดลาย แสง-สีสัน มันช่างมีความละลานตา เต็มไปด้วยภาพวาด เฟอร์นิเจอร์ สิ่งข้าวของต่างๆนานา มากมายจนดูเหนือจริง จับต้องไม่ได้ ไม่ต่างจากโลกปลอมๆใบหนึ่ง แต่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในนั้น รวมถึงความรู้สึกถ่ายทอดออกมาล้วนคือเรื่องจริง!
The colors of my movies are not completely real, because I like that distance, that this is a movie, and reality is over there. I don’t want to make something that looks completely real. I want a representation of that.
The style doesn’t mean you are lying. The style sometimes gives you more strength to say things. Because there is something that the spectator has to identify himself with, and for me, the thing is the emotion. And that emotion can be isolated on a set that is completely artificial. I don’t mean that everything is represented, fake, stylized. Not everything. There is something that should be very clear, and it is perhaps your guts, your heart, your sensibility.
Pedro Almodóvar


ผมลองค้นหา La Abuela Fantasma แปลว่า Ghost Grandma แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง ใกล้เคียงสุดที่พบเจอก็คือ Ghost Dad (1990) กำกับโดย Sidney Poitier แต่ถ้าใครเคยรับชม Volve (2006) น่าจะมักคุ้นกับเรื่องเล่าผีคุณยายที่มักคอยแวะเวียนมาดูแลลูกหลาน … ในบริบทของหนังอาจสื่อถึงอดีตติดตามมาหลอกหลอน เพื่อน/คนรักเก่าหวนกลับคืนมา
เมื่อตัดภาพกลับหา Enrique สังเกตว่าเขายืนอยู่ด้านหลังบานเกร็ด สไตล์หนังนัวร์มักสื่อถึงความรู้สึกที่ถูกจองจำ คุมขัง ในบริบทนี้ก็คือรักครั้งแรกมิอาจลบลืมเลือน แม้พูดบอกเพื่อนโปรดิวเซอร์ว่าไม่เหลือเยื่อใย แต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปความครุ่นคิดถึง … แต่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปมากจนจดจำอะไรแทบไม่ได้ ชายคนนี้ใช่ Ignacio จริงๆนะหรือ?


Enrique เพิ่งย้ายเข้าบ้านเช่าหลังใหม่ ยังไม่ได้ขนสิ่งข้าวของใดๆออกจากลัง สังเกตองค์ประกอบภาพที่แม้กล้องกำลังค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง แต่ตัวเขานั่งอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยม ครอบงำความคิด/จิตใจ หรือก็คือการใจจดใจจ่ออยู่กับอดีต/การอ่านบทหนังเรื่องนี้
ทำไมบทหนังถึงตั้งชื่อ La Visita แปลตรงตัว The Visit? ผมครุ่นคิดว่าสื่อถึงการเดินทางหวนกลับบ้าน/หวนหาอดีต หรือก็คือ Zahara/Ignacio แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนบาทหลวง Father Manolo เพื่อทำการแบล็กเมล์ ทวงคืนบางสิ่งอย่างที่อีกฝ่ายเคยทอดทิ้งไว้วัยเด็ก

กล้องเคลื่อนเลื่อนเข้าหาโปสเตอร์หน้าโรงหนัง Cine Olympo ที่ถูกฉีกขาด แทบไม่หลงเหลือเศษซากชิ้นดี เปรียบเสมือนความทรงจำเลือนลาง สูญหาย จากนั้นทำการ ‘Cross-Cutting’ แล้วฉายภาพย้อนอดีต เมื่อครั้นโปสเตอร์ภายในร้านยังมีสภาพสมบูรณ์ … ในบริบทนี้ก็คือผกก. Enrique อ่านบทหนัง The Visit ฉายภาพเหตุการณ์/หรือจะมองว่าเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน

ทีแรกผมตั้งใจจะแคปภาพเต็มตัว (Full Shot) ของ Zahara กลับไม่พบเจอเลยสักช็อต มากสุดก็คือวินาทีนี้ที่กล้องเคลื่อนเลื่อนจากล่างขึ้นบน พบเห็นรายละเอียดชุดที่ราวกับนางเหงือก เหมือนจะเปลือยเปล่า เต็มไปด้วยเกล็ดสะท้อนแสงระยิบระยับ กิริยาท่าทางช่างชดช้อย อีโรติก
หลายคนอาจตื่นตาตะลึงกับความงดงาม ตุ้งติ้ง เหมือนผู้หญิงของ Gael García Bernal แต่ผมกลับรู้สึกปลอมชิบหาย มันเหมือนนักแสดงเต็มไปความตะขิดตะขวงใจ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง นั่นกระมังเลยไม่มีภาพเต็มตัว ไม่พบเห็นท่าเคลื่อนไหวอื่น และซีนนี้ปรากฎขึ้นไม่กี่วินาทีเท่านั้น (นอกจากช็อตนี้ที่ถ่ายทรวดทรงองค์เอว นอกนั้นจะเป็นการโคลสอัพใบหน้า ส่งสายตาหวานๆ) คงเพราะถ้าฉายนานกว่านี้ ผู้ชมอาจเริ่มสังเกตเห็นความปลอมๆของ García Bernal แล้วกระมัง

บรรยากาศในห้องทำงานของ Father Manolo เมื่อครั้น Ignacio เดินทางมาเยี่ยมเยียน แบล็กเมล์ สังเกตว่าสถานที่แห่งนี้แทบไม่มีสีสันอะไรเลย อาบฉาบด้วยแสงสีส้มๆ ซีดๆ พยายามทำออกมาให้ดูเหมือนภาพถ่ายเก่าๆ และใบหน้าของบาทหลวง มันอาจไม่ชัดเจนนัก แต่ซีกหนึ่งปกคลุมด้วยเงามืด (คล้ายๆกับ Two Face บาทหลวงที่ได้รับนับหน้าถือตา แต่ลับหลังเป็นพวกใคร่เด็ก)


บาทหลวง Father Manolo พอเริ่มอ่านบทหนัง The Visit จะมีการฉายภาพ “Flashback ซ้อน Flashback” เล่าย้อนไปเมื่อทศวรรษก่อน ค.ศ. 1964 เมื่อครั้น Ignacio เพิ่งอายุสิบขวบ เป็นนักร้องโซปราโน (Boy Soprano) สามารถขับร้องเสียงสูง ราวกับเสียงจากสวรรค์ นั่งข้างกอไผ่ขับร้องเพลง Moon River ขณะที่เด็กๆคนอื่นๆกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน … สำหรับคนใคร่เด็ก (pedophile) สถานที่แห่งนี้คงคือสรวงสวรรค์เลยละ!


ผมรู้สึกว่าคำแปลเนื้อร้องภาษา Spainsh แตกต่างจากต้นฉบับอยู่เล็กน้อย “What is hidden in the dark” คุ้นๆว่าไม่มีในเนื้อร้องภาษาอังกฤษ แต่เคลือบแฝงนัยยะถึงบางสิ่งอย่างเกิดขึ้นหลังกอไผ่ มุมกล้องเดิม แต่บาทหลวงและ Ignacio หายตัวไปไหน?
หนังจบซีนนี้ด้วยการที่ Father Manolo ผลักเด็กชายล้มลง เลือดจากศีรษะค่อยๆไหล (เลือดจากการสูญเสียพรหมจรรย์) จากนั้นทำเหมือนการฉีกใบหน้าออกเป็นสองส่วน นี่สามารถสื่อถึงการสูญเสียความบริสุทธิ์ทั้งร่างกาย-จิตใจ (Loss Innocence) … มีอะไรในกอไผ่ก็จินตนาการเอาเองนะครับ


ในขณะที่ซีเควนซ์ย้อนอดีต ค.ศ. 1964 อาบฉาบด้วยแสงสีส้มๆ ซีดๆ พยายามทำออกมาให้ดูเหมือนภาพถ่ายเก่าๆ แต่ระหว่าง Enrique และ Ignacio รับชมภาพยนตร์ Esa mujer (1969) นำแสดงโดย Sara Montiel เสื้อผ้าหน้าผม ชุดสีม่วงของ Eastmancolor มันช่างโดดเด่นยิ่งนัก
ผมไม่เคยรับชม Esa mujer (1969) แต่พอลองค้นหาภาพนิ่งก็พบว่าเป็นหนังที่ละเล่นกับสีสันได้ฉูดฉาดมากๆ เรื่องราวเกี่ยวกับนักร้องชื่อดัง Soledad Romero ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ความจริง/โศกนาฎกรรมบางอย่างก็ค่อยๆเปิดเผยออกมา … เรื่องราวของหนังฟังดูละม้ายคล้าย Bad Education (2004) พอสมควรเลยละ
แซว: เด็กๆทั้งสองกำลังอะไรให้กันอยู่นั้น ก็แล้วแต่ผู้ชมจะจินตนาการ

ซีเควนซ์ตอนกลางคืน เลือกใช้เฉดสีน้ำเงิน-ดำ สร้างบรรยากาศมืดมิด-หนาวเหน็บ เด็กๆทั้งสองตระหนักว่าสิ่งที่พวกเขาละเล่นกันเมื่อตอนดูหนังไม่ใช่เรื่องถูกต้อง แต่มันรู้สึกดีมาก (ตอนกล้องเคลื่อนเข้าหา Ignacio ลุกขึ้นมาจากกรอบเสาเตียง คือมิอาจทนอยู่ในกฎกรอบ ไม่สามารถควบคุมความต้องการของตนเอง) ค่ำคืนนี้เลยอยากลองอีกสักรอบ ทว่าถูกขัดขวางโดยบาทหลวง Father Manolo ที่ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ Ignacio แต่เพียงผู้เดียว


หลังเหตุการณ์เมื่อคืน Father Manolo ทำการล่อลวงให้ Ignacio กลายมาเป็นเด็กผู้ช่วยพระทำพิธีในโบสถ์ (Altar Boy) หนึ่งในหน้าที่ก็คือแต่งตัว-ถอดเสื้อผ้า มันช่างไม่ต่างจากคู่รักกำลังเตรียมตัวร่วมเพศสัมพันธ์ และไคลน์แม็กซ์ก็นำเสนอง่ายๆ “If you don’t expel him I’ll do what you want.” เดินเข้ามาบดบังเด็กชาย ความมืดเข้าปกคลุม ให้อิสระผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการต่อเองว่าทำอะไร?
ปล. อย่าลืมสังเกตใบหน้าของ Father Manolo ครึ่งหนึ่งปกคลุมอยู่ในเงามืดเช่นเดียวกัน


ผมรู้สึกว่าผกก. Almodóvar พยายามอย่างสุดๆ เพื่อให้ผู้ชมสามารถดูหนังรู้เรื่อง เข้าใจความเชื่อมโยงของตัวละครจากบทหนัง-ชีวิตจริง อย่างซีนนี้ที่หวนกลับสู่ปัจจุบัน มีลูกเล่น ‘Cross-Cutting’ ซ้อนทับใบหน้านักแสดงเด็กสู่ผู้ใหญ่ เห็นชัดๆไปเลยว่าใครเติบโตเป็นใคร

Enrique ตัดสินใจจะสร้างภาพยนตร์ The Visit วางแผนให้ Ignacio/Ángel Andrade รับบทเป็นตนเอง แต่อีกฝ่ายกลับยืนกรานว่าอยากเล่นบท Zahara พร้อมทำทุกสิ่งอย่างตามคำร้องขอ ลดน้ำหนักแบบ Robert De Niro (อ้างอิงถึง Taxi Driver (1976) ลดน้ำหนักไป 30 ปอนด์ = 13.6 กิโลกรัม)
จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องน้ำหนักร่างกายที่ Enrique กล่าวถึง แต่คือ(น้ำหนัก)จิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป ตอนมาบ้านเช่า กระโดดลงว่ายน้ำ Ignacio ตัวจริงไม่มีทางจะเหนียงอาย ละเล่นตัว เพราะตอนวัยเด็กเคยทำกันมากกว่านี้ หมอนี่คือใคร? คนเคยตกหลุมรักปานจะกลืนกิน จักสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ?


