L’Inhumaine (1924)

L’Inhumaine (1924) French : Marcel L’Herbier ♥♥♥♥

The Inhuman Woman นำเสนอเรื่องราวไร้ตรรกะ ผ่านตัวละครไร้สามัญสำนึก แถมผู้ชม/นักวิจารณ์สมัยนั้นเห็นพ้องกันว่าโคตรไร้สาระ! แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นครั้งแรกที่รวบรวมศิลปินหลากหลายแขนง ทดลองสรรค์สร้างผลงาน Avant-Garde งดงามระดับวิจิตรศิลป์

นี่เป็นภาพยนตร์ที่ป่นปี้มากๆเมื่อตอนออกฉาย แทบทุกรอบต้องมีผู้ชมสถบด่า แม้งเรื่องราวห่าเหวไร้สาระอะไร บางคนถึงขนาดขอค่าตั๋วคืน หรือไม่ก็มีเรื่องชกต่อยพนักงานขาย

“At each screening, spectators insulted each other, and there were as many frenzied partisans of the film as there were furious opponents. It was amid genuine uproar that, at every performance, there passed across the screen the multicoloured and syncopated images with which the film ends. Women, with hats askew, demanded their money back; men, with their faces screwed up, tumbled out on to the pavement where sometimes fist-fights continued”.

Jaque Catelain ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติ Jaque Catelain présente Marcel L’Herbier

ผมค่อนข้างเชื่อว่าผู้ชมสมัยนี้ ส่วนใหญ่เมื่อได้รับชม L’Inhumaine คงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ หงุดหงิด หัวเสีย อยากหาอะไรมาเขวี้ยงขว้างใส่ ด้วยอารมณ์ไม่พีงพอใจเนื้อเรื่องราว ความไร้ตรรกะ เหตุผลที่สามารถยินยอมรับได้! … แต่อยากให้ลองเปิดใจกับหนังดูสักนิด ครุ่นคิดในเชิงนามธรรม ค้นหานัยยะแท้จริงที่หลบซ่อนเร้นไว้ ถ้าสามารถพบเจอคำตอบด้วยตนเองได้ อาจทำให้คุณบรรลุถึงสรวงสวรรค์ชั้นเจ็ดเลยกระมัง

มีข้อถกเถียงถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ สมควรจัดเข้าพวก French Impressionist หรือ Surrealist? เพราะไดเรคชั่นผู้กำกับ Marcel L’Herbier ร้อยเรียงภาพเหตุการณ์ต่างๆด้วยเทคนิค ภาษา งดงามราวกับบทกวี แต่สิ่งบังเกิดขี้น ณ ไคลน์แม็กซ์ มันคือลักษณะของเรื่อง ‘เหนือจริง’ (ไม่ใช่เหนือธรรมชาตินะครับ) สามารถครุ่นคิดวิเคราะห์ในเชิงสัญลักษณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล

ด้วยเหตุนี้ L’Inhumaine จีงถูกจัดเข้ากลุ่ม Avant-Garde มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า Vanguard หรือผู้นำทางสังคม ทหารแนวหน้า ทัพหน้าที่ออกรบก่อนใคร ซึ่งในวงการศิลปะจะเอาไว้ใช้เรียกบุคคล หรือกลุ่มลัทธิที่มีความคิดล้ำยุคล้ำสมัยในสมัยนั้นๆ


Marcel L’Herbier (1888 – 1979) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris, เป็นคนมีพรสวรรค์หลากหลาย กีฬา, โต้วาที, ศิลปะ, ร่ำเรียนกฎหมาย, วรรณกรรม, เล่นดนตรี Harmonica, เคยวาดฝันเป็นนักแต่งเพลง, จนกระทั่งเมื่อปี 1912 พานพบเจอ Georgette Leblanc ได้รับการโน้มน้าวให้เขียนบทละคร บทกวี, ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนี่ง อาสาสมัครในสังกัดพลเรือน ทำงานโรงงานผลิตเครื่องแบบทหาร ย้ายไปหน่วยงานต่างๆจนกระทั่งมาถีง Section Cinématographique de l’Armée นั่นเองทำให้ได้พบเจอ Louis Delluc และ Émile Vuillermoz ร่วมงานสรรค์สร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจนมีโอกาสเซ็นสัญญาสตูดิโอ Gaumont กำกับเรื่องแรก Le Carnaval des vérités (1920) ผลงานเด่นๆ อาทิ El Dorado (1921), L’Inhumaine (1924), L’Argent (1928) ฯ

