Limelight (1952)

Limelight

Limelight (1952) hollywood : Charlie Chaplin ♥♥♥♥♡

ผลงานเรื่องสุดท้ายใน Hollywood ของ Charlie Chaplin รับบทตัวตลกสูงวัย อดีตเคยยิ่งใหญ่ ปัจจุบันไม่มีใครหัวเราะกับมุกตลกตกยุคสมัย ผู้ชมเช่นกันอาจขำไม่ออกสักเท่าไหร่ เต็มไปด้วยความสงสารเห็นใจ แจ้งเกิด Claire Bloom และได้ประชันเล็กๆกับ Buster Keaton, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ความร่วงโรย แก่ชราภาพของร่างกาย คือหนึ่งในวัฏจักรชีวิตที่ไม่มีใครสามารถหลบหลีกหนีพ้น (นอกเสียจากตายก่อนวัย) อดีตเคยเต่งตึง เปร่งปรั่ง ประกายสดใส กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปแค่ไม่กี่ทศวรรษ กลับกลายเป็นเหี่ยวย่น หย่อนยาน หงอกขาวทุกรูขุมขน แม้จิตใจจะมิได้ร่วงโรยแห้งเหี่ยวไปด้วยตามกาลวัย แต่จักเกิดความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย อ่อนเปลี้ยเพลียแรงโดยง่าย จะให้เริ่มต้นครุ่นคิดทำอะไรใหม่ๆแบบคนหนุ่มสาว ก็เชื่องชักช้า อ่อนล้าหลังเต็มทน

ด้วยวัย 62 ย่าง 63 ของ Charlie Chaplin เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง แต่เข้มข้นด้วยประสบการณ์ชีวิต/ทำงาน รังสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ผสมผสานชีวประวัติลงไป (ใครๆก็สังเกตได้) ออกมาอย่างงดงาม ตราตรึง สมบูรณ์แบบ และทิ้งท้ายความตายของตัวละคร ราวกับตั้งใจจะรีไทร์แล้วจริงๆ … แต่ก็ยังมีอีกสองผลงานที่ยุโรปติดตามมา A King in New York (1957) และ A Countess from Hong Kong (1967)

เหตุผลที่ Limelight (1952) กลายเป็นผลงานสุดท้ายของ Chaplin ในสหรัฐอเมริกา เพราะตัวเขาขณะนั้นรายล้อมด้วยข้อกล่าวหามากมาย ร้ายแรงสุดคือถูกตีตราว่าเป็นสมาชิกคอมมิวนิสต์จากการสร้าง The Great Dictator (1940) และ Monsieur Verdoux (1947) นั่นเองทำให้ระหว่างนำหนังเรื่องนี้ไปฉายรอบปฐมทัศน์ยังกรุงลอนดอน ถูกปฏิเสธวีซ่ากลับเข้าประเทศ เลยตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ ปักหลักอาศัยอยู่ Corsier-sur-Vevey, Switzerland ยี่สิบปีให้หลังถึงค่อยมีโอกาสหวนกลับมารับรางวัล Academy Honorary Award ปี 1972


Sir Charles Spencer Chaplin (1889 – 1997) นักแสดง ผู้สร้างภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ East Street, South London พ่อ-แม่ เป็นนักร้อง/นักแสดง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ทำให้ยากจนข้นแค้น แต่งตัวโทรมๆเสื้อผ้าขาดหวิ่น อดมื้อกินมื้อ ตอนอายุ 7 ขวบถูกส่งไปทำงานใน Workhouse ดิ้นรนจนมีโอกาสเป็นนักแสดงออกทัวร์ (Vaudeville) ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเกาะอังกฤษ, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ปี 1913 เซ็นสัญญากับสตูดิโอ Keystone Studio แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Making a Living (1914), กลายเป็น The Little Tramp ในผลงานเรื่องที่สอง Kid Auto Races at Venice (1914), กำกับเองครั้งแรก Caught in the Rain (1914)

ความล้มเหลวไม่ทำเงินของ Monsieur Verdoux (1947) คงสร้างความท้อแท้ผิดหวังให้ Chaplin คาดไม่ถึงว่าผลงานตนจะเริ่มเสื่อมความนิยม นั่นเองคือจุดเริ่มต้น Limelight คำรำพันถึงอดีตที่เคยยิ่งใหญ่ ปัจจุบันแทบไม่หลงเหลืออะไรให้คนรุ่นใหม่ชื่นเชยชม

ใช้เวลาพัฒนาบทเกือบๆสามปี (ถือเป็นปกติของ Chaplin เพื่อขัดเกลาเรื่องราวให้มีความสมบูรณ์แบบที่สุด) ทำการผสมผสานชีวประวัติตนเองในปัจจุบันลงไป เลือกพื้นหลังกรุงลอนดอน ยุคสมัย Edwardian (1901 – 1914) ช่วงปี ค.ศ. 1914 (ปีที่ Chaplin สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก)