A woman threw herself into a pool of hungry crocodiles in a zoo that was crowded with visitors at the time. When the first crocodile attacked, the woman hugged it, according to witnesses. The crocodiles devoured the body of the woman, who never complained, in a few minutes.
Enrique Goded
เรื่องเล่าของ Enrique Goded ต้องการสะท้อนถึงพฤติกรรมของ Ignacio/Ángel Andrade (ตอนนั้นยังไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายคือ Juan) ไม่แตกต่างจากผู้หญิงคนนี้ พร้อมทำทุกสิ่งอย่าง ไม่หวาดกลัวเกรงจระเข้หิว ยินยอมตายเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเอง
ในทิศทางกลับกัน Enrique ก็ไม่ต่างจากจระเข้หิว (Hungry Crocodiles) พร้อมกัดกินทุกสิ่งอย่างตกลงมาในบ่อ โดยไม่สนว่าจะเป็นเนื้อมนุษย์ เนื้ออะไร ทำไปโดยสันชาตญาณ (Animal Instinct)

เธอคนนี้ใช้ชื่อในวงการ Sandra ผู้ชายแต่งหญิง ขึ้นทำการแสดงบนเวที มีความสวยเช้ง เห็นว่าคือคนฝึกฝน Gael García Bernal สวมวิญญาณตัวละคร Zahara แต่ความแตกต่างคือเธอคนนี้แสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงมีช็อตมุมกว้าง ถ่ายเต็มตัว พบเห็นลีลาท่าทางเคลื่อนไหวอ่อนช้อยนางรำ นั่นคงคือสิ่งที่ García Bernal น่าจะเลียนแบบไม่ได้กระมัง
ซีเควนซ์นี้ถือได้ว่าย้อนรอยเหตุการณ์ในบทหนัง The Visit เปลี่ยนจากตัวละคร Enrique รับชมการแสดง Zahara มาเป็น Juan รับชมการแสดงของ Sandra ชุดสวมใส่ก็มีสีสันแตกต่างตรงกันข้าม (Zahara สวมชุดเกล็ดปลาสีขาว, Sandra ชุดเกล็ดปลาสีดำ)

ใครเคยรับชม All About My Mother (1999) ก็น่าจะมักคุ้นกับฉากคล้ายๆเดียวกันนี้ ได้แรงบันดาลใจจาก All About Eve (1950) แวะเวียนเข้าหลังเวที พบเจอนักแสดงคนโปรด ก่อนกลายเป็นนักแสดงฝึกหัด (Understudy)

Enrique แอบลักขโมยไฟแช็ค (ไฟราคะ) ของ Ignacio/Ángel Andrade แล้วออกเดินทางไปยังเมืองชายทะเล Ortigueira ตั้งอยู่ยัง A Coruña, Galicia ทีแรกผมครุ่นคิดว่าเมืองนี้ขึ้นชื่อในเรื่องไข่มุก แต่เปล่าเลย น่าจะต้องการสื่อถึงสถานที่แห่งความทรงจำอันล้ำค่า แค่นั้นกระมัง


ใครเคยรับชม Law of Desire (1987) น่าจะแอบเสียวสันหลังวาบกับซีนนี้ เพราะมันมีลีลาการนำเสนอละม้ายคล้ายกันอย่างมากๆ ผู้กำกับละคอนเวทีรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของอดีตคนรัก ขับรถไปตามทาง ตัดภาพท้องถนนกำลังเคลื่อนผ่าน ซึ่งเรื่องนั้นขับพุ่งชนต้นไม้ … โชคดีที่ไม่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

บุคคลทำความสะอาดสระน้ำไม่ใช่ใครอื่น Agustín Almodóvar น้องชายของผกก. Pedro Almodóvar และยังเป็นโปรดิวเซอร์ของหนัง

คงมีแต่ผกก. Almodóvar จะครุ่นคิดได้ว่าภาพการทำงานของเครื่องฉายหนัง (Projector) แทงเข้า-แทงออก มีความสอดคล้อง ละม้ายคล้ายคลึงการร่วมเพศสัมพันธ์ … นี่ก็เท่ากับว่าในมุมมองของผกก. Almodóvar การสร้างภาพยนตร์ = ร่วมเพศสัมพันธ์

วันสุดท้ายของการถ่ายทำภาพยนตร์ The Visit ชายแปลกหน้าค่อยๆก้าวเดินมาจากเงามืด หลบซ่อนตัวอยู่หลังกองถ่าย นี่เป็นซีนคละคลุ้งกลิ่นอายหนังนัวร์ บุคคลผู้นี้เต็มไปด้วยลับลมคมใน ต้องมีอะไรเคลือบแอบแฝงอย่างแน่นอน

หลังปิดกองถ่ายทำ Juan ก็แทบมิอาจกลั้นธารน้ำตา (พร้อมๆทีมงานด้านหลังกำลังเก็บข้าวของ ขนย้ายอุปกรณ์ ปิดไฟใส่กลอน) บางคนอาจมองว่าน้ำตาความดีใจ แต่ผมครุ่นคิดว่าคือการระบายอารมณ์อัดอั้น ทุกข์ทรมานกาย-ใจ สิ่งที่เขาต้องอดรนทนไม่ใช่แค่ความยากลำบากระหว่างถ่ายทำ ยังการเป็นวัตถุทางเพศ (Object of Desire) ของผู้กำกับ Enrique

การสนทนาระหว่าง Enrique และ Manuel Berenguer (อดีตบาทหลวง Father Manolo) ในห้องทำงาน (ของ Enrique) มันช่างมีความละม้ายคล้ายแต่แตกต่างตรงกันข้าม (ทั้งเฉดสี สถานที่ รายละเอียดประกอบฉาก ทิศทางมุมกล้อง ล้วนพยายามทำให้แตกต่างจากเดิม) ย้อนรอยกับตอน Ignacio พยายามแบล็กเมล์ Father Manolo
แต่คราวนี้ Manuel Berenguer ไม่ได้จะตั้งใจจะมาแบล็กเมล์ Enrique แค่ต้องการพูดเล่าเบื้องหลังความจริง (แล้วมีการฉายภาพเหตุการณ์บังเกิดขึ้น) ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ Juan และความตายของ Ignacio มันแตกต่างจากตอนจบในหนังที่เพิ่งถ่ายทำเสร็จโดยสิ้นเชิง!



ภาพแรกของ Ignacio ตัวจริง (รับบทโดย Francisco Boira) มีการเคลื่อนเลื่อนกล้องจากล่างขึ้นบน คล้ายๆกับภาพแรกของ Zahara แต่รูปร่างหน้าตาของเธอคนนั้น มันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว ขึ้นสวรรค์ตกนรก โดยเฉพาะแสงสีแดงอาบฉาบฟากหนึ่งใบหน้า สร้างสัมผัสอันตราย นี่คือเด็กชายที่ฉันเคยรักใคร่จริงๆหรือนี่???

อพาร์ทเม้นท์ของ Ignacio ตัวจริง มีความละลานตาอย่างยิ่ง! เต็มไปด้วยลวดลาย สีสัน แต่ตรงกันข้ามกับบ้านเช่าของ Enrique ที่เน้นความโมเดิร์นหรูหรา สถานที่แห่งนี้ช่างแออัด คับแคบ รกรุงรัง ยังกะรูหนู … สะท้อนตัวตนของ Ignacio กะเทยทำหน้าอก ติดยา ใกล้บ้า ไม่สนห่าเหวอะไรใคร



พอนักแสดงทั้งสองเป็นผู้ใหญ่ มันจึงไม่ต้องมีลูกล่อลูกชน ลูกเล่นภาพยนตร์เหมือนตอน Father Manolo ล่อลวงเด็กชายวัยสิบขวบ Ignacio, คราวนี้ Manuel Berenguer (อดีตบาทหลวง Father Manolo) เพียงใช้ข้ออ้างจ่ายเงินค่าเรียน แล้วปรนเปรอนิบัติด้วยสิ่งข้าวของ กล้อง Super 8 ก็สามารถล่อซื้อใจ Juan บันทึกภาพขณะร่วมรักกันบนโซฟา
ฟุตเทจจากกล้อง Super 8 มันจะมีขณะปลดเปลื้อง ถอดเสื้อผ้า ย้อนรอยตอนเด็กชาย Ignacio ถอดชุดบาทหลวงของ Father Manolo


ช่วงแรกๆที่ Manuel Berenguer เริ่มเล่าเรื่องย้อนอดีต บรรยากาศภายในห้องทำงานของ Enrique ยังพอมีสีสัน แสงสว่าง, แต่เมื่อเรื่องเล่าดำเนินไป ตัดสลับกลับไปกลับมา เหมือนแสงภายนอกจะค่อยๆมืดลง โทนสีปรับเปลี่ยนเป็นเหลืองส้ม (ครึ่งซีกใบหน้าของทั้งสองก็ปกคลุมในเงามืด) คล้ายๆเดียวกับตอน Ignacio พยายามแบล็กเมล์ Father Manolo ในห้องทำงานอีกฝ่าย … มันเป็นโทนที่สีสร้างสัมผัสห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว หัวใจซีดเซียว


Manuel Berenguer และ Juan นัดพบเจอกันยังพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง จัดแสดงรูปปั้น เต็มไปด้วยศีรษะขนาดใหญ่ยักษ์ นี่สามารถสื่อตรงๆถึงพวกเขาต่างสวมใส่หน้ากาก สำหรับปกปิดบังตัวตนแท้จริง กำลังครุ่นคิดวางแผนกระทำสิ่งชั่วร้ายบางอย่าง
ปล. ผมไม่ค่อยแน่ใจสถานที่นี้สักเท่าไหร่ ซับไตเติ้ลในหนังขึ้นว่า Museum of Giant Figures เท่าที่ลองค้นหาข้อมูลมันมีอยู่หลายสถานที่ La Casa dels Entremesos (Barcelona), Museo del Corpus Casa de las Rocas (Valencia) … แต่คาดเดาว่าน่าจะคือสถานที่หลัง เพราะเรื่องราวขณะนี้อยู่ในเมือง Valencia


วินาทีแห่งความตาย เริ่มจากมุมกล้อง God Eye View (ชวนนึกถึงไคลน์แม็กซ์ภาพยนตร์ Taxi Driver (1974)) ค่อยๆเคลื่อนเลื่อนจากเตียงมาถึงยังโต๊ะทำงาน ก่อนตัดภาพด้านข้าง Ignacio ทิ้งใบหน้าลงบนแป้นพิมพ์ ตายคาเครื่องพิมพ์ดีด … นี่มันดูคล้ายๆตายเพื่อศิลปะ?
สำหรับข้อความสุดท้ายของ Ignocio พิมพ์ไว้ว่า Querido Enrique: creo que lo conseguí แปลว่า Dear Enrique: I think I’ve succeeded (บางคนอาจตีความว่าเธอแบล็กเมล์สำเร็จ แต่ผมมองว่าน่าจะสื่อถึงบทหนังที่เขียนเสร็จสิ้นมากกว่า) โดยตัวอักษรสุดท้ายที่ดูแปลกๆ แถมมีเลข 5 ตกหล่น นั่นคงจากวินาทีหัวทิ่มหัวตำนี้กระมัง


มันช่างเป็นความบังเอิญที่จงใจ Manuel Berenguer และ Juan ระหว่างรอคอยความตายของ Ignacio (น่าจะเสพยาเกินขนาด) แวะเวียนเข้าโรงหนัง พอดิบพอดีตรงกับสัปดาห์หนังนัวร์ Double Indemnity (1944), La Bête Humaine (1938) และ Thérèse Raquin (1953)


มันเหมือนว่า Juan ได้วางแผนไว้แล้วว่าหลังความตายของพี่ชาย/สาว Ignacio จะตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง พอออกจากโรงภาพยนตร์ นี่คือการร่ำลา จุมพิตครั้งสุดท้ายกับ Manuel Berenguer ท่ามกลางสายฝน (สื่อถึงการร่ำไห้ภายในจิตใจ)

หวนกลับมาปัจจุบันเมื่อ Juan เผชิญหน้ากับ Manuel Berenguer แสดงท่าทีตื่นตระหนัก ตกอกตกใจ รีบออกวิ่งหนี และนี่คือช็อตอ้างอิงถึง The Searchers (1956) ถ่ายจากภายในสตูดิโอ รอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด เพียงประตูทางออก โลกภายนอกสว่างสดใส … หรือก็คือ Juan พยายามหลบหนีจากอดีต สิ่งดำมืดซ่อนอยู่ภายในจิตใจ