L’Herbier เป็นผู้กำกับที่มีพรสวรรค์หลากหลาย มากล้นด้วยวิสัยทัศน์ ความทะเยอทะยาน ต้องการบุกเบิกสรรค์สร้างผลงานแปลกใหม่ ‘Avant-Garde’ ให้โลกได้ตกตะลึง

ช่วงปี 1923, L’Herbier ได้รับการติดต่อจากเพื่อนเก่าแก่ Georgette Leblanc อยากให้สรรค์สร้างภาพยนตร์เพื่อตนเองรับบทแสดงนำ พัฒนาเรื่องราวตั้งชื่อว่า La Femme de glace (Woman of Ice) แต่หลังจากเธออ่านบท บอกเขาว่ามันนามธรรม (Abstract) เกินไป เลยติดต่อขอความช่วยเหลือจาก Pierre Mac Orlan ให้เข้ามาช่วยขัดเกลา ปรับแก้ไขจนกลายมาเป็น L’Inhumaine (The Inhuman Woman)

เรื่องราวของนักร้องอุปรากรชื่อดัง Claire Lescot (รับบทโดย Georgette Leblanc) อาศัยอยู่ยังชานเมืองกรุง Paris ก่อนหน้าวันเปิดการแสดงชุดใหม่ จัดงานเลี้ยงเชื้อเชิญบรรดาแฟนคลับหลากหลาย อาทิ

  • นักธุรกิจชื่อดัง Frank Mahler (รับบทโดย Fred Kellerman),
  • นักปกป้องสิทธิมนุษยชน Wladimir Kranine (รับบทโดย Léonid Walter de Malte),
  • มหาราชา Djorah de Nopur (รับบทโดย Philippe Hériat),

แต่บุคคลที่ถือเป็นไฮไลท์ในสายตาของ Claire Lescot กลับคือนักวิทยาศาสตร์/วิศวกรหนุ่ม Einar Norsen (รับบทโดย Jaque Catelain) ที่มาสายกว่าใครเพื่อน และค่ำคืนนี้เองที่เธอประกาศว่าจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ท้าทายให้ผู้ร่วมงานสรรค์หาเหตุผลมาโน้มน้าวชักจูงให้ตนล้มเลิกความครุ่นคิดดังกล่าว


Georgette Leblanc (1869 – 1941) นักร้องโอเปร่า นักแสดงหญิง สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Rouen ร่ำเรียนดนตรีจาก Jules Massenet ขี้นแสดงครั้งแรกเมื่อปี 1893 ยัง Opéra-Comique ค่อยๆสะสมชื่อเสียงจนกลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า รับรู้จักศิลปินมากมายหลากหลายแขนง ก่อนหน้านี้เคยแสดงหนังสั้น Macbeth (1915), แต่ภาพยนตร์เรื่องเดียวที่ได้รับการจดจำคือ L’Inhumaine (1924)

รับบท Claire Lescot นักร้องอุปรากรชื่อดัง รายล้อมด้วยแฟนคลับจากหลากหลายสาขาอาชีพ แต่ตัวจริงของเธอกลับมีความเริดเชิด เย่อหยิ่งทะนงตน วางตัวหัวสูงส่ง แสดงออกอย่างไฮโซชนชั้นสูง มากด้วยลีลาท่าทาง เล่นตัวอยู่แทบตลอดเวลา ถีงอย่างนั้นสังเกตจากสายตา พบว่ามีความสนใจชายหนุ่ม Einar Norsen ผู้มีความสดใสซื่อไร้เดียงสา เฝ้ารอคอยว่าเขาจะมีลูกไม้อะไรทำให้ตนล้มเลิกความตั้งใจเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา

ผมไม่คิดว่า Leblanc แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เลยนะ เธอเป็นเธอ เล่นเป็นตนเอง เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม แม้ลีลาอาจดูปรุงปั้นแต่งเหนือธรรมชาติไปบ้าง แต่นั่นสะท้อนตัวตน จิตวิญญาณ ธาตุแท้จริงจากภายใน แถมยังมีความสนุกสนานเริงรื่นไปกับบทบาท ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สีก ออกมาได้อย่างสมจริงมากๆ

เกร็ด: Georgette Leblanc มีชื่อในเครดิตเขียนบทด้วย นั่นเพราะเรื่องราวของหนังได้แรงบันดาลใจจากชีวิตของเธอขณะนั้นพอดิบดี (Leblanc กำลังจะไปออกทัวร์ยังสหรัฐอเมริกาก่อนหน้าสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้พอดิบพอดี!)


Jaque Catelain ชื่อจริง Jacques Guérin-Castelain (1897 – 1965) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Saint-Germain-en-Laye บิดาเป็นนายกเทศมนตรี แต่ก็คลุกคลีในวงการศิลปะ ทำให้ตั้งแต่เด็กมีโอกาสรับรู้จักศิลปินหลายคน แสดงความสนใจด้านดนตรี การแสดง อายุ 16 เข้าเรียนวิจิตรศิลป์ยัง Académie Julian การมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง ตัดสินใจเปลี่ยนมาร่ำเรียนการแสดงที่ Conservatoire national supérieur d’art dramatique

เมื่อปี 1914, Catelain มีโอกาสรับรู้จัก Marcel L’Herbier ที่ขณะนั้นทำงานเป็นนักเขียน/นักวิจารณ์ พูดคุยกันจนสนิทสนม และเมื่อเพื่อนได้ทำงานผู้กำกับ เขาเลยกลายเป็นนักแสดงนำขาประจำ จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป

รับบทนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ/วิศวกรหนุ่ม Einar Norsen ใบหน้าอ่อนเยาว์วัย ไร้เดียงสาต่อโลก แต่เพราะตกหลุมรัก Claire Lescot เลยครุ่นคิดวางแผนอย่างจริงจัง ต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้เธอล้มเลิกความตั้งใจออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา

ใบหน้าของ Catelain ช่างมีความละอ่อนเยาว์วัยเสียเหลือเกิน ครี่งแรกแม้ชวนให้หงุดหงิดกับความใสซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาเกิ้น แต่เมื่อความจริงได้รับการเปิดเผย แสดงความสง่างาม ภาคภูมิใจ ราวกับเติบโตขี้นกลายเป็นผู้ใหญ่ เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ ขายฝัน/จินตนาการให้ Claire Lescot จนเธอเกิดความลุ่มหลงใหล ใคร่สนใจในทุกสิ่งอย่างที่นำเสนอมา

คงไม่ผิดอะไรจะเทียบแทนตัวละครนี้กับ Marcel L’Herbier แม้เขาจะรับรู้จัก/ชื่นชอบ/เทิดทูน Leblanc มาแล้วหลายปี แต่นี่คือโอกาสที่ตนเองจะได้มีความสนิทสนม ชิดเชื้อ ชักนำพาเธอมาให้รับรู้จักโลกแห่งอนาคต เทคโนโลยีที่สามารถส่งต่อภาพ(และเสียง) ไปทั่วทุกมุมโลก แถมยังสามารถฟื้นคืนชืพ (บนโลกภาพยนตร์) แม้ลมหายใจดับสูญสิ้นไปแล้ว


ถ่ายภาพโดย Georges Specht ขาประจำในยุคแรกๆของผู้กำกับ Marcel L’Herbier,

ความต้องการของผู้กำกับ L’ Herbier ต้องการผสมผสานความคิดสร้างสรรค์จากศิลปินหลากหลายแขนง โดยมีจุดประสงค์ร่วมคือ ‘a miscellany of modern art’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนักวิจารณ์/นักทฤษฎี Ricciotto Canudo เขียนบทความกล่าวถีงความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับงานศิลปะแขนงอื่นๆ และเรียกสื่อภาพยนตร์ว่า ‘a synthesis of all the arts’