เรื่องราวของ Calvero (รับบทโดย Charlie Chaplin) อดีตตัวตลกชื่อดัง ปัจจุบันกลายมาเป็นชายสูงวัยขี้เมา จับพลัดจับพลูช่วยเหลือนักเต้นบัลเล่ต์สาว Terry Embrose (รับบทโดย Claire Bloom) ที่พยายามเข่นฆ่าตัวตายในห้องนอน พยายามอย่างยิ่งจะพูดโน้มน้าวให้เธอเห็นคุณค่าชีวิต ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าต่อสู้ความจริง ขณะเดียวกันนั้นเขาก็ได้รับโอกาสอีกครั้งจากผู้จัดการ ขึ้นแสดงเป็นตัวตลกบทเวที แต่โชคไม่ดีถูกโห่ขับไล่ยกเลิกสัญญา ขณะกำลังหมดสิ้นหวังอยู่นั้น หญิงสาวพร้อมแล้วจะออกไปเผชิญหน้าทุกสิ่งอย่าง


บทบาทของของ Chaplin เรื่องนี้ พูดน้อยลงกว่า Monsieur Verdoux (1947) อยู่พอสมควร แต่ไปเพิ่มความสามารถในการโน้มน้าวชักจูง จิตวิเคราะห์ ความพยายามเกลี้ยมกล่อมหญิงสาว ให้หวนกลับมาเห็นคุณค่าแห่งชีวิต ยุติความคิดโง่ๆของการฆ่าตัวตาย อนาคตยังอีกแสนไกลอะไรๆย่อมเกิดขึ้นได้

แต่แม้จะมีความสามารถด้านการพูดขนาดนั้น จิตใจเขากลับเต็มไปด้วยความทุกข์เศร้าโศก ผิดหวังที่ผู้ชมไม่เข้าถึงมุกตลก/การแสดง จนสูญเสียความเชื่อมั่นใจ ดื่มสุราจนเมามาย ค่อยๆตระหนักได้ว่าฉันเริ่มแก่เกินวัย จับจ้องเฝ้ามองเธอยู่ภายใต้เงามืด และขอเสียสละตนเองลาจากไปอย่างเงียบๆ

ใบหน้าของ Chaplin ถูกเรียกว่า ‘จักรวาลแห่งอารมณ์’ สามารถถ่ายทอดความรู้สึก/ทุกสิ่งอย่าง ออกมาจากภายในได้อย่างงดงาม ตราตรึง ตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะรอยยิ้มแสนหวาน ใบหน้าอันเศร้าหมอง หรือเขียนคิ้วไว้หนวดให้ดูตลกขบขัน … รวมไปถึงแสงไฟสะท้อนในดวงตาช็อตนี้ ลองสังเกตดีๆมันเเหมือนหน้าคนยิ้มยังไงชอบกล (สองจุดแสงไฟคือตา ตาดำแทนจมูก และลำแสงยาวๆเหมือนปาก)

Patricia Claire Blume (เกิดปี 1931) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Finchley, Middlesex ครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจากรัสเซีย โตขึ้นเข้าเรียน Badminton School ก่อนเปลี่ยนมาการแสดงที่ Guildhall School of Music & Drama ตามด้วย Central School of Speech and Drama หลังสงครามโลกครั้งที่สองผ่านพ้นไม่นานนักก็ได้เป็นนักแสดงนำ ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงพอสมควร ขณะที่ภาพยนตร์เริ่มต้นกับ The Blind Goddess (1948), พลุแตกจากการประกบ Charlie Chaplin เรื่อง Limelight (1952)

รับบท Thereza ‘Terry’ Embrose นักเต้นบัลเล่ต์สาว ความสามารถช่างเจิดจรัส แต่สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองจนครุ่นคิดฆ่าตัวตาย รอดมาได้ด้วยการช่วยเหลือของ Calvero แต่ยังแสร้งเป็นขาพิการเดินไม่ได้ ถูกโน้มน้าวจนหายขาด เกิดความสงสารเห็นใจ ปากบอกว่าตกหลุมรักต้องการแต่งงานกับเขา กระนั้นความปรารถนาแท้จริงมีแต่นักดนตรีหนุ่ม Ernest Neville (รับบทโดย Sydney Earl Chaplin) เคยพานพบเมื่อตอนเป็นพนักงานขายของ และกำลังจะมีโอกาสเจอกันอีกครั้งวันออดิชั่นการแสดงชุดใหม่

ความนงเยาว์ น่ารักสดใสของ Blume คงทำเอาจิตใจใครๆหลอมละลาย ช่างเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ราวกับเพชรยังไม่ได้ผ่านการเจียระไน เฝ้ารอคอยช่างแกะสลัก หยิบนำมาขัดเกลาให้เจิดจรัสจ้า … ซึ่งบุคคลผู้นั้นก็คือ Chalie Chaplin แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์โดยทันที!

และที่ต้องชมอย่างยิ่งคือทักษะเต้นบัลเล่ต์ ถึงผมจะบอกไม่ได้ว่าลีลายอดเยี่ยมแค่ไหนเมื่อเทียบกับ Moira Shearer เรื่อง The Red Shoes (1948) แต่หนังนำเสนอออกมาอย่างดูดี มีสง่าราศี เจิดจรัสจร้า ชดช้อยงดงาม จนอ้าปากค้างเลยก็ว่าได้

ถ่ายภาพโดย Karl Struss (1886 – 1981) สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Sunrise: A Song of Two Humans (1927), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1931), The Sign of the Cross (1932), The Great Dictator (1940), Journey Into Fear (1943), Limelight (1952) ฯ

หนังชื่อ Limelight แน่นอนว่าต้องโดดเด่นกับการจัดแสง แต่เฉพาะฉากที่เป็นการเต้นบัลเล่ต์เท่านั้นนะ ทุกการแสดงบทเวทีของ Chaplin (และ Keaton) จะมีความธรรมดาทั่วไป ซึ่งสะท้อนนัยยะถึง รุ่นเก่า-ใหม่ นำเสนอด้วยความแตกต่างตรงกันข้าม

แม้ปีที่สร้างจะก้าวมาสู่ทศวรรษ 50s กระแสความนิยมต่อ Widescreen กำลังแพร่หลายและเริ่มเข้ามาแทนที่ แต่ Chaplin ยังคงนิยมอัตราส่วนภาพดั้งเดิม 4:3 ซึ่งมีคำเรียก ‘Golden Frame’ สาเหตุเพราะระยะกว้าง-ยาว ที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ภาพมีความสมดุล สามารถจัดวางองค์ประกอบได้เหมาะสมลงตัวกว่า

Opening Credit สังเกตภาพพื้นหลังเริ่มต้นจะมีลักษณะเหมือนลำแสง/สป็อตไลท์สาดส่องลงมา กระทั่งเมื่อขึ้นข้อความ Original Story and Screenplay by Charles Chaplin (ไม่ใช้ Chalie Chaplin)อพื้นหลังจะเปลี่ยนเป็นผ้าหยาบๆเหมือนกระสอบทราย (แบบหนังของ Yasujirō Ozu) ซึ่งคงมีนัยยะถึงความตกต่ำของ Chaplin ตัวละคร และเรื่องราวของหนัง

Chaplin มักนำเอาความทรงจำวัยเด็กของตนเอง สถานที่จริงเคยใช้ชีวิต สรรค์สร้างออกมาเป็นฉาก ถ่ายทอดออกมาในภาพยนตร์ ซึ่งคงไม่ผิดอะไรจะบอกว่าถนนหน้าอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ น่าจะคือหน้าบ้านของตนเองนะแหละ (ตอนยังอาศัยอยู่ลอนดอน)

เด็กๆสามคนนี้คือลูกๆของ Chaplin ทั้งหมดเลยนะ ประกอบด้วย Geraldine Chaplin, Josephine Chaplin และ Michael Chaplin

ความฝันแรกของ Calvero หวนระลึกนึกย้อนถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของตนเอง เปิดการแสดงชุดหมัดพี่น้อง Phyllis และ Henry ได้เสียงปรบมือ ต้อนรับเจี้ยวจ้าว แต่พอตัดภาพให้เห็นผู้ชมจริงๆ กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ไม่หลงเหลือใครสักคนนั่งอยู่ สะท้อนถึงความตกต่ำไร้ค่า เสื่อมนิยมศรัทธาไปตามกาลเวลา

แซว: เนื้อเพลงอารัมบทเข้าสู่การแสดงนี้ เสื่อมพอๆกับหนังเรื่อง Animal Cracker (1930) ของ Marx Brothers เลยนะครับ ไม่รู้ได้แรงบันดาลใจมาหรือเปล่านะ

ชุดการแสดงหมัด เห็นว่าเป็นความครุ่นคิดของ Chaplin ตั้งแต่ปี 1919 ตั้งใจนำไปใส่หนังสั้นเรื่อง The Professor (1919) แต่โปรเจคนั้นถูกล้มเลิกไป พยายามหวนกลับมาหาแนวคิดนี้อยู่บ่อยๆครั้งกับ The Circus (1928) และ The Great Dictator (1940) กลับไม่เหมาะสมเข้ากันสักเท่าไหร่ ในที่สุดก็มีโอกาสกับภาพยนตร์เรื่องนี้

ผมว่าใครๆน่าจะบอกได้ว่า หมัดพี่น้อง Phyllis และ Henry ไม่ได้มีอยู่จริงหรอก คือการล่อหลอกผู้ชมให้จับจ้องมองหา และผู้แสดงก็แสร้งทำเป็นมองเห็น ขยับเคลื่อนไหวศีรษะสายตา ราวกับว่าพวกมันมีอยู่จริง! การแสดงชุดนี้แฝงนัยยะหลายอย่างทีเดียว
– เปรียบหมัดคือจุลภาคของมนุษย์ ลูกๆหลานๆ หรือแม้แต่ผู้ชม มีนิสัยขี้เล่นซุกซน เอาแต่ใจ โหยหาอิสรภาพกระโดดโลดเต้นไปมา ไม่ชอบการถูกบีบบังคับ ควบคุมครองงำ หรือฟังคำสั่งจากใคร
– เปรียบหมัดกับจิตวิญญาณ(ของมนุษย์) เพราะความที่จับจ้องมองเท่าไหร่ก็ไม่เห็น แต่สามารถรับรู้ได้ว่ามีตัวตน
– สะท้อนถึงชื่อเสียง ความสำเร็จ เป็นสิ่งที่เหมือนจะมีตัวตน แต่แท้จริงแล้วก็แค่อากาศธาตุแห่งความว่างเปล่า จับต้องไม่ได้ด้วยซ้ำ

ความฝันที่สองของ Calvero เกิดขึ้นหลังจาก Terry ฟื้นคืนสติ มีโอกาสพูดคุยสนทนา แนะนำตัว ทำความรู้จักกัน ซึ่งฉากนี้นั้นสะท้อนการพบเจอในโลกความจริงของทั้งคู่ อวตารกลายเป็นตัวตลก พูดจาหยอกเย้า ตกหลุมรักนักเต้นบัลเล่ต์สาว (และในมุมกลับกัน)

ครั้งที่สามของหนังคือย้อนอดีตความทรงจำของ Terry สมัยยังทำงานเป็นพนักงานขายของ แต่จะว่าไปก็ไม่ต่างจากความเพ้อฝันสักเท่าไหร่ เพราะจิตวิเคราะห์ของ Calvero บอกว่าเธอตกหลุมรักชายคนนี้ (เจ้าชายในฝัน) และจินตนาการถึงอนาคตเมื่อพวกเขาหวนกลับมาพบเจอกัน …

นักแสดงรับบท Ernest Neville ก็คือ Sydney Earl Chaplin (1926 – 2006) บุตรชายคนที่สองของ Chaplin กับ Lita Grey เรื่องนี้คือผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก แต่ไปมีชื่อเสียงโด่งดังกับละครเวทีมากกว่า คว้ารางวัล Tony Award: Best Actor for Musical จากเรื่อง Bells Are Ringing (1957)

ไม่ใช่ว่าเธอขาพิการทางกาย แต่เป็นความวิตกจริตทางใจ ครุ่นคิด มโนเพ้อภพไปเอง สรรหาข้ออ้างต่างๆนานาต่อความขลาดหวาดกลัว ไม่เชื่อมั่นในตนเอง เลยไม่สามารถก้าวออกเดินไปข้างหน้าด้วยลำแข็งตนเอง

นัยยะของการพิการทางใจ ผมครุ่นคิดว่า Chaplin คงต้องการประชดประชันคนรุ่นใหม่(สมัยนั้น) ทั้งๆเก่งกาจมีความสามารถ กลับเต็มไปด้วยความขี้ขลาดเขลา ไร้ความมั่นใจในตนเอง … ซึ่งก็น่าจะเสียดสีตรงๆถึงสมาชิก House Un-American Activities Committee เอาแต่ทำอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ ไล่ล่าจับแม่มดอยู่ได้ แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญขึ้นๆกว่านี้

การแสดงที่ Middlesex Music Hall ทำให้ Calvero ค้นพบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถประติดประต่อกับผู้ชม ทุกคนต่างลุกขึ้นหนีกลับบ้าน ปฏิเสธรับชมการแสดงชุดปลาซาดีนนี้จนจบ

สังเกตช็อตนี้ดีๆ แลดูเหมือนว่า Chaplin ไม่ได้แสดงบนเวทีนะครับ เพราะขาท่อนล่างที่ขาดหายไป ราวกับว่าการฉายภาพยนตร์ขึ้นฉาก

ชุดการแสดงปลาซาดีน แหวกว่ายอยู่ใต้ท้องทะเลลึก ไม่หวาดสะพรึงกลัวต่อแหหว่านปลา กระทั่งถูกจับขึ้นมายัดใส่กระป๋อง ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับชีวิตของตัวละครและ Chaplin เคยมีอิสรภาพในการครุ่นคิด แสดง สร้างภาพยนตร์ แต่ปัจจุบันเมื่อไม่ได้รับความนิยม ถูกกดดันจากรอบทิศทาง หลงเหลือเพียงความสำเร็จรูป หมดสิ้นชีวิตชีวา

เมื่อการแสดงชุดปลาซาดีนจบสิ้น Calvero หวนกลับมาที่ห้อง ทำการชำระล้างเครื่องสำอางค์ ถอดหน้ากากตัวตลก หลงเหลือเพียงใบหน้าแท้จริงที่เต็มไปด้วยความทุกข์โศกเศร้า

ช็อตนี้ถือว่ามีการจัดแสงได้งดงามที่สุดแล้วกระมัง ถ่ายทำด้วยมุมมองของ Calvero (นั่งหลบอยู่ในเงามืด) พบเห็นด้านหลังของ Terry กำลังเต้นบัลเล่ต์ แสดงความสามารถได้อย่างเจิดจรัสจร้า ยืนอยู่ท่ามกลางลำแสง Limelight

ด้วยความตื่นเต้น ตกตะลึง คาดไม่ถึง ทำให้ Terry เผลอพลาดพลั้ง หลงลืมไปว่า Calvero ยังคงนั่งเฝ้ารอคอยเธออยู่ เขาในสภาพกล้ำกลืน ทั้งดีใจและเสียใจ ค่อยๆถูกปิดไฟขับไล่ ได้รับทอดทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างไร้เยื่อใย

Harlequinade ชื่อละครเวที Slapstick Comedy ได้รับความนิยมอย่างสูงยังประเทศอังกฤษ ช่วงศตวรรษ 17-19, เรื่องราวมี 5 ตัวละครหลักๆ Harlequin ตกหลุมรัก Columbine เธอมีพ่อผู้ละโมบ และเห็นแก่ตัว Pantaloon ต้องการพลัดพรากทั้งสองออกจากกัน โดยร่วมหัวกับตัวตลก Clown และคนรับใช้ Pierrot ร่วมกันสร้างความสับสนวุ่นวายให้บังเกิดขึ้น

แรกเริ่มการแสดงชุดนี้มีลักษณะ Mime ประกอบบทเพลง และท่าเต้นสุดสไตล์ลิส ต่อมาได้รับการเพิ่มบทพูด เติบตัวละคร รวมไปถึงใส่การเต้นบัลเล่ต์ ขับร้องโอเปร่าร่วมด้วย

ตัวละครของ Chaplin แน่นอนว่ารับบทตัวตลก Clown ในการแสดงชุดนี้ ซึ่งต้องพยายามเล่นตลกในขณะ Columbine กำลังจะหมดลมหายใจ ซึ่งพบเห็นอยู่สองมุก
– นายตำรวจเข้ามาทักทาย แต่กลับถูกฉีดน้ำเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา (สะท้อนถึงความไม่สนใจใยดี ของตัว Chaplin เอง ที่ปฏิเสธการปรับเปลี่ยนแปลงวิถีสร้างภาพยนตร์ของตนเอง)
– แอบยืนอยู่ด้านหลังแล้วขโมยไข่ออกจากตระกร้า ยัดใส่หลบซ่อนในไว้ด้านหลังกางเกง สุดท้ายถูกจับได้ โดนเตะก้นเข้าให้ … ไข่คงแตกเละอยู่ในนั้น (นัยยะถึงความพยายามเอาของคนอื่น/แนวคิด/มุกตลก มาเป็นของตน แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็น)

การแสดงสององก์ของ Harlequinade ถือว่าสะท้อนเรื่องราวทั้งหมดของหนัง
– องก์แรก Columbine นอนซมอยู่บนเตียงใกล้ตาย (Terry ครุ่นคิดฆ่าตัวตาย) ได้รับความสนุกสนานจากตัวตลก (Calvero พยายามโน้มน้าวให้เธอมีชีวิตอยู่)
– องก์สอง Columbine ราวกับได้ฟื้นคืนชีพขึ้นใหม่ (Terry ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง) ขณะที่ตัวตลกก็ถูกหลงลืมไป

สังเกตท่าเต้นบัลเล่ต์ของ Claire Bloom จะมีลีลาที่ทำให้ตัวเธอประหนึ่งว่า โผลบิน ทะยานขึ้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงชื่อเสียง ความสำเร็จ ที่จักไหลมาเทมานับจากนี้เป็นต้นไป

เป็นมุมกล้องที่แบ่งด้านหน้า-หลัง ชื่อเสียงความสำเร็จ ได้รับการจดจำ-หลงลืม รวมไปถึงคนรุ่นใหม่-เก่า ชายแก่สูงวัย-หญิงสาวอนาคตไกล ฯ

เพราะรับรู้ว่าตนเองจักเป็นตัวถ่วงความเจริญของ Terry นั่นทำให้ Calvero ตัดสินใจหลบหนีออกมาเป็นนักแสดงข้างถนน (Street Clown) เล่น Banjo เลียนแบบเม็กซิกัน บทเพลงที่ขับร้อง บลา บลา บลา นำจากท่อนหนึ่งของ Spring Is Here สะท้อนถึงฤดูใบไม้ผลิครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับตนเอง

Sequence ที่ผมชื่นชอบสุดของหนัง คือการเล่นตลกคู่กันของสองนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคหนังเงียบ Chalie Chaplin และ Buster Keaton รายหลังในยุค Talkie ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถูกหลงลืมไม่แตกต่างจากตัวละคร Calvero ซึ่งขณะนั้นแทบไม่มีเงินเหลือติดตัว พบเห็นโดยอดีตคู่แข่ง รู้สึกสงสารเห็นใจ เลยชักชวนมาร่วมงาน (จ่ายค่าตัวสูงลิบลิ่ว) เป็นครั้งแรกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของพวกเขา

หลายคนอาจไม่รู้สึกตลกขบขันกับฉากนี้เท่าไหร่ กว่าจะปรับจูนเครื่องดนตรีกันได้กินเวลาหลายนาทีเกิ้น แต่นั่นแฝงนัยยะถึงการปรับตัวเข้าหากันของทั้งสอง รวมไปถึงยุคสมัยใหม่ ที่ทำให้คนโบราณล้าหลังอย่างพวกเขา กว่าจะเข้าใจอะไรใหม่ๆได้ต้องใช้เวลาไม่น้อย … แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อทุกอย่างเข้าที่ บทเพลงบรรเลงต่างสะท้อนความสามารถ ประสบการณ์ที่สะสมมีมาอย่างยาวนาน เจ๋งเป้ง ทรงพลัง บ้าระห่ำ เด็กๆรุ่นใหม่ชิดซ้ายไปได้เลย

แซว: ว่ากันว่า Sequence นี้ การแสดงของ Keaton เล่นเปียโนได้อย่างสนุกสุดเหวี่ยง ตลกขบขันกว่า Chaplin เสียอีก! นั่นสร้างความอิจฉาริษยา เลยจงใจตัดทอนหลายๆช็อตเหล่านั้นออกไป (ก็แน่ละนี่หนังของฉัน จะให้คู่แข่งแม้จากอดีตโดดเด่นกว่าได้อย่างไร!)

เพราะเต็มที่มากไปกับการ Encore จนทำให้ Calvero ตีลังกาม้วนไปติดอยู่ในกลอง เครื่องดนตรีที่สะท้อนถึงจังหวะ(ชีวิต) เพราะเริ่มแก่เกินแกง จะให้มาสนุกสนานครึกครื้นเครง เต็มที่กับชีวิตแบบเด็กๆ/คนรุ่นใหม่คงไม่ได้อีกต่อไป และยังสื่อถึงช่วงเวลาสุดท้ายของตัวละคร เสียงหัวใจที่กำลังหมดสิ้นไป (ตุบ-ตุบ)

แซว: Buster Keaton ยืนมองอย่างละห้อย ใครสังเกตเห็นจะพบว่าขโมยซีนนี้ไปเต็มๆ

จริงๆนี่น่าจะเป็นช็อตสุดท้ายของหนังเลยนะ กล้องเคลื่อนออกจาก Calvero กำลังใกล้หมดสิ้นลมหายใจ จับจ้องมองการเต้นบัลเล่ต์ครั้งสุดท้ายของ Terry หมุนติ้วๆไปเรื่อยๆ สะท้อนถึงวัฏจักรชีวิตที่ว่ายเวียนวน เกิด-ตาย หญิงสาว-ชายสูงวัย กลายเป็นดาวดารา-ตกลงมาจากฟากฟ้า

แซว: Keaton จงใจกลั่นแกล้ง Chaplin ฉากนี้ด้วยการพูดพึมพัมแบบปากไม่ขยับ ก่อกวนให้เขาเสียสมาธิ

“That’s it, good, wait, don’t move, wait, good, we’re through”.

ถึงเป็นศัตรูคู่แข่งกันมา ในหนังสืออัตชีวประวัติ Keaton ให้คำยกย่องสรรเสริญ Chaplin ว่า “the greatest silent comedian of all time.”

ตัดต่อโดย Joe Inge, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตา Calvero ตั้งแต่มีโอกาสพานพบเจอ Terry Embrose จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งครึ่งแรก-ครึ่งหลัง จะมีลักษณะสะท้อนตรงกันข้าม

ครึ่งแรกเป็นการแนะนำตัวละคร Calvero การพบเจอกับ Terry และความเพ้อใฝ่ฝันของหญิงสาว ซึ่งจะมีทั้งหมดสามครั้งที่เหตุการณ์ไม่ได้อยู่เส้นระนาบเดียวกับปัจจุบัน
– ครั้งแรกขณะกำลังหลับฝัน หวนระลึกความทรงจำย้อนอดีต (Flashback) ที่เคยยิ่งใหญ่ของ Calvero
– ค่ำคืนถัดมา จินตนาการเพ้อใฝ่ฝันของ Calvero เมื่อได้พบเจอ พูดคุยกับ Terry (สามารถตีความในเชิงจิตวิเคราะห์)
– และเรื่องเล่าย้อนอดีตของ Terry ถึงเจ้าชายในฝัน

ครึ่งหลังของหนังจะมีลักษณะของการแปรสภาพ
– การแสดงชุด Harlequinade มีลักษณะชีวิตจริงกลายเป็นละคร
– ชุดการแสดงของ Calvero เมื่อหวนกลับมาพบเจอ Terry ถูกผลักดันให้ขึ้นเวทีอีกครั้ง ปรากฎว่าประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง ราวกับความเพ้อใฝ่ฝันได้กลายเป็นจริง
– และ Encore ทำของความเพ้อฝันของผู้ชมกลายเป็นจริง ครั้งแรกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ Charlie Chaplin เล่นตลกคู่กับ Buster Keaton

ผมครุ่นคิดว่าวิธีการดำเนินเรื่องของ Limelight น่าจะเป็นอิทธิพลแรงบันดาลใจอย่างยิ่งให้ผู้กำกับ Federico Fellini สรรค์สร้าง 8½ (1963) ด้วยการผสมผสานคลุกเคล้าอดีต-ปัจจุบัน ความจริง-เพ้อฝัน 


เพลงประกอบโดย Chalie Chaplin แต่งแล้วส่งต่อให้ Ray Rasch และ Larry Russell เรียงเรียงกลายเป็นท่วงทำนองออเครสตร้า

Eternally หรือ Terry’s Theme น่าจะเป็นบทเพลงประกอบของ Chaplin มีความไพเราะเพราะพริ้งที่สุดแล้ว มอบสัมผัสอันนุ่มนวล อ่อนไหว ละมุ่นไม พบเห็นประกายแสงแห่งความหวัง แม้ในโลกที่รายล้อมมืดมิดสนิท ตัวเขาอาจไม่ใช่ตัวตลกที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป จึงขอส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ มีโอกาสเจิดจรัสจร้าท่ามกลางดาวดารานับล้าน

ถือเป็นครั้งแรกครั้งเดียวในหนังของ Chaplin ที่ใส่ Musical เข้ามาในหนัง ทำออกมาคล้ายๆ Yankee Doodle Dandy (1942) คือเป็นการแสดงบทเวที มีทั้งหมดสามบทเพลง (เขียนเอง ร้องเองทั้งหมด)
– The Animal Trainer
– Spring Is Here
– The Life of a Sardine

“Life is a tragedy when seen in close-up, but a comedy in long-shot”.

– Charlie Chaplin

แสงสว่างที่เคยเจิดจรัสจร้าบนเวทีการแสดงของ Chalie Chaplin เมื่อกาลเวลาเคลื่อนคล้อยลอยผ่าน ค่อยๆมืดหมองหม่น เลือนลางจางหาย กลับกลายเป็นความมืดมิด ชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกัน

Limelight ไม่ใช่ภาพยนตร์โศกนาฎกรรม เพราะความตายตอนจบได้ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ต้น (Terry ครุ่นคิดฆ่าตัวตาย) ทุกสิ่งอย่างครึ่งแรก-หลัง ล้วนกลับตารปัตรย้อนแย้ง นามธรรมสู่รูปธรรม ความเพ้อใฝ่ฝันกลายเป็นจริง ชีวิตสู่บทละครเวที ปลาซาดีนแหวกว่ายเวียนในท้องทะเลลึก ชีวิตมนุษย์ก็ล่องลอยไม่รู้จักจบสิ้น

เพราะไม่มีใครสามารถยิ่งใหญ่ยืนยงคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เมื่อมนุษย์ก้าวย่างสูงวัย เลยมักส่งต่อผลัดใบใหม่ให้คนรุ่นหนุ่ม-สาว ไม่ได้คาดหวังสานต่ออุดมการณ์ แต่คือเรียนรู้จักวิถี เข้าใจความหมายแห่งชีวิต มีโอกาสประสบความสำเร็จถึงเป้าหมาย เจิดจรัสท่ามกลาง Limelight และตระหนักว่าสักวันหนึ่งย่อมถึงคราวอับแสง

ผมไม่คิดว่า Charlie Chaplin จะตั้งใจให้ Limelight คือภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายจริงๆหรอกนะ ราวกับคำรำพันต่อความผันเปลี่ยนแปลงของชีวิตมากกว่า เพราะสถานการณ์ยังสหรัฐอเมริกาขณะนั้น ผู้ชมเริ่มหันหลังให้อดีต ความนิยมถดถอย แถมยังถูกพลพรรค House Un-American Activities Committee ตีตราผลักไสส่ง นั่นหาใช่สิ่งน่าแลมอง สะท้อนความตกต่ำทางจิตใจ ผลพวงต่อเนื่องจากยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (ก้าวสู่ยุคสมัยแห่งความหวาดระแวงของสงครามเย็น)


หนังใช้งบประมาณ $900,00 เหรียญ (น้อยลงกว่าผลงานก่อนๆอย่างมาก เพราะความล้มเหลวย่อยยับเยินของ Monsieur Verdoux เลยถูก United Artists บีบให้ใช้ทุนจำกัด) ในสหรัฐอเมริกาแม้ฉายได้ไม่กี่โรง (ถูกแบนเพราะครุ่นคิดว่า Chaplin คือคอมมิวนิสต์) แต่ยังทำเงินได้ $1 ล้านเหรียญ ขณะที่ทั่วโลกถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม รวมแล้วกว่า $7-8 ล้านเหรียญ

เพราะหนังไม่ได้ฉายใน Los Angeles จนกระทั่งปี 1972 (หลังจาก Chaplin เดินทางมารับรางวัล Academy Honorary Award) ความพิลึกพิลั่นของกฎสมัยนั้น ทำให้เพิ่งได้เข้าชิง และคว้ารางวัล Oscar: Best Music, Original Dramatic Score ล้าหลังไปกว่า 20 ปี … ครั้งแรกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์

เกร็ด: กฎของ Academy สมัยนั้นมีอยู่ว่า หนังที่จะมีสิทธิ์เข้าชิง Oscar ต้องเข้าฉายใน Los Angeles เพื่อให้คณะกรรมการ(ที่อยู่ใน Hollywood)มีโอกาสรับชมและลงคะแนน เพราะเหตุนี้ Limelight ที่แม้ออกฉายทั่วโลกตั้งแต่ปี 1952 พอเพิ่งเข้าฉายยัง Hollywood เลยได้เข้าชิง และสามารถคว้ารางวัลปีนั้นไปครอบครองได้

ในบรรดาผลงานของ Charlie Chaplin นอกจากสามหนังเงียบชิ้นเอก The Gold Rush (1925), City Light (1931) และ Modern Times (1936) ก็มี Limelight (1952) ถือเป็นลำดับสี่ที่ผมชื่นชอบ ตกหลุมรักคลั่งไคล้ มันอาจไม่ตลกขบขันเมื่อเทียบผลงานอื่นใด แต่มีความงดงาม ซาบซึ้ง ตราตรึง แถมยังได้ Claire Bloom กับ Buster Keaton ช่วยเติมเต็มสีสัน จิตวิญญาณ และนัยยะทางศิลปะให้สมบูรณ์แบบ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ขณะที่ชายสูงวัยพยายามตะเกียกตะกายเพื่อหาหนทางมีชีวิต หญิงสาวอ่อนเยาว์วัยกลับครุ่นคิดเข่นฆ่าตัวตาย … เรื่องราวของหนังเต็มไปด้วยข้อคิดสอนใจมากมาย ตราบยังมีลมหายใจ มนุษย์จำต้องสู้ต่อไป

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนเคยคิดสั้นฆ่าตัวตาย เปิดให้ดูหลังรอดชีวิตมาได้นะครับ เคียงคู่กับ The Apartment (1960) น่าจะให้ข้อคิดอะไรดีๆมากมาย

จัดเรต PG กับความเห็นแก่ตัว ตีโพยตีพาย พยายามฆ่าตัวตายของหญิงสาว

คำโปรย | Limelight แม้เป็นแสงสว่างปลายทางของ Charlie Chaplin แต่มีความเจิดจรัสจ้าชั่วนิรันดร์
คุณภาพ | จิรัจ้
ส่วนตัว | รักมาก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of