Juan เป็นบุคคลที่ยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่าง พร้อมขายเรือนร่างกาย+จิตวิญญาณให้ปีศาจ เพื่อชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ ไปให้ถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงาน, ตรงกันข้ามกับ Enrique ที่ยังคงโหยหาอดีตคนรัก ยินยอมประณีประณอมกับ Doppelgänger (น้องชาย Juan) แต่พอเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้สมรู้ร่วมคิด ลงมือฆาตกรรม Ignacio นั่นทำให้เขามิอาจยินยอมรับได้อีกต่อไป!
มันช่างแตกต่างตรงกันข้ามกับ Law of Desire (1987) ที่ตอนจบผู้กำกับละคอนเวที ยินยอมร่วมรักกับฆาตกรที่ฆ่าชายคนรัก (แต่ก็ใช่ว่าเขาจะยินยอมพร้อมใจ) คราวนี้ถือว่าปฏิเสธร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันไม่แค่เรื่องการฆาตกรรมอดีตคนรัก ยังความสัมพันธ์กับ Manuel Berenguer (อดีตบาทหลวงผู้ล่วงละเมิดอดีตคนรัก) และรวมถึงการขายวิญญาณให้ปีศาจ ทำให้ชายคนนี้ไม่หลงเหลือมูลค่า(ทางใจ)สักสิ่งอย่าง

ตัดต่อโดย José Salcedo Palomeque (1949-2017) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Ciudad Real, ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก Pepi, Luci, Bom (1980) จนถึง Julieta (2016)
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของผู้กำกับ Enrique Goded โดยแกนหลักคือเหตุการณ์ในปัจจุบัน ค.ศ. 1980 เริ่มต้นกำลังมองหาโปรเจคภาพยนตร์ถัดไป พอได้รับบทหนัง The Visit จากเพื่อนเก่า/อดีตคนรัก Ignacio Rodríguez พอเริ่มอ่านก็ฉายภาพจากภาพยนตร์มีพื้นหลัง ค.ศ. 1977 และยังย้อนเวลากลับไป ค.ศ. 1964
- ค.ศ. 1980: ผู้กำกับ Enrique กำลังมองหาโปรเจคภาพยนตร์เรื่องใหม่ ได้พบเจอเพื่อนเก่า/อดีตคนรัก Ignacio นำบทหนังมาให้พิจารณา
- อ่านบทหนัง/ถ่ายทำภาพยนตร์/ย้อนอดีต ค.ศ. 1977: นักแสดง Zahara ขึ้นทำการแสดงบนเวที พบเจออดีตคนรัก Ignacio แล้วเดินทางไปแบล็กเมล์ Father Manolo
- Father Manolo อ่านบทหนังของ Ignacio/ย้อนอดีต ค.ศ. 1964: Father Manolo ชื่นชอบในน้ำเสียงร้องโซปราโนของ Ignacio แต่เด็กชายแอบคบหา Enrique ยามค่ำคืนหลบซ่อนในห้อง ก่อนถูกจับได้ ไล่ออกจากโรงเรียน
- อ่านบทหนัง/ถ่ายทำภาพยนตร์/ย้อนอดีต ค.ศ. 1977: นักแสดง Zahara ขึ้นทำการแสดงบนเวที พบเจออดีตคนรัก Ignacio แล้วเดินทางไปแบล็กเมล์ Father Manolo
พอหวนกลับมาปัจจุบัน Enrique สืบค้นหาบ้านเกิดของ Ignacio จนรับรู้เบื้องหลังความจริง ยินยอมให้ Juan ร่วมแสดงภาพยนตร์ หลังจากเข้าฉากสุดท้ายพบเจอกับ Manuel Berenguer หรืออดีต Father Manolo เล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นทั้งหมดในปี ค.ศ. 1977
- ค.ศ. 1980: หลังอ่านบท Enrique ตัดสินใจสร้างภาพยนตร์ ในตอนแรกตอบปฏิเสธ Ignacio แต่พอค้นพบเบื้องหลังความจริง จึงยินยอมให้เขารับบทนำ
- หลังถ่ายทำฉากสุดท้ายของหนังเสร็จสิ้น Enrique พบเจอกับ Manuel Berenguer หรืออดีต Father Manolo
- ความจริงเมื่อปี ค.ศ. 1977: Manuel Berenguer เล่าความสัมพันธ์ของตนเองกับ Ignacio และ Juan
- เมื่อความจริงทั้งหมดเปิดเผย Enrique จึงตัดขาดความสัมพันธ์กับ Juan
ในบรรดาผลงานของผกก. Almodóvar หนังเรื่องนี้น่าจะมีการย้อนอดีต/เรื่องราวซ้อนทับหลายชั้นที่สุดแล้วกระมัง แต่ผมรู้สึกว่าเนื้อหาและโครงสร้างของหนังมันไม่ได้ซับซ้อนสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ Talk to Her (2002) ที่เพียงสลับสับเปลี่ยนสองมุมมองตัวละคร แต่เนื้อหาสาระมีความลุ่มลึกล้ำกว่าหลายเท่าตัว
เพลงประกอบโดย Alberto Iglesias Fernández-Berridi (เกิดปี ค.ศ. 1955) นักแต่งเพลงสัญชาติ Spanish เกิดที่ San Sebastián, Basque Country โตขึ้นร่ำเรียนดนตรียัง Saint-Sébastien จากนั้นเดินทางสู่ Paris เรียนการแต่งเพลงกับ Francis Schwartz และสไตล์ดนตรี Electro-Acoustic กับ Gabriel Brnčić, ร่วมงานขาประจำผกก. Pedro Almodóvar ตั้งแต่ The Flower of My Secret (1995), ผลงานเด่นๆ อาทิ All About My Mother (1999), Talk to Her (2002), The Constant Gardener (2005), The Kite Runner (2007), Che (2008), The Skin I Live In (2011), Exodus: Gods and Kings (2014) ฯ
แวบแรกที่ผมได้ยินบทเพลง Títulos de cabecera แปลว่า Heading Titles ชวนนึกถึง John Williams, Hans Zimmer, Bernard Herrmann ฯ ก็แอบงงๆว่าใช้เครื่องเป่าลมขนาดใหญ่เพื่อสร้างความอลังการงานสร้างทำไมกัน? แต่เมื่อรับชมประกอบควบคู่กับ Opening Sequence ทำออกมาในสไตล์ Saul Bass ขูดๆขีดๆ กระดาษฉีกขาด ภาพถ่ายแปะติดปะต่อ โทนสีดำ-แดง คริสต์ศาสนา สามารถสร้างบรรยากาศ Hitchcockian ลุ้นระทึก ลึกลับ สะท้อนด้านมืดจิตใจมนุษย์
บทเพลงดังขึ้นระหว่างการแสดงของ Zahara ชื่อว่า Quizás, Quizás, Quizás แปลว่า Perhaps, perhaps, perhaps หลายคนอาจรับรู้จักฉบับของ Nat King Cole อัลบัม Cole Español (1958), แต่ต้นฉบับแต่งโดย Osvaldo Farrés, บันทึกเสียงครั้งแรกโดย Bobby Capó ศิลปินชาว Cuban เมื่อปี ค.ศ. 1947, ส่วนฉบับใช้ในหนังขับร้องโดย Sara Montiel (1928-2013) รวมอยู่ในอัลบัม Viva La Diva (1963) และเคยแสดงภาพยนตร์ Noches de Casablanca (1963)
| ต้นฉบับ Spainish | คำแปลอังกฤษ |
|---|---|
| Siempre que te pregunto Que cuándo, cómo y dónde Tu siempre me respondes Quizás, quizás, quizás Y así pasan los días Y yo desesperando Y tu, tu contestando Quizás, quizás, quizás Estas perdiendo el tiempo Pensando, pensando Por lo que mas tu quieras Hasta cuándo, hasta cuándo Y así pasan los días (los días) Y yo desesperando Y tu, tu contestando Quizás, quizás, quizás Siempre que te pregunto (siempre que me preguntas) Que cuándo, cómo y dónde (que cuándo, cómo y dónde amor) Tu siempre me respondes (yo siempre te respondo) Quizás, quizás, quizás Estas perdiendo el tiempo Pensando, pensando Por lo que mas tu quieras Hasta cuándo, hasta cuándo Estas perdiendo el tiempo Pensando, pensando Por lo que mas tu quieras Hasta cuándo, hasta cuándo Y así pasan los días Y yo desesperando Y tu, tu contestando Quizás, quizás, quizás Quizás, quizás, quizás Quizás, quizás, quizás | Whenever I ask you When, how, and where You always answer me Maybe, maybe, maybe And so the days go by And I’m despairing And you, you answering Maybe, maybe, maybe You’re wasting time Thinking, thinking For what you want most Until when, until when And so the days go by (the days) And I’m despairing And you, you answering Maybe, maybe, maybe Whenever I ask you (whenever you ask me) When, how, and where (when, how, and where, my love) You always answer me (I always answer you) Maybe, maybe, maybe You’re wasting time Thinking, thinking For what you want most Until when, until when You’re wasting time Thinking, thinking For what you want most Until when, until when And so the days go by And I’m despairing And you, you answering Maybe, maybe, maybe Maybe, maybe, maybe Maybe, maybe, maybe |
ผมบังเอิญไปพบเจอคลิปบทเพลง Quizas, Quizas, Quizas ที่ Sara Montiel ขับร้องในภาพยนตร์ Noches de Casablanca (1963) นอกจากชุด+ฉากที่แตกต่างจาก Zahara หนังทำการคัทลอกเลียนแบบแทบเหมือนเป๊ะ! ดอกกุหลาบ ท่าทางดอมดม ทิศทางมุมกล้อง โคลสอัพใบหน้าตัดสลับผู้ชม รวมถึงไม่มีช็อตถ่ายเต็มตัวศิลปิน
คงเพราะสถานที่ร้องเพลงคือริมแม่น้ำ จึงเลือกบทเพลง Moon River แต่งโดย Henry Mancini, คำร้องโดย Johnny Mercer, สำหรับใช้ประกอบภาพยนตร์ Breakfast at Tiffany (1961) … หนึ่งในบทเพลงภาพยนตร์ประสบความสำเร็จสูงสุด กวาดรางวัล Oscar, Grammy Award ทั้ง Record of the Year และ Song of the Year
ฉบับใช้ในหนังขับร้องโดย Pedro José Sánchez Martínez เด็กชายวัยสิบขวบผู้มีน้ำเสียงร้องโซปราโน (Boy Soprano) รำพันความคำนึง ครุ่นคิดถึง โหยหาความทรงจำวันวาน ช่วงเวลาแห่งความสุข จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ เลือนหายไปตามกระแสธารา
Moon River, wider than a mile
I’m crossing you in style someday
Oh, dream maker
You heartbreaker
Wherever you’re going, I’m going your way
Two drifters off to see the world
There’s such a lot of world to see
We’re after the same rainbow’s end
Waiting ’round the bend
My huckleberry friend
Moon River and me
บทเพลงที่เด็กชาย Ignacio ขับร้องต่อหน้าบรรดาบาทหลวง เพลงโปรดของ Father Manolo ชื่อว่า Torna a Surriento (1902) แปลว่า Come Back to Sorrento เป็นบทเพลง Neapolitan Song (ขับร้องด้วยภาษา Neapolitan ของชาว Naples, Italy) แต่งโดย Ernesto De Curtis, คำร้องโดย Giambattista De Curtis
น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถหาฉบับ Boy Soprano ขับร้องโดยในหนังโดย Pedro José Sánchez Martínez มีการปรับเปลี่ยนเนื้อร้องนิดๆหน่อยๆโดยผกก. Pedro Almodóvar เพื่อให้สอดคล้องเข้ากับเรื่องราว
เลยนำฉบับขับร้องโดยผู้ใหญ่ Lucianno Pavarotti ระดับเสียง Tenor แต่ทว่ามันคนละอารมณ์เลยนะ! เสียงโซปราโนของเด็กชาย ราวกับเสียงจากสวรรค์ โหยหวน คร่ำครวญ แทบมิอาจกลั้นหลั่งน้ำตา
| ต้นฉบับภาษา Neapolitan | คำแปลอังกฤษ |
|---|---|
| Vide ‘o mare quant’è bello! Spira tantu sentimento, Comme tu a chi tiene mente, Ca scetato ‘o faje sunnà. Guarda, guà chistu ciardino; Siente, siè ‘sti sciure ‘arancio: ‘Nu prufumo accussì fino Dinto ‘o core se ne va. E tu dice: “Io parto, addio!” T’alluntane da ‘stu core. Da ‘sta terra de ll’ammore Tiene ‘o core ‘e nun turnà? Ma nun me lassà, Nun darme ‘stu turmiento! Torna a Surriento, Famme campà! Vide ‘o mare de Surriento, Che tesore tene ‘nfunno: Chi ha girato tutt’ ‘o munno, Nun ll’ha visto comm’a ccà! Guarda attuorno, ‘sti Ssirene Ca te guardano ‘ncantate E te vonno tantu bbene, Te vulessero vasà! E tu dice: “Io parto, addio!” T’alluntane da ‘stu core. Da ‘sta terra de ll’ammore Tiene ‘o core ‘e nun turnà? Ma nun me lassà, Nun darme ‘stu turmiento! Torna a Surriento, Famme campà! | Look at the sea, how beautiful it is, it inspires so many emotions, like you do with the people you look at, who you make to dream while they are still awake. Look at this garden and the scent of these oranges, such a fine perfume, it goes straight into your heart, And you say: “I am leaving, goodbye.” You go away from this heart of mine, away from this land of love, And have you the heart not to come back? But do not leave me, do not give me this torment. Come back to Surriento, make me live! Look at the sea of Surriento, what a treasure it is! Even who has travelled all over the world, has never seen a sea like this one. Look at these mermaids that stare, amazed, at you, that love you so much. They would like to kiss you, And you say: “I am leaving, goodbye.” You go away from my heart, away from the land of love, And have you the heart not to come back? But please do not leave me, do not give me this torment. Come back to Surriento, make me live! |
สองสามครั้งระหว่างอาศัยอยู่โรงเรียนประจำ ค.ศ. 1964 จะได้ยินบทเพลงชื่อว่า Kyrie จากอุปรากร Petite Messe Solennelle (1863) ประพันธ์โดย Gioachino Rossini, ฉบับในหนังขับร้องโดย Anna Fernández, ราวกับคำอธิษฐานของ Ignacio ขอพระเจ้าเมตตาทั้งต่อตนเอง และเพื่อนรัก Enrique ที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน
เกร็ด: Kyrie มาจากภาษากรีก Kyrios แปลว่า Lord หรือคำเต็มๆ Kyrie Eleison แปลว่า Lord, have mercy … Psalm 51:1
Ángel Andrade หรือ Juan มองหานักแสดงที่จะใช้เป็นต้นแบบบทบาท Zahara พบเจอเธอคนหนึ่งกำลังลิปซิงค์+เริงระบำบทเพลง Maniquí Parisien (1960) แปลว่า Parisian Mannequin แต่งโดย Arcadio Rosés Berdiel & Manuel Aniesa Pelayo, ฉบับที่ใช้ในหนังขับร้องโดย Sara Montiel
เกร็ด: Mannequin หมายถึง หุ่นจำลอง สำหรับสวมใส่เสื้อผ้าจัดแสดงตามร้านค้า
| ต้นฉบับ Spanish | แปลอังกฤษ |
|---|---|
| Soy del bazar de un gran modisto famoso en Paris, La maniquí que viene a España hermoso país. Con mi elegancia propagar las novedades del bazar, Y yo voy con los madrileños a fli-te-ar. Maniquí, maniquí, veleta, coqueta nací. Maniquí, hay… maniquí, soy fría muy de aquí. Dicen que soy una muñeca de igual condición que un maniquí de blanca cera, de mimbre o cartón. Porque fingiendo gran amor con un acento embriagador. Y yo voy como las abejas, de flor en flor. Maniquí, maniquí, veleta, coqueta nací. Maniquí, hay… maniquí, soy fría muy de aquí. Coqueta si… muy coqueta. Maniquí, hay… maniquí, soy fría muy de aquí | I’m from the bazaar of a famous couturier in Paris, The mannequin who comes to Spain, beautiful country. With my elegance, I spread the news from the bazaar, And I go with the people of Madrid to flirt. Mannequin, mannequin, weather vane, I was born a coquette. Mannequin, there… mannequin, I’m cold, very local. They say I’m a doll of equal quality to a mannequin made of white wax, wicker, or cardboard. Because feigning great love with an intoxicating accent. And I go like bees, from flower to flower. Mannequin, mannequin, weather vane, I was born a coquette. Mannequin, there… mannequin, I’m cold, very local. Flirtatious, yes… very flirtatious. Mannequin, there… mannequin, I’m cold, very local. |
ด้วยความที่หนังไม่มี Main Theme แต่ผมพยายามฟังจาก 26 เพลงในอัลบัม ก่อนตัดสินใจเลือก Los cocodrilos hambrientos แปลว่า The Hungry Crocodiles ดังขึ้นในฉาก Sex Scene ระหว่าง Enrique กับ Juan (หลังรับรู้ว่าชายคนนี้ไม่ใช่ Ignacio) พร้อมพูดว่า “like the woman who threw herself to the crocodiles”
The Hungry Crocodiles เป็นบทเพลงที่บรรยากาศทะมึน อึมครึม ราวกับสิ่งชั่วร้ายเคลื่อนเข้ามาปกคลุม พร้อมทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง จระเข้กัดกินเนื้อหญิงสาว โดยที่เธอไม่ปริปากหรือต่อต้านขัดขืน โอบรับความตาย เพื่อให้สำเร็จลุล่วงเป้าหมาย
Puerta final แปลว่า Final Door ประตูบานสุดท้าย Juan เดินทางมายังบ้านของ Enrique เพื่อเก็บข้าวของ ถึงเวลาร่ำลาจากไป เมื่อเสียงเปียโนดังขึ้น ราวกับเสียงหยดน้ำ ธารน้ำตาหลั่งไหลทรวงใน ไม่อยากให้อีกฝ่ายจากไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเรานั้นจบลง หลงเหลือเพียงความห่อเหี่ยสิ้นหวัง Enrique กำลังต้องเผชิญหน้าความจริงว่าเพื่อนเก่า/อดีตคนรัก Ignacio ลาจากโลกนี้ไปแล้ว ความเศร้าโศกเสียใจกำลังจะถาโถมเข้าใส่อย่างรุนแรง
ด้วยความที่นี่คือ Closing Song มันเลยไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหาสอดคล้องภาพยนตร์ ช่วงท้ายบทเพลงเลยบรรเลงกีตาร์โปร่ง (Spanish Guitar) สร้างสัมผัสความหวัง กำลังใจ ให้ผู้ชมออกจากโรงหนังด้วยความแช่มชื่นหฤทัยขึ้นมานิส
Bad Education (2004) นำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์ Enrique Goded (ตัวตายตัวแทนของผกก. Pedro Almodóvar) ระหว่างกำลังมองหาโปรเจคถัดไป พบเจอบุคคลอ้างว่าเป็นเพื่อนเก่า/อดีตคนรัก ยื่นเสนอบทหนัง The Visit ที่ทำให้เขาหวนระลึกความทรงจำช่วงเวลาวัยเด็ก พานผ่านประสบการณ์หลายๆอย่างคล้ายคลึงกัน
It’s absolutely autobiographical yet at the same time fictional, which is how movies and novels are. I lived in the same period, in the same type of school as the protagonist and the children. I also started making movies in the late 70s, early 80s like the protagonist when he grew up. I was in the same places, but it’s not exactly my life. I was a singer in the choir, I discovered the reciprocity of love with a school mate, I discovered cinema at the time. But one important difference. I was never abused by a priest although abuse was rampant at all times. I share with the director in the film the fact that he confronts situations without prejudice, and he started working after the death of Franco in a new democratic Spain. But I don’t take as many risks as he does in my own life. So one could say it represents both aspects, something very intimate, but not my life story.
Pedro Almodóvar
สิ่งที่ผกก. Almodóvar นำเสนอออกมานั้น มันมีความเลือนลางระหว่างอัตชีวประวัติ (Autobiography) และเรื่องราวแต่งขึ้นใหม่ (Fictional Story) ตัวเขาไม่เคยถูกบาทหลวงข่มขู่ คุกคามทางเพศ แต่เราสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงมหภาค
- ช่วงวัยเด็กของ Ignacio และ Enrique มีพื้นหลังปี ค.ศ. 1964 ตรงกับยุคสมัยจอมพล Francisco Franco ผู้มีความเหี้ยมโหด โฉดชั่วร้าย ปกครองประเทศ Spain ด้วยระบอบเผด็จการ บีบบังคับใช้กฎหมาย โต้ตอบบุคคลเห็นต่างทางการเมืองด้วยความรุนแรง
- เราสามารถเปรียบเทียบตรงๆ Father Manolo = ผู้นำเผด็จการ Francisco Franco
- บทหนัง The Visit มีพื้นหลัง ค.ศ. 1977 อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย (จอมพล Franco เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1975) มีการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1977
- ช่วงปีนี้มีการเล่าเรื่องสองครั้ง
- จากบทหนัง(เรื่องแต่ง) The Visit
- เรื่องเล่าความจริงของ Manuel Berenguer
- Zahara และ(ตัวจริง) Ignacio ต่างเป็นตัวแทนยุคสมัยนั้น เพราะทั้งสองคือกะเทย ผู้ชายข้ามเพศ ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองจากชายเป็นหญิง = เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย
- จากเคยเป็นบาทหลวง Manuel Berenguer (ตัวจริงของ Father Manolo) ตัดสินใจลาออกมาเป็นบรรณาธิการหนังสือ นี่ก็สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านได้เช่นกัน
- เรื่องเล่าของ Manuel Berenguer ตอนถูกแบล็กเมล์จาก Ignacio ตกหลุมรักแรกพบน้องชาย Juan นี่ก็สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านได้เช่นกัน
- ช่วงปีนี้มีการเล่าเรื่องสองครั้ง
- เรื่องราวปัจจุบัน ค.ศ. 1980 ตรงกับการมาถึงของกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña ยุคสมัยแห่งการปลดปล่อยของชาว Spainish ช่วงเวลาแห่งอิสรภาพ/เสรีภาพทางเพศ และผกก. Almodóvar เริ่มต้นสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Pepi, Luci, Bom (1980)
ชื่อหนัง Bad Education อาจฟังดูเหมือนการแสดงความไม่พึงพอใจหลักสูตรการศึกษา ครู/อาจารย์ไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน, ในบริบทของหนังสามารถมองเป็นการโจมตีคริสตจักรที่ปล่อยปละละเลย บางหลวง/อธิการเต็มไปด้วยความคอรัปชั่น สร้างบาดแผลทางใจให้กับเด็กชาย, และขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงยุคสมัยผู้นำเผด็จการ Francisco Franco สามทศวรรษแห่งความมืดมิด บทเรียนที่ชาว Spanish ต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์บังเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม!
อีกประเด็นหนึ่งของหนัง อ้างจากคำกล่าวของ Enrique หลังรับรู้ว่าเขาคนนั้นคือใคร “How far Juan would go?” นั่นรวมถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ผกก. Almodóvar พยายามผลักดันตนเองให้ไกลที่สุด ผสมผสานหนังซ้อนหนัง, Flashback ซ้อน Flashback, เลือนลางระหว่างชีวิตจริง-เรื่องแต่ง, อัตชีวประวัติและประวัติศาสตร์ประเทศ Spain … แต่ตอนจบมันดูเหมือนดำเนินสู่อนาคตไม่ค่อยสดใสสักเท่าไหร่
หลังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในประเทศ Spain เดินทางต่อไปยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับค่อนข้างดี แต่กลับไม่ได้รางวัลอะไรเลยสักอย่าง ถูกต่อต้านโดยคริสตจักร (เพราะเนื้อหาเกี่ยวกับบาทหลวงใคร่เด็ก) ถึงอย่างนั้นยังสามารถทำรายรับทั่วโลกประมาณ $40 ล้านเหรียญ
เกร็ด: Bad Education (2004) เป็นภาพยนตร์จาก Spain เรื่องแรกได้รับการจัดเรต NC-17 เมื่อตอนเข้าฉายสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุผลว่า “A Scene of Explicit Sexual Content”
ปัจจุบันแม้ยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ แต่ค่ายจัดจำหน่าย Pathé (ฝรั่งเศส) ได้ทำการสแกนฟีล์มหนังใหม่ สำหรับจัดจำหน่าย Blu-Ray เมื่อปี ค.ศ. 2017 … ระวังสับสนกับ Bad Education (2019) ที่นำแสดงโดย Hugh Jackman
Bad Education (2004) อาจเป็นหนังดูยากและมีความซับซ้อนที่สุดในบรรดาผลงานของผกก. Almodóvar ใครเคยพานผ่านประสบการณ์/บาดแผลทางใจคล้ายๆเดียวกัน คงเกิดความซาบซึ้งกินใจ น้ำตาหลั่งไหลพรากๆ แต่น่าเสียดายไคลน์แม็กซ์ พออดีตบาทหลวงเปิดเผยเบื้องหลังความจริง มันทำลายอารมณ์ร่วมทุกสิ่งอย่าง ผมรู้สึกแบบเดียวกับตัวละคร Enrique ผิดหวัง ละเหี่ยใจ จบแล้วจบเลย One Night Stand (ONS) น้ำแตกแล้วแยกทางไป
จัดเรต 18+ รสนิยมรักร่วมเพศ บาทหลวงใคร่เด็กชาย
Leave a Reply