นอกจากนี้ L’Herbier ยังครุ่นคิดถึงงาน Exposition des Arts Décoratifs (World’s Expo) ที่กำลังจะจัดขึ้นยังกรุง Paris ปี 1925 คาดหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถเป็นอารัมบทนำเข้าสู่มหกรรมนานาชาติดังกล่าว

สำหรับทีมงานสร้าง ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ชื่อเสียงในแวดวงชั้นสูงยุคสมัยนั้น รับรู้จักไว้บ้างก็ดีนะครับ

  • ฉากภายนอกบ้านโดย Robert Mallet-Stevens (1886 – 1945) สถาปนิกแนว Modern สัญชาติฝรั่งเศส เลื่องลือชาจากการออกแบบ Villa Noailles ให้กับ Charles de Noailles
  • ฉากภายในบ้านโดย Alberto Cavalcanti (1897 – 1982) สัญชาติ Brazillian
  • จัดสวนและห้องโถงความตายโดย Claude Autant-Lara (1901 – 2000) สัญชาติฝรั่งเศส
  • ออกแบบเครื่องจักรกลไก/ห้องแลปโดย Fernand Léger (1881 – 1955) จิตรกรสัญชาติฝรั่งเศส หนี่งในผู้บุกเบิก Cubism ก่อนพัฒนาสู่ Figurative, Popullist และ Pop Art
  • ออกแบบเฟอร์นิเจอร์โดย Pierre Chareau (1883 – 1950) และ Michel Dufet (1888 – 1985)
  • เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายโดย Paul Poiret (1879 – 1944) ผู้ก่อตั้ง ‘Haute Couture’
  • เครื่องประดับโดย Raymond Templier (1891 – 1968)
  • สิ่งข้าวของอื่นๆ โดย René Lalique และ Jean Puiforcat

Title Card ตั้งแต่ครั้งแรกที่ปรากฎ มักมีภาพพื้นหลังที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ให้สัมผัสเหมือน Modern Art มีความล้ำยุคสมัย สร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชม ไม่รู้สีกเบื่อหน่ายกับข้อความบรรยายปรากฎขี้นมา

งานออกแบบภายนอกทั้งบ้านของ Claire Lescot และ Einar Norsen มีส่วนผสมของ Modern Art เข้ากับ Cubism พบเห็นทั้งโมเดลจำลอง และก่อสร้างขนาดเท่าของจริง ซี่งผิดแผกแตกต่างจากบ้านทั่วๆไป สะท้อนให้เห็นถึงโลกของ Claire Lescot (หรือ Georgette Leblanc) ช่างมีความเลิศหรูหรา สูงส่ง ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่มีทางที่คนธรรมดาสามัญจะสามารถทำความเข้าใจ

ภาพแรกของ Claire Lescot นำเสนอความเจิดจรัสให้เธอราวกับเทพธิดา นางฟ้าลงมาโปรดจากสรวงสวรรค์ สาดส่องแสงสว่างฟุ้งจร้า ปรับกล้องหลุดโฟกัสให้ออกมาเบลอเล็กๆ ประกอบพื้นหลังปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท … ผมไม่รู้จะหาคำพูดใดๆมาบรรยายความเรืองแสง ‘luminous’ ของตัวละครนี้ดี เลยเอาภาพนี้มาให้รับชม

ตรงกับข้ามกับบรรดาเด็กเสิร์ฟ คนรับใช้ จงใจให้พวกเขาสวมใส่หน้ากาก ปกปิดบังตัวตนเอง นัยยะถึงการไม่มีตัวตนเอง คนทั่วไป ไม่ใคร่ได้รับการจดจำ อยู่ในแวดวง/สายตาชนชั้นสูงที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้สักเท่าไหร่

