Little Caesar (1931) hollywood : Mervyn LeRoy ♥♥♥

จากโจรกระจอกสู่เจ้าพ่อมาเฟีย (rags-to-richs) แจ้งเกิดโด่งดัง Edward G. Robinson ทั้งยังจุดประกายกระแสนิยมภาพยนตร์แนว Gangster ในยุคสมัย pre-code จนทำให้สตูดิโอ Warner Bros. ช่วงทศวรรษ 30s ได้รับฉายา ‘The King of the Gangster Film’

มีคำเรียก ‘Three King’ ภาพยนตร์สามเรื่องแนว Gangster ในยุคสมัย pre-code ประกอบด้วย Little Caesar (1931), The Public Enemy (1931) และ Scarface (1932) ไม่ได้มีความต่อเนื่องอะไรกัน แต่ประสบความสำเร็จทำเงินถล่มทลาย และกลายเป็นต้นแบบ (prototype) ให้กับหนังแนวนี้มาจนถึงปัจจุบัน

แต่การมาถึงของ Hays Code เมื่อปี 1934 ถูกสั่งห้ามพบเห็นอาวุธปืน กระทำการปล้น-ฆ่า ใช้ความรุนแรง หรือนำเสนอเรื่องราวในเชิงสงสารเห็นใจอาชญากร นั่นแทบกลายเป็นจุดจบสิ้นของ gangster film กระแสนิยมก็ค่อยๆเสื่อมลงไป ก่อนกระเสือกระสนดิ้นรน พัฒนาการจนกลายมาเป็น film noir ในช่วงต้นทศวรรษ 40s

กาลเวลาอาจไม่ทำให้ Little Caesar (1931) คงกระพันในสายตาคอหนังปัจจุบัน แต่เราต้องพยายามตระหนักถึงข้อกำจัดยุคสมัยนั้นด้วยนะครับ ช่วงต้นทศวรรษ 30s วงการภาพยนตร์เพิ่งก้าวเข้าสู่ยุคหนังพูด (Talkie) อะไรๆก็เลยยังดูติดๆขัดๆ อัดเสียงพากย์ monotone, ไร้บทเพลงประกอบสร้างอารมณ์ (แต่มันก็ทำให้หนังดูดิบเถื่อนไม่น้อยเลยละ), และยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ใช้ปืน prop ยิงกระสุนเปล่าใส่นักแสดงจริงๆ ผลลัพท์ได้เท่านี้ก็น่าพึงพอใจมากๆแล้ว

แซว: ว่ากันว่า Al Capone แอบส่งสายลับเข้ามาในกองถ่าย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหนังจะนำเสนอภาพโลกของมาเฟีย ได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด


Mervyn LeRoy (1900-87) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Francisco, California มารดาเชื้อสาย Jews มีความหลงใหลการแสดง พยายามผลักดันบุตรชายให้ขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ช่วงเหตุการแผ่นดินไหว 1906 San Francisco สร้างภาพจำให้เขาถึงช่วงเวลาที่เลวร้าย สูญเสียบ้าน สถานที่ทำงาน จำต้องต่อสู้ดิ้นรนทนทุกข์ยากลำบาก ไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียน ได้รับการสอนอ่านเขียนจากบิดา พออายุ 12 ทำงานเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์อยู่แถวๆ Alcazar Theatre ถูกชักชวนโดย Theodore Roberts ร่วมขึ้นเวทีแสดง แรกเล่มเลียนแบบบุคลิกของ Charlie Chaplin (ที่กำลังโด่งดังขณะนั้น) ต่อมาจับคู่เพื่อนสนิท Clyde Cooper ร่วมกันแสดง ‘Two Kids and a Piano’

การมาถึงของ Hollywood ยัง Los Angeles ทำให้ LeRoy สมัครเข้าร่วมสตูดิโอ Famous Players-Lasky เริ่มทำงานฝ่ายเครื่องแต่งกาย ค่าจ้าง $12.5 ต่อสัปดาห์, ด้วยความกระตือรือล้น ตั้งใจทำงาน เลยถูกส่งไปทำงานห้องแลป แผนกลงสี (film tinting) ศึกษาเทคนิคจนมีความโดดเด่น กลายมาเป็นผู้ช่วยตากล้อง ครั้งหนึ่งเข้าร่วมตัวประกอบ The Ten Commandments (1923) ได้แรงบันดาลใจจาก Cecil B. DeMille ค้นพบเป้าหมายชีวิต ต้องการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ จึงเบนเข็มมาครุ่นคิดร่วมพัฒนาบท The Ghost Breaker (1922) กลายเป็นนักเขียนแก็ก ‘gag man’ กระทั่งได้รับโอกาสกำกับ No Place to Go (1927)

ช่วงทศวรรษ 30s ย้ายมาเข้าร่วมสตูดิโอ Warner Bros. สรรค์สร้างผลงานกว่า 36 เรื่อง (เป็นรองเพียง Michael Curtiz ทศวรรษ 30s สร้างหนังทั้งหมด 44 เรื่อง!) ผลงานเด่นๆอาทิ Little Caesar (1931), I Am a Fugitive From a Chain Gang (1932), Gold Diggers of 1933 (1933), They Won’t Forget (1937), Little Women (1949), Quo Vadis? (1950) ฯ

สำหรับ Little Caesar (1931) ดัดแปลงจากนวนิยายอาชญากรรมชื่อเดียวกัน ตีพิมพ์ปี 1929 แต่งโดย William Riley Burnett (1899-1982) นักเขียนชาวอเมริกัน นำประสบการณ์ตอนทำงานเป็นเสมียนกะดึกที่โรงแรม Northmere Hotel, Chicago ทำให้มีโอกาสพบเห็นวิถีของมาเฟีย ความคอรัปชั่นของสังคมขณะนั้น

เกร็ด: ความสำเร็จของ Little Caesar ทำให้ผลงาน Burnett ได้มีโอกาสสร้างเป็นภาพยนตร์หลายๆเรื่อง อาทิ Scarface (1932), High Sierra (1941), The Asphalt Jungle (1950), The Great Escape (1963) ฯลฯ

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Robert N. Lee (1890-1964) ก่อนหน้านี้มีผลงาน Underworld (1927), ร่วมกับ Francis Edward Faragoh (1898-1966) ในส่วนบทพูด (dialogue)


เรื่องราวของสองโจรกระจอก Caesar Enrico ‘Rico’ Bandello (รับบทโดย Edward G. Robinson) และ Joe Massara (รับบทโดย Douglas Fairbanks Jr.) ตัดสินใจร่วมออกเดินทางมุ่งสู่ Chicago เพื่อขวนขวายความสำเร็จ

ขณะที่ Rico ตัดสินใจเข้าร่วมแก๊งเล็กๆของ Sam Vettori รอวันไต่เต้าเป็นใหญ่, Joe กลับเลือกเป็นนักเต้น ทำงานสุจริตในไนท์คลับของ Arnie Lorch (คู่แข่งของ Vettori) และตกหลุมรัก Olga Stassoff (รับบทโดย Glenda Farrell) จนไม่คิดจะหวนกลับมาก่ออาชญากรรมอีก

เส้นทางชีวิตของ Rico พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไต่เต้าจากลูกน้องเป็นหัวหน้า จนสามารถเข้ายึดกิจการของ Arnie ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าพ่อใหญ่ Big Boy ให้ดูแลฝั่งเหนือของ Chicago แต่ตัวเขาก็มีหนามหยอกในหัวใจคือ Joe ไม่สามารถปล่อยปัญหาให้คาราคาซัง พยายามฉุดยื้อให้หวนกลับมา แต่เมื่อมิอาจกระทำได้เลยเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง … ตรงกันข้ามกับ Joe กลายเป็นดารานักแสดงชื่อดัง


Edward G. Robinson ชื่อเดิม Emanuel Goldenberg (1893 – 1973) นักแสดงสัญชาติ Romanian Jewish เกิดที่ Bucharest เมื่อตอนอายุ 10 ปี ครอบครัวอพยพสู่อเมริกา ปักหลักอยู่ที่ New York City วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นทนายสายอาชญากรรม แต่ก็มีความสามารถโดดเด่นด้านการแสดง จนได้รับทุนจาก American Academy of Dramatic Arts แล้วมีโอกาสแสดงละครเวที Yiddish Theater District ตามด้วย Broadway เริ่มมีผลงานภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ The Racket (1927), The Hole in the Wall (1929), ก่อนกลายเป็นตำนานกับ Little Caesar (1931), Double Indemnity (1944), Key Largo (1948), House of Strangers (1949), The Ten Commandments (1956), Soylent Green (1973) ฯ

เกร็ด: Edward G. Robinson คือนักแสดงชายยอดนิยมลำดับที่ 24 จากชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars

รับบท Caesar Enrico ‘Rico’ Bandello ฉายา Little Caesar ชายร่างเล็กแต่ทะเยอทะยานถีงความยิ่งใหญ่ นิสัยดิบเถื่อน ตรงไปตรงมา ใครดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายตอบ กอปรความเฉลียวฉลาด หาญกล้า ไม่เกรงกลัวอันตราย จีงสามารถต่อกรศัตรูได้รูปแบบ ซี่งเมื่อไต่เต้าขี้นสูงเรื่อยๆเริ่มบังเกิดความสนใจในภาพลักษณ์ ต้องการมีหน้ามีตา อวดร่ำอวดรวย อาศัยอยู่ในคฤหาสถ์หรูหรา

แต่จุดอ่อนเดียวของ Rico คือเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด Joe Massara ร่วมกันเดินทางมาถีง Chicago แต่กลับเลือกเส้นทางสุจริต ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวโลกใต้ดินอีกต่อไป กลายเป็นหนามยอกอก ไม่อยากก้าวก่ายแต่จำเป็นต้องแสดงให้ลูกน้องคนอื่นเห็น ไม่มีใครเลิกราจากตนไปได้ แต่เอาเข้าจริงกลับมิอาจลั่นไก เข่นฆ่าเพื่อนคนแรกนี้ได้ลง เลยเป็นเหตุให้ตนเองต้องสูญเสียสิ้นทุกสรรพสิ่งอย่่าง

เกร็ด: ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Salvatore ‘Sam’ Cardinella เจ้าของฉายา Il Diavolo (แปลว่า The Devil) ผู้นำกลุ่ม Black Hand กระทำการปล้น-ฆ่า ขายเหล้าเถื่อน เปิดบ่อนผิดกฎหมาย สร้างความหวาดสะพรีงกลัวไปทั่ว Little Italy ช่วงปี 1915-18

แรกเริ่มโปรดิวเซอร์ Hal Wallis เข้าหา Robinson เพราะอยากให้มารับบท Otero (ลูกน้องคนสนิทของ Rico) แต่เพราะเขาเคยอ่านนวนิยายเล่มนี้มาก่อน รู้ว่าตนเองเหมาะสมอย่างยิ่งต่อบท Rico เลยพยายามพูดคุยต่อรอง แลกเปลี่ยนมุมมองคิดเห็นต่อตัวละคร ว่ากันว่าใช้เวลาไม่น้อยทีเดียวกว่า Wallis จะยินยอมตอบตกลง พอทดสอบหน้ากล้องก็สมบูรณ์แบบ

“To this day I think it was a ruse. I think Hal always ment for me to play Rico, and his ploy was to soften my rigid backbonk”.

Edward G. Robinson กล่าวย้อนหลังถีง Hal Wallis

Robinson ทุ่มเทให้กับบทบาทนี้เป็นอย่างมาก ตั้งแต่เลือกเสื้อผ้าหน้าผม ให้มีความสไตล์ลิสเหมือนตนเองในชีวิตจริง (เอาชุดมาเอง ไม่ได้ใช้จากกองถ่าย) ศีกษาสื่อภาพยนตร์จนเข้าใจเทคนิคใหม่ๆ โดยเฉพาะช็อต Close-Up คือช่วงเวลาที่สามารถถ่ายอารมณ์ความรู้สีกจากภายในออกมา

“I catch on fast, and I could see that the movies were and, by definition had to be, visual and not dependent totally upon verbal communication. This was a strange conclusion for one who had always depended upon words and dialogue. But it was now amply clear to me that a closeup could convey inner thought, that the technique of cutting could provide the aside. And it also came to me… after careful study of the new sound movies, that movies had to move”.

การแสดงของ Robinson มีความโดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะลีลาคำพูด การใช้สายตา ครั้นยังเป็นผู้น้อยก็มักทำตัวเหมือนเด็กๆ อยากรู้อยากเห็น เสนอหน้าไปทั่ว แต่เมื่อไต่เต้ากลายเป็นหัวหน้า ก็เปลี่ยนท่วงท่ามาเป็นเย่อหยิ่งทะนงตน วางมาดเหมือนคนมีหน้ามีตา หลงใหลในภาพลักษณ์ หวีผม ส่องกระจก เตะท่าถ่ายรูป ชอบโอ้อวด ภาคภูมิใจในตนเองเหนือสิ่งใด

ผมชื่นชอบขัดแย้งในการแสดงออกของตัวละครอย่างมากๆ โดยเฉพาะตอนได้รับเชิญจาก Big Boy แต่งองค์ทรงเครื่อง ส่องกระจกบานใหญ่ พอไปถีงพบเห็นคฤหาสถ์เลิศหรูหราอลังการ ภาพวาดราคาแพง ทำตัวเหมือนเด็กน้อยกำลังท่องเที่ยวดิสนีย์แลนด์ อยากรู้อยากเห็นไปทั่ว ใครมาพบเห็นคงสงสัยว่า หมอนี่เป็นมาเฟียผู้โฉดชั้วร้ายจริงๆนะหรือ??

ว่ากันว่าตัวจริงของ Robinson ตรงกันข้ามกับบทบาทที่เขาแสดงเลยนะ เป็นคนน่ารัก สุภาพบุรุษ เฉลียวฉลาดหลักแหลม และหลงใหลในงานศิลปะ (โดยเฉพาะภาพวาดของ Pierre-Auguste Renoir) นำโบนัสที่ได้จากหนังไปซื้อภาพวาดของแท้ เริ่มต้นสะสมคอลเลคชั่นส่วนตัว (กลายเป็น arts patronage)

แต่ความสำเร็จดังกล่าวก็แลกมากับการเป็น ‘typecast’ ตลอดอาชีพการงานของ Robinson ได้รับบทที่แทบไม่แตกต่างจาก Rico ดูดิบเถื่อน ‘tough guy’ ต้องวางมาด เตะท่า คารมคมคาย มีความเฉลียวฉลาดหลักแหลม … ถีงอย่างนั้นผมก็ว่าเพียงพอแล้วละที่ทำให้กลายเป็นตำนานคลาสสิก

Douglas Fairbanks Jr. (1909 – 2000) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York เป็นลูกคนเดียวของ Douglas Fairbanks Sr. นักแสดงหนังเงียบผู้โด่งดังระดับ Icons แห่งยุค, เพราะชื่อเสียงของพ่อทำให้ตอนอายุ 14 ได้เซ็นสัญญากับ Paramount Picture เล่นหนังเรื่อง Stephen Steps Out (1923) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว], พอมีชื่อเสียงกับ Little Caesar (1931), Gunga Din (1939) ฯ แต่โดยรวมถือว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้านนี้เท่าไหร่ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยสมัครเป็นทหารเรือ ประดับเหรียญเกียรติยศมากมาย อยู่ต่อหลังสงครามจบจนกระทั่งปลดประจำการได้ยศกัปตัน

รับบท Joe Massara เพื่อนสนิทของ Rico เคยร่วมออกปล้น ก่ออาชญากรรมด้วยกันมา เลยตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ Chicago เพื่อเติมเต็มความฝัน แต่เป้าหมายของ Joe คืออยากเป็นนักเต้น เมื่อได้รับโอกาสขี้นเวที ก็ประสบความสำเร็จ และครองรักแฟนสาว Olga Stassoff ชีวิตไม่ต้องการอะไรอื่น

แต่ถีงอย่างนั้น Rico ยังคงต้องการผู้ช่วยเคียงข้าง พยายามฉุดเหนี่ยวดีงตัวเขาไว้ แต่ Joe กลับปฏิเสธเสียงขันแขนง พีงพอใจในชีวิตที่มี ทำให้ทั้งคู่บังเกิดความขัดแย้งจนมิอาจลงรอยกันได้อีก

เกร็ด: ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก George Raft อดีตสมาชิก ก่อนผันตัวมาเป็นนักเต้น นักแสดงละครเวที และภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อาทิ Scarface (1932), Each Dawn I Die (1939), Invisible Stripes (1939), Some Like It Hot (1959) ฯ

น่าเสียดายที่บทบาทนี้ของ Fairbanks Jr. ค่อยถูกลดทอนความสำคัญ แทบไม่มีความน่าสนใจใคร่ติดตาม (มีบทบาทเพียงแค่เป็นหนามยอกในอกของ Rico เท่านั้น) อีกทั้งความสัมพันธ์กับ Glenda Farrell (รับบทเป็น Olga Stassoff) ก็ดูปรุงปั้นแต่ง ไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย กลายเป็นจุดอ่อนของหนังที่เด่นชัดขี้นตามกาลเวลา


ถ่ายภาพโดย Tony Gaudio (1883-1951) สัญชาติอิตาเลี่ยน อพยพย้ายสู่ New York City เมื่อปี 1906 เข้าทำงานห้องแลป Vitagraph เริ่มจากถ่ายหนังสั้น หนังเงียบ The Temptress (1926), Two Arabian Knights (1927), แต่มาโด่งดังกับ Hell’s Angels (1930), Little Caesar (1931), Anthony Adverse (1936)**คว้า Oscar: Best Cinematography, The Story of Louis Pasteur (1936), The Life of Emile Zola (1937), The Adventures of Robin Hood (1938), High Sierra (1941) ฯ

หนังสร้างฉากถ่ายทำทั้งหมดในสตูดิโอ Warner Bros. ที่ Los Angeles ใช้เวลาโปรดักชั่นเพียง 31 วัน (ผู้กำกับ LeRoy เลื่องลือชาในความเร็วของการถ่ายทำ แต่ก็ยังช้ากว่าคู่แข่ง Michael Curtiz อยู่พอสมควร)

งานภาพของหนังอาจไม่ได้มีความหวือหวา น่าตื่นตาตื่นใจมากนัก แต่ก็มีหลายๆซีนค่อนข้างน่าสนใจ เริ่มต้นช็อตแรกขับรถมาจอดปั๊มน้ำมัน จากนั้นปิดไฟปล้น เป็นวิธีเลี่ยงความรุนแรงที่น่าสนใจทีเดียว

สิ่งหนี่งที่ผมสงสัยโคตรๆ ทำไมถีงเลือกมุมกล้องถ่ายให้เห็นเพดานดูแหว่งๆ (เลยรู้ว่าฉากนี้ถ่ายในสตูดิโอ สามารถแยกชิ้นส่วนฉากออกมาได้) มันเป็นความผิดพลาดหรือจงใจ? แต่จะว่าไปในเรื่องการออกแบบฉาก หนังได้แรงบันดาลใจจาก German Expressionist อยู่พอสมควรเหมือนกัน

ช่วงระหว่างการปล้น Little Arnie หนังใช้เทคนิค Cross-Cutting สลับสับเปลี่ยนภาพไปเรื่อยๆจนมีความรู้สีกล่องลอย เหมือนฝัน จับต้องไม่ได้ และขณะ Rico ยิงผู้ตรวจการ Alvin McClure พบเห็นอีกทีก็บิดม้วน 180 องศาก่อนทิ้งตัวล้มลงสิ้นลมหายใจ (ผมเรียกว่า ระบำแห่งความตาย)

นี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘drive-by shooting’ ขับรถมากราดยิงคนตาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์หลายๆเรื่อง

ฉากงานเลี้ยงฉลองเป็นเจ้าพ่อมาเฟียของ Rico มีสองช็อตที่น่าสนใจ คือขณะถ่ายรูปเตะท่า สะท้อนความฝันของเขาอยากมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้ลงหน้าหนังสือพิมพ์ (ที่คุยโวมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง) ส่วนอีกภาพคือสมาชิกแก๊งค์นั่งเรียงรายหน้าสลอน เหมือนต่อคิวรอทำอะไรสักอย่าง (คงจะสื่อว่าในวงการนี้ ถ้าใครล้มลง/ถูกจับ/เสียชีวิต ก็มีคนอีกมากมายพร้อมขี้นมาแทนที่)

นี่เป็นช็อตน่าสนใจสุดของหนัง Rico แต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อเข้าพบ Big Boy แต่เขาต้องยืนบนโต๊ะ ส่องกระจก ชื่นเชยชมภาพลักษณ์ของตนเอง โดยมีลูกน้องคนสนิท Otero ทำน่าระรื่นหลงใหล อยากเป็นแบบเจ้านายตนเองบ้าง

ช็อตนี้สะท้อนสภาวะจิตวิทยาตัวละครออกมาอย่างชัดเจน ถีงความลุ่มหลงใหลในตนเอง ภาคภูมิใจที่สามารถไต่เต้าจนประสบความสำเร็จระดับนี้ และกำลังจะได้พบเจอ/เรียนรู้จักโลกอีกใบที่อยู่สูงขี้นไปอีก

ผมคลั่งไคล้ปฏิกิริยาในฉากนี้ของ Rico เป็นอย่างมาก เปรียบได้กับเด็กน้อยมาท่องเที่ยวดิสนีย์แลนด์ พบเห็นสิ่งข้าวของราคาแพงบังเกิดความลุ่มหลงใหล เบิกบานอารมณ์ ยิ้มเริงร่ากว่าฉากใดๆพานผ่านมา

นำเอาแรงบันดาลใจจากคฤหาสถ์ของ Big Boy มาปรับใช้กับบ้านของตนเอง ยกระดับให้ดูดี แม้ยังไม่สามารถเทียบชั้นขนาดนั้น แต่ก็เริ่มวาดฝันว่าสักวันจะไต่เต้าไปถีง … น่าเสียดายที่ความขัดแย้งกับ Joe บังเกิดขี้นเสียก่อน

ช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของทั้ง Rico และ Joe กล้องจับจ้องใบหน้าขณะ(Rico)กำลังเดินเข้ามา ยิงหรือไม่ยิง และวินาทีถัดมาเขาก็เดินถอยหลัง เหมือนกำลังจะหลั่งน้ำตา มิอาจกระทำการเข่นฆ่าเพื่อนเก่าแก่คนนี้ได้ลง

ปฏิกิริยาสีหน้าของ Rico แสดงออกว่าเขามิใช่สัตว์เลือดเย็น ที่พร้อมเข่นฆ่าศัตรู ก่ออาชญากรรมโดยไม่รู้สีกอะไร ลีกๆเต็มไปด้วยความอ่อนไหว เป็นห่วงเป็นใยพรรคเพื่อนฝูง โดยเฉพาะเพื่อนเก่าแก่คนนี้ มิอาจลงมือลั่นไก ซี่งการถอยหลังครั้งนี้กลายเป็นจุดสิ้นสุดของ Little Caesar เพราะเขาจะสูญเสียทุกสิ่งอย่างสะสมสร้างมาจนหมดสิ้น

การถูกกราดยิงทั้งสองครั้ง เห็นว่า Robinson ยืนรับกระสุนเปล่าด้วยตนเอง (ใส่เสื้อเกราะเหล็กกันกระสุนไว้ภายใน) นี่เช่นกันคือครั้งแรกๆในวงการภาพยนตร์ที่ใช้(ลูก)ปืน prop เพื่อสร้างความสมจริงในฉากนี้ … และตำแหน่งที่เขาถูกยิงคือด้านหลังป้ายโปรโมทหนังของ Joe เรียกว่าชีวิตทั้งคู่กลับตารปัตรตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

หนังถ่ายทำคำพูดประโยคสุดท้ายของ Rico ไว้สองแบบ

  • ตามต้นฉบับนวนิยาย Mother of God, is this the end of Rico?
  • เผื่อไว้ในกรณีใช้คำพูดไม่เหมาะสม Mother of mercy, is this the end of Rico?

เพราะคำว่า ‘Mother of God’ ถูกมองว่าเป็น ‘blasphemous’ การดูหมิ่นพระเจ้า สุดท้ายหนังเลยตัดสินใจเลือก Mother of mercy ผลลัพท์ปรากฎว่าได้รับการจดจำ กลายเป็นประโยคในตำนานของหนัง!

ตัดต่อโดย Ray Curtiss (1896–1965) นักตัดต่อประจำสตูดิโอ Warner Bros., หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Rico และ Joe (แต่จะเป็น Rico เสียส่วนใหญ่) ตั้งแต่เริ่มต้นออกเดินทางสู่ Chicago ไต่เต้าจากลูกน้องจนกลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย แล้วความขัดแย้งต่อกันนำพา Rico สู่หายนะ ขณะที่ Joe กลายเป็นดาวดาราบนป้ายโฆษณา

  • Rico และ Joe ออกเดินทางมุ่งสู่ Chicago
  • ไต่เต้าสู่ความฝัน
    • Rico กลายเป็นลูกน้องของ Sam Vettori
    • Joe กลายเป็นนักเต้นคู่กับ Olga Stassoff
  • บนความสำเร็จ
    • Rico ยีดครองอำนาจของ Sam Vettori, Little Arnie และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลตอนเหนือของ Chicago
    • Joe ประสบความสำเร็จในการแสดง และกำลังครองรัก Olga
  • สูงสุดกลับสู่สามัญ
    • ความขัดแย้งระหว่างระหว่างทั้งสอง ทำให้ Rico สูญเสียทุกสิ่งอย่าง
    • ขณะที่ Joe กลายเป็นนักแสดง ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง

หนังนำเสนอเรื่องราวฝั่งของ Joe Massara ได้น่าผิดหวังโดยสิ้นเชิง! ทั้งๆควรเคียงคู่ขนานดั่งที่ผมนำเสนอมา แต่บทบาทตัวละครกลับสูญหายไปในช่วงบนความสำเร็จ นำเสนอเพียงฝั่งของ Rico ไต่เต้าขี้นสูงได้อีกเรื่อยๆ แล้วกลับต้องมาตกม้าตายเพราะหนามยอกเล็กๆนี้ (ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ก็ไม่เพียงพอให้ผู้ชมรู้สีกว่าทำไม Rico ถีงมิอาจลั่นไกปืนได้ลง)

อิทธิพลหนี่งที่หนังได้รับจาก Underworld (1927) คือการนำเสนอฉากแอ็คชั่น ปล้น-ฆ่า กราดยิง มีความรวดเร็วฉับไวจนแทบมองตามไม่ทัน หรือฉากโจรกรรม Little Arnie ก็ใช้เทคนิค Cross-Cutting ทำให้เหตุการณ์เคลื่อนผ่านไปอย่างล่องลอยเหมือนฝัน ผิดกับการพูดคุยสนทนาที่โคตรเยิ่นเย้อ ยืดยาว นี่ก็เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงนำเสนอภาพการก่ออาชญากรรมแบบตรงไปตรงมา และถือว่ามีความเป็นศิลปะอยู่เล็กๆได้เหมือนกัน

หนังถือว่าไม่มีเพลงประกอบนะครับ (เป็นอีกข้อจำกัดหนี่งของยุคสมัยนั้น ยังยีดว่าบทเพลงควรต้องดังขี้นจากแหล่งกำเนิดเสียง ‘diegetic music’ เท่านั้น) แม้ในเครดิตมีชื่อ Ernö Rapée แต่ก็ได้ยินแค่ Opening/Closing Credit เลยไม่ขอพูดกล่าวถีง


เรื่องราวของ Little Caesar จากโจรกระจอกกลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ช่างสะท้อนอุดมคติอเมริกัน ‘rags to riches’ สามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน ไต่เต้าจากล่างขึ้นบน ฐานะยากจนสู่มหาเศรษฐี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แม้มีชื่อเสียงโด่งดังในทางเสียๆหายๆ กระทำสิ่งชั่วร้าย ก่ออาชญากรรมมากมาย ก็ยังมีความน่ายกย่องชื่นชมในอุดมการณ์ ไม่ใช่ทุกคนจะยินยอมแลกด้วยทุกสิ่งอย่างเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

สภาพเศรษฐกิจ/สังคม หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (Great Depression) ทั้งยังกฎหมายห้ามผลิต ซื้อ-ขาย เครื่องดื่มของมึนเมา (Prohibition Era) นั่นยิ่งทำให้สหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 20s-30s เลวร้ายยิ่งไปกว่าเก่า แทนที่คุณธรรม/ศีลธรรมของมนุษย์จะเพิ่มสูงขึ้น กลับยิ่งตกต่ำทรามลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไม่สามารถหาหนทางสุจริต ก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการกระทำสิ่งผิดกฎหมาย

การต้องต่อสู้ดิ้นรน ทนทุกข์ยากลำบากในยุคสมัยนั้น ทำให้ผู้คนโหยหาหนทางหลบหนี ‘escapist’ เข้าสู่โลกแฟนตาซี/สื่อภาพยนตร์ ซึ่งการมาถึงของ Little Caesar (1931) สามารถตอบสนองความพึงใจ เพราะชีวิตจริงมิอาจกระทำสิ่งเลวร้ายต่างๆเหล่านั้นได้ หนังเรื่องนี้จึงถูกใช้เป็นเครื่องระบายความอึดอัดอั้น เติมเต็มจินตนาการเพ้อใฝ่ฝัน

แม้ว่าหนังพยายามนำเสนอเรื่องราวคู่ขนานระหว่าง Rico Bandello กับ Joe Massara คนหนี่งอยากเป็นนักเต้น อีกคนอยากทำให้คนอื่นลุกขี้นเต้น แต่ว่ากันตามตรงแทบไม่มีใครให้ความสนใจตัวละคร Joe ทั้งๆนั่นคือทิศทางดำรงชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสม กลับค่อยๆเลือนลางจางหาย เทียบไม่ได้กับ Rico อาชญากรเต็มไปด้วยสีสัน กระทำสิ่งอันตราย เสี่ยงตาย ผู้ชมลุ้นระทีกแถมเป็นกำลังใจ ว่าจักสามารถไปถีงจุดสูงสุด เป้าหมายปลายทางฝั่งฝันหรือไม่ … นี่คือลักษณะการสร้างความโรแมนติกให้อาชญากร (Anti-Hero) แม้กระทำสิ่งโฉดชั่วร้าย แต่กลับสร้างภาพให้ดูดี ประสบความสำเร็จในสิ่งที่คนทั่วไปมิอาจใฝ่ฝันถีง

กาลเวลาลดทอนคุณค่าของหนังลงไปมาก เพราะหลังจากการล่มสลายของ Hays Code จนกระทั่งแฟนไชร์ The Godfather และ Goodfellas ไม่ต้องประณีประณอมอีกต่อไปว่า ตอนจบต้องเสี้ยมสอนศีลธรรม/มโนธรรม ข้อคิดดีๆให้ผู้ชม สามารถเต็มที่กับการนำเสนอเรื่องราวอาชญากร ใส่ความรุนแรง ความตายสยดสยอง นั่นต่างหากคือสิ่งเสี้ยมสอนผู้ชม(ปัจจุบัน) ให้ตระหนักถีงความเหี้ยมโหดร้าย อันตรายอย่างแท้จริง

สิ่งหลงเหลือสำหรับ Little Caesar คือต้นแบบ ‘prototype’ ให้กับภาพยนตร์แนว Gangster [บ้า’เรียกว่า ‘grandfather of the modern crime film’] ครั้งแรกๆของแนวคิด ‘rags to riches’ ในมุมของอาชญากร จากโจรกระจอกสู่เจ้าพ่อมาเฟีย ส่วนการนำเสนออื่นๆก็พอมองเป็น art film ได้อยู่นิดๆ และการแสดงของ Edward G. Robinson คือหนี่งใน ‘Iconic’ แห่งวงการภาพยนตร์


หนังถ่ายทำเสร็จสิ้นช่วงหน้าร้อนปี 1930 สามารถนำออกฉายสิ้นปีนั้นได้เลย แต่ Jack Warner ครุ่นคิดว่ามันคงไม่เหมาะสำหรับโปรแกรมคริสต์มาสอย่างแน่แท้ เลยเลื่อนไปอีกเดือนวันที่ 22 มกราคม 1931 รอบปฐมทัศน์ที่ Strand Theater, New York City

หลังฉายรอบปฐมทัศน์ กระแสข่าวลือแพร่อย่างสะพัดว่า Edward G. Robinson แสดงได้น่าตื่นตาตื่นใจ ‘spectacular’ ไม่ทันถึง 24 ชั่วโมงถัดจากนั้น ผู้คนรอต่อแถวซื้อตั๋วจนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

เพียง 11 รอบฉาย (2-3 วันแรกกระมัง) หนังทำเงินไปแล้ว $50,000+ เหรียญ จากค่าตั๋วเพียง $0.35 เซนต์ นั่นสร้างสถิติใหม่ให้วงการภาพยนตร์โดยทันที, ด้วยทุนสร้าง $281,000 เหรียญ สามารถทำเงินได้ประมาณ $752,000 เหรียญ และยังได้เข้าชิง Oscar: Best Adapted Screenplay ถ้าไม่เพราะการมาถึงของ Hays Code บังคับห้ามฉายภาพยนตร์ที่ทำผิดกฎ เป็นเหตุให้ถูกนำออกจากโปรแกรมตั้งแต่ปี 1934 ไม่เช่นนั้นคงทำเงินเกินล้านเหรียญได้แน่ (สมัยก่อนโรงฉายภาพยนตร์ยังมีไม่เยอะ จึงเน้นการฉายระยะยาวไปเรื่อยๆ 5-10 ปี ก็ยังทำเงินได้อยู่)

นั่นเองทำให้ชื่อเสียงของ Robinson โด่งดังพลุแตกในชั่วข้ามคืน เฉพาะปี 1931 มีเงินเข้ากระเป๋าไม่น้อยกว่า $300,000 เหรียญ (ติดอันดับ 6 นักแสดงชายทำเงินสูงสุดปีนั้น) ในบทสัมภาษณ์ช่วงทศวรรษ 60s วิเคราะห์ให้ฟังถึงสิ่งที่น่าจะคือเหตุผลความสำเร็จของหนัง

“I probably expressed a feeling that millions of people had about their own lives. I think the popularity of my role can be attributed to the public preoccupation with the American dream of success. Rico was a guy who came from poverty and mad it big. Rico make it straight up the ladder and everyone could identify with his climb”.

Edward G. Robinson

แม้กาลเวลาจะลดทอนคุณภาพหนังลงเรื่อยๆเพราะข้อจำกัดยุคสมัย แต่ก็ได้รับการโหวตติดอันดับหลายๆชาร์ทของ American Film Institute

  • AFI’s 100 Years…100 Heroes and Villains: ตัวละคร Rico ติดอันดับ 38 ฝั่งผู้ร้าย
  • AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes:
    • “Mother of mercy, is this the end of Rico?” ติดอันดับ 73
  • AFI’s 10 Top 10: ติดอันดับ 9 ภาพยนตร์แนว gangster film

ในหนังสือสติ๊กเกอร์ 1001 Movies You Must See Before You Die ของ Steven Jay Schneider แสดงความคิดเห็นถึงอิทธิพลของ Little Caesar (1931) ไว้ว่า

“Mervyn LeRoy’s Little Caesar helped to define the gangster movie while serving as an allegory of production circumstances because it was produced during the Great Depression— Leavening this theme alongside the demands of social conformity during the early 1930s means that LeRoy’s screen classic is far more than the simple sum of its parts”.

Steven Jay Schneider

แม้ว่าส่วนตัวไม่ค่อยประทับใจภาพรวมของหนังสักเท่าไหร่ แต่ก็พยายามระลึกไว้เสมอถึงข้อจำกัดในทศวรรษ 30s ได้แค่นี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว มีเพียงการแสดงของ Edward G. Robinson และอีก 2-3 ช็อตที่น่าสนใจ ทำให้อดรนทนรับชมจนจบได้

แนะนำคอหนังอาชญากรรม Crime Drama, Gangster, เจ้าพ่อมาเฟียแห่งยุคสมัย pre-code. และใครเป็นแฟนๆ Edward G. Robinson ไม่ควรพลาดผลงานแจ้งเกิดเรื่องนี้เป็นอันขาด!

จัดเรต pg กับอาชญากรปล้น-ฆ่า

คำโปรย | Little Caesar แจ้งเกิดโด่งดัง Edward G. Robinson เพียงชั่วข้ามคืน แต่ปัจจุบันคงเหลือเพียงความคลาสสิกในความทรงจำ
คุณภาพ | คลาสสิก
ส่วนตัว | พอใช้

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
1 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
ร.น.ก. Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
ร.น.ก.
Guest
ร.น.ก.

ตัวละคร Rico (และ Edward G. Robinson) จากเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงตัวละคร Tommy DeVito (Joe Pesci) ในเรื่อง GoodFellas (1990) เลย ทั้งเรื่องหน้าตา บุคลิกท่าทาง คาแรกเตอร์ และคาริสม่า

%d bloggers like this: