Le ballon rouge (1956)

The Red Balloon

Le Ballon Rouge (1956) French : Albert Lamorisse ♥♥♥♥♡

หนังสั้นความยาวเพียง 35 นาที จะทำให้คุณตกหลุมรักหลงใหลในมนต์เสน่ห์สุดมหัศจรรย์ เด็กชายได้เพื่อนใหม่คือลูกโป่งสีแดง โดยไม่รู้ตัวมันสามารถขยับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตจิตใจ! คว้ารางวัล Palme d’Or – Best Short Film และ Oscar: Best Original Screenplay, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

“The simplicity and emotional clarity of Albert Lamorisse’s 1956 The Red Balloon have made it one of the most beloved films of all time”.

– Michael Koresky นักวิจารณ์จาก Criterion

คือมันคาดไม่ถึงจริงๆนะ แรกๆก็แค่ชวนพิศวงว่ามันเกิดอะไรขึ้น เรื่องราวดำเนินไปด้วยอมยิ้ม แต่พอถึงไคลน์แม็กซ์ตอนจบเท่านั้นละ แปรสภาพกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไปเลยละ

แต่สิ่งน่าทึ่งยิ่งกว่าคือผู้กำกับ Albert Lamorisse แม้ผลงานไม่เยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นหนังสั้น ถ้าไล่เรียงจากอดีต-ถึงเรื่องนี้-อนาคต จะพบเห็นร่องรอยต่ออันน่าทึ่ง หัวข้อความสนใจเริ่มจาก ลา-ม้า-ลูกโป่ง-บอลลูน-กายกรรม-สารคดีถ่ายพายุ เริ่มจากดินสู่ดาว พื้นสู่เวหา แล้วกลายเป็นตำนานค้างฟ้า

Albert Lamorisse (1922 – 1970) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่กรุงปารีส โตขึ้นเริ่มจากเป็นช่างภาพ ก่อนผันตัวกำกับหนังสั้นเริ่มจาก
– Bim (1951) เรื่องราวของเด็กชายชาวอาหรับ กับลาชื่อ Bim
– White Mane (1953) เรื่องราวของเด็กชายที่สามารถขึ้นขี่ม้าขาว ทั้งๆไม่มีผู้ใหญ่คนไหนเคยทำสำเร็จมาก่อน
– The Red Balloon (1956) เด็กชายพบเจอลูกโป่งสีแดง โดยไม่รู้ตัวมันสามารถขยับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตจิตใจ
– Stowaway in the Sky (1960) เด็กชายปีนป่ายขึ้นไปบนบอลลูนของปู่ ใช้มันออกท่องโลกไปเรื่อยๆ
– Circus Angel (1965) หัวขโมยเข้าร่วมคณะละครสัตว์เพื่อหลบหนีตำรวจ ต้องกายกรรม ปีนป่าย ขี่จักรยานข้ามเส้นเชือก
– The Lovers’ Wind (1978) สารคดีเก็บภาพพายุในทะเลทรายประเทศอิหร่าน ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ทั้งเรื่อง
ฯลฯ

Lamorisse มีบุตรทั้งหมดสามคน หญิงสอง ชายหนึ่งชื่อ Pascal กลายมาเป็นนักแสดงประจำของพ่อ พบเห็นเรื่อง The Red Balloon (1956) และ Stowaway in the Sky (1960)

น่าเสียดายที่ Lamorisse อายุสั้นไปหน่อย เสียชีวิตเครื่องบินตกขณะถ่ายทำสารคดี The Lovers’ Wind สิริอายุเพียง 48 ปี ภรรยาและลูกๆใช้เวลาอีก 8 ปีเพื่อสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้จนสำเร็จออกฉาย ได้เข้าชิง Oscar: Best Documentary Feature แบบ Posthumous

สำหรับ The Red Balloon ถือเป็นหนังสั้นที่ต้องการย้อนรอยความสำเร็จจาก White Mane ทีมงานแทบจะยกชุด (ยกเว้นนักแสดง) แต่สิ่งแตกต่างคือการแปรสภาพ จากขาว-ดำเป็นฟีล์มสี และพื้นสู่เวหา