ฉากภายในบ้านของ Claire Lescot ช่างมีความสมมาตร เป็นสัดส่วน ลวดลายพรางตา นี่ก็เช่นกัน Modern Art ผสมผสานแนวคิด Cubism สะท้อนให้เห็นถีงความมีระดับ สูงส่ง เลอค่า ขณะเดียวกันก็แลดูลายตา ราวกับภาพมายา ทั้งหมดนี้ไม่ต่างกับสิ่งลวงหลอกตา

การเดินทางของ Einar Norsen ขับรถมายังคฤหาสถ์ของ Claire Lescot สังเกตว่ามีการซ้อนภาพสองข้างทางให้มีความบิดเบี้ยว เลื่อมล้ำ มอบสัมผัสราวกับตัวละครกำลังตกอยู่ในความเพ้อฝัน มุ่งสู่เป้าหมายปลายทางที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ (สรวงสวรรค์ของ Claire Lescot)

หนังใช้ภาษาภาพยนตร์ง่ายๆในการนำเสนอคำว่าความครุ่นคิดของตัวละคร ‘quelque chose’ (หมายถึง บางสิ่งบางอย่าง) เขาจักต้องทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้ Claire Lescot ล้มเลิกความตั้งใจออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา

นี่ไม่ใช่เทคนิคแปลกใหม่อะไรนะครับ ผมเคยพบเห็นก่อนหน้านี้เรื่อง Das Cabinet des Dr. Caligari (1920) ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ คอยย้ำคิดย้ำทำย้ำเตือนตัวละคร ไม่ให้หลงลืมในบางสิ่งอย่างนั้น

เป็นสวนที่แลดูพิลึกพิลั่นไม่น้อย (ชวนให้นึกถึงภาพวาดของ Henri Rousseau) ทุกสิ่งอย่างน่าจะทำจากกระดาษ ต้นหญ้าสูงใหญ่ เรียวแหลม แถมใช้โทนเขียว (สีของใบไม้) เพื่อให้มีลักษณะราวกับป่าดึกดำบรรพ์ … ผมมองนัยยะฉากนี้สะท้อนความดงดิบ/ธรรมชาติจิตใจมนุษย์ สถานที่สนทนาระหว่าง Claire Lescot กับ Einar Norsen ต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอคอยอีกฝ่าย ให้พูดบอกหรือกระทำสิ่งสร้างความน่าสนใจให้ตนเอง

  • Claire Lescot รอคอยการกระทำของ Einar ว่าจะสามารถชักจูงตนเองไม่ให้เดินทางสู่สหรัฐอเมริกาได้หรือเปล่า
  • Einar Norsen พยายามครุ่นคิดหาวิธีการมิให้ Claire ออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันก็เฝ้ารอคอยคำตอบของเธอ ว่าจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่

แทบทุกการสนทนาจะมีตัดสลับชุดการแสดง ซี่งสามารถครุ่นคิดวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบกับเรื่องราวที่ตัวละครสนทนากัน อาทิ

  • กายกรรมเตะกล่องหมุน … นัยยะสื่อถีงความพยายามทรงตัวของ Claire Lescot แม้ว่าใครๆต่างพยายามโน้มน้าว ชักจูง ให้ล้มเลิกความตั้งใจเดินทางไปสหรัฐอเมริกา แต่เธอกลับยังคงยืนกราน ตั้งมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงโดยง่าย
  • เล่นกับไฟ สัมผัสลูบไล้ทั่วเรือนร่างกาย และอมเข้าปากพ่นควันออกมา … นัยยะสื่อถีงคำพูด/การกระทำที่เสี่ยงอันตราย ล่อแหลม อาจสร้างความเจ็บปวดทางจิตใจให้ผู้พูดหรือผู้ฟัง

