
The Skin I Live In (2011)
: Pedro Almodóvar ♥♥♥♡
Antonio Banderas รับบทศัลยแพทย์ตกแต่ง (Plastic Surgeon) ประสบความสำเร็จในการสร้างผิวหนังเทียม (Artificial Skin) แต่การจะทดลองปลูกถ่ายให้มนุษย์ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากวุ่นวาย เขาจึงลักพาตัวชายหนุ่มคนหนึ่งมาทำการ…
แวบแรกที่ผมเห็นโปสเตอร์หนัง ชวนระลึกถึงโคตรภาพยนตร์สยองขวัญ Les Yeux sans visage (1960) หรือ Eyes Without a Face กำกับโดย Georges Franju
I had Georges Franju’s Eyes Without a Face in mind while I was writing the film and also when I started thinking about shooting it. I think that, probably, if we want to talk about a reference to another film, the only clear and concrete reference was precisely this film, Eyes Without a Face, which I know by heart.
Pedro Almodóvar
ถึงอย่างนั้น The Skin I Live In (2011) ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนถ่ายใบหน้า แต่คือเนื้อหนังทั้งร่างกาย เปลือกภายนอกของมนุษย์ สมมติถ้าสามารถปรับเปลี่ยนจากคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนหนึ่ง หรือชายกลายเป็นหญิง จิตวิญญาณที่อยู่ภายในจักยังคงเหมือนเดิม หรือผันแปรเปลี่ยนไปตามรูปลักษณ์/เพศภายนอก … พล็อตนี้มีความละม้ายคล้าย The Face of Another (1966) ของผกก. Teshigahara Hiroshi แต่ลีลาการนำเสนอ ‘สไตล์ Almodóvar’ สร้างความแตกต่างโดยสิ้นเชิง
ผกก. Almodóvar รังสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ในลักษณะ Psychological Horror ดำเนินเรื่องอย่างเนิบนาบ กล้องขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า เลือกโทนสีซีดๆ (น้ำเงิน-เขียวอ่อน) สร้างบรรยากาศหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน ปั่นป่วนมวนท้องไส้ ภาพความรุนแรงอาจมีไม่มาก แต่ความหลอกหลอนจักติดตาฝังใจ ไม่ใช่ทุกคนจะอดรนทนดูไหว
แต่ความน่าสนใจจริงๆของ The Skin I Live In (2011) คือสารพัดงานศิลปะที่พบเห็นเกลื่อนกลาดในหนัง ทั้งภาพวาด การออกแบบเสื้อผ้า โดยเฉพาะประติมากรรมหุ่นผ้าของ Louise Bourgeois เป็นทั้งเครื่องเยียวยา และสำหรับระบายอารมณ์อัดอั้น สื่อถึงการกักขังหน่วงเหนี่ยวทั้งภายนอก-ใน ร่างกาย-จิตวิญญาณ … จิตวิญญาณมนุษย์ถูกกักขังอยู่ภายในเนื้อหนังร่างกาย
Pedro Almodóvar Caballero (เกิดปี ค.ศ. 1949) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Spanish เกิดที่ Calzada de Calatrava หมู่บ้านชนบทเล็กๆในจังหวัด Ciudad Real, ตอนอายุ 8 ขวบ ครอบครัวส่งไปโรงเรียนสอนศาสนายังเมือง Cáceres, Extremadura (ทางตะวันตกของสเปน) แต่วันๆกลับแวะเวียนเข้าโรงหนัง ได้อิทธิพลเต็มๆจากผลงานของ Luis Buñuel
Cinema became my real education, much more than the one I received from the priest.
Pedro Almodóvar
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967, Almodóvar หนีออกจากบ้านไปอยู่กรุง Madrid วาดฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ผู้นำเผด็จการ Francisco Franco สั่งห้ามทุกสิ่งอย่าง! เลยต้องศึกษาร่ำเรียนด้วยตนเอง (Self-Taught) รับจ้างทำงานสารพัด ขายของตลาดนัด เขียนบทความ/เรื่องสั้นลงนิตยสารต่างๆ เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อกล้อง Super 8 ถ่ายทำหนังสั้นนับสิบๆเรื่องร่วมกับคณะการแสดง Los Goliardos, กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Pepi, Luci, Bom and Other Girls on the Heap (1980)
สำหรับ La piel que habito แปลตรงตัว The Skin I Live In มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อหลายปีก่อน ผกก. Almodóvar ได้อ่านนวนิยาย Mygale (1984) แต่งโดย Thierry Jonquet (1954-2009) นักเขียนสัญชาติฝรั่งเศส แปลเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้ชื่อ Tarantula (2005)
I read the novella about 10 years ago. What attracted me and the only thing that remained in the film – over time I moved away a lot from the original – was the magnitude of Doctor Ledgard’s vendetta.
ผกก. Almodóvar ให้คำนิยามการดัดแปลงนวนิยายเล่มนี้ว่า ‘unfaithful adaptation’ เลือกเอาเฉพาะส่วนที่ตนเองมีความสนใจ นอกนั้นทำการแต่งเติมรายละเอียดขึ้นใหม่ มันเลยต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
In the novel, what I really was interested in was one situation. The rest – when I read the novel through the eyes of an adaptor – there were many things that didn’t work for me and for the script. So let’s say that I was – during all these years – fighting against the novel. Until I forgot it completely and I tried to make my own story. It was very difficult to build a character like Robert, for him to be believable, but yet people can be horrified by this character and not find him grotesque. Then it took time to make everything believable, because it is a very unique situation.
คนที่รับชมหนังแล้วอาจรู้สึกว่าหนังได้รับอิทธิพลจาก Frankenstein, Prometheus, Pygmalion, หรือภาพยนตร์อย่าง Metropolis (1927), Vertigo (1958) ฯ แต่ผกก. Almodóvar บอกว่าสิ่งที่ตนเองครุ่นคิดระหว่างพัฒนาบทหนังมีเพียง Eyes Without a Face (1960) ของ George Franju อะไรอื่นเกิดขึ้นภายในจิตใต้สำนึกเสียมากกว่า
The only clear reference was George Franju’s Eyes Without a Face… I can’t say really that was taken consciously, but in fact was part of a deep cultural pool of resonances that I have. Yes, they’re there of course, but it’s really a whole sort of history of the idea of the scientist that’s trying to create a new being. So, yes, ‘Frankenstein,’ yes, ‘Pygmalion,’ ‘Vertigo,’ ‘Prometheus.’ I didn’t think about them consciously, but I think the spirits of culture would arrive on the set every day to say hello. But also, it was the theme of creation – in this case, he was trying to recreate the same human that he loved.
The Skin I Live In (2011) ถือเป็นครั้งแรกของผกก. Almodóvar ลองสร้างหนังแนว Horror ไม่ใช่แบบเลือดสาด หรือภาพกราฟิกน่าขยะแขยง แต่ต้องการนำเสนอความรู้สึกสั่นสยองขวัญเกิดขึ้นภายในจิตใจ อะไรคือสิ่งกำหนดเพศสภาพ? อัตลักษณ์ตัวตน? เนื้อหนังปกคลุมร่างกาย แตกต่างอะไรกับคุกขุมขัง?
In this movie, I approach one genre that I didn’t before: the horror movie. I don’t mean this is a horror movie, but there is a part inside. That was completely new for me. I mixed genres like always, but I think I took it here in a completely different way than before.
Certainly a lot of people who have seen it were completely shaken. But it’s not really a horror film like those produced in the States now. There’s no blood or gore in it at all. Maybe it’s just a horror movie my way.
หลายปีก่อนภรรยาของนักศัลยแพทย์ตกแต่ง Dr. Robert Ledgard (รับบทโดย Antonio Banderas) หนีตามไปกับชายชู้ Zeca (รับบทโดย Roberto Álamo) แล้วประสบอุบัติเหตุถูกไฟครอกร่างกายจนเสียโฉม เขาพยายามยื้อชีวิตเธอได้สำเร็จ แต่พอพบเห็นสภาพตนเองในกระจก ส่งเสียงกรีดร้อง มิอาจอดรนทนรับสภาพ ตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต กระโดดลงจากคฤหาสถ์ต่อหน้าต่อตาบุตรสาว Norma
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นภาพติดตาฝังใจ Norma จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวท หลายปีถัดมาเมื่อเติบโหญ่เป็นสาว (รับบทโดย Blanca Suárez) จิตแพทย์แนะนำให้ลองเข้าสังคม Dr. Robert จึงพาเธอร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ ถูกเกี้ยวพาราสีโดยชายหนุ่มหล่อ Vicente Guillén Piñeiro (รับบทโดย Jan Cornet) พาเข้าพงหญ้า ระหว่างกำลังร่วมรัก เธอเกิดความหวาดกลัว ส่งเสียงกรีดร้อง เขาจึงใช้ความรุนแรงข่มขืนใจ
นั่นทำให้ Norma กลายเป็นคนหวาดระแวง วิตกจริต กลัวกระทั่งบิดาของตนเอง นั่นสร้างความเกรี้ยวกราดให้ Dr. Robert ตัดสินใจลักพาตัว Vicente มาผ่าตัดแปลงเพศ ศัลยกรรมเรือนร่างกาย กลายเป็นหนูทดลองผิวหนังเทียม (Artificial Skin) และตั้งชื่อใหม่ให้ว่า Vera (รับบทโดย Elena Anaya)
José Antonio Domínguez Bandera (เกิดปี ค.ศ. 1960) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Málaga, Andalusia วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นนักฟุตบอล แต่ตอนอายุสิบห้าข้อเท้าหัก จึงหันเหความสนใจสู่ด้านการแสดง เข้าร่วมคณะของ Guillermina Soto แล้วมีโอกาสศึกษาต่อ Escuela Superior de Arte Dramático de Málaga (ESAEM) ก่อนเข้าตาผู้กำกับ Pedro Almodóvar ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Labyrinth of Passion (1982), Matador (1986), Law of Desire (1987), Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Tie Me Up! Tie Me Down! (1989), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019) ฯ
รับบท Dr. Robert Ledgard ศัลยแพทย์ตกแต่ง รูปหล่อ บ้านรวย ใช้คฤหาสถ์ของตนเองเป็นสถานที่ผ่าตัดเสริมสวย แต่ตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน หมกมุ่นอยู่กับการทดลองสร้างผิวหนังเทียม ลักพาตัวชายแปลกหน้ามาแปลงเพศ ปลูกถ่ายผิวหนัง ศัลยกรรมใบหน้าให้เหมือนภรรยาผู้ล่วงลับ เพื่อตนเองจักได้มีโอกาสครองรักกับเธออีกครั้ง
ผกก. Almodóvar คือคนค้นพบ Bandera แต่หลังจาก Tie Me Up! Tie Me Down! (1990) พวกเขาก็ไม่ได้ร่วมงานกันกว่าสองทศวรรษ … นั่นเพราะ Bandera โกอินเตอร์สู่ Hollywood แทบไม่มีเวลาหวนกลับมาร่วมงานกัน
I always felt very close to Antonio, he is like part of my family. He was like my younger brother. In the 80s, he was the actor of that moment that represented me better. I had many Spanish actresses, it was easier for me to find good actresses for me, but the male actors – at least for me – were more difficult. He had that kind of passion and desire that I loved in the 80s. We have a very deep deep link. Of course he went to the United States and created a family, he created a career and all that. I was living in Spain and I only saw him when I went to America – every two years or so. Let’s just say that you can love someone and have a relationship with them, even without seeing them, without talking every day with that person. There is a place, an emotional place that we have together and this is part of our lives, but it is in our memories and that creates a strong relationship. We met on stage, I remember he was playing in a classical play but he was one of the extras. It was a crowd scene and he was one of the extras. I liked him specifically and I was looking for dark haired boys for a movie so I called him and we talked for a while. The first thing I ever said to him, he remembers, was ‘You could play major romantic leads’. I asked him to be in my movie after a short audition.
[This film] was easy. Of course he grew up – he was not the same Antonio – but he kept inside the same Antonio that I live with in the past – a very happy person, very playful – and also, very importantly, he wanted to make this movie. I really appreciate that from the beginning he treated me as the only director on the set.
เห็นว่าผกก. Almodóvar วางแผนสร้างหนังเรื่องนี้หลังเสร็จจาก Bad Education (2004) พูดคุยติดต่อ Bandera ก็ตั้งแต่ตอนนั้น ทว่าต่างฝ่ายต่างติดพลันโปรเจคโน่นนี่นั่น จนเมื่อปี ค.ศ. 2010 ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าบทหนังเสร็จ “It’s about time.”
บทบาท Dr. Robert Ledgard ก็คือนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง (Mad Scientist) หลายคนอาจมีภาพจำชายหัวฟูๆ พฤติกรรมบ้าๆบอๆ แต่ทว่าภาพลักษณ์ของ Bandera คือชายวัยกลางคนสุดเนี๊ยบ เพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง การสูญเสียภรรยาทำให้เขาแทบคลุ้มบ้าคลั่ง เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น หมกหมุ่นทำการทดลองเพื่อสร้างผิวหนังเทียม ศัลยกรรมรูปลักษณ์เธอขึ้นมาใหม่ โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ผิดกฎหมายก็ลักลอบ แบล็กเมล์ ไม่ต่างจากคนโรคจิต (Psychopath)
โดยปกติแล้ว Dr. Robert พยายามสร้างภาพสุดเนี๊ยบ ไม่ค่อยแสดงปฏิกิริยาอารมณ์ แต่เมื่ออยู่สองต่อสองกับหนูทดลอง Vera มักเต็มไปด้วยความอ่อนไหว สายตาเป็นห่วงเป็นใย เอ็นดูรักใคร่ แทบมิอาจอดใจรอ ต้องการร่วมรักหลับนอนกับเธอ ถึงอย่างนั้นพวกเธอหาใช่อดีตภรรยา มิอาจเติมเต็มความต้องการจิตใจ … คงต้องถือว่า Dr. Robert เป็นคนที่มีความหมกมุ่นยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก โดยไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น
การสูญเสียภรรยาทำให้ Dr. Robert รักเอ็นดูบุตรสาว Norman ยุงไม่ให้ไรไม่ให้ตอม แต่จนแล้วจนรอดเกิดเหตุการณ์สร้างความเกรี้ยวกราด เคียดแค้นฝังหุ่น ถูกไอ้หนุ่มเมื่อวานซืนข่มขืนกระทำชำเรา ทำการล้างแค้น โต้ตอบเอาคืน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (ด้วยการลักพาตัวมาแปลงเพศ) หลังจากชายคนนั้นกลายเป็น Vera เขาถึงยินยอมยกโทษให้อภัย แถมยังตกหลุมรักครั้งใหม่
การหวนกลับมาร่วมงานเพื่อนเก่า Banderas แทบไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก หลายๆสิ่งอย่าง วิธีการทำงานยังคงคล้ายเดิม แต่มีความเรียบง่าย และรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น “You are becoming more Japanese.” ใช้เวลาสองเดือนในการซักซ้อม (Rehearsal) ก่อนเริ่มโปรดักชั่นถ่ายทำ
All the way through filming, Pedro kept turning to me and saying, ‘You know what? You didn’t change a bit.’ It’s like those 22 years didn’t happen’, It was almost like he was annoyed with me.
Antonio Banderas
Elena Anaya Gutiérrez (เกิดปี ค.ศ. 1975) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Palencia โตขึ้นเดินทางสู่ Madrid ตั้งใจจะเข้าเรียนต่อ Real Escuela Superior de Arte Dramático (RESAD) แต่พอไม่ผ่านการคัดเลือกสมัครเข้าเรียนการแสดงที่ Universidad de Cádiz แล้วปีถัดมาลองสอบอีกรอบ ได้เข้าศึกษา RESAD ไม่ถึงปีถูกไล่ออกเพราะได้งานภาพยนตร์ África (1996), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Sex and Lucia (2001), รับบทสมทบเล็กๆ Ángela ภาพยนตร์ Talk to Her (2002), เจ้าสาว Dracula ภาพยนตร์ Van Helsing (2004), Room in Rome (2010), The Skin I Live In (2011), Wonder Woman (2017) ฯ
จากชายหนุ่มรูปงาม Vicente Guillén Piñeiro เพราะความมึนเมาจากการเสพยา ใช้ความรุนแรง ข่มขืนใจหญิงสาว Norma เลยถูกลักพาตัวโดย Dr. Robert ผ่าตัดแปลงเพศกลายเป็นหญิงสาว Vera เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ชอกช้ำ แทบมิอาจยินยอมรับสภาพตนเอง พยายามหลบหนี กรีดคอฆ่าตัวตาย ถูกชายแปลกหน้า Zeca ข่มขืนกระทำชำเรา พอตระหนักว่าไม่สามารถหลบหนี จึงยินยอมก้มหัวศิโรราบ เฝ้ารอคอยหาโอกาส ทีเผลอแล้วเจอกัน
นอกจากบทบาท Vera ในฉากย้อนอดีต Anaya ยังเล่นเป็น Gal ภรรยาของ Dr. Robert ที่หนีตามชู้รัก Zeca แต่ระหว่างหลบหนีประสบอุบัติเหตุรถชน ไฟลุกไหม้ ครอกใบหน้าจนเสียโฉม พอพบเห็นตนเองในกระจกยินยอมรับสภาพไม่ได้ ส่งเสียงกรีดร้อง กระโดดคฤหาสถ์ฆ่าตัวตาย เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาบุตรสาว Norma
การแสดงของ Anaya ค่อนข้างมีความท้าทายทีเดียว เพราะเธอต้องเล่นเป็นผู้ชายในเรือนร่างผู้หญิง ทำเหมือนตนเองถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด พยายามดิ้นหลบหนี จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งแสร้งว่ายินยอมรับสภาพเป็นจริง เล่นละคอนตบตา ค้นหาความสงบภายในจิตใจ
It was almost playing a role inside of another role. I played this role as someone who was held captive inside another person’s skin. She’s in an artificial skin that doesn’t belong to her, with a face that doesn’t belong to her. She says barely anything, but feels a lot, and has to be very careful about the emotions she shows because, if her audience realizes that she is suffering, and she’s not as tranquil and normal as she looks, then something will go wrong. So, she has to play a role inside of that house and that room, and she better do it right, or she will be dead in the immediate moment when the doctor realizes that she is cheating.
Elena Anaya
สิ่งที่ผกก. Almodóvar มีความสนใจใน Anaya ดูจะไม่ใช่เรื่องการแสดง แต่คือเรือนร่างกายของเธอ เอวบางร่างน้อย ตัวเล็กกระจิดริด ฝึกฝนโยคะสักนิด สามารถใช้ความอ่อนไหวเผชิญหน้าความแข็งแกร่ง ยินยอมศิโรราบเพื่อเฝ้ารอคอยวันเวลาแว้งกัดผู้ล่า ต่อสู้เอาชนะศัตรูตัวใหญ่กว่า และก้าวออกเดินสู่อิสรภาพ
The first thing he gave me was a few lines of an Elias Canetti book called The Book of Death, I guess, in English. Libro de los Muertos. It was about a white animal, a leopard or something, inside of a jail, walking so patiently, waiting and waiting, walking from one side of the jail to the other—until there is a brief, tiny opportunity to escape. It was the introduction to my character. I was that leopard, walking that jail, learning how to wait for six years until this opportunity comes. That’s where the film starts.
He wanted me to look at noir films—like Barbara Stanwyck, Baby Face, Otto Preminger, Double Indemnity. Those women are tiny; they were not big, but very powerful. Just with an eyebrow they said, “This is my man, don’t touch him.” Without moving a muscle.
ถ่ายภาพโดย José Luis Alcaine (เกิดปี ค.ศ. 1938) ตากล้องสัญชาติ Spanish เกิดที่ Tangier, Morroco หลังสำเร็จการศึกษา Instituto Español Severo Ochoa (ที่ Tangier) เดินทางสู่ Madrid ทำงานถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายหนังสั้น ผลงานเด่นๆ อาทิ El Sur (1983), ¡Ay, Carmela! (1991), Belle Époque (1992), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Women on the Verge of a Nervous Breakdown (1988), Tie Me Up! Tie Me Down! (1989), Bad Education (2004), Volver (2006), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019), Parallel Mothers (2021) ฯ
แม้หนังยังเต็มไปด้วยสิ่งข้าวของ การจัดองค์ประกอบ แสง-สีสัน ลวดลายที่ดูสไตล์ลิสต์ (สไตล์ Almodóvar) แต่งานภาพโดยรวมจะไม่ฟรุ้งฟริ้งเหมือนผลงานก่อนๆ เลือกใช้โทนสีซีดๆ (น้ำเงิน-เขียวอ่อน) ให้ดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา สร้างบรรยากาศหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน … มีภาพรุนแรงอยู่ไม่กี่ฉาก แต่มันจักติดตราฝังใจผู้ชมไม่รู้ลืม
เฉกเช่นเดียวกับลีลาการเคลื่อนเลื่อนกล้องที่มีความเนิบนาบ เชื่องช้าลงอย่างมากๆ บางครั้งก็แช่ภาพค้างไว้หลายวินาที เมื่อตอน Broken Embrace (2009) มันยังมีทิวทัศน์ให้ซึมซับบรรยากาศโดยรอบ แต่หนังเรื่องนี้เป็นแนว Horror วิธีการดังกล่าวจักช่วยให้ผู้ชมรู้สึกสั่นสยอง ขนหัวลุกพอง สิ่งชั่วร้ายค่อยๆคืบคลานเข้ามา
ผมไม่แน่ใจว่าภายในคฤหาสถ์ของ Dr. Robert Ledgard เป็นการสร้างฉากขึ้นใหม่ในสตูดิโอหรือเปล่า? แต่ฉากภายนอกถ่ายทำยัง Quinta de Mirabel, Toledo (Castilla-La Mancha), นอกจากนี้ยังมี Santiago de Compostela, A Coruña (Galicia), Malasaña (Madrid) ฯ ใช้เวลาซักซ้อม (Rehearsal) เตรียมความพร้อมนานสองเดือน ก่อนโปรดักชั่นเริ่มต้นวันที่ 23 สิงหาคม จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2010
โดยปกติแล้วผมไม่ได้มีความสนใจในเสื้อผ้าตัวละคร แต่อ่านเจอจากบทสัมภาษณ์ของ Almodóvar กล่าวถึง Bodysuit ของ Vera ออกแบบโดย Jean Paul Gaultier พยายามทำออกมาให้ละม้ายคล้ายหุ่นยนต์สาว Metropolis (1927) แลดูเปลือยเปล่า ล่อนจ่อน มีทั้งหมดสามชุดด้วยกัน
- หลังการแปลงเพศได้ไม่นาน Vera สวมใส่ชุดสีเนื้อที่เต็มไปด้วยรอยเย็บ พบเห็นตะเข็บ แลดูเหมือนร่องรอยบาดแผลผ่าตัดที่ยังไม่หายดี และยังสอดคล้องเข้ากับฉากฉีกเสื้อผ้าขาดหลุดรุ่ย
- จากนั้นเปลี่ยนมาใส่ชุดสีดำ อาจสื่อถึงช่วงเวลาที่ Vera ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง เคยพยายามหาทางหลบหนีแต่ไม่สำเร็จ
- ตอนต้นของหนังคือช่วงเวลาที่ Vera เริ่มยินยอมรับสภาพเป็นจริง ชุดสีเนื้อจึงมีสีอ่อนลง ไร้รอยเย็บ แทบไม่พบเห็นตะเข็บ
- และหลังจากนั้น Vera จึงเริ่มยินยอมสวมใส่เสื้อผ้าสตรี ลวดลายดอก (ชุดที่เจ้าตัวเคยตัดเย็บตอนยังเป็น Vicente)
Vera has three different kinds of bodysuits. One is in a light nude tone with invisible zippers; the other two are in black and in a darker nude tone, with stitches and paddings. Vera only wears these bodysuits and refuses to wear feminine clothes. This accentuates her nakedness and defenseless. It also helps to suggest that the skin is an organ that works as a suit that wraps our body. The asexuality is intentional. Her new sex transforms her almost into a robot, a new kind of creature that moves between both sexes without properly belonging to any of them. It’s not unusual to think of Fritz Lang’s iconic robot in Metropolis.
Pedro Almodóvar



ผมคงไม่ลงรายละเอียดผลงานแต่ละชิ้นของ Louise Joséphine Bourgeois (1911-2010) ศิลปินชาวฝรั่งเศส โด่งดังกับศิลปะการจัดวาง (Installation Art) และประติมากรรมหุ่นผ้า หลายๆผลงานที่หนังนำมาอ้างอิงถึง มักมีลักษณะละม้ายคล้าย Vera สวมใส่ชุด Bodysuit สีเดียวกันเลยนะ!
วันว่างๆของ Vera รังสรรประติมากรรมหุ่มผ้า ทำการลอกเลียนแบบผลงานของ Bourgeois นั่นคือวิธีที่เธอใช้ผ่อนคลายความตึงเครียด เยียวยารักษาแผลใจ ระบายอารมณ์อัดอั้นผ่านงานศิลปะ สัญญะของจิตวิญญาณที่ถูกควบคุมขังในเรือนร่างกาย
Elena’s character finds enormous relief in [artist] Louise Bourgeois, whose work helps her stay alive. Art in this case means a help for survival. Science follows another path. I think that science will transform the idea of “humanity” into something else. We’ll gain a lot but we’ll also have an unknown factor when human beings will be able to determine, through genetic therapy, the details of the birth of a new self. Science will help us greatly but it will also place us before an abyss. Art will always be here to accompany us, to give us pleasure or even help us survive.
Pedro Almodóvar



หนังสือเล่มนี้ที่แม่บ้าน Marilia ส่งให้กับ Vera คือรวมเรื่องสั้นแปดเรื่อง Runaway (2004) แต่งโดย Alice Munro ซึ่งต่อมาผกก. Almodóvar เลือกสามเรื่อง Chance, Soon และ Silence มาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ Julieta (2016)

ภาพวาดเทพีแห่งความรัก Venus of Urbino (1534) หรือ Reclining Venus ภาพวาดสีน้ำมันโดย Titian ชื่อเต็ม Tiziano Vecellio (1477/88/90 – 1576) จิตรกรสัญชาติ Italian Renaissance
แซว: ด้วยความที่มือของ Venus วางอยู่บนเนินอวัยวะเพศ นักวิจารณ์งานศิลปะบางคนจึงตีความว่าเธออาจกำลังช่วยตนเอง (Masturbation)


อีกผลงานของ Titian คือหนึ่งในคอลเลชั่น Venus and Musician บางภาพมีแค่ Venus กับ Musician (บางครั้งเล่น Organ บางครั้งเล่น Lute), บางภาพมีทารกน้อย Cupid, บางภาพมีสุนัขตัวโปรด, ทิวทัศน์ด้านก็แตกต่าง ฯ แต่ทุกภาพเทพี Venus จะนอนอ่อยเหยื่อ ยั่วเย้านักดนตรี ไม่ได้แตกต่างจาก Venus of Urbino
แซว: Venus and Musician ทำการยั่วเย้านักดนตรี, Venus of Urbino สายตาของเทพีจับจ้องมองผู้ชม (ก็คือยั่วเย้าผู้ชมนะแหละ)


นี่กระมังคือเหตุผลการเลือกสองภาพวาดของ Titian เพราะในห้องนอนของ Dr. Robert มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับแอบถ่าย Vera ควบคุมขังอยู่ห้องข้างๆ ท่าทางนั่งอ่านหนังสือของเธอมันช่างยั่วเย้ายวน รัญจวนใจ ถึงขนาดทำให้เขาเลียนแบบท่าทาง … เหมือนเป็นการยั่วฝ่ายหญิงกลับ แต่ไม่มีทางที่เธอจะมองเห็นเขา

Zeca แวะเวียนกลับมาบ้านในวันงาน Carnival (จัดขึ้นช่วงระหว่างกุมภาพันธ์ – มีนาคมของทุกปี ขึ้นอยู่กับเมืองต่างๆ) สวมใส่ชุดลวดลายเสือ คือสัญญะของผู้ล่า เมื่อพบเห็นเหยื่อ Vera หน้าตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับ Gal (อดีตภรรยาของ Dr. Robert ที่เคยหนีตามกันไปก่อนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์) จึงมิอาจควบคุมสันชาตญาณตนเอง ข่มขืนเธอภายใต้รูปภาพ Venus and Musician … นี่เราสามารถเปรียบเทียบ Zeca = Musician, Vera = Venus

อีกภาพวาดที่ต้องกล่าวถึงก็คือ Dionysus found Ariadne on Naxos (2008) เป็นผลงาน Post-Modern ของ Guillermo Pérez Villalta (เกิดปี ค.ศ. 1948) จิตรกรชาว Spanish, นำแรงบันดาลใจจากเทพปรกณัมกรีก Dionysus หรือ Bacchus เทพเจ้าแห่งไวน์ เมื่อครั้นแรกพบเจอ Ariadne บุตรีของกษัตริย์แห่ง Crete ณ เกาะ Naxos แล้วตกหลุมรักแรกพบโดยพลัน
ความน่าสนใจของภาพนี้คือทั้ง Dionysus และ Ariadne ต่างไร้ใบหน้าตา บางคนอาจตีความว่าทั้งสองสูญเสียตนเอง มึนเมากับความรัก แต่ในบริบทของหนังคือการตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์กับรูปลักษณ์ “Our face identited us.” เปลือกภายนอกคือสิ่งบ่งบอกตัวตนภายใน หรือเปล่า?


เมื่อตอนแม่บ้าน Marilia เล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับ Gal ภรรยาของ Dr. Robert มีการฉายภาพย้อนอดีตในค่ำคืนที่ตื่นขึ้นมา เดินผ่านภาพวาด Tarsila do Amaral (1931) แปลว่า Landscape with Bridge ผลงานของ Tarsila do Amaral (1886-1973) จิตรกรหญิงสัญชาติ Brazilian ผู้บุกเบิก Latin American Modernist … นี่เป็นภาพวาดที่ดูเรียบง่าย ไร้พิษภัย ไม่มีอะไรเคลือบแฝงซ่อนเร้น คาดว่าคงต้องการสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้ป่วย กระมังนะ!
แซว: แต่สภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตใจของหญิงสาว ช่วงขณะนี้น่าจะเอาภาพวาด The Scream (1893) ของ Edvard Munch สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน!


ที่ร้านเสื้อผ้ามีลูกค้าสองคน (น่าจะพ่อ-ลูก) เดินทางมาเสนอขายชุดภรรยา เขาคนนี้คือโปรดิวเซอร์ Agustín Almodóvar น้องชายของผู้กำกับ Pedro Almodóvar ปรากฎตัวแทบจะทุกๆเรื่องเลยก็ว่าได้

ทั้งการฉีกเสื้อผ้า รวมถึงใช้ลิปติก Chanel ขีดๆเขียนๆตัวอักษรบนผนัง ล้วนเป็นการกระทำเพื่อระบายอารมณ์อัดอั้น โกรธเกลียดเคียดแค้นของ Vera ยังไม่สามารถยินยอมรับสภาพทางเพศของตนเอง แต่เพราะมันไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไข หลบหนี หรือกระทั่งฆ่าตัวตาย เธอจึงต้องสรรหาสรรพวิธีเพื่อปลดปล่อย ผ่อนคลาย สำแดงอารยะขัดขืนออกมา


บอนไซ (Bonsai) คือศิลปะของญี่ปุ่น (Japanese Art) ทำการเพาะปลูก ตัดแต่งต้นไม้ให้มีความสวยงาม แต่ทว่าการทำเช่นนั้นถือว่าขัดต่อวิถีธรรมชาติของมัน, ก็เหมือนการผ่าตัดแปลงเพศ สร้างผิวหนังเทียม เป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติกำเนิดของมนุษย์

ทั้งสามภาพวาดนี้คือผลงานของ Juan Gatti ศิลปินชาว Argentine ร่วมงานขาประจำของผกก. Almodóvar ด้านออกแบบโปสเตอร์, Title Sequence ฯ โดยผลงานชุดนี้คือ Ciencias Naturales (1988) แปลว่า Natural Sciences เป็นผลงานภาพตัดแปะ (Collage Art) นำเอากายวิภาคมนุษย์ ผสมเข้ากับชีววิทยาของพืชและสัตว์ เพื่อสื่อถึงมนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ไคลน์แม็กซ์ของหนัง มุมมองหนึ่งคือการโต้ตอบเอาคืนของ Vera สามารถเข่นฆ่าล้างแค้น Dr. Robert และแม่บ้าน Marilia ที่ร่วมสมรู้ร่วมคิด, แต่เราสามารถตีความในเชิงเปรียบเทียบถึง Pygmalion ปกรณัมกรีกที่เล่าถึงถึงประติมากรผู้ตกหลุมรักงานประติมากรรมของตนเอง หรือก็คือศัลยแพทย์ Dr. Robert ตกหลุมรักหนูทดลอง Vera จนหายนะหวนย้อนกลับมาหาตนเอง
By the end of the movie, it seems Dr. Ledgard is actually falling for Vera somehow, though I never felt that way when we were performing it; I thought it was more like he’s falling for himself, he’s falling for his masterpiece. And he eventually receives the punishment he should receive.
Antonio Banderas

พอกลับมาถึงบ้าน/ร้านเสื้อผ้า Vera/Vicente ขณะลงจากรถแท็กซี่พบเห็นภาพสะท้อนร่างกายซ้อนทับชุดเดรสแดงในตู้กระจก นี่ราวกับเป็นการตั้งคำถามให้กับตนเองว่า เมื่อเปลือกภายนอกกลายเป็นหญิง แล้วสิ่งที่อยู่ภายใจ จิตวิญญาณเพศอะไร?
อีกความน่าสนใจของช็อตนี้ก็คือภาพพื้นหลังในตู้กระจก คือภาพอาคารบ้านเรือนวาดด้วยดินสอ แลดูละม้ายคล้ายตัวอักษรที่ Vera ขีดๆเขียนๆในห้องขังของตนเอง (ที่คฤหาสถ์ของ Dr. Robert) ตอนนั้นคือการระบายอารมณ์อัดอั้นภายในจิตใจ ขณะนี้อาจสื่อถึงการปลดปล่อยตัวตนเอง(ทางร่างกาย) โบยบินสู่อิสรภาพ ไม่ถูกควบคุมขังอีกต่อไป

ฉากจบของหนัง การหวนกลับบ้านของ Vera/Vicente ก็เพื่อสำแดงอัตลักษณ์ตัวตน ป่าวประกาศให้โลกรับรู้ว่าฉันคือใคร แม้ว่าเปลือกภายนอก รูปร่างหน้าตาจะกลายเป็นหญิง แต่ตัวตนแท้จริง จิตวิญญาณภายในยังคงเดิม “I’m Vicente” ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งวิธีการที่ Vera/Vicente ทำให้ครอบครัวตระหนักรับรู้ความจริงดังกล่าว คือการสวมใส่ชุดลายดอก Dolce & Gabbana ที่ได้รับความนิยมในทศวรรษ 50s (ผกก. Almodóvar ให้เหตุผลเลือกชุดจากทศวรรษนี้ เพราะมันเป็นยุคทองของหนังนัวร์ “golden age of the film noir was of course the 1950s”)
Vicente is always surrounded by dresses in his mother’s boutique, as a subliminal premonition of the gender he’ll be condemned to. Even when he wants to offer Cristina, the shop attendant, a flowery Dolce & Gabbana dress, he cannot imagine that he’ll be back to the store wearing that same dress six years later. He has found it in a store in Toledo, where he’s gone for some shopping with Marilia (although this isn’t included in the film). This will identify him as Vicente, in spite of his current physical appearance. As every element on screen, costumes give an incredible amount of information about the characters and the story. In some cases, they even become the best way to convey an emotion.
Pedro Almodóvar

ตัดต่อโดย José Salcedo Palomeque (1949-2017) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Ciudad Real, ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก Pepi, Luci, Bom (1980) จนถึง Julieta (2016)
ไม่เชิงว่าหนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Dr. Robert Ledgard แต่เขาคือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง แพทย์ศัลยกรรม พานผ่านสองเหตุการณ์โศกนาฎกรรม (เล่าผ่านการฉายภาพย้อนอดีต) จึงลงมือล้างแค้น Vicente Guillén Piñeiro ลักพาตัวมาแปลงเพศ ศัลยกรรมทั้งตัวให้กลายเป็นหญิง
- Dr. Robert และ Vera
- ร้อยเรียงกิจวัตรประจำวันของ Vera
- Dr. Robert เดินทางไปบรรยายการทดลองปลูกถ่ายผิวหนังเทียม
- พอกลับมาคฤหาสถ์ Vera พยายามจะฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ
- Dr. Robert ทำการทดลองปลูกถ่ายผิวหนังเทียมกับ Vera
- งานเลี้ยงหลังการบรรยาย Dr. Robert ถูกตักเตือนจากเพื่อนร่วมงาน การทดลองกับมนุษย์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
- Vera เปลี่ยนท่าทีต่อ Dr. Robert แสดงความอ่อนน้อม ยินยอมรับสภาพของตนเอง
- Zeca
- การมาถึงของ Zeca สวมใส่ชุดเสือโคร่งมาเยี่ยมมารดา Marilia
- Zeca ทำการข่มขืน Vera
- Dr. Robert กลับบ้านมาพอดี จึงลงมือฆ่าปิดปาก Zeca
- Marilia จัดการศพของ Zeca จากนั้นพูดเล่าเบื้องหลังความจริงให้กับ Vera
- (Flashback) Gal ภรรยาของ Dr. Robert เมื่อเห็นตนเองในกระจก รับสภาพไม่ได้ เลยกระทำอัตวินิบาต กระโดดลงจากคฤหาสถ์ต่อหน้าต่อตาบุตรสาว Norma
- Norma Ledgard
- Dr. Robert หลับฝันถึงเหตุการณ์เมื่อหกปีก่อน
- (Flashback) พาบุตรสาว Norma เข้าร่วมงานสังสรรค์ เข้าสังคม
- (Flashback) Norma หายตัวไปกับชายหนุ่ม Vicente ก่อนพบเจอในสภาพถูกข่มขืน
- Dr. Robert ตื่นขึ้นจากฝันร้าย ก่อนเคลื่อนย้ายไปมุมมองของ Vera/Vicente
- (Flashback) แนะนำตัวละคร Vicente ทำงานร้านเสื้อผ้า
- (Flashback) Vicente มาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ เกี้ยวพาราสี Norma พาเข้าพงหญ้าเพื่อจะร่วมรัก แต่เธอกลับส่งเสียงกรีดร้อง
- Vicente Guillén Piñeiro
- (Flashback) วันถัดมา Vicente จึงถูกไล่ล่า ลักพาตัวโดย Dr. Robert
- (Flashback) Vicente ตื่นขึ้นมาในสภาพถูกล่ามโซ่ตรวน
- (Flashback) Dr. Robert เดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อเข้าเยี่ยม Norma แต่เธอสำแดงอาการคลุ้มคลั่ง เสียสติแตก
- (Flashback) วันงานศพของ Norma ทำให้ Dr. Robert ลงมือการผ่าตัดแปลงเพศ Vicente
- (Flashback) Vicente ได้กลายเป็น Vera พยายามหาทางหลบหนี แต่ไม่สำเร็จสักที
- (Flashback) Vera เรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
- ล้างแค้นไม่สาย
- ตื่นเช้าขึ้นมา Vera แสดงทีท่าว่าใจอ่อนกับ Dr. Robert จึงได้รับอนุญาตให้ทำโน่นนี่นั่น
- หลังกลับจากช็อปปิ้ง คืนนี้จึงสบโอกาสล้างแค้น
- Vera เดินทางกลับไปหาครอบครัว พร้อมกล่าวว่า “I’m Vicente”
การจะทำความเข้าใจโครงสร้างของหนัง ถือว่ามีความท้าทายอยู่พอสมควร แต่โชคดีที่ ‘สไตล์ Almodóvar’ ชอบขึ้นข้อความระบุเวลา “หกปีก่อนหน้า” “หลายสัปดาห์ถัดมา” นั่นช่วยให้ผู้ชมสามารถแปะติดปะต่อเรื่องราวได้ง่ายขึ้น
บางคนอาจสับสน มึนงงอยู่เล็กๆ ช่วงขณะฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) มีทั้งหมดสามครั้ง จากสามมุมมองตัวละคร เพราะมันช่วงเวลาซ้อนทับระหว่างความฝันของ Dr. Robert และ Vera
- ครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่างแม่บ้าน Marilia พูดเล่าเหตุการณ์ในอดีตให้กับ Vera เมื่อครั้นภรรยาของ Dr. Robert หนีตาม Zeca แล้วประสบอุบัติเหตุรถไฟไหม้ เธอสามารถเอาตัวรอดชีวิตได้หวุดหวิด แต่มิอาจทนต่อรูปลักษณ์ของตนเอง
- ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอดีต-ปัจจุบัน มักพยายามถ่ายให้ติดเปลวไฟ เพื่อสื่อถึงความทรงจำอันเลวร้าย และสะท้อนความรู้สึก(มอดไหม้)ของตัวละครขณะพูดเล่าเหตุการณ์ดังกล่าว
- Dr. Robert นอนหลับฝัน หวนระลึกถึงบุตรสาว Norma พาไปเข้าสังคมครั้งแรก ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ ก่อนพบเจอเธอหลังถูกข่มขืนใจ
- กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาใบหน้า Dr. Robert จากนั้นตัดไปภาพช่องลมแซกโซโฟน (อาจสื่อถึงช่องว่างภายในหัวใจ) ก่อนขึ้นข้อความหกปีก่อนหน้า
- หลังจาก Dr. Robert สะดุ้งตื่นขึ้นมา กล้องเคลื่อนเลื่อนไปยัง Vera นอนหลับฝัน ย้อนกลับไปเมื่อครั้นยังเป็น Vicente ทำงานร้านเสื้อผ้า เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ เกี้ยวพาราสี Norma พาเข้าพงหญ้าเพื่อจะร่วมเพศสัมพันธ์ ก่อนถูก Dr. Robert ลักพาตัว แปลงเพศหญิง ตกอยู่ในความสิ้นหวัง
- กล้องจับจ้องใบหน้าของ Vera จากนั้นฉายภาพ Vicente กำลังสวมใส่ชุดให้กับหุ่นโมเดลในร้านเสื้อผ้า (สวมใส่เสื้อผ้า = ศัลยกรรมผิวหนัง)



เพลงประกอบโดย Alberto Iglesias Fernández-Berridi (เกิดปี ค.ศ. 1955) นักแต่งเพลงสัญชาติ Spanish เกิดที่ San Sebastián, Basque Country โตขึ้นร่ำเรียนดนตรียัง Saint-Sébastien จากนั้นเดินทางสู่ Paris เรียนการแต่งเพลงกับ Francis Schwartz และสไตล์ดนตรี Electro-Acoustic กับ Gabriel Brnčić, ร่วมงานขาประจำผกก. Pedro Almodóvar ตั้งแต่ The Flower of My Secret (1995), ผลงานเด่นๆ อาทิ All About My Mother (1999), Talk to Her (2002), The Constant Gardener (2005), The Kite Runner (2007), Che (2008), The Skin I Live In (2011), Exodus: Gods and Kings (2014) ฯ
The Skin I Live In (2011) ถือเป็นหนึ่งใน Soundtrack ยอดเยี่ยมที่สุดของ Iglesias (และผกก. Almodóvar) นั่นอาจเพราะความชัดเจนในแนวหนัง ฟังแล้วรู้สึกหลอกหลอน สั่นสะพรึง ส่วนผสมของดนตรีคลาสสิก (เปียโน ไวโอลิน เชลโล เบส) เข้ากับเครื่องดนตรีไฟฟ้า อุปกรณ์สังเคราะห์เสียง บรรเลงออกมาในลักษณะ Gothic Romance
Tema de Vera แปลว่า Vera’s Theme เสียงเปียโนท่วงทำนองเศร้าๆ เหงาๆ ตัดกับเชลโลรำพันความทุกข์ทรมาน หญิงสาวถูกควบคุมขัง อาศัยอยู่ในกรงทอง ทำได้เพียงสงบสติอารมณ์ อดกลั้นฝืนทน พยายามทำให้ตนเองไม่เสียสติ คลุ้มบ้าคลั่ง มีชีวิตเอาตัวรอดไปวันๆ ไร้อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต วันนี้มันช่างเยิ่นยาวนาน เมื่อไหร่จะสามารถได้รับอิสรภาพ ก้าวออกจากคุกคุมขัง
ความน่าสนใจของ El Asalto del Hombre Tigre แปลว่า The Tiger Man Assault คือการผสมผสานเสียงสังเคราะห์ (จากเครื่อง Absynth) เป็นการสร้างสัมผัสอันตราย สันชาตญาณสัตว์ร้ายที่มิอาจควบคุม แต่ระหว่างลงมือข่มขืนนั้น เสียงเครื่องดนตรีคลาสสิกมักดังขึ้นเป็นจังหวะ ปั่ม-ปั้ม ปั่ม-ปั๊ม … จินตนาการต่อเองแล้วได้กระมัง
มีสองบทเพลงที่ Concha Buika ขับร้อง/ทำการแสดงคอนเสิร์ตในงานเลี้ยงปาร์ตี้ ประกอบด้วย
- Se Me Hizo Fácil แปลว่า It became easy for me, แต่งโดย Agustín Lara, เริ่มต้นจากแซกโซโฟน สลับเปลี่ยนเครื่องดนตรี ก่อนขับร้องโดย Buika
- Por el amor de amar (Necesito amor) แปลว่า For the love of loving (I need love), แต่งโดย Jean Manzon & José Toledo
ผมเลือกบทเพลง Por el amor de amar (Necesito amor) ดังขึ้นครั้งแรกในฉากย้อนอดีต บุตรสาว Norma รับบทโดย Ana Mena เป็นผู้ขับร้องเพลงนี้ ได้ยินไปถึงหูมารดา Gal ลุกขึ้นมาพบเห็นสภาพตัวเองในกระจก เลยตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต กระโดดคฤหาสถ์ลงมาเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา!
และครั้งหลังได้ยินบทเพลงนี้ในงานเลี้ยงสังสรรค์ (Buika ขับร้องคอนเสิร์ต) ระหว่าง Norma กำลังจะถูก Vicente ลากพาไปร่วมรัก/ข่มขืนในพงหญ้า นั่นทำให้เธอเกิดอาการคลุ้มคลั่ง เสียสติแตก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
| ต้นฉบับ Spanish | คำแปลอังกฤษ |
|---|---|
| Quiero la luz del sol También quiero el azul del cielo en el mar Quiero mas sin fin Para no tener nunca que terminar Como la flor feliz de ver como nace la flor Hoy mi sombra se deshace como el viento Quien me quiera amar Amará también lo peor de mi, con ardor El corazón del mundo canta en mi corazón Mis pies siguen bailando sin cesar Desde que desapareciste todo es celebración Y todo el dolor desapareció Necesito amar Quiero ser la luz que besa la flor Necesito amar Ser la flor que se da solo con pasión | I want the sunlight I also want the blue of the sky at sea I want more without end So I never have to end Like the flower happy to see how the flower is born Today my shadow dissolves like the wind Whoever wants to love me Will also love the worst of me, with passion The heart of the world sings in my heart My feet keep dancing without ceasing Since you disappeared, everything is a celebration And all the pain disappeared I need to love I want to be the light that kisses the flower I need to love Be the flower that gives itself only with passion |
ระหว่างที่ Dr. Robert ขับรถไล่ล่า พุ่งชนมอเตอร์ไซด์ของ Vicente บทเพลงดังขึ้นเป็นตัวเลือกน่าแปลกใจทีเดียว Shades of Marble แต่ง/ทำการแสดงโดย Anders Trentemøller และไวโอลิน Davide Rossi
นี่น่าจะเป็นบทเพลงแนว Techo, Electro สร้างสัมผัสลุ่มลึก รุนแรง เสียงหัวใจเต้นตุบๆ เหมือนคลื่นใต้น้ำปั่นป่วนคลุ้มคลั่ง บิดาเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้นชายแปลกหน้าข่มขืนบุตรสาว พยายามไม่แสดงออกภายนอก แต่พอสบโอกาสก็ขับรถพุ่งชน
Libertad Vigilada แปลว่า Probation ดังขึ้นหลังจาก Vicente ถูกผ่าตัดแปลงเพศ รับรู้ตนเองว่ากลายเป็นหญิง มันทำให้เขาสั่นสะท้าน คลุ้มคลั่ง เสียงเปียโนเบาๆแทนคำพูดที่มิอาจบอกกล่าว อยากกรีดร้อง ระเบิดระบายอารมณ์ แต่ไม่สามารถสำแดงปฏิกิริยาใดๆออกมา (เพราะถูกผูดมัดอยู่บนเตียงผ่าตัด)
บทเพลงที่ผมชอบสุดในหนัง Una Patada en los Huevos แปลว่า A Kick in the Balls เมื่อครั้น Vera เตะไข่ Dr. Robert พยายามหาหนทางหลบหนีออกจากคฤหาสถ์นรกแห่งนี้ ใช้ไวโอลินกรีดกราย แทนความเจ็บจุก … ผู้ชายทั้งหลายคงเข้าใจความรู้สึก
Los vestidos desgarrados แปลว่า The Torn Dresses ถือเป็นวิวัฒนาการของ Una Patada en los Huevos (A Kick in the Balls) จากไวโอลินกรีดกราย มาเป็นสารพัดเครื่องสายโหมกระหน่ำ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่กำลังฉีกขาด แต่ยังคือสภาพจิตใจที่ถูกกรีดบาด เพราะมิอาจอดรนทนต่อสภาพเป็นอยู่ จึงระบายอารมณ์เก็บกด อดกลั้น คลุ้มบ้าคลั่ง เริ่มไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
Duelo Final แปลว่า Final Duel ชื่อเพลงอาจงงๆ แต่มันคือช่วงเวลาก่อนการล้างแค้นของ Vera ตระเตรียมทุกสิ่งอย่างพร้อมสรรพ ค่ำคืนนี้ถึงเวลาที่เขา/เธอจะเอาคืน Dr. Robert ต่อทุกสรรพสิ่งอย่างบังเกิดขึ้น เสียงไวโอลินกรีดกราย หายนะกำลังคืบคลานเข้ามา และเมื่อลงมือกระทำสำเร็จ ก็ถึงเวลาโบยบินสู่อิสรภาพ หวนกลับสู่อ้อมอกมารดา
The Skin I Live In (2011) นำเสนอเรื่องราวการล้างแค้นของบิดา (Revenge Film) หลังจากบุตรสาวถูกชายแปลกหน้าข่มขืนกระทำชำเรา เลยทำการลักพาตัวไอ้หนุ่มคนนั้นมาแปลงเพศ ศัลยกรรมทุกอย่างให้เหมือนผู้หญิง แล้วผลกรรมติดตามทันเมื่อเธอคนนั้นถูกข่มขืนกลับ ได้รับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ … เคลือบแฝงข้อคิดให้กับคนที่ชอบขืนใจผู้อื่น ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูบ้าง ถ้าคุณเองถูกผู้อื่นขืนใจ มันคงไม่น่าใจเรื่องน่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่
การกระทำของ Dr. Robert แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้องเหมาะสม เป็นการใช้อำนาจ (Power) เงินทอง (Wealth) รวมถึงองค์ความรู้ (Knowledge) โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ไร้จรรยาบรรณ ขาดจิตสามัญสำนึก หมกมุ่นยึดติดกับรูปลักษณ์ ความรักต่อภรรยาและบุตร มองมนุษย์ไม่ต่างจากวัตถุ (Object) สำหรับครอบครอง เป็นเจ้าของ ตอบสนองความต้องการของตนเอง
It’s more an abuse of power than an abuse of wealth I would say. The abuse that is perpetrated by Antonio’s character is more the abuse that is perpetrated by the powerful. The commit these crimes and abuses in many different ways; they buy justice for a million dollars, they build prisons like Guantanamo Bay – that they fill up with prisoners who are not treated like human beings, they don’t even have the most basic conditions in which a human being can live. Unfortunately in our society today, I think there many examples of abuse of power, and massive abuses at that. Sometimes we participate in this unconsciously, through our indifference.
Pedro Almodóvar
แง่มุมของการศัลยกรรม ยุคสมัยนี้การปลูกถ่ายผิวหนังไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย คอขาดบาดตาย หรือห้ามทำการทดลองกับมนุษย์ แต่ในบริบทของหนังมันเป็นการลักลอบ แอบทำ และผู้ทดลองหาได้ยินยอมพร้อมใจ (ถูกลักพาตัว แถมโดนคุมขังไม่ให้ออกไปไหน) มันจึงเกิดข้อครหาขึ้นมา
ผกก. Almodóvar ไม่ได้ต่อต้านเรื่องการทำศัลยกรรม ถึงขนาดเรียกว่า “Sign of our Time” เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยความงาม ยังสำหรับบุคคลที่มีปัญหา หน้าตาอัปลักษณ์ พันธุกรรม อุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บ ฯ โดยเฉพาะคนเสียโฉมมักสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต การศัลยกรรมจะช่วยฟื้นฟูทุกสิ่งอย่างกลับคืนมา
I think that cosmetic surgery is a sign of our times. I think that surgery in and of itself is a good thing. If you have some kind of abnormal growth or something that’s really unfortunate, really ugly then yes, if surgery can help you with that, then that’s wonderful. The same thing if you have some sort of deformity or malformation. I also think it’s acceptable to seek, if not eternal youth, then the extension or the prolongation of youth. If surgery allows you to enjoy being 60 in today’s world – where 60 is what is was to be 40, 20 years ago – then this is very welcome progress. Anything that prolongs youth – and I don’t just mean the external appearance of youth, I mean youth from within, visceral youth, emotional youth, physical youth – is a wonderful thing.
แต่สิ่งน่าจะเป็นปัญหาก็คือความหมกมุ่นในการศัลยกรรม ทำโน่นนี่นั่นจนมากเกินความงาม กลายเป็นอัปลักษณ์พิศดาร โทษอะไรใครไม่ได้นอกจากตนเองไม่รู้จักเพียงพอดี
I think that often when there is abuse that abuse comes from the very clients themselves; people who end up entering a kind of vicious circle in search of beauty and that leads, sometimes, to quite grotesque extremes. That really falls under the category of your own self-control and the decisions you make for yourself.
และอีกปัญหาหนึ่งที่ผกก. Almodóvar รู้สึกวิตกกังวลก็คือการทำศัลยกรรมของนักแสดง บางครั้งเมื่ออายุไม่ตรงกับใบหน้า ฉีดโบท็อกซ์จนไร้รอยเเหี่ยวย่น การแสดงออกทางอารมณ์ก็จะผิดเพี้ยน แตกต่างออกไป
I have to say, as a director; I prefer that my actors not be touched up through cosmetic surgery procedures. For me, the emotions that I conceive of in my characters really need to be represented by faces that reflect their true ages. You reach a stage, I think, where if you continue along these lines, then any attempt to make a period film will suddenly look completely improbable.
สำหรับการผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง (หรือหญิงเป็นชาย) จริงๆแล้วมันรายละเอียดมากมาย ให้ฮอร์โมน ผ่านการตรวจสอบทางจิตวิทยา ไม่ใช่จู่ๆก็สามารถผ่าตัดสร้างช่องคลอดใหม่ (Vaginoplasty) แต่หนังข้ามขั้นตอนเหล่านั้นเพื่อให้ผู้ชม(โดยเฉพาะบุรุษ)เกิดความหลอกหลอน วาบๆหวิวๆ สั่นสะหยิว หวาดสะพรึงขึ้นโดยพลัน
ธรรมชาติกำหนดให้มนุษย์มีสองเพศกำเนิด X & Y, ชายกับหญิง (ไม่นับพวกที่มีความผิดปกติทางเพศ) แต่จิตวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในร่างกาย มีเพศหรือเปล่า? ถ้ามีเพศอะไร? ใครเป็นคนกำหนด? เปลี่ยนแปลงได้ไหม? นี่อาจเป็นคำถามโลกแตกสำหรับคนไม่สามารถแยกแยะเพศกำเนิด (Biological Sex) ออกจากเพศสภาพ (Gender Identity)
ตอนมนุษย์ถือกำเนิดไม่ต่างจากผ้าขาวบาง เด็กน้อยไม่รับรู้เรื่องเพศจนกว่าจะเติบโตถึงวัยเจริญพันธุ์ แรกเริ่มย่อมสังเกตจากเพศกำเนิด แต่ต่อมาจักได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ครอบครัว เพื่อนฝูง และยุคสมัยนี้พยายามเสี้ยมสอนให้รู้จัก ‘อิสรภาพทางเพศ’ เช่นนั้นแล้วเพศสภาพมันจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชาย-หญิงอีกต่อไป!
Vicente ตั้งแต่เกิดมีอวัยวะเพศชาย เรียนรู้จักตนเองว่าเป็นผู้ชาย (ไม่ได้มีความเบี่ยงเบนทางเพศใดๆ) ต่อมาถูกลักพาตัว ผ่าตัดแปลงเพศให้กลายเป็นหญิง แต่จิตวิญญาณของเขายังคงยึดติดกับความเป็นชาย นั่นทำให้ตอนจบเมื่อสามารถหวนกลับหาครอบครัว ป่าวประกาศ “I am Vicente.” … ในมุมของผกก. Almodóvar วิทยาศาสตร์อาจสามารถผ่าตัดแปลงเพศ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวตน/จิตวิญญาณของคน
But for me, it was very important for the character of Vera to go back to his beliefs, and since the moment that he stepped into the boutique of his mother, or her mother, that she knows who she is. She felt exactly the same person than six years before when he left in the body of Vicente in the motorcycle before the kidnapping. And that’s very important. I like the idea that the identity is something inaccessible to scientific advanced. But even beyond just the scientific advances, that even masculinity and femininity at the end of the day have nothing to do with the genitals. It’s beyond that.
Pedro Almodóvar
รับชมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมฉุกครุ่นคิดว่า จิตวิญญาณคือสิ่งไร้เพศ ไม่มีชาย-หญิง หรือเพศใดๆ คำว่าเพศกำเนิดเกิดจากสรีระร่างกาย เพศสภาพได้รับจากอิทธิพลแวดล้อมรอบข้าง หล่อหลอมให้เราหมกมุ่นยึดติด เรียกร้องการมีอัตลักษณ์ตัวตนในสังคม … จริงๆแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าเรามีเพศอะไร การกำหนดเพศโน่นนี่นั่นไม่ต่างจากสร้างกำแพงขึ้นมากีดขวางกั้น เกิดความแบ่งแยก เหลื่อมล้ำ สารพัดปัญหามากมายเกิดขึ้นไม่รู้จบ
โดยปกติแล้วภาพยนตร์ของผกก. Almodóvar จะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ใน Spain ช่วงเดือนมีนาคม ก่อนเดินทางไปฉายตามเทศกาลหนัง แต่ทว่า The Skin I Live in (2011) ก่อนหน้าจะออกฉายไม่กี่วัน 4 มีนาคม ค.ศ. 2011 มีการประกาศใช้กฎหมาย Ley de Economía Sostenible (LES) หรือ Sustainable Economy Law ชื่อย่อ Sinde Act จุดประสงค์เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต แต่รายละเอียดในกฎหมายเต็มไปด้วยข้อครหามากมาย โปรดิวเซอร์ Agustín Almodóvar เลยตัดสินใจเลื่อนฉายออกไปก่อน
What has happened in the last few hours forces us to adopt a new strategy with our new film, The Skin I Live In. We will delay its release until autumn, for the first time, and as if we were an American major —which we are not—we will do it simultaneously worldwide. And that is, for us, a disaster. But we have no other choice.
Agustín Almodóvar
นั่นทำให้หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ได้รับการยืนปรบมือ (Standing Ovation) ประมาณสิบนาที แต่เสียงตอบรับกลับค่อนข้างก้ำกึ่ง คว้ามาเพียงสองรางวัล (ที่ไม่ใช่จากสายการประกวด)
- Vulcain Prize for the Technical Artist (José Luis Alcaine)
- Award of the Youth
ด้วยทุนสร้าง €10 ล้านยูโร (อีกแหล่งข่าวระบุ $13.5 ล้านเหรียญ) การเข้าฉายใน Spain ช่วงปลายปีทำให้รายได้หดหายไปพอสมควร ทำเงินได้เพียง €4.62 ล้านยูโร แต่โชคดีที่หนังพอขายได้ในตลาดนานาชาติ รวมรายรับประมาณ €20 ล้านยูโร (อีกแหล่งข่าวระบุ $30.8 ล้านเหรียญ)
อีกสิ่งที่หนังได้รับผลกระทบ (จากการเข้าฉายช่วงปลายปี) ทำให้พลาดโอกาสเป็นตัวแทนประเทศเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film ปีนั้นส่ง Black Bread (2010) ไม่มีลุ้นอะไร … ถึงอย่างนั้น The Skin I Live In (2011) กลับเข้าชิง Golden Globe และคว้ารางวัล BAFTA Award
- Golden Globe: Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ A Separation (2011)
- BAFTA Award: Best Film Not in the English Language ** คว้ารางวัล
- European Film Awards
- European Production Designer
- European Composer
เกร็ด: The Skin I Live In (2011) คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรดแห่งศตวรรษที่ 21th ของผกก. Quentin Tarantino
The Skin I Live In (2011) อาจไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกของผกก. Almodóvar แต่มีความกล้าได้กล้าเสี่ยง รื้อฟื้นจิตวิญญาณสมัยยังหนุ่มๆ (ดิบ เถื่อน บ้าบอคอแตก) ผสมเข้ากับการเติบโตทางภาพยนตร์ของตนเอง กลายมาเป็นหนังที่คนรักศิลปะน้ำลายสลอ คอหนัง Horror สั่นสยิวกิ้ว และเคลือบแฝงสาระข้อคิดสุดโต่ง ถ้าคุณครุ่นคิดได้ก็จะหลงใหลคลั่งไคล้ สั่นสะท้านอวัยวะเพศ(ชาย)
จัดเรต 18+ การข่มขืน แปลงเพศ ฆาตกรรม
Leave a Reply