สถานที่ถ่ายทำของหนังคือ Belleville ชายเมืองกรุงปารีส ซึ่งยังคงพบเห็นซากปรักหักพัง ชำรุดทรุดโทรม ผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง (ไม่รู้เพราะหนังเรื่องนี้หรือเปล่า ทำให้ทั้งเมืองได้รับการทุบทำลาย ปรับปรุงพัฒนาภูมิทัศน์ใหม่จนแทบไม่หลงเหลืออะไร นอกจากโบสถ์หลังเดียวที่คงอยู่)

ถ่ายภาพโดย Edmond Séchan (1919 – 2002) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับ Lamorisses เรื่อง White Main (1953) ก่อนไปง่วนกับ Le Monde du silence (1955) เสร็จแล้วถึงหวนกลับมาถ่ายทำ Le Ballon Rouge (1956), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Les Aventures d’Arsène Lupin (1957), That Man from Rio (1964) ฯ

โทนสีของหนังจะมีความหม่นๆ ค่อนไปทางน้ำเงิน-เทา มอบสัมผัสยะเยือกเย็นชา (สะท้อนยุคสมัย Great Depression แผ่อิทธิพลปกคลุมไปทั่วโลก) และเพื่อให้ลูกโป่งสีแดงมีความโดดเด่นชัดเจนกว่าปกติ

ถ้าถามว่าหนังใช้เทคนิคอะไรในการทำให้ลูกโป่งเคลื่อนที่ ผมคิดว่าเส้นลวดบางๆอย่างเดียวเท่านั้นเลยนะไม่มีกลไกอื่น ซึ่งอาจมีคนชักรอกจากทั้งด้านบนล่าง ไม่ก็ซ้ายขวา เพื่อให้เคลื่อนไหวได้ตามใจผู้กำกับ ขณะที่ไคลน์แม็กซ์ ยังไงก็เฮลิปคอปเตอร์นะครับ ปริมาณแค่นั้นไม่เพียงพอให้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้นแน่นอน!

ตัดต่อโดย Pierre Gillette, ดำเนินเรื่องในมุมมองของเด็กชาย ช่วงระหว่าง 2-3 วัน ที่เขาได้พบเจอกับลูกโป่งสีแดง ซึ่งหนังก็มิได้รีบร้อนเปิดเผยอะไร ค่อยๆให้ทุกอย่างดำเนินเดินไปทีละขั้นตอน เกิดความสัมพันธ์ สนิทชิดเชื้อ จากนั้นจึงเริ่มหยอกล้อเล่น ออกลวดลาย และที่สุดก็…

เพลงประกอบโดย Maurice Le Roux (1923 – 1922) สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นๆ อาทิ Les Mauvaises rencontres (1955), Le Ballon rouge (1956), Le Petit soldat (1963) ฯ เนื่องจากหนังมีลักษณะกึ่งหนังเงียบ (ตัวละครไม่ค่อยพูดคุยอะไร) บทเพลงจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างเรื่องราว บรรยากาศ ท่วงทำนองอารมณ์ ซึ่งเต็มไปด้วยความหยอกล้อ ขี้เล่น ตรงไปตรงมา สุข-ทุกข์ ตื่นเต้น-หวาดวิตก คล้ายๆกับลูกโป่งสีแดง ราวกับมีชีวิตจิตใจเป็นของตนเอง

โดดเด่นมากๆกับเสียงเครื่องเป่าลม ระหว่างที่ลูกโป่งแดงลอยขึ้น ลงต่ำ หลบเล่นซ่อนหา มีการไล่ระดับตัวโน้ตไปมา เดี๋ยวสูง-ต่ำ ดัง-เบา เปรียบได้ดั่งภาษาที่ลูกโป่งสนทนากับเด็กชาย และหนังนำเสนอต่อผู้ชม

ลูกโป่งสีแดง คือสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณ มิตรภาพผองเพื่อน แรกเริ่มจากไม่รู้จักมักคุ้น แต่ให้ความช่วยเหลือเพราะติดอยู่กับเสาไฟ พาไปโรงเรียน นำกลับบ้าน ถูกครอบครัวปล่อยทิ้งให้ล่องลอย … แต่กลับไม่ยอมไปไหน อยู่ใกล้ชิดติดแจเด็กชายไม่ยอมห่างไกล

มันตลกนักหรือไง การมีเพื่อนสนิทคือลูกโป่ง! ทั้งผองเพื่อน คุณครู และผู้ใหญ่ทั้งหลาย ต่างมองว่ามันคือตัวปัญหา อุปสรรคขัดขวาง ถึงขนาดต้องไล่ล่า จับขัง (แต่ก็ยังเล็ดลอดออกมาได้) ที่สุดคือใช้ความรุนแรงทำลายล้าง ทั้งหมดนี้น่าจะเกิดเพราะความอิจฉาริษยา ทำไมฉันถึงมิได้ครอบครองเจ้าสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นนี้บ้าง

ถึงการมีเพื่อนเป็นลูกโป่งจะคือความไร้สาระจริงๆนะแหละ แต่มันก็ทำให้เห็นตัวตนของผู้คน ที่ล้วนแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา มิสามารถยินยอมรับให้บุคคลอื่นใดโด่นเด่นเหนือกว่า ต้องไขว่คว้า ตะเกียกตะกาย ครอบครองเป็นเจ้าของ ได้รับชัยชนะแทนที่

แต่สำหรับเด็กชาย เขาไม่ได้มองการเป็นเจ้าของลูกโป่งสีแดงอันนี้คือชัยชนะ แต่คือมิตรภาพผองเพื่อน จิตวิญญาณ คุณความดีงาม เพราะเคยให้ความช่วยเหลือเลยได้รับของขวัญตอบแทนสุดพิเศษ จริงอยู่มันสร้างปัญหา กลายเป็นที่ใคร่สนใจของใครต่อใคร แต่เขาก็มิได้เริดเชิดหยิ่ง ทะนงจองหอง อวดอ้างดีเด่น ชีวิตยังคงดำเนินเดินไปอย่างปกติสามัญ

การสูญเสียคือบทเรียนสุดท้ายของเด็กชาย เปรียบได้ดั่งวัฏจักรชีวิต เกิด-ตาย พบเจอ-พรากจาก ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตราบชั่วนิรันดร์แต่จักตราฝังลึกอยู่ในความทรงจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นจุดสิ้นสุดมันคือการเริ่มต้นอนาคต เปิดมุมมองโลกทัศน์กว้างใหญ่ และพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์เหนือความคาดหมาย

ความสำเร็จล้นหลามของ Le Ballon Rouge ไม่ใช่แค่วัดจากรางวัล
– คว้า Palme d’Or – Best Short Film
– คว้า Oscar: Best Original Screenplay ** เป็นหนังสั้นเรื่องแรกเรื่องเดียวที่คว้ารางวัลนี้ แต่แปลกตรงไม่ได้เข้าชิง Oscar: Best Short Film

แต่คือตลอดทศวรรษนั้น แทบทุกโรงเรียนในฝรั่งเศสต่างโหยหาฟีล์มหนัง เพื่อนำมาเปิดฉายให้เด็กๆรับชมกัน และกาลเวลาได้รับจัดอันดับจาก British Film Institute แนะนำให้ผู้ปกครองสรรหามาให้เด็กอายุต่ำกว่า 14 รับชม

สิ่งที่ผมชื่นชอบหนังมากๆคือความมหัศจรรย์ของลูกโป่งสีแดง มันทำอะไรแบบนั้นได้อย่างไร! โดยเฉพาะไคลน์แม็กซ์ถึงขั้นตกหลุมรักคลั่งไคล้ คาดคิดไม่ถึงว่าจะเกินเลยเถิดไปขนาดนั้น อึ้งทึ่งยิ้มกว้าง อิ่มเอิบสุขสำราญใจ ถือเป็นหนึ่งในหนังเด็กดีที่สุดในโลกจริงๆ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่เป็นภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณเกิดรอยยิ้ม อิ่มเอิบ ชุ่มชื่นหัวใจ ไม่รับรู้หรอกว่าสาระข้อคิดคืออะไร แต่แค่ผ่อนคลาย สุขสนุกสนาน บางทีแค่นั้นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ

จัดเรตทั่วไป

คำโปรย | จิตวิญญาณของ Le Ballon Rouge จักสิงสถิตย์อยู่ในผู้ชมทุกคนตราชั่วนิจนิรันดร์
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of