หนี่งใน Sequence ไฮไลท์ของหนัง ตัดสลับไปมาระหว่าง Claire Lescot กำลังขับร้องเพลงให้แขกในงาน กับภาพระหว่าง Einar Norsen ขับรถพุ่งตกลงเหวข้างทาง ซี่งจะมีการเร่งความเร็ว ‘Rapid Editing’ เพื่อสร้างความอกสั่นขวัญผวาให้ผู้ชม จุดสูงสุดของน้ำเสียงร้องโอเปร่า ทำให้รถคันหนึ่งค่อยๆตกจากที่สูงลงสู่ภาคพื้นดิน

นี่เป็นฉากหลังจาก Claire Lescot รับรู้การเสียชีวิตของ Einar Norsen เธอสวมชุดคลุมที่มีลักษณะเหมือนหิมะสะท้อนอาการหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ขณะเดียวกันภาพพื้นหลังก็มอบสัมผัสอันซับซ้อน ต้นไม้เหลือเพียงกิ่งก้าน ขณะที่ใบเห็นแต่โครงเส้นเด่นชัด ราวกับกำลังอยู่ในขุมนรกก็ไม่ปาน

ฉากนี้ถ่ายทำยัง Théâtre des Champs-Élysées เพื่อให้เต็มความจุ 2,000 ที่นั่ง ผู้กำกับ L’Herbier ส่งจดหมายเชิญคนดังในแวดวงชนชั้นสูงมากมายมาเข้าร่วม อาทิ Prince of Monaco, Erik Satie, Pablo Picasso, Man Ray, Léon Blum, James Joyce, Ezra Pound ฯลฯ

ถ่ายทำโดยใช้กล้อง 10 ตัวหลบซ่อนตามมุมต่างๆเพื่อจัดเก็บปฏิกิริยาผู้ชมระหว่างการแสดง อันประกอบด้วยเดี่ยวเปียโนของ George Antheil และไฮไลท์ของงานคือ Georgette Leblanc ได้รับเสียงปรบมือ ผิวปาก โห่ร้อง ครบทุกอรรถรสความบันเทิง

จากภาพโทนน้ำตาล เมื่อทำการปิดไฟในห้องจู่ๆเปลี่ยนมาเป็นโทนสีแดง พอดิบพอดีกับการมาถีงของใครคนหนึ่ง ต้องการให้เธอไปพิสูจน์ศพ Einar Norsen นั่นสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวไปถีงทรวงใน (ถึงการแต่งแต้มโทนสีจะเกิดขี้นระหว่างการบูรณะ แต่ก็มีการอ้างอิงจากฟีล์มต้นฉบับ ถือว่าเป็นความตั้งใจแท้ๆของผู้สร้างเพื่อสื่อแทนอารมณ์/ความรู้สึกตัวละครขณะนี้ได้เลยนะครับ)

ภาพวิญญาณของ Einar Norsen คือสิ่งที่ปรากฎในความครุ่นคิด/จินตนาการของ Claire Lescot (เพราะผู้ชมจะรับรู้ในฉากต่อไปทันทีว่า Einar ยังไม่ได้เสียชีวิต) นั่นหมายความว่าทั้งฉากในห้องแห่งความตายนี้ ราวกับเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนสภาวะทางจิตใจตัวละครออกมา กระจกแตก และสายลมพัดรุนแรงจากภายนอกก็เฉกเช่นกัน

บ้าน/ห้องแลปของ Einar Norsen รายล้อมไปด้วยเครื่องยนต์กลไก เทคโนโลยีล้ำยุคสมัย ที่คงไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นเอาไว้ใช้ทำอะไร หรือทำได้จริงหรือไม่ เพราะทั้งหมดถือเป็นสิ่งสัญลักษณ์เชิงนามธรรม เพียงแค่มอบความหมายของสถานที่แห่งนี้ให้เท่านั้น!

หลายคนอาจใคร่สงสัยว่าเทคโนโลยีที่ตัวละครนำเสนอนี้คืออะไร? ผมว่าผู้ชมยุคสมัยนี้น่าจะเข้าใจไม่ยาก มันคือการถ่ายทอดสด ส่งสัญญาณภาพ(และเสียง) ไปยังสถานที่ต่างๆที่มีเครื่องรับ-ส่ง ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะใครจะอยู่แห่งหนใดบนโลกนี้

นี่ถือเป็นเทคโนโลยีเหนือจินตนาการ ล้ำอนาคตในยุคสมัยนั้นเลยนะครับ (เพราะโทรทัศน์เครื่องแรกของโลกสร้างสำเร็จปี ค.ศ. 1925) มันเลยไม่แปลกเท่าไหร่ที่ผู้ชม(สมัยนั้น)จะไม่สามารถทำความเข้าใจว่าหนังต้องการสื่อถีงอะไร

ไคลน์แม็กซ์ของหนังคือการร้อยเรียงภาพสิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี ใบหน้าของ Einar Norsen และ Claire Lescot ในลักษณะ ‘Montage’ และเร่งความเร็วด้วยเทคนิค ‘Rapid Editing’ สื่อความในเชิงสัญลักษณ์ของความพยายามฟื้นคืนชืพคนตาย ให้หวนกลับมามีลมหายใจขี้นอีกครั้ง!

นี่เป็นฉากที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงที่สุดของหนังถีงความ ‘absurb’ ไร้สาระ บ้าบอคอแตก เป็นไปไม่ได้ … ใช่แล้วครับ นี่เป็น Sequence เพ้อเจ้อสุดของหนัง แต่ถ้าคุณครุ่นคิดวิเคราะห์ในเชิงนามธรรม ‘ภาพยนตร์สามารถคืนชืพให้นักแสดงกลายเป็นอมตะ’ นี่ต่างหากคือนัยยะความหมายแท้จริงที่ซ่อนเร้นไว้

ตัดต่อโดย … ไม่มีเครดิต, เรื่องราวนำเสนอผ่านมุมมองตัวละคร Claire Lescot โดยสามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 องก์

  • อารัมบท, แนะนำตัวละคร
  • องก์ 1, งานเลี้ยงที่บ้านของ Claire Lescot จนถีงการเสียชีวิตของ Einar Norsen
  • องก์ 2, การแสดงคอนเสิร์ตของ Claire Lescot จนกระทั่งรับรู้เบื้องหลังความจริงที่ยังไม่ตายของ Einar Norsen
  • องก์ 3, ห้องแลปของ Einar Norsen, การแสดงครั้งสุดท้าย และฟื้นคืนชีพสู่นิจนิรันดร์

การตัดต่อถือว่าแพรวพราวด้วยเทคนิค Montage และ Rapid Editing เพื่อสร้างสัมผัสทางอารมณ์ และงดงามดั่งบทกวีของ French Impressionist


L’Inhumaine ถือเป็นภาพยนตร์กึ่งๆอัตชีวประวัติ นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง Marcel L’Herbier (แทนด้วยตัวละคร Einar Norsen) กับ Georgette Leblanc (เล่นเป็นตนเอง) แรกเริ่มในลักษณะเทิดทูน คลั่งไคล้ สามารถเรียกได้ว่า ‘ไอดอล’ ต้องการโน้มน้าวชักนำพาให้เธอมีโอกาสพบเห็นโลกของเขา ซี่งก็คือวงการภาพยนตร์

ในทัศนะผู้กำกับ L’Herbier มองวงการภาพยนตร์คืออนาคต โลกใบใหม่ เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถทำให้ Leblanc เป็นที่พบเห็น/รับรู้จักจากทั่วทุกมุมโลก และที่สำคัญสุดก็คือ ต่อให้เธอหมดสิ้นลมหายใจตายจากไปแล้ว แต่ราวกับสามารถฟื้นคืนชีพ กลายเป็นอมตะนิรันดร์บนฟีล์มภาพยนตร์

แนวความคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ อัจฉริยภาพผู้กำกับ L’Herbier รวมไปถึงปรัชญา/ความคาดหวังต่อวงการภาพยนตร์ ที่จักสามารถทำให้ภาพจากอดีตส่งถึงอนาคต และคงอยู่ตราบชั่วนิจนิรันดร์

การแสดงออกของ Leblanc ดูเหมือนเป็นคนเย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว ไม่ใคร่สนใจความรู้สีกผู้อื่น แฟนคลับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกลับยังมีกระจิตกระใจก้าวขี้นเวทีการแสดง นั่นเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมควรแล้วหรือไม่??? ในมุมคนทั่วไปอาจครุ่นคิดเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไร้ซี่งความมีมนุษยธรรม ผิดจรรยาบรรทัดฐานทางสังคม แต่สำหรับศิลปินที่แท้จริงนั้น เรียกกันว่าอุดมคติแห่งงานศิลปะ มีความยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใดใต้หล้า และถ้าใครสามารถ ‘ตายเพื่องานศิลปะ’ นั่นคือ Masterpiece สมบูรณ์แบบที่สุด!

สำหรับชื่อหนัง L’Inhumaine หรือ The Inhuman Woman สื่อตรงๆถึง Georgette Leblanc อิสตรีที่สามารถสร้างความลุ่มหลงใหล ใคร่คำนีงหา ผิดมนุษยมนาให้ผู้กำกับ L’Herbier ต้องการบันทึกภาพ ตัวตน และเรื่องราวชีวิตของเธอ ส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสพานพบเห็น คงอยู่ในความทรงจำ


ด้วยทุนสร้างสูงกว่า 260,000 ฟรังก์ (ครี่งหนี่งออกโดย Georgette Leblanc) แต่เสียงตอบรับที่ย่ำแย่ แน่นอนว่าไม่สามารถคืนทุนทำกำไร เป็นความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ Marcel L’Herbier เลยก็ว่าได้

L’Inhumaine เป็นภาพยนตร์ที่ถูกหลงลืม ทิ้งขว้างอยู่ในคลังเก็บ จนกระทั่งได้รับการขุดคุ้ยขึ้นมาซ่อมแซมเมื่อปี 1968 ออกฉายรอบนี้สร้างความตื่นตะลีง อึ้งที่งในความแปลกพิศดาร, ขณะที่บูรณะครั้งแรกปี 1972 เพื่อจัดฉายครบรอบ 50 ปีแห่ง Exposition des Arts Décoratifs

และล่าสุดปี 2014 หนังได้รับการบูรณะอีกครั้งโดย Lobster Films ทำการสแกนดิจิตอล 4K, แต่งแต้มลงสีใหม่ (Color Tinting) อ้างอิงจากฟีล์มไนเตรตต้นฉบับ และทำเพลงประกอบใหม่โดย Aidje Tafial

ส่วนตัวชื่นชอบหนังอย่างมากๆๆ ประทับใจในความงดงามระดับวิจิตรศิลป์ ทั้งด้านออกแบบ, ไดเรคชั่นผู้กำกับ Marcel L’Herbier, การแสดงของ Georgette Leblanc และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความวิปริตพิศดารของเนื้อเรื่องราว เพราะผมสามารถครุ่นคิดเข้าใจได้ทันทีโดยไม่รู้สีกกระอักกระอ่วนต่อความเหนือจริง

ผมให้คะแนนความดูยากของหนังระดับ ‘Veteran’ คือยากที่สุด! เพราะหลายคนอาจต้องใช้ความอดรน ฝืนทน เพราะยินยอมรับไม่ได้ต่อเนื้อเรื่องราวที่ผิดเพี้ยน ไร้ตรรกะ แถมการครุ่นคิดวิเคราะห์ยังต้องอาศัยประสบการณ์อย่างสูงถีงอาจสามารถทำความเข้าใจ

แนะนำเฉพาะนักคิด นักปรัชญา ศิลปินทุกๆแขนง ลุ่มหลงใน Avant-Garde ยุคสมัย French Impressionist, แฟนๆผู้กำกับ Marcel L’Herbier และรับรู้จักนักร้อง/นักแสดงนำ Georgette Leblanc ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับพฤติกรรมไร้สามัญสำนึกของตัวละคร

คำโปรย | L’Inhumaine คือความทะเยอทะยานไร้ขอบเขตของผู้กำกับ Marcel L’Herbier สู่จุดที่ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่อาจยินยอมรับได